|
โรงเรียนชุมชน
อนาคตบนเส้นด้ายของเยาวชนพลัดถิ่น
บ้านนาอีสานวันนี้
เงียบหายไร้เสียงแคนที่เคยแว่วดัง เสียงหาบน้ำออดแอดของสาวน้อยวัยรุ่นกำลังแตกพาน
คือภาพอันคุ้นชินเมื่อครั้งเก่าก่อนของแผ่นดินอีสาน ที่วันนี้ได้จืดจางห่างหายไป
ทั้งคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่วัยแรงงานหลักของครอบครัว ต่างอพยพพาครอบครัวไปเสี่ยงโชค
ทำมาหากินในเมืองหลวง หนีความข้นแค้นและหนี้สิน เหล่านี้คือภาพผลพวงหลังจากรัฐดำเนินนโยบายตาม
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่กระตุ้นให้เกษตรกรภาคชนบทเร่งรีบปลูกพืชผลการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว
เพื่อป้อนตลาดและเพื่อส่งออก เมื่อต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่า ราคาผลผลิตและเกษตรกรเองไม่มีข้อต่อรองใดๆ
หนี้สินและความอดอยากยากจน ก็กลายเป็นผลตอบแทน ทำให้หลายครอบครัวหลายหมื่นครอบครัว
ต้องอพยพหนีความยากจนไปหางานทำในเมืองใหญ่ๆ และนั่นคือการต้องนำพาสมาชิกในครอบครัวไปร่วมชะตากรรมด้วย
โครงการเยาวชนพลัดถิ่น เป็นอีกโครงการหนึ่งของมูลนิธิเพื่อเยาวชนบท ที่พยายามเข้ามาสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กๆ
พลัดถิ่นตามผู้ปกครอง ได้มีทักษะและประสบการณ์ ที่จะประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองในเมืองอุตสาหกรรม
แต่แล้วก็พบคำตอบว่า ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจแข่งขันกันเชี่ยวกรากเพียงไร เด็กน้อยและเยาวชนจากชนบท
ยิ่งทะลักหลั่งไหลเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมในเมืองมากขึ้น ยิ่งกว่านั้น เด็กที่ขาดโอกาสการศึกษามักจะตกเป็นเหยื่อของสังคม
และแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็หมายความว่า เยาวชนชนบทซึ่งเป็นอนาคตของสังคมไทย
ยังต้องเผชิญชะตากรรมกับสารพันปัญหา ทั้ง เอดส์ ยาเสพติด การค้าประเวณี สาเหตุก็เนื่องมาจากขาดโอกาสทางการศึกษา
ขาดโอกาสพัฒนาศักยภาพตนเอง อันเนื่องมาจากฐานะของครอบครัวยังยากจน ขาดแคลนและต้องอพยพรับจ้างไปตามที่ต่างๆ
ร่วมกับบิดารมารดา จึงมาสู่ "โครงการโรงเรียนชุมชน"
ขึ้น ซึ่งตั้งอยู่ ตำบลเหล่าหลวง อ.เกษตรวิสัย ร้อยเอ็ด
เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา ให้แก่เด็กๆ ชนบทที่มีความต้องการศึกษาต่อ
