|
คุณูปการขบวนสู้ภาคประชาชน
บทเรียน 2 ปี 6 กรณีปัญหาผ่านมุมมองนักวิชาการ
ในสถานการณ์ที่สังคมไทยกำลังเรียนรู้และพัฒนาทั้งกระบวนการ แนวคิด พร้อมกลไกต่างๆ
เพื่อสังคมไทย ได้ก้าวเดินไปสู่การเติบโตเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั้น
ขบวนการภาคประชาชน เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะสังคมที่จะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้นั้น
ต้องเป็นสังคมที่ประชาชนพลเมืองที่สิทธิเสรีภาพ มีหน้าที่ มีพลังทั้งปัจเจก
กลุ่ม องค์กร ที่หลากหลาย และล้วนต่างตระหนักถึงภารกิจในการพิทักษ์ทรัพย์สิน
สิทธิ และจารีตประเพณีตามบทบาทของตน
ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยนั้น
แม้จะผ่านกาลเวลามาหลายทศวรรษ ก็ตาม แต่พัฒนาการของการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยของคนในสังคม
ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะมักจะหยุดชะงักบ่อยครั้ง ด้วยการรัฐประหาร ปฏิวัติ
และปกครองด้วยระบอบเผด็จ จนมาสู่ระยะ 2 ทศวรรษให้หลัง ที่การเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยของสังคมไทย
ได้กลับมาเติบโตอีกครั้ง ตามแรงผลักดันโลก ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำหนดโดยสภาพัฒน์
ซึ่งนั่นคือการก่อเกิด ชุดปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาอีกในสังคมประชาธิปไตย ที่เน้นเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง
ทำให้เกิดผลกระทบมากมาย จึงเป็นโอกาสการก่อเกิดขบวนการภาคประชาชนขึ้น เพื่อเรียกร้องต่อสู้และเคลื่อนไหว
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและนโยบายการพัฒนาประเทศ ที่เอื้อประโยชน์ให้คนไม่กี่กลุ่มคุมทรัพยากรของประเทศ
ร่ำรวยและปิดกั้น คนยากคนจน ดังนั้นคนจนจึงไม่ใช่จนเนื่องมาจากขาดศักยภาพในการดิ้นรนเลี้ยงชีพ
แต่จนเพราะขาดสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพยากร
คุณูปการจาก 6 กรณีปัญหาที่ขบวนการภาคประชาชน เคลื่อนไหวต่อสู้ อย่างทรหด
ทั้งที่สู้มาอย่างยาวนานยืดเยื้ออย่างปากมูน และกำลังลุกขึ้นอย่างโปแตส ก็ตาม
ซึ่งเป็น 6 กรณี ในจำนวนนับพันๆ กรณีปัญหา ที่องค์กรภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน
ได้เปิดเวที"สรุปประสบการณ์ร่วมกัน มองถึงแก่นความคิด มองการแก้ปัญหา
และแนวทางตลอดจนวิธีการ แก้ไขปัญหาของขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายประชาชนซึ่ง 6
กรณีปัญหา นั้นคือ ท่อก๊าซ บ่อนอก-หินกรูด ปากมูน-ราษีไศล ที่ดินลำพูน คลองด่าน
และเหมืองแร่โปแตส ณ ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน สหกรณ์ปากมูลจำกัด อ.พิบูลมังสาหาร
จ.อุบลราชธานี 8-9 มีนาคม 2546 ที่ผ่านมา ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
| ดร. ชลธิรา สัตยาวัฒนา จาก วิทยาลัยนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าววิเคราะห์แนวโน้มการต่อสู้ภาคประชาชนครั้งนี้ว่า
"การต่อสู้มีสองแนวทาง แบบอหิงสา ซึ่งหลักอันนี้ต้องใช้เวลาที่ยืดเยื้อยาวนาน
ยึดหลักความอดทนเป็นหลัก และ การใช้แนวทางนอกระบบ โดยการพึ่งตนเองให้มากที่สุด
การใช้ระบบวิถีชีวิตของตนเอง เป็นตัวกำหนดการใช้ชีวิต อย่างเช่น กรณีเบี้ยกุดชุม
