"ครูอาสา" ... สายน้ำแห่งศรัทธาคนหนุ่มสาว


ถ้า....ฝันของคุณในวัยเยาว์ เคยฝันถึงการเป็นครูที่ดี
ถ้า....คุณอยากหยิบยื่นความรู้ และมอบประสบการณ์อันมีค่าแก่เด็กๆ ชนบท
ถ้า....คุณอยากจะเรียนรู้ พร้อมถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อื่น

เงื่อนไขการรับสมัคร
----------
ไม่จำกัดเพศ และ วุฒิการศึกษา
อายุ 18 ปีขึ้นไป
มีหัวใจ 4 ห้อง
ห้องที่ 1 มีความหวัง
ห้องที่ 2 มีความรัก
ห้องที่ 3 มีความตั้งใจ
ส่วนห้องที่ 4 ยังว่างอยู่ สำหรับเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สามารถเดินทางขึ้นมาถึงเชียงรายได้ด้วยตนเอง ไม่มีค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน นอกจากความทรงจำที่ดีกลับไป กินอยู่ง่าย พร้อมปรับตัวกับธรรมชาติ และ วัฒนธรรมในท้องถิ่น
ใช้เวลา5 วันสำหรับเข้าร่วมโครงการ (ไม่รวมเวลาเดินทาง)
(จาก www.bannok.com )
------------------

ที่นั่น ... ร่างกายและหัวใจของฉัน
ได้รับการเติมพลังใจและพลังกายอีกครั้ง
แม้ว่าแท้ที่จริงแล้ว
ร่างกายของฉันจะไม่เอื้อต่อการเดินทางแสวงหา
สิ่งที่ฉันต้องการเต็มร้อยสักเท่าไหร่
แต่มันกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ฉัน
มากกว่า "การกดดัน"
เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันทำแล้วฉันมีความสุข
ไม่ได้เกิดจากการเสแสร้ง หรือเมคอัพแต่งเติม
แต่มันเกิดจากใจจริงๆ
แม้จะเหนื่อย แต่ก็เป็นการเหนื่อยที่คุ้มค่าที่สุด"
---------------
(การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในชีวิต...ที่ฉันเลือกเอง :
ครูนก 'พรทิพย์ กระออมแก้ว' )

.... สายฝนโปรยปรายทิ้งลงมาจากท้องฟ้าขมุกขมัวตลอดเส้นทาง แม่ยาว - บ้านอาผ่า ลมเย็นใกล้พลบค่ำพัดแรง กรรโชกสองมือที่กุมแฮนด์มอเตอร์ไซต์คันเก่า ที่กำลังตะบึงข้ามสันดอย ลูกแล้วลูกเล่า

... กลิ่นข้าวดอยหุงใหม่โชยมาแต่ไกล เสียงเด็กร้องไชโย "สวัสดีครับคุณครู" ขณะวิ่งร่ามารับคุณครูที่แสนใจดีของพวกเขา พลอยทำให้ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอแอบยิ้มเล็กใหญ่ยิ้มเล็กไปด้วย

... สิ้นเสียงตะบันขึ้นเนินเฮือกสุดท้ายของเจ้ามอเตอร์ไซต์คันเก่า ทีมงานรีบกระวีกระวาด เดินดุ่มเก็บภาพที่แสนสดใสของเด็กๆ และภาพอันงดงามของคุณครูผู้แวะเวียนมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จากบ้านนั้นไปบ้านโน้นผัดเปลี่ยนมิขาดสาย
แม้เป็นเพียงการสอนในระยะเวลาสั้นๆ แต่คุณครูของเด็กๆ ก็่ถอดหัวใจ เดินทางมาสอนด้วยรอยยิ้มและเสียงเพลงอันเบิกบาน ก่อนจากเหล่าคุณครูและลูกศิษย์ตัวน้อยๆ ยังหลั่งน้ำตาอาลัยกัน เสมือนผูกพันมาแรมปี ...