แต่ขาดทุนทรัพย์ และเพื่อส่งเสริมประสบการณ์ทั้งในด้านอาชีพ และกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม
เพื่อให้เด็กๆ อันเป็นอนาคตของชาติ ได้เรียนรู้หาความหมายของชีวิต ได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ฝึกทักษะตนเอง
เพื่อให้สามารถดำรงตนในสังคมร่วมกับคนอื่นๆ ได้อย่างมีความสุข
นางนลิสา เสนามาตย์ หรือครูตุ่น ผู้ประสานงานโรงเรียนชุมชน ได้เผยถึงจุดเริ่มต้นโครงการให้ทีมงานไทยเอ็นจีโอฟัง่วา
" ในยุคแรกๆ นั้น จะมีพี่ปรีชาและพี่อีก 2-3 คน ริเริ่มคิดงานมูลนิธิเพื่อเยาวชนขึ้น
แล้วก็ทำงานติดตามสถานการณ์เยาวชนคาทอลิก ที่อพยพแรงงานไปทำงานในกรุงเทพฯ
นั่นคือโครงการที่ทำในยุคนั้น ซึ่งพอทำได้สักระยะหนึ่งก็พบว่า มันไม่ใช่แค่เยาวชนเหล่านี้เท่านั้น
ที่อพยพแรงงานมา แต่พบว่ามีหลากหลายมาก จึงเริ่มขยับขยายกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มขึ้น
มาสู่เยาวชนทั่วไปที่อพยพแรงงานเข้ามา ถึงวันนี้จึงทำงานในลักษณะกับเยาวชนอพยพหรือเยาวชนพลัดถิ่น
มากยิ่งขึ้น ซึ่งพอเริ่มทำงานก็มีการตาม case จนมาถึงภาคอีสาน ที่มาของแรงงานอพยพ
ก็มีการวิเคราะห์กัน แล้วพบว่า ต้นตอปัญหาไม่ได้อยู่ที่ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทำงานในยุคแรกๆ
แต่ต้นตอจริงๆ คือคนชนบท ว่าเด็กนั้นยังขาดโอกาส และเรา ทำยังไงให้เขามีโอกาส
เมื่อเรามองเห็นวงจรอุบาทก์
หรือวงจรความทุกข์ยาก คืออพยพแรงงานไปก็เจอปัญหา บางส่วนก็สู้อยู่กับปัญหา
บางส่วนก็กลับมาบ้านเกิดคืน แล้วก็ผลิตคนรุ่นใหม่ๆ กลับไปสู้ไปเผชิญกับปัญหาอีก
นี่แหละที่เราเรียกว่าวงจรอุบาทก์และจะทำยังไงถึงจะให้เขาหลุดพ้นจากวงจร
จากนั้นจึงมีการแบ่งงานไปเป็น 2 ส่วน ส่วนกรุงเทพฯ ก็ทำงานกับเยาวชนที่อพยพแรงงานเข้าไปในเมืองแล้ว
ว่าทำอย่างไรที่จะให้มีโอกาสได้พัฒนาคุณภาพชีวิต ในขณะที่เขาอยู่กรุงเทพฯแล้ว
อีกส่วนหนึ่งทำงานในชุมชน คือทำอย่างไร จะทำให้คนในชุมชนได้มีโอกาสทางการศึกษา
หรือได้รับความรู้ แต่ตอนแรกๆ คิดกันว่า ทำยังไง ที่ไม่ต้องให้เขาอพยพแรงงาน
แต่ความจริงคือมันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เราทำคือทำอย่างไรให้เขามีความรู้ติดตัว
เวลาไปขายแรงงาน จะได้มีความรู้เท่าทันปัญหา รู้วิธีการแก้ปัญหา นี่จุดเริ่มต้นทำให้เกิด"โครงการโรงเรียนชุมชน"
เพื่อมาสู่การแก้ไขปัญหาการอพยพแรงงาน ปัญหาการเสี่ยงติดเชื้อ เอชไอวี ปัญหายาเสพติด