สหกรณ์ออมทรัพย์ จัดการดินน้ำป่าไม้ ของทิ้งคำถามว่า บัดนี้สรุปได้หรือไม่ว่า
รัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลเพื่อประชาชนหรือไม่ ต้องกำหนดเรื่องนี้ให้ชัดเจจน
เพื่อมุ่งเป้าเข้าสู่จุดศูนย์กลางแห่งปัญหา ซึ่งประเด็นการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่าย
จะสร้างความมั่นคงทางจิตใจมิให้ใครมาครอบงำ หรือซื้อได้และจะต้องไม่หลงทิศในการพัฒนาที่รัฐบาลชุดนี้ใช้
คือ นโยบายประชานิยม ที่เป็นการหลงทิศ ในการเข้าไปสู่การแก้ไขปัญหาต่าง
ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ตรงจุด รัฐบาลทุกชุดล้วนไม่ใช่ชนชั้น ที่จะเข้ามาเป็นส่วนในการแก้ไขปัญหาประชาชน
เพราะเขาเหล่านั้นไม่ใช่ ชาวประมงที่กำลังจะอดตาย ไม่ใช่คนยากจนที่นอนกลางดิน
กินกลางทราย ดังนั้น ห้ามประนีประนอมกับรัฐโดยเด็ดขาด จนกว่าจะเกิดรัฐบาลที่เป็นของประชาชน
อีกอย่างต้องเข้าใจว่า สถานะการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลกำลังสลายการนำ มีการแยกกลุ่มนักวิชาการและ
เอ็นจีโอ ออกจากชาวบ้าน โดดเดี่ยวการต่อสู้ จำเป็นต้องผนึกกำลังกันอย่างแนบแน่น
การแยกกลุ่มเหล่านี้ออกจากกัน เรียกว่าการสลายการนำของขบวนการประชาชน
และขบวนการในทุกภาคส่วน คือขุมกำลังสำคัญที่ต้องมอบความไว้วางวางใจ เชื่อใจร่วมกัน
ต้องเคารพความแตกต่างในวิธีการต่อสู้ การต่อสู้เฉพาะปัญหาแต่ละที่นั้นแตกต่างกัน
ซึ่งต้องให้ความเคารพวิธีการต่อสู้ตรงนี้ด้วย การต่อสู้ที่หลากหลายรูปแบบ
แบบกบฎ แบบอนาธิไตย หรือจะเป็นการต่อสู้แบบยืดเยื้อก็ต้องเคารพตรงนี้
ซึ่งแม้จะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย หรือนอกกรอบกฎหมาย ก็ต้องต่อสู้กันอย่างถึงที่สุด
เพื่อเป็นการเปิดโปงเรื่องที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งจากการกระทำของรัฐบาลและกลุ่มทุน
ให้หมดความชอบธรรม" |

สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ |

นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ |
|
อ.ฉันทนา บรรพศิริโชค จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับชี้ว่า
อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และเป็นเสมือนศัตรู ภาคประชาชน นั่นคือทัศนคติคนส่วนใหญ่
"กรณีปากมูลแสดงให้เราเห็นว่า ขบวนการภาคประชาชน ขบวนการชาวบ้าน หรือขบวนการคนจนจะไม่มีวันตาย
และที่น่าจะให้ความสำคัญมากกว่านั้น คือว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากที่สุดที่ต้องเกิดการเมืองภาคประชาชนขึ้น
เพราะกรณีปัญหายุคใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การอธิบายสาธารณะ ศัตรูตัวหลัก
คือ ประชาชนส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้หมายความว่าเป็นศัตรูคู่ขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชน
เพราะประชาชนจะเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดแก่สังคม การต่อสู้ที่ต้องอาศัยการทุ่มเทแรงกาย
แรงใจ แต่ส่วนหนึ่งที่ไม่รู้สึกรู้สา ก็ต้องอธิบาย ต้องทำความเข้าใจ เพราะเขาได้รับข้อมูลที่ไม่เท่ากัน
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย และจะส่งผลกระทบกับตัวเขาอย่างไร ทั้งๆ