บ้านอาผ่า ต.แม่ยาว อ.เมือง เชียงราย เป็นชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่ยังนับถือผี อย่างเคร่งครัด ชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย เช่นชาวไทยภูเขาเผ่าอื่นๆ และเป็นหนึ่งในพื้นที่โครงการอันมากมาย ที่กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลแม่ยาว และโครงการครูอาสาคือหนึ่งในหลายๆ โครงการ ที่ถูกคิดขึ้นท่ามกลางสภาพปัญหาที่รุ่มเร้าชีวิตชาวไทยภูเขา ทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาตกทะเบียนสำรวจของทางราชการทำให้ไม่มีบัตรประชาชน ปัญหาขาดการศึกษา ซึ่งปัญหาเหล่านี้ เป็นต้นตอสำคัญที่นำมาสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะทัศนคติที่หวาดระแวงของคนเมืองที่มีต่อชาวไทยภูเขานั้น ถูกสั่งสมมาตลอดระยะเวลายาวนาน ว่าชาวไทยภูเขาคือผู้ทำลายป่า ทำลายความมั่นคงของชาติ

"เป็นจริงอย่างที่บางคนพูดว่า
เดี๋ยวนี้คนเราเห็นแก่ตัวมากขึ้น
แล้วก็เป็นจริงที่ใครสักคนพูดว่า ทุกยุคทุกสมัยจะมีคนหนุ่มสาวเดินทางแสวงหา
ชีวิตที่มีคุณค่า และคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง
เปลี่ยนแปลงสังคมอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้
ความหมายของหนุ่มสาว
จึงมิได้จำกัดขอบเขต อยู่เพียงปัจจัยเรื่องอายุ
แต่หมายถึงหัวใจที่เป็นหนุ่มสาว
มีความกระตือรือร้น เป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก"
----------
(อาสาสมัครเพื่อสังคม : บก.ลายจุด)

 

กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา เริ่มต้นทำงานจากจุดเล็กๆ ที่เป็นอนาคตของแผ่นดิน "เพราะเด็กคือหัวใจของชุมชน คือสะพานเชื่อมความรัก ความไว้ใจ" กำเนิดโครงการครูอาสาจึงเกิดขึ้น พร้อมๆ กับอีกหลายโครงการที่พยายามเข้าไปสู่ชุมชน เพื่อสร้างสรรค์ความร่วมมือให้สมาชิกชุมชนหันกลับมาฟื้นฟูแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนตนเองอย่างยั่งยืน

ทีมงานไทยเอ็นจีโอสื่อเล็กๆ ที่บุกบั่นเข้าไปเก็บภาพรอยยิ้มที่แต้มฝันของเด็กๆ และคุณครู(อาสา) ผู้ใจดี รุ่นที่ 44 หรือ"รุ่นหมู่บ้านแห่งจินตนาการ" และสัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจ มุมมองทางสังคม และบทบาทคนหนุ่มสาวกับการทำงานเพื่อสังคม ว่าเธอและเขาเหล่านั้น คิดอย่างไร กับการดั้นด้นเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมครูอาสาครั้งนี้

นางสาวธัชวรรณ จิระติวานนท์ (ครูแป้ง) นักศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราช ฯ ให้มุมมองตนเองว่า " ความจริงแป้งต้องเรียน และไม่ค่อยมีเวลามากนัก แต่แป้งมีความรู้สึกว่า การที่เราให้เวลาแม้ว่าแค่ช่วงสั้นๆ มาเรียนรู้อะไรที่ต่างออกไป จากสภาพชีวิตของเราบ้าง ซึ่งในความจริงแป้งก็ไม่คิดว่าตัวเอง จะได้มาทำงานพัฒนาแบบนี้ แต่ก็อยากได้เห็นสภาพชีวิตที่ต่างออกไป เพราะชีวิตจริงๆ ของแป้งนั้น อยู่ในเมือง แล้วสนุกกับการเดินเล่นในสยาม แต่ว่า ก็อยากมีหรืออยากรู้ว่า มีอีกมุมหนึ่งของสังคม ที่เราไม่มีโอกาส ได้รู้ได้เห็น และเมื่อมารู้มาเห็น ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า อยากให้ชาวบ้านที่นี่ ซึ่งเขามีความสุขดีแล้วในวิถีชีวิตแบบนี้ ได้ดำเนินต่อไป เพราะไม่เห็นความจำเป็น ที่จะต้องไปดิ้นรนแสวงหาการแข่งขัน โดยที่ไม่รู้ว่าเพื่อะไรนั้น ก็ไม่รู้จะทำทำไม แต่ก็เข้าใจว่าเราห้ามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้หรอก ซึ่งสักวันก็คงมาถึง