เป็นต้น " นางนลิสาหรือครูตุ่นกล่าว และอธิบายเป้าหมายและระบบการจัดการศึกษาของโรงเรียนชุมชนให้ฟังอีกว่า
" โรงเรียนชุมชนเริ่มตั้งแต่ปี 2539 มีคนจบไปแล้ว 7-8 คน ซึ่งเราก็ยังสนับสนุนให้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอยู่
ตอนนี้อยู่ชั้นปีที่ 4 สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ ส่วนใหญ่ที่จบจากที่นี่จะไปเรียนต่อกันนะค่ะ
ส่วนเงื่อนไขการรับเด็กนั้น 1. เด็กคนนั้นมีแนวโน้มว่าครอบครัวอาจจะอพยพแรงงาน
2.กำลังจบ ป.6 และ 3.สำคัญมากคือ ครอบครัวสนับสนุนและเห็นความสำคัญของการศึกษา
เราจะไม่รับเด็กถ้าพ่อแม่เขาไม่อนุญาต เพราะค่าใช้จ่ายเด็กทั้งหมด เรารับผิดชอบ
ส่วนการมีส่วนร่วมของครอบครัวหรือผู้ปกครองนั้น เราไม่ได้เรียกร้องเป็นตัวเงิน
เพียงแต่ถ้าผู้ปกครองมีอะไร ช่วยเหลือได้ ก็ให้เอามาช่วยกัน เช่น มีข้าว
มีปลา มีผัก ก็ให้เอามาให้ลูกหลาน เพราะค่าใช้จ่ายเด็กต่อเดือนสูงเหมือนกันค่ะ
ส่วนหลักการโรงเรียนชุมชน คือพยายามป้องกันปัญหาการอพยพแรงงานเด็ก หรือถ้าเด็กต้องการอพยพทำยังไงให้เด็กมีความรู้ติดตัวไปบ้าง
เพราะยังไงเด็กก็ต้องอพยพเคลื่อนย้าย ไปตามชีวิตรับจ้างของผู้ปกครอง ทำให้เด็กขาดการศึกษา
ซึ่งมาสู่การขาดโอกาสตามมาด้วย โรงเรียนชุมชน พยายามรับเด็กที่ขาดโอกาสในส่วนนี้เข้ามาศึกษาต่อ
ระบบการเรียน ก็มีระบบการเรียนสายสามัญ ก็มีการเรียนในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน
หรือ กศน. ซึ่งตรงนี้เพราะเราจัดเองไม่ได้ ต่อมาก็มีการเรียนสายอาชีพและกิจกรรมเสริมรายได้ที่เราจัดให้
เพื่อให้เขามีลู่ทางประกอบอาชีพมากขึ้น สุดท้ายคือกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ให้พวกเขาจะได้ทำกิจกรรมกัน
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น กิจกรรมค่าย ซึ่งให้เขาได้เรียนรู้เรื่องสังคมด้วย
ได้สนุก ได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมา หรือการได้ออกไปทัศนศึกษาเรียนรู้โลกกว้างข้างนอก
ส่วนกิจกรรมเสริมรายได้ มาจากแนวคิดที่ว่า ถ้าครอบครัวไม่ได้อพยพแรงงานไปรับจ้าง
ครัอบครัวนั้นก็คงต้องขาดรายได้ ทำให้เรามองว่า ทำยังไงให้เด็กมีรายได้ ในการอยู่เรียนที่นี่
ส่วนการฝึกอาชีพ ก็ฝึกตามความสนใจของเขาส่วนหนึ่ง และเรากำหนดให้เขาด้วยส่วนหนึ่ง