ที่มันคือภารกิจร่วมกันของสังคม ที่จำเป็นจะต้องรับรู้และทำความเข้าใจว่า
ทำไมพี่น้องในแต่ละกรณีต้องออกมาเรียกร้อง
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ผลที่เกิดกับชาวบ้านที่อยู่ภายใต้การเคลื่อนไหว การวิเคราะห์วิจารณ์พลวัตของสังคมอย่างตรงจุด
เป็นกระบวนการที่สร้างให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้ หลุดพ้นออกจากการพัฒนาที่ผิดรูปร่าง
มีการสร้างตัวแทนใหม่ ๆ ขึ้นมา ทั้งตัวแทนเยาวชน และสร้างเครือข่าย ร่วมทำการประเมินจุดยืนรัฐ
และเคลื่อนไหวพร้อมกัน เป็นการตอบโต้ เป็นความไม่ยอมจำนน กล้าที่จะออกมาตอบคำถามสังคมมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัด ที่ต้องรำลึกอยู่เสมอว่า การต่อสู้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เป็นความสำคัญจุดใหญ่ที่ ชาวบ้านทุกคนต้องเรียนรู้ การเล่นการเมืองในระบบพรรคพวก
ล้วนเป็นกำแพงอุปสรรค ที่ชาวบ้านต้องทลายลงและเสริมความเข้มแข็งขึ้นในหมู่ประชาชน
และ "ทุกวันนี้ เราไม่ได้ต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ แต่เรากำลังต่อสู้กับความคิดของประชาชนทั้งประเทศ"
อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จาก สถาบันราชภัฎนครราชสีมา
นักวิชาการเพื่อคนจน ลุกขึ้นย้ำและ ยืนยันชัดเจนว่า ขบวนการภาคประชาต้อง
สร้างกลุ่มหรือพรรคคนจนร่วมกัน เพื่อ ยึดพื้นที่การแก้ปัญหาได้ถึงจุดหมายอย่างแท้จริง
"จุดอ่อนอันสำคัญของขบวนการประชาชนขณะนี้ คือขาดการการกำหนดความชัดเจนของเป้าหมาย
ว่าคู่ต่อสู้คือใคร เรียกร้องอะไร เพื่อมุ่งเข้าสู่ใจกลางปัญหา แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็รับรู้ในเรื่องสิทธิ
และลุกขึ้นมาเพื่อคัดค้าน ความไม่เป็นธรรมและต่อต้านโครงการของรัฐ แต่ขณะเดียวกัน
ประชาชนก็ขาดการเชื่อมร้อยปัญหาให้เป็นหนึ่งเดียว ขาดองค์กรกลางที่จะสร้างนิยาม
เปิดความคิดอย่างใหม่ขึ้น ในด้านการพัฒนา การพึ่งพาตนเองต่อต้านการพัฒนาเชิงทำลาย
ที่ทำร้ายสิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่เคยเอื้อแก่การดำเนินชีวิต ขบวนต้องลุกขึ้นสู้และต่อสู้เพื่อทำลายขบวนการแกะแยก
เอ็นจีโอ นักวิชการออกจากชาวบ้าน เพื่อไม่ให้หลงยึดติดไปกับนโยบายหรือกลุ่มทุนอุปถัมภ์
เพื่อไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว
ชาวบ้านในแถบนี้เมื่อศตวรรษที่แล้ว ก็มีชาวบ้าน 26 กลุ่ม ลุกขึ้นสู้นายทุนศักดินา
กระจายไปถึงจังหวัดมหาสารคาม ยโสธร เพราะกลุ่มศักดินา แผ่อำนาจมาปกครองหัวเมืองต่าง
ๆ พี่น้องที่อยู่ในแถบลุ่มน้ำจึงก่อกบฎขึ้น เพราะว่า กุล่มศักดินาขูดรีดแรงงาน
ที่ได้รับขนานนาม"กบฏผู้มีบุญ" หลังจากนั้น
ก็มีกบฎชาวนาและพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ซึ่งอาจขนานนามดินแดนแห่งนี้ว่า
ดินแดนแห่งวีรชนคนจนโดยแท้ การต่อสู้ของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องของการสร้างดุลยภาพและความสมดุลขึ้น
"ความหมายของคนจนที่ตรงที่สุดคือว่า มีจำนวนมาก
มีความรู้น้อย ถูกกดขี่มาก มีพลังน้อยหากไม่มีการรวมตัวกันแต่ถ้าเมื่อไรรวมตัวกันได้
มีเป้าหมายเดียวกันได้ สามารถเปลี่ยนสังคมได้อย่างฉับพลัน" เพียงแต่ว่า