ที่เด็กๆ อยากไปอยู่กรุงเทพฯ ดังนั้น ทำยังไงที่จะทำให้เขารักที่นี่ เพราะมีคนอีกมากมายอยากมาที่นี่ อยากอยู่ที่นี่ " น.ส.ธัชวรรณเปิดเผยและยังให้ความเห็นต่อบทบาทคนหนุ่มสาวในยุคนี้ว่า

"คนหนุ่มสาวปัจจุบันจำนวนมากพอสมควร มีอุดมคติของตัวเอง แล้วก็คิดว่าเขาเข้าใจว่าสิ่งไหนน่าทำ สิ่งไหนไม่น่าทำ ซึ่งคิดว่าเขาก็มีอุดมการณ์ แม้ว่ามันจะถูกกลืนหายไปมากขึ้นกับชีวิตในมหาวิทยาลัย แต่ก็รู้สึกว่าดี ที่ครั้งหนึ่ง ชีวิตในมหาวิทยาลัย ที่เขารู้สึกว่าตัวเองมีอุดมการณ์ แล้วก็ออกไปแสวงหาอะไรบ้าง อย่างน้อย ก็อาจจะนึกขึ้นได้ว่า ครั้งหนึ่งตนเองเคยมีอุดมการณ์ เมื่อสร้างตัวเองได้ถึงจุดหนึ่ง ก็อาจจะกลับมาพัฒนาสังคม เพราะคิดว่าคงไม่ทุกคนที่จบมาแล้วจะมาทำงานจุดนี้นะค่ะ เพราะคิดว่าตัวเองมีสังคมของตัวเอง เช่นแป้ง เมื่อจบไป ก็ไปทำงานที่แป้งเรียนมา แต่ถ้าวันไหน ที่ชีวิตตัวเองถึงจุดหนึ่งที่โอเค มีเวลา มีฐานะมั่นคง ก็อยากกลับมาทำงานตรงนี้ให้สังคมเหมือนกัน" น.ส.ธัชวรรณกล่าว

นาวสาวรอย ตะวัน (ครูรอย) คณะศึกษาศาสตร์ สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ถึงเหตุผลการมาเป็นครูอาสาอีกครั้งหนึ่ง ว่า "จุดเริ่มแรกคิดว่า ที่มา ก็คือมาสร้างค่าย เพราะไม่ได้ศึกษาข้อมูลอะไรมาก่อน และก็ไม่เคยออกค่ายอะไรมาด้วย ซึ่งพอมาถึงก็ตกใจเล็กน้อย เพราะโดยพื้นฐานไม่ใช่คนรักเด็กอะไรมากมาย แต่ที่นี่ ทำให้เราได้เจออะไรหลายๆ อย่าง ที่เราไม่เคยเจอ ทำให้เราได้สัมผัส ได้มองโลกของเด็กไปอีกแบบหนึ่ง และเมื่อเราได้สัมผัสกับเด็กๆ ก็เริ่มเข้าใจว่า บางครั้ง ตัวเองเห็นแก่ตัวมากไปหรือเปล่า ที่คิดอะไรแบบนั้น เพราะเราเอาความเป็นคนเมือง มาคิด มามองกับตัวเองมากไป เมื่อการมาเป็นครูอาสาครั้งแรกผ่านไป และครั้งนี้เป็นครั้งที่ สอง จึงมีคนถามว่า ติดอะไรหรือเปล่าถึงมาบ่อยจัง ซึ่งก็รู้แต่เพียงว่า การมาที่นี่ทำให้รอยมีความสุข รอยตอบได้แค่นั้นจริงๆ

เพราะมันเริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่เราลงจากรถ เด็กๆ เค้าจำเราได้ เขาวิ่งมากอดเรา แล้วมิตรภาพ น้ำใจเด็กๆ งดงามมาก จนบางทีเราเองยังน้ำตาไหล ซึ่งสังคมในเมืองมันไม่มีอย่างนี้อีกแล้ว ในขณะที่เรามีชีวิตโหยหาความรัก มิตรภาพ ซึ่งในเมืองอาจจะมีน่ะ แต่เราไม่รู้ว่าจริงหรืปลอม แต่ตรงนี้ ที่นี่เราเต็มที่ ครูอาสาเองก็เต็มที่ จนกล่าวได้แต่เพียงว่า ทุกคนมาที่นี่มีหัวใจดวงเดียวกันน่ะ" น.ส.รอยกล่าวเปื้อนยิ้ม