ถ้าเรามองเห็นว่า จำเป็นสำหรับเขาในอนาคต เช่น พิมพ์ดีด คอมพิวเตอร์ ปั้นหม้อ
เย็บปักถักร้อย ทำขนม น้ำยาซักผ้า เป็นต้น อย่างเด็กผู้ชายนี่เขาจะชอบเรื่องงานช่างมาก
ก็จัดหาให้ ตอนนี้อย่างเด็กบางคนเขารู้เรื่องช่างไฟฟ้า ก็สามารถออกไปรับจ้างนิดๆ
หน่อยๆ ในชุมชนได้ " นางนลิสากล่าว
ด.ญ.ดาวเรือง เดชชัยภูมิ (น้องดาว)
"หนูฝันอยากเป็นช่างเสริมสวยค่ะ แต่ ป้าให้มาเรียนที่นี่เพราะได้ทำงานหาเงินใช้ด้วย
แต่เวลาเห็นเพื่อน ๆไป เรียนข้างนอกก็อยากไปเหมือนกับเพื่อนๆ "
|

ด.ญ.วิสา สีสม (น้องอ้อ)
"ตอนแรกพี่สาวมาเรียนที่นี่ เวลาหนูคิดถึงพี่ก็มาหาพี่หนู
ได้มาเห็น ก็เลยบอกพ่อว่าอยากมาเรียนที่นี่ด้วย ได้มาเจอเพื่อนๆ ได้มาเรียนคอมพิวเตอร์
เรียนสายสามัญเหมือนคนอื่นๆ แต่บางทีก็อยากไปเรียนที่อื่นๆ กับเพื่อน
แต่บางทีก็ชอบที่นี่ ที่นี่สอนให้เราช่วยเหลือตัวเองได้ ได้ฝึกตัวเองในกิจกรรมต่างๆ
ค่ะ " |

ด.ญ.ศิริพร บุญธรรม (น้องปุ้ย)
" สาเหตุที่มาเรียนที่นี่ เพราะญาติให้มาเรียน
เห็นว่ามันดี บวกกับพ่อแม่ไม่มีเงินให้เรียนที่อื่นด้วย พอมาเรียนที่นี่ก็ได้ประสบการณ์หลายอย่าง
ได้ทำขนมด้วย" |

ด.ญ.สุพรรณี ป้องแดง (น้องบี )
" ได้มาเรียนคอมพิวเตอร์ การอาชีพต่าง
รู้สึกดีใจมากค่ะ" |
น.ส.วรรฉวี ขันไชย (น้องอ้อน)
" สาเหตุที่มาเรียนในนี่ เกิดจากพ่อแม่ยากจน
ไม่มีเงินส่งเรียน เลยมาเรียนที่นี่ ได้มาเจอเพื่อนๆ ได้มาฝึกงาน มาทำกิจกรรมต่างๆ
ได้ไปอบรม เป็นพี่เลี้ยงค่าย หรือช่วงที่มีค่ายคอมพิวเตอร์ ค่ายยาเสพติด
ก็ได้เป็นพี่เลี้ยงกับเขาด้วย รู้สึกดีใจที่ได้มาอยู่ที่นี่ ได้ฝึกตัวเองมากกว่าคนอื่นมากค่ะ"
|

ด.ญ.ทองใบ กรกัน (น้องเอี้ยง)
"ตอนแรกคุณครูให้ไปเรียนโรงเรียนรัฐบาล
แต่พอมาเข้าค่ายคอมพิวเตอร์ที่นี่ ก็เห็นว่า มันดีกว่า มีการสอนอาชีพด้วย
ไม่ต้องเสียสตางค์ คุณครูเลยแนะให้มาที่นี่แทน ส่วนตัวเองก็อยากมาเรียนที่นี่ด้วย
ที่นี่ดีกว่าข้างนอก เราไม่ต้องออกไปเที่ยว เวลาเที่ยวเราก็ได้ไป ที่ที่ดีกว่าด้วยค่ะ"
|

ด.ญ.กรรณิกา แก่นจันทร์ (น้องกัน)
" ที่มาเรียนที่นี่เพราะเพื่อนๆ ในศูนย์แนะมาให้มาเรียนที่นี่
ที่นี่ได้ทั้งเรียนทั้งฝึกอาชีพหลายอย่าง ซึ่งทางพ่อกับแม่ สนับสนุนให้เรียนที่นี่อยู่แล้ว
อีกอย่างหนูฝันอยากเรียนศิลปะ ชอบวาดรูป แต่บางทีก็อยากไปเรียนที่อื่นเหมือนเพื่อนๆ
อยากเรียนสูงๆ เหมือนเขาค่ะ"
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|