การต่อสู้ภาคประชาชนต้องชัดเจน ปฏิเสธการครอบงำโดยสิ้นเชิง เช่น เป็นไปเพื่อสลายการปกครองของชนชั้นศักดินา
หรือจะยึดอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชน
ถึงวันนี้ รัฐได้สร้างกระบวนการแกะแยกเอ็นจีโอ ออกจากประชาชน การต่อสู้ของประชาชนต้องครอบคลุมประเด็น
อย่างเช่นวันนี้ รัฐประกาศให้แปลงสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อทำการจัดสรรให้คนภายในประเทศ
แต่รัฐวันนี้ไม่ได้เอาที่ดิน มาจากที่ไหน แต่นำที่ดินที่อยู่ในเขตป่า อันเป็นที่
สปก.4-01 ซึ่งไม่ใช่ที่ดินของคนรวย อันเป็นชนชั้นเดียวกันกับตน ซึ่งประกาศแจกมาแล้ว
60 ล้านไร่ เพราะฉะนั้น สมัชชาต่าง ๆ ต้องรุกคืบเรื่องนี้ เปิดประเด็นและขยายความคิด
ออกไปให้กว้าง การต่อสู้ภาคประชาชน หลังจากการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์
แห่งประเทศไทย ที่มุ่งเป้าไปที่การต่อสู่ในส่วนของประชาชนและเอ็นจีโอ การจัดตั้งสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน
และการยึดเขื่อนลำตะคองปากช่อง นครราชสีมา สร้างความหมายอย่างใหม่ แก่กระบวนการต่อสู้
ภาคประชาชน ที่ทำให้คนจนเริ่มมีพื้นที่ของตนเอง มีหน้าตาของคนจนในพื้นที่สื่อ
การต่อสู้ของประชาชนเริ่มมีมากขึ้น กระทั่งถึงปัญหาทั้ง 6 กรณี ซึ่งการต่อสู้เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก
เพราะเป็นการต่อสู้กันเชิงข้อมูล การอธิบายสาธารณะ สร้างความหมายช่วงชิงนิยามเพื่อเป็นการยึดครองความชอบธรรม
หลังจากนั้น การต่อสู้เชิงนโยบายและการพัฒนาโดยรัฐก็ผ่านไป และเริ่มแตกตัวไปทั่วประเทศ
เกิดบรรดาแกนนำขึ้นมากมายหลายกรณีปัญหา เพื่อทำการต่อสู้ต่อการพัฒนาของรัฐ
แต่จุดอ่อนสำคัญคือ ประชาชนขาดกลไกอย่างหนึ่ง ที่ต้องทำหน้าที่เชื่อมร้อยประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน
ซึ่งก็คือกลุ่มหรือพรรคประชาชน ซึ่งขบวนการประชาชนยังคงปฏิเสธการก่อตัวตรงจุดนี้
นับจากการต่อสู้ของกบฎผู้มีบุญ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย ถึง กลุ่มสมัชชาต่าง
ๆ ในปัจจุบัน การต่อสู้วนเวียนใน 2 เรื่อง
 |
1. การต่อสู้เรื่องการสร้างความหมายอย่างใหม่
ในการพัฒนาโดยเฉพาะโครงการของรัฐ 2.การต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชน โดยกระบวนการแกะแยกประชาชนออกจาก
เอ็นจีโอ เป็นการดึงมวลชน ที่เป็นองค์กรชาวบ้านให้เข้าไปอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์โดยรัฐ
ผ่านการเลี้ยงดูจากกลุ่มทุน โดยดึง เอ็นจีโอ บางส่วน เพื่อไม่ให้ทำงานเคลื่อนไหว
นโยบายแปลงทรัพย์สินเป็นทุนเป็นการทำลายศักยภาพ ทำลายความรู้สึกภาคภูมิ
ในความสามารถของตนเอง คือ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เดี๋ยวก็มีคนเอาเงินมาให้
ไม่ต้องคิดเรื่องศักยภาพแบมือขอเดี๋ยวเงินก็มา เอาโครงการมาให้ทำการผลิตเพื่อขายอย่างเดียว
อันนี้ทำลายการผลิตเพื่อยังชีพไปโดยสิ้นเชิง ที่วันนี้ การต่อสู้ของประชาชนต้องทำการต่อสู้เชิงนโยบายของรัฐให้มากขึ้น
การจับมือกันทะลุทะลวงนโยบายแห่งรัฐ เช่น นโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน
เพราะนั่นคือ การทำลายรากฐานการผลิตแบบยังชีพเพื่อให้เกิดการชำระหนี้
เมื่อถึงเวลานั้น สภาพเงินคล่องตัวสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าฟุ่มเฟือยก็จะขายดี
อันหมายถึงชนชั้นเดียวกับเขาเองสุขสบายกัน" |
ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จาก มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สถาบันทางวิชาการเพื่อคนจน
กลับย้อนไปสู่มุมมองใหม่ ถึงกระบวนการแปลงทรัพยากรให้เป็นทุน ว่ามันเกิดขึ้นมานาน
เกิดเรื่อยๆ ทุกรัฐบาล ดังนั้นประชาชนจะต้องไม่หลงประเด็น ตามนโยบายรัฐบาล
มิอย่างนั้นจะเกิดปรากฏการณ์หายนะทางสังคมแน่นอน
"ผมมองเห็น 3 ประเด็นในคุณูปการ การต่อสู้ภาคประชาชน คือ 1.สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลก
ขณะนี้ที่เรียกกันกว้าง ๆ ว่าโลกาภิวัฒน์ ซึ่งรูปธรรมจริงๆ กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่พยายามนำเอาสินทรัพย์ทั้งหลาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากร หรือสินทรัพย์ นำเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ ทั้งๆ ที่สินทรัพย์เหล่านี้
เป็นสินทรัพย์สาธารณะ เป็นของส่วนกลางและไม่เป็นสินทรัพย์ของใครโดยเฉพาะ
สินทรัพย์ของเอกชนคนใดคนหนึ่งนั้น มีการครอบครองและนำเข้าตลาดเรียบร้อยแล้ว
และกำลังนำสินทรัพย์ชนิดหนึ่งที่มีมูลค่าและคุณค่าอย่างไม่อาจนับได้ กำลังถูกดึงเข้าสู่ตลาด
อย่างเช่น แม่น้ำมูน ที่ถูกดึงเข้าสู่ตลาดโดยการสร้างเขื่อนปากมูล แล้วปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้า
ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล ในขณะที่ชาวบ้านที่จับปลา นำปลาขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนกันเป็นสิ่งของ
หรือใช้บริโภคในครัวเรือน แสดงว่า แม่น้ำมูนยังเข้าสู่ตลาดไม่เต็มที่ต้องแปรแม่น้ำมูนให้เป็นไฟฟ้าเสียก่อน
กรณีจะนะก็เช่นเดียวกัน หากแปลงพื้นที่ริมฝั่งตรงนั้น ให้กลายเป็นพลังงาน
จะเป็นการแปลงสินทรัพย์ ให้กลายเป็นสินค้า ที่เข้าสู่ตลาดเต็มที่ นโยบายนี้
อาจจะพูดง่าย ๆ ได้ว่า เป็นความพยายามที่จะแปลงทรัพยากรสาธารณะ เพื่อให้กลายเป็นทุนของบางกลุ่มกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในโลก
จึงทำให้เกิดการผลักให้คนบางกลุ่มออกไป ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างที่เคยใช้ชีวิตมาแต่เดิม
เพราะเขาต้องการพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนมากกว่า กลายเป็นคนจนเพราะการพัฒนาแบบนี้
เพราะเป็นการพรากเอาทรัพยากรที่เขาเคยใช้ให้กลายเป็นสินค้าในตลาด ฉะนั้น
ธนาคารโลกคิดถึงสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า เครือข่ายความปลอดภัย เป็นการสร้างความปลอดภัยแก่สังคม
ที่กลายเป็นการปกป้องบรรดาทรัพย์สินของกลุ่มทุน คนรวยที่มีโอกาสได้เปรียบในตลาด
เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการประท้วง เพื่อปกป้องทรัพย์สินและอำนาจ ดังนั้นนโยบายการแจกจ่ายเงินกู้
เพื่อให้คนกู้เอาเงินไป สร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม ป้องกันการลุกฮือของประชาชนการนำสปก.4-01
ในแง่หนึ่งนี้ เป็นทรัพยากรสาธารณะเพราะไม่มีเงื่อนไขในการที่จะให้เอกชนรับเอาที่ดินเหล่านั้นไป
ให้ใช้ไปตลอดชีวิต แต่ห้ามเอาไปขายเท่านั้น
หากขบวนการประชาชนปล่อย ให้เกิดการนำเอาสินทรัพย์เหล่านี้เข้าตลาด จะก่อให้เกิดหายนะภัยอย่างร้ายแรงแก่สังคม
ไม่ว่า สังคมไหน ที่เกิดกระบวนการแปลงสินทรัพย์อันนี้ จะเกิดคนจนเพิ่มขึ้นมากมายหลายเท่า
อย่างเช่น ละตินอเมริกา อัฟริกา และหลายประเทศในเอเชีย การต่อสู้เรื่องนี้ต้องมุ่งประเด็นไปที่การนำ
เอาสินทรัพย์ที่ไม่ชอบธรรมกลับมาเป็นสินทรัพย์สาธารณะ เช่น การต่อสู้ของกรณีปากมูน
ก็คือ การนำเอาแม่น้ำให้กลับคืนมาเป็นทรัพยากรการผลิตของคนทั้งมวล ไม่ใช่กลุ่มคนบางส่วน
การต่อสู้ทุกส่วนเป็นการต่อสู้เพื่อให้ขบวนการประชาชนเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงการชนะเป็นเรื่อง
ๆ
2.การเมือง ขณะนี้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่ ประเทศไทยเคยมีมา
เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นเพียงกระดาษเปล่าที่พร้อมจะถูกฉีกทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
หากไม่มีการลงมือปฏิบัติจริงและไม่มีวันที่ผู้มีอำนาจจะเชื่อฟังรัฐธรรมนูญจริง
ในแง่การเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐธรรมนูญใช้ได้จริง ขณะนี้ ไม่มีประชาชน กลุ่มไหนทำการเคลื่อนไหว
ใช้รัฐธรรมนูญมาก เท่ากับประชาชนในระดับล่าง เป็นการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบ
ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญกลับได้รับการขยายความกว้างออกไป เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนแม้แต่คนชั้นกลาง
ก็ใช้รัฐธรรมนูญน้อยมาก หรือสื่อ ยุคนี้ก็ออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชนน้อยกว่า
พี่น้องสมัชชาอย่างไม่มีอะไรเทียบได้
3.การเคลื่อนไหวของประชาชนนั้น กำลังปรับนโยบายการพัฒนา ที่การพัฒนาในความหมายแบบรัฐที่เคยทำมา
ที่เคยใช้กันมานั้น เป็นเรื่องที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ใช้ไม่ได้ การพัฒนาที่มีนัยเพียงแค่การสร้างเขื่อน
มีไฟฟ้า มีถนน กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาที่ผ่านมาล้วนไม่เคยนับเอาวิถีชีวิตเข้าไปวางแผนร่วมในการใช้การพัฒนา
การเคลื่อนไหวภาคประชาชน ที่สามารถทำให้วิถีชีวิตถูกนำไปคำนวณ นับเป็นความสำเร็จก้าวยาว
ๆ ที่ควรจะต้องเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การพัฒนานั้นจะต้องทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกิดความยั่งยืน
มิใช่การแปรสภาพวิถีชีวิตให้ตกเป็นสินค้า ในทุก ๆ โครงการของการพัฒนา จำเป็นต้องนึกถึงผักหวาน
ต้องนึกถึงที่เลี้ยงควาย หน่อไม้ อย่างการสร้างเขื่อนปากมูล คนที่คิดสร้างไม่ได้เห็นว่า
มีคนจับปลาอยู่ คิดเพียงว่าในภาคอีสานมีเพียงผู้คนที่ทำไร่ไถนาเท่านั้น เพราะว่าระบบการศึกษา
และการพัฒนา ที่ครอบความคิดเรานั้น ทำให้คนในสังคมล้วนเห็นเพียงความงอกงามที่เกิดจากไฟฟ้า
ความเจริญที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจ ภายใต้การผลิตแบบอุตสาหกรรมที่มาจากพลังงานเขื่อน
การเคลื่อนไหวภาคประชาชน มีคุณค่า ที่สามารถสร้างบทเรียนและบทสรุปให้แก่ผู้คน
ในทุกภาคส่วนของสังคมและชี้ให้เห็นถึงว่า หัวใจสำคัญในการพัฒนา คือ การสร้างวิถีชีวิตให้คนอยู่ได้
อย่างปกติสุขในทุกภาคส่วน โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าชาวบ้านมีทางเลือก เมื่อรัฐบาลยืนยันว่า