"อย่างน้อย ทุกคนต่างก็มีส่วนร่วมกับสังคม มาด้วยใจ แม้ว่าจะเพียงเท่านี้น่ะ ส่วนสังคมเมืองมันเหมือนใส่หน้ากากเข้าหากัน มากกว่า และเราก็ยอมรับว่า บางทีเราเองก็ต้องใส่หน้ากาก เพราะเราก็อยู่ในสภาพสังคมแบบงั้น ความจริงใจอาจจะมี เพียงแต่เราไม่รู้ว่าหลบซ่อนอยู่ตรงไหน ในโลกแคบๆ ใบนี้" น.ส.รอยกล่าวเพิ่ม ก่อนจะสรุปถึงบทบาทคนหนุ่มสาวสั้นๆ ว่า

"เรื่องคนหนุ่มสาว รอยเข้าใจนะว่า ทุกคนมีภาระ มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ แต่รอยว่า ทุกคนทั้งคนที่เคยมาและไม่เคยมาครูอาสาก็แล้วแต่ รอยคิดว่า ลึกๆ แล้ว ทุกคนอยากมีส่วนร่วมกับสังคม ทำอะไรก็ได้เพื่อสังคม เพียงแต่ว่า เขาไม่มีโอกาสเลือกมากนัก หรือไม่มีเวลาจะมา เช่น เด็กในเซ็นเตอร์พอยด์ เขาก็อาจจะมาได้ ถ้าเขามีโอกาสบ้างนะค่ะ" น.ส.รอยกล่าว

ทางด้าน นางสาวนงนุช แก้วเรือง(โดนัท) หัวหน้าโครงการครูอาสา กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา เผยถึงที่มาการคิดโครงการครูอาสา ว่า

" โครงการครูอาสานะค่ะ สืบเนื่องมาจากว่า หลังจากที่เราได้มาตั้งสำนักงานที่ตำบลแม่ยาว อ.เมือง เชียงราย แล้วก็ พบว่ารอบๆ สำนักงานจะเป็นหมู่บ้านชนเผ่าหลายเผ่ามาก ทั้งอาข่า ละหู่ เย้า และปกาเกอญอ หลังจากทำความเข้าใจกับชุมชนต่างๆ แล้ว เราก็เห็นกลุ่มเด็กๆ ซึ่งก็มีความคิดกันขึ้นว่า เราน่าที่จะ ชวนคนอื่นๆ เข้ามาทำกิจกรรมกับเด็กๆ ซึ่งตอนนั้นก็ประมาณ 3-4 ปี มาแล้ว บวกกับกระแสเรื่องการมองชาวไทยภูเขาด้านลบ ค่อนข้างสูงมาก

เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า น่าจะดึงให้บุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ ความเป็นไป ในวิถีชีวิตชาวไทยภูเขา และมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเขาด้วย ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น การเปิดรับสมัครบุคคลทั่วไป โดยกิจกรรมครูอาสาจะมี ขึ้นทุกเดือน เดือนละ 1 รุ่น ระยะเวลา 5 วัน 4 คืน ซึ่งครูอาสาจะพักอยู่ในหมู่บ้านตลอด และถึงวันนี้ก็มีครูอาสามาแล้วประมาณ 60 รุ่น ทั้งรุ่นที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โครงการครูอาสาของกลุ่มฯกระจกเงา นั้น ดำเนินการมา เกือบ 4 ปี แล้ว นะค่ะ รวมรายชื่อบองบุคคลที่สมัครมาทาง Internet ก็ประมาณ 8,000 คน ที่เข้าร่วมไปแล้ว กว่า 2,000 คน ซึ่งคิดว่า น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีนั้น การรับสมัครจากบุคคลทั่วไป ยังไม่ค่อยมีมากนักเนื่องจากบุคคลทั่วไปยังไม่รู้จัก ไม่ไว้ใจ กลุ่มฯกระจกเงา ซึ่งระยะแรกๆ ก็จะมีเพียง 5-6 คน เท่านั้น ที่จะขึ้นไปทำกิจกรรมกับเด็กๆ บนดอย

"หลายคนเลือกระหว่าง
ภาระหน้าที่ของชีวิตกับความใฝ่ฝัน
หลายคนต้องกระทำตามความจำเป็นของชีวิต
เวลาที่เปลี่ยนชีวิตที่หมุนเวียน
คำตอบของคนแต่ละรุ่น
ล้วนอยู่บนคำตอบที่งดงามเสมอ
เมื่อเราคิดถึงผู้อื่นมากขึ้น
กว่าที่จะคิดถึงตัวเอง
คำตอบที่เราเห็น จากคุณค่าที่เกิดขึ้น
จากการให้โดยไม่ปรารถนาที่จะได้รับ
หลายครั้งที่ผมถามตัวเองเหมือนกัน"
--------
(บางความคิดเห็น,เส้นทางศรัทธา
'คนอาสา' : Khan)

กิจกรรมหลักๆ ก็จะเข้าไปสอนทักษะเกี่ยวกับภาษาไทย เล่านิทาน แต่ในความเป็นจริง เด็กๆ เป็นคนสอนครูอาสาเสียมากกว่า เพราะครูอาสาเองมักจะไม่ค่อยคุ้นชิน กับสภาพแวดล้อม สุดท้ายเด็กๆ กลายเป็นไกด์ พาครูอาสาเดินเที่ยว ไปทำความรู้จักชุมชน ผู้นำหมู่บ้าน ตลอดจนปราชญ์ประจำหมู่บ้าน ที่สามารถอธิบายที่มาที่ไปของหมู่บ้านได้" น.ส.นงนุชกล่าวอธิบาย

"ส่วนปัจจุบันนี้จะมีครูอาสาประมาณ 20-30 คน ต่อรุ่น ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มาก ทั้งที่การประชาสัมพันธ์หลักของงานครูอาสา ผ่านเว็บไซต์ bannok.com เท่านั้นนะค่ะ ส่วนกลุ่มคนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมก็เป็นคนเกือบทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น" น.ส.นงนุชกล่าวเพิ่มและย้ำชวนถึงบุคคลทั่วไปว่า

"อยากให้ทุกคนลองหันชีวิตมาเที่ยวที่ใหม่ และมาเรียนรู้กับสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์กับบุคคลทั่วไป อย่างน้อย ก็ทำให้ช่องว่างระหว่างคนชนเผ่าและคนเมืองลดลง อีกทั้งยังทำให้ชาวบ้านและเด็กๆ รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นว่า เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาและเป็นถูกกระทำ ว่า "เป็นผู้ด้อยโอกาส หรือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหามากมาย" และครูอาสาจะเข้าไปในรูปแบบเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกัน เข้ามาอยู่ในชุมชน ก็จะทำอาหารกินด้วยกัน เสมือนครอบครัวเดียวกัน ทำให้เกิดความเข้าใจกัน มากขึ้น" น.ส.นงนุชฝากย้ำ ก่อนจะสรุปถึงบทบาทคนหนุ่มสาวเช่นกันว่า

"เรื่องคนหนุ่มสาวนั้น ตัวนัทเองไม่ทราบหรอกว่า คนหนุ่มสาวมีข้อมูลหรือความรู้เรื่องคนชนเผ่ามากน้อยแค่ไหน แต่ คนที่มาครูอาสา วันแรกของกิจกรรมนี้ก็จะมี การแลกเปลี่ยนกันว่า ใครรู้อะไรหรือคิดยังไงเกี่ยวกับชาวไทยภูเขา และพอวันกลับ ก็จะมานั่งแลกเปลี่ยนกันอีกครั้ง ซึ่งละคนก็จะเปลี่ยนแปลงไป หลายคนพูดเลยว่า "ตนเองไม่คิดว่า จะมาพบชาวบ้านที่เปี่ยมน้ำใจ" หรือบางคนกล่าวว่า "ชาวบ้านให้เกียรติครูอาสามาก" แล้วจุดนั้น จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ในตัวเองเลยว่า ต่างฝ่าย ต่างก็ต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ต่างมอบมิตรภาพให้กัน

ส่วนบทบาทคนหนุ่มสาวปัจจุบันนี้ ก็เข้าใจว่า เดี๋ยวนี้เขามีความคิดหลากหลาย มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก แต่ก็อยากเสนอแต่เพียงว่า ครูอาสาจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ให้คนหนุ่มสาวได้มาเรียนรู้ ในสังคมเล็กๆ อีกสังคมหนึ่งบนดอย แล้วเราจะรู้ว่า คนกลุ่มเล็กๆ ก็มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่สังคมเมืองไม่มีเช่นกันค่ะ " น.ส.นงนุชกล่าว