จะปิดเขื่อน ประชาชนริมเขื่อนมีทางเลือกอื่นหรือไม่..ที่จะไม่กดดันต่อไป
ผมคิดว่าไม่มี ขณะนี้ท่านถูกไล่ไปจนตรอก หากท่านไม่สู้ ท่านก็ตกเวทีไปเลย
แต่ขบวนการประชาชนยังคงอยู่และต้องสู้ต่อไป"

งาน
"แผ่นดินนี้ของเรา"
ณ. ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน สหกรณ์การเกษตรปากมูล จำกัด
คำประกาศแม่น้ำมูน 9 มีนาคม 2546
พี่น้องประชาชนที่เคารพ พวกเราในนามพันธมิตรองค์กรประชาชนทั่วประเทศ
ผู้มาร่วมแสดงพลัง ณ ดินแดนประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ของภาคประชาชนลุ่มแม่น้ำมูน
ขอประกาศว่า แผ่นดินอันกว้างไพศาล จากขุนเขายอดดอย สู่ลุ่มน้ำ ชายฝั่ง
ถึงท้องทะเล ล้วนเป็นทรัพยากรที่บรรพบุรุษของพวกเรา ปกป้องรักษามาหลายชั่วอายุคน
ก่อเกิดเป็นวิถีชีวิตของชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม สัมพันธ์กับสภาพของทรัพยากร
อย่างสอดคล้องและสมดุล สืบทอดเป็นภูมิปัญญาหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเรา อย่างสงบสุขตลอดมา
แผ่นดินนี้คือ
แผ่นดินของเรา
ความสงบสุขของชุมชนต้องเปลี่ยนเป็นความทุกข์ยาก เมื่อนโยบายของรัฐ
มุ่งตอบสนองต่อความไม่รู้จักพอของเหล่านายทุน การทำลายในนามของ "การพัฒนา"
คือการแย่งชิงแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ คือการปล้นทรัพยากรของพวกเราไปใช้อย่างเผาผลาญ
ด้วยการสร้างโครงการขนาดใหญ่และไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพยากรบนแผ่นดินนี้
พี่น้องประชาชนที่เคารพ เมื่อแผ่นดินที่เราปกป้องรักษาถูกทำลาย
ในฐานะเจ้าของแผ่นดิน เราจึงต้องลุกขึ้นสู้เพื่อทวงสิทธิอันชอบธรรม
แต่รัฐกลับใช้ความรุนแรงปราบปราม ด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐและกลไกกฏหมายอันล้าหลัง
รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อ มาเป็นเครื่องมือจัดการพวกเราอย่างโหดเหี้ยมป่าเถื่อน
ไร้มนุษยธรรมตลอดมา
การรวมตัวของพวกเราในครั้งนี้ จึงเป็นการย้ำเตือน
ถึงการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี ผู้กำลังมัวเมาบ้าอำนาจ ให้เคารพต่อประชาชนผู้มีสิทธิอันชอบบนแผ่นดินนี้
การสำคัญผิดว่า อำนาจที่ได้มาจากการเลือกตั้งที่ประชาชนมอบให้ คือ
การมอมเมาอำนาจเบ็ดเสร็จ ในการกำหนดชะตากรรมของประเทศชาติและประชาชน
อย่างเด็ดขาด และประการสำคัญการใช้อำนาจนั้น มาทำร้ายประชาชนตามอำเภอใจ
คือ ความผิดพลาดอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ เพราะระบอบประชาธิปไตย
อำนาจที่แท้จริงจักเป็นของประชาชน
เราขอประกาศว่า การต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ต้องการแบ่งแยกและปกครอง
เพื่อกดขี่ขูดรีดทำลายประชาชน อย่างไม่เป็นธรรม นี่คือภารกิจร่วมกันของประชาชน
ผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน ในการกอบกู้สิทธิเพื่อกำหนดชะตาชีวิตของชุมชนและตนเอง
การบรรลุเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ จะเกิดขึ้นได้ด้วยพลังประชาชน
ที่หนุนเสริมเกื้อกูล ไม่ทอดทิ้งกัน นี่คือ ชัยชนะที่แท้จริงของภาคประชาชน
ที่จะมาถึงในไม่ช้า ไชโย ไชโย ไชโย..
|
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|