นายอิทธิ โสภณพนิช (ครูไหม) จาก Marlborough Callege และเตรียม เข้า ศึกษาต่อที่ Oxford University หรือ SOAS กล่าวถึงเหตุผลที่ตนเองเดินทางไกล กว่าคนอื่นมาก เพื่อมาสัมผัสชีวิตตรงนี้ว่า " จริงๆ ผมเองมาโครงการนักศึกษาฝึกงาน ของกลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงามากกว่า เพียงแต่มีโอกาสก็เลยเข้าร่วมด้วย เพื่อรับรู้เรื่องราวของชุมชน ซึ่งที่ต่างประเทศ ที่เราเรียนอยู่ เราได้เพียงแค่อ่านข่าว เพื่อรับรู้เรื่องราวของชุมชน แต่ตรงนั้น เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆ ที่ความจริง เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องในประเทศของเรา นะครับ ก็เลยเดินทางมา อยากลงชุมชน อยากไปดูว่าชาวบ้านอยู่อย่างไร ด้วยครับ ส่วนหนึ่งก็อยากมาดูว่า NGOs ระดับรากหญ้าในประเทศไทย ทำงานอย่างไรด้วย เพราะเท่าที่ไหมเรียนมานั้น รู้สึกว่า องค์กรขนาดเล็ก ทำงานอยู่กับพื้นที่ได้ประสิทธิภาพมากกว่าองค์กรขนาดใหญ่

อย่าง World Bank แบบนี้ ที่ใช้หลักการเดียวกันทั่วโลก ซึ่งเมื่อเรามาแล้วก็พบว่า องค์กรขนาดเล็ก นั้น ก็จะมีปัญหาไปอีกแบบหนึ่งในตัวมันเอง" นายอิทธิเผยบ้างและแสดงมุมมองถึงกิจกรรมครูอาสาว่า

" ผมคิดว่าค่อนข้างมองลำบากนะครับ ถ้าจะให้ประเมินผล เพราะว่า ครูอาสาต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง สอนหนังสือเด็กด้วย สอนหนังสือผู้ใหญ่ด้วย อีกทั้งยังต้องทำอะไรหลายๆ อย่างเสมือนเป็นตัวแทนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไปในตัวเลยครับ ขณะที่ครูอาสาเอง ก็อยากมาสนุกสนานกันเอง อยากมารู้จักกันเองด้วย บางทีก็เลยได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะครูอาสาสนุกกับกลุ่มตัวเองมากไป

แต่ว่า ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไรหรอกนะครับ และก็ไม่ต้องไปวัดหรอกว่า สำเร็จเท่านั้นเท่านี้ ออกมาเป็นตัวเลข เพียงแต่สร้างโอกาสให้คนสองกลุ่มได้มาเจอกัน ก็ดีและเพียงพอแล้ว ผมคิดอย่างนี้นะครับ ส่วนที่เคยมาครูอาสาแล้ว ก็มาอีกเรื่อยๆ จนผมไม่แน่ใจว่า รุ่นหนึ่งมีคนใหม่สักกี่คนกันแน่ " นายอิทธิกล่าวอธิบายก่อนจะสรุปเชิงวิเคราะห์ถึงบทบาทคนหนุ่มสาว ในสังคมที่มีฐานะเช่นตนว่า "มันลำบากนะครับ เพราะมันมีคนหนุ่มสาวหลายกลุ่มสังคมน่ะครับ แต่โดยหลักๆ แล้ว ผมคิดว่า บางทีในชีวิตคนเราปัญหาแบบนี้นั้น มันเป็นเรื่องไกลตัวมาก ซึ่งในยุคนี้คนรุ่นผมจะไม่ให้ความสนใจมากนัก เพราะไม่ใช่ยุคที่ดอกไม้จะบาน ดั่งสมัยก่อน อีกทั้ง คนหนุ่มสาวสมัยนี้หลงใหลอยู่ในโฆษณา ต้องมีโน้นมีนี่ ใส่เสื้อผ้าอย่างโน้น อย่างนี้ ซึ่งสังคมแบบนั้น ก็ไม่ได้มีความสุขอะไรมากมายหรอกนะครับ เพราะชีวิตจริงๆ มันก็รู้สึกเช่นกันว่า ขาดอะไรไปสักอย่างหมือนกัน แต่การจะก้าวออกมาจากกระแสหลักของสังคม แล้วก็มาทำอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ ในสังคมตัวเองทำ บางทีผมว่า มันก็ลำบากเหมือนกันนะครับ



ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเองไม่อยากช่วยเหลือสังคมหรอกนะครับ เพียงแต่ว่ามันเป็นความเคยชินมากกว่า ว่าเขาอยู่ในระดับนั้น สมมติว่า เขาอยากช่วยอะไร ก็มีคุณแม่อยู่ในสโมสรโรตารี่ ซึ่งก็ มีโครงการสงเคราะห์ประเภทเลี้ยงอาหารเด็ก อยู่แล้ว แล้วก็ไปถ่ายรูปกัน นั่นก็ถือว่าเขาเองมีส่วนร่วมแล้ว ก็อย่างที่บอก แหละครับว่า การมาทำงานในระดับรากหญ้า ทำงานกับคนพื้นเมือง นั้น ไม่ได้อยู่ในความคิดเห็นของเขา อีกอย่างก็ลำบากนะครับ ถ้าจะให้เขาต้องทำจริงๆ

"เป็นเรื่องราวที่น่ารักมาก
ระหว่างคนเมืองกับชนบท
ได้รับรู้ความเสียสละของคนเมือง
ที่ทำเพื่อคนชนบท ทำเพื่อเด็กๆ ของเรา
เด็กๆ ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคน ท่านยังออกมาเสนอหน้าว่า การศึกษาของไทยเราเจริญก้าวหน้า
และพัฒนาไม่หยุดยั้ง เมืองไทย
ไม่มีใครไม่รู้หนังสือ"
-----
(บางความคิดเห็น,เส้นทางศรัทธา
'คนอาสา' : ฟ้าสีฟ้า)
ส่วนทำไมกระจกเงาได้คนเก่งๆ ดีๆ มาร่วมงานเยอะมาก นั่นก็คงเพราะว่า กระจกเงามีการสื่อสารที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ด้วย เพราะบางคนที่เขาอยากช่วย เขาก็ไม่รู้จะไปช่วยที่ไหน เพราะคนที่มีใจอยากช่วย ยังไงก็มีอยู่แล้วส่วนหนึ่ง ซึ่ง NGOs ที่ทำงานในระดับสังคมแบบไหม กับในสังคมระดับรากหญ้านั้น ก็ทำงานไม่เหมือนกันด้วย

และก็คงจะพูดยากนะครับ เพราะคนที่เขาไม่สนใจ เราจะไปบังคับขู่เข็ญ ให้เขาสนใจก็ยังไงๆ อยู่ แต่ส่วนหนึ่งผมเข้าใจว่า มันเกิดจากการไม่รู้ ไม่เข้าใจด้วย เพราะเสมือนว่าเขาเองอยู่อีกโลกหนึ่งเลยครับ ไม่เคยมาสัมผัสโลกอย่างนี้ ซึ่งมันก็เป็นการดีนะครับ ถ้าในชีวิตหนึ่งของเขา ซึ่งไม่ต้องมาทำงานแบบนี้เลยก็ได้ แต่ได้มาสัมผัสการทำงาน สัมผัสปัญหาบ้าง

แต่ยังไงๆ ทุกยุคทุกสมัย ก็ยังมีคนหนุ่มสาวที่ไฝ่ฝันอยากทำงานให้กับสังคมอยู่แหละครับ เพียงแต่ว่าไม่มีโอกาส หรือไม่ก็ฝันเฟื่อง จนไม่ได้ทำอะไรเลยครับ" นายอิทธิกล่าว

"ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีน้ำตาคลอตา
จึงแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เพื่อให้น้ำตาไหลกลับไปสู่ใจ
ตอนนี้เวลานอน ผมนอนบนเตียงนอนนุ่มๆ
แต่ก็ยังคงคิดถึงคืนที่นอนอยู่บนพื้นปูไม้ไผ่
ที่พลิกตัวแต่ละที ก็จะมีเสียงไม้กรอบแกรบในบ้านของอาผ่า"
------------
(บนดอย เราอยู่ใกล้ดาว : ครูบอย )


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน