บ้านนอกTV อนาคตทีวีชุมชน

"คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม
เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ" ....
"การดำเนินการต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน ในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะอื่นๆ
รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม"...

รัฐธรรมนูญ มาตรา 40

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการปรับตัว
เพื่อการเปลี่ยนแปลง
ทั้งในระดับนโยบายและระดับการปฏิบัติ
เรื่องการบริหาร การจัดสรรและการดูแลคลื่นความถี่ เพื่อให้สอดคล้อง และเป็นไปตามเจตนารมณ์
ของรัฐธรรมนูญ 2540 ในมาตรา 40 ซึ่งถือว่า
เป็นกฎหมายสูงสุดที่ร่างขึ้นมา
โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน มากที่สุด

ประตูทางกฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนได้พัฒนาตนเอง ชุมชน จากโอกาสของสิทธิการใช้สื่อในระดับชุมชน ทำให้ทิศทางและความหวังเรื่องการปฏิรูปสื่อในสังคม เริ่มมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น สถานการณ์อย่างนี้ องค์กรประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนทั่วไป ต้องเข้ามาเสริมกระบวนการ พัฒนา เรียนรู้ เพื่อให้สื่อท้องถิ่น ที่จัดสรรสู่ประชาชน เป็นสื่อที่ตอบสนองการพัฒนาและสร้างสรรค์ชุมชนได้จริงๆ

โทรทัศน์ไทย ปัจจุบันมิอาจปฏิเสธกันได้เลยว่า โทรศัทศ์คือสื่อที่มีอิทธิพลและบทบาทต่อการรับรู้ ขบคิดและแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวในสังคมสูงมาก เนื่องจากคุณลักษณะที่ปรากฏทั้งภาพ เสียง จึงทำให้โทรทัศน์กลายเป็นสื่อที่แสดงอำนาจได้สูงสุด

โทรทัศน์ชุมชน คือสื่อที่ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่จำกัดทั้ง พื้นที่ ปริมาณและวัตถุประสงค์แคบลงกว่า โทรทัศน์ระดับชาติ แต่บทบาทบางอย่างก็สำคัญกว่าระดับชาติหรือระดับชาติไม่สามารถทำหรือตอบสนองได้ เพราะ โทรทัศน์ชุมชนมีภารกิจเฉพาะตัว กลุ่ม พื้นที่ จึงมีความเฉพาะทั้งเนื้อหา สาระและรูปแบบไปด้วย

บ้านนอกทีวี ทีวีไม่เสรีแต่เพื่อชุมชนอย่างแท้จริง คือสถานีโทรทัศน์นำร่องภาคประชาชนอย่างแท้จริง อุบัติขึ้นกลางภูดอยอย่างสง่างาม เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งวิธี การบริหารจัดการ การผลิต การตอบสนองและการควบคุมโดยพลังมติชุมชน ซึ่งริเริ่มโดยทีมงานคนหนุ่มสาว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา

ประไพ เกสรา หัวหน้าโครงการบ้านนอกทีวี เล่าประสบการณ์และอธิบายเจตนาที่แท้จริง ของการกล้าลุกขึ้น สร้างวิชาโทรทัศน์ชุมชนให้สังคมไทยได้เรียนรู้พร้อมๆ กัน ครั้งนี้ว่า

"มันเริ่มมาจากรัฐธรรมนูญ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชนได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรของชาติ คือคลื่นความถี่ ซึ่งแต่เดิมนั้นมีเฉพาะภาครัฐเท่านั้นที่มีสิทธิใช้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นั้นเปิดโอกาสให้ประชาชนแล้ว อีกอย่างประชาชนเองก็เริ่มตื่นตัวมากขึ้น แต่ภาพส่วนใหญ่ประชาชนจะหันไปมองเรื่องวิทยุชุมชน บวกกับ ตัวชุมชนเองก็มองว่าเรื่องโทรทัศน์เป็นเรื่องซับซ้อนในกระบวนการผลิต เรื่องเทคโนโลยีและมีต้นทุนสูง แต่ด้วยประสบการณ์ที่เราทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์พีซี ทำให้เรารู้ว่า เทคโนโลยีปัจจุบัน มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการตัดต่อ การผลิตงานสื่อโทรทัศน์ได้

จึงมาสู่คำถามว่า เราน่าจะลองผลิตโทรทัศน์ชุมชนขึ้นมาศึกษาดูเพื่อให้เป็นต้นแบบและเป็นสถานศึกษา สำหรับการทดลองสร้างโทรทัศน์ชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้เห็นแนวทางที่จะทำได้ ดังนั้น concept เรามี 3 ทาง คือ ต้อง 1. ง่าย คือกระบวนการผลิตง่าย ตัดต่อง่าย เยาวชน ชุมชน สามารถเรียนรู้ได้ง่าย ทำได้เอง แก้ไขเองได้ 2.ราคาถูก เพราะยุคปัจจุบันเป็นโลกของเทคโนโลยี ดังนั้นเดี๋ยวนี้ สิ่งเหล่านี้เข้าถึงแทบทุกครัวเรือน ทุกสำนักงาน คือมีคอมพิวเตอร์ใช้เป็นพื้นฐานเลย อีกอย่างเพราะการแข่งขันจึงทำให้ราคาสิ่งเหล่านี้ถูกลง ดังนั้นเครื่องผลิตรายการโทรทัศน์ชุมชน ที่เราสร้างสรรค์อยู่รวมๆ แล้ว ใช้งบประมาณ เพียง 1 แสนบาท ก็สามารถผลิตรายการโทรทัศน์ได้แล้ว 3.การมีส่วนร่วม วิทยุชุมชน มีบุคลิกของมัน รายการโทรทัศน์ ก็มีบุคลิกของมันเช่นกัน คือมีภาพ เสียง พร้อมๆ กัน เป็นสื่อที่เข้าถึงชุมชนมาก

สำหรับอุปกรณ์การผลิตโทรทัศน์ชุมชน ก็มีคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่องาน มีกล้องสำหรับถ่าย มีเครื่องส่งซึ่งเป็นเครื่องส่งกำลังต่ำ เรียกตามการซื้อขายในท้องตลาดว่า VDO sender เป็นเครื่องส่งที่ใช้ในห้องประชุมโรงแรมทั่วๆ ไป แล้วก็เครื่อง MD สำหรับอัดเสียงในเวลาที่ต้องการเสียงคมชัดเท่านั้นเองค่ะ" ประไพกล่าวก่อนที่จะเผยถึงแนวคิดเริ่มต้นอีกครั้งว่า

"จุดเริ่มต้นคือเกิดจากการที่เรามองชุมชนชาวเขา ซึ่งเป็นชุมชนที่ห่างไกลเทคโนโลยีมาก เราจึงทดลองดูว่า ชุมชนกับเทคโนโลยีนั้น สามารถพัฒนาไปได้มากน้อยแค่ไหน เราเริ่มจัดอบรมการถ่ายทำงานกับกลุ่มเยาวชน ซึ่งปรากฏว่าเด็กๆ เยาวชนไม่กลัวการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเลย เขาสามารถเรียนรู้ได้ดีมาก เราอบรมเยาวชนก็เพื่อให้เขาเป็นคนเข้ามาผลิตงานโทรทัศน์ชุมชนเป็นหลัก หลังจากนั้นเราจึงทดสอบการส่งสัญญาณ โดยใช้ VDO sender ซึ่งก็พบว่า ถ้าเรายกเสาให้สูงขึ้น เราสามารถส่งไปได้ไกลถึง 3 กม. ทำให้เราเริ่มทำการทดลองถ่ายทอดงานต่างๆ ของชุมชน

ในระยะแรกๆ ก็ถ่ายทอดออกไปแบบไม่เป็นเวลา คือถ่ายทอดเฉพาะมีงานประเพณี หรืองานวัฒนธรรม เยาวชนก็ไปถ่ายทำมา แล้วเราก็แจ้งชาวบ้านว่า เราจะออกอากาศวันนี้ เวลานี้ หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการประชุมร่วมกัน ถึงการมีรายการแบบถาวร และรูปแบบรายการที่ชุมชนอยากให้มี หรือสนใจ หรือช่วงเวลาที่ต้องการด้วย เราเริ่มจากหนึ่งชุมชนก่อน แล้วให้ชุมชนแสดงความต้องการลักษณะรายการทีวีที่อยากชมออกมา ซึ่งก็มีกว่าสิบรายการเลยในตอนแรก ทั้งรายการกฎหมาย อาหาร สุขภาพ รายการเยี่ยมชุมชน รายการวัฒนธรรม รายการข่าว โดยมีเยาวชนเป็นผู้มีส่วนร่วมผลิต จนเราทำมาสักระยะหนึ่งก็เริ่มพบว่า การทำงานรูปแบบนี้ เราเสียเวลาไปกับกระบวนการผลิตเยอะมาก ทำให้ริเริ่มปรับรูปแบบรายการให้มีจำนวนลดลง และทำให้ง่ายขึ้น ให้ชุมชนสามารถผลิตรายการเองได้ จนมาสู่ระยะปัจจุบันก็จะเหลือเพียงรายการเวทีเสวนาในชุมชน โดยประเด็นการเสวนาก็ยังมาจากคนในชุมชน ที่เขาจะกำหนดกันเองว่า อยากจะคุยกันเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งมีทั้งเรื่อง เด็ก เรื่องการกินเหล้า ยาเสพติด เป็นต้น แล้วเชิญคนในชุมชนมาแลกเปลี่ยน

แล้วหลังจากทำมาได้อีกสักระยะหนึ่ง ก็ทำให้ได้ข้อสรุปใหม่เพิ่มขึ้นอีกว่า ทีมงานบ้านนอกทีวี ยังทำงานในชุมชนน้อยอยู่ ทำให้แรงขับเคลื่อนหรือความตื่นตัวของชุมชนยังน้อยอยู่มาก หากประมาณในภาพรวม อีกอย่าง ทีมงานบ้านนอกเองก็เสียเวลากับการค้นหารูปแบบรายการ ค้นหาวิธีการทางเทคนิค เหล่านี้ไปเยอะมาก จนการทำงานในชุมชนน้อยลง เราจึงตัดสินใจหยุดพักบทบาททีมงานบ้านนอกทีวีลง เพื่อเปิดทางให้ชุมชนตื่นตัวหรือกระตุ้นการทำงานภายในมากขึ้น ดังนั้นจึงมาสู่การลดรายการให้เหลือเพียงเวทีเสวนากับข่าว ซึ่งตอนนี้ถ้าชุมชนอยากชมอะไร ชุมชนต้องลุกขึ้นมาคิด มาทำกันเองแล้วค่ะ" ประไพชี้แจงและย้ำถึงบทบาทการมีส่วนร่วม ของชุมชนว่า

"สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการทำงานของเรานั้น อย่างแรกต้องชี้แจงว่า เราพลาดที่ไม่ได้ตั้งกรอบการชี้วัดความสำเร็จ จากการผลักดัน กระบวนการเรียนรู้เรื่องโทรทัศน์ชุมชน แต่เราเห็นผล จากการเรียนรู้การใช้สื่อนี้อยู่บ้าง เช่น มีการนำเสนอจากชุมชนว่า เขาน่าจะจัดการพูดคุยเรื่องปัญหาการกินเหล้าในชุมชน และหลังจากเวทีนั้นผ่านไป ผู้ใหญ่บ้าน ก็มาแจ้งว่า น่าจะมีการจัดเวทีพูดคุยเรื่องเหล่านี้อีก โดยให้เด็กๆ เข้ามาพูดคุยด้วย
เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้ฟังว่า เด็กเขาคิด อย่างไร ทำให้เราเห็นว่า สื่อมัน มีผลต่อการเรียนรู้ใน ชุมชน ของเขาเช่นกัน ซึ่งทำให้มองว่า สื่อชุมชนคือช่องทางทำให้ เกิดการขบคิด เรียนรู้เพิ่มขึ้น ในชุมชนค่ะ" ประไพเผย พร้อมกล่าวถึง สถานการณ์ของภาครัฐว่า

ประไพ เกสรา

"ท่าทีของภาครัฐ ณ ปัจจุบันนี้ นั้น ก็ไม่ถึงกับแข็งกร้าวใส่หรือ เอาจริงเอาจังกับโครงการนี้หรอกค่ะ มันอยู่สภาวะที่ต่างก็อ้ำอึ้ง ไม่มีใครเข้ามาจัดการให้ชัดเจนเสียที ทั้งๆ ที่ควรจะให้มันสามารถเจอกันได้ครึ่งทาง ระหว่างภาคประชาชนกับรัฐ และดูเหมือนว่า ระหว่างรัฐกับภาคประชาชนนั้น ถือกฎหมายคนละเล่ม ฝ่ายประชาชนถือกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาริเริ่มก่อตั้งสถานี วิทยุ-โทรศทัศน์ แต่รัฐถือกฎหมาย พ.ร.บ.ตัวเก่าเพื่อรักษาสถานการณ์ ก็เลยกลายเป็นสภาพที่ตกลงกันยาก แต่จะให้ทำอย่างไร เพราะมันเนิ่นนานแล้ว ที่ฝ่ายประชาชนเฝ้ารอกฎหมายนี้ หรือเฝ้ารอการหาทางออกจากฝ่ายรัฐ และยิ่งรอก็ยิ่งทำให้ประชาชนเสียโอกาส ที่จะได้เริ่มต้นเรียนรู้

ส่วนองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรประชาชนหรือชุมชนอื่นๆ ในปัจจุบันนี้ ล้วนแต่มีความสนใจ และมีความพร้อมสูงมากในการก่อตั้งสถานี เพราะหลังจากบ้านนอกทีวีเปิดตัว สื่อมวลชนมาดูงานแล้วไปเผยแพร่ ทำให้ชุมชนหลายพื้นที่มาก เข้ามาติดต่อ ดูงาน สอบถาม ว่าทำอย่างไร พอเขาเห็นความเป็นไปได้ ก็มีหลายที่เลยว่าสนใจงานมาก เช่น ทีมงานพระสนใจโทรทัศน์ชุมชน เนื่องจากเล็งเห็นว่า บทบาทการเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้นทำงานในเชิงรับอยู่กับวัดตลอดเวลาที่ผ่านๆ มา จึงสนใจใช้โทรทัศน์ชุมชน มาเปิดมิติงานเผยแพร่เชิงรุกมากขึ้น หรือกรณีมีชุมชนใกล้ชิดกรุงเทพฯ อย่างนนทบุรีก็สนใจ ติดต่อเข้ามาเหมือนกัน ซึ่งเชื่อว่าแต่ละพื้นก็มีเป้าหมายรูปแบบ แตกต่างกันไปตามความเชื่อ ตามศาสนาของแต่ละพื้นที่

สำหรับคนที่กำลังสนใจ โดยพี่น้อง NGOs ก็อยากย้ำแต่เพียงว่า งานโทรทัศน์ต้องทำให้งานโดยให้ชุมชนเป็นฝ่ายตื่นตัว คิด สร้างสรรค์เอง น่าจะดีที่สุด ส่วนวิธีการทำงาน ต้องมีระบบเพราะว่างานโทรทัศน์นั้นค่อนมีและใช้ทรัพยากรมาก เป็นทีม จึงต้องมีระบบในการทำงานกว่าปกติค่ะ เพราะถ้าวางระบบดีก็จัดการได้ง่าย

โทรทัศน์ชุมชนมีโอกาส และสามารถทำได้ เพราะว่าเนื้อหาไม่มีอะไร เทคโนโลยีก็มีกันแล้วเกือบทุกบ้าน จึงเชื่อว่าชุมชนสามารถจะมีและทำได้ อีกอย่างมันไม่จำเป็นว่าเราจะต้องทำให้ได้ให้เหมือนโทรทัศน์ช่องใหญ่ๆ ระดับชาติอย่างที่เห็นๆ อยู่ แต่เราทำเพื่อพัฒนาชุมชนของเราเท่านั้น

ที่ผ่านๆมา ระบบสื่อของสังคมไทยมันถูกผูกขาดโดยภาครัฐ และภาคธุรกิจ สื่อที่ออกมาจึงตอบสนองทั้ง 2 อย่าง ในขณะที่ ระดับท้องถิ่น หรือชุมชนมีข่าวสารข้อมูลเยอะมาก ที่มันมีลักษณะเฉพาะตัว เป็นประโยชน์กับชุมชน แต่กลับส่งไปไม่ถึงชุมชน ดังนั้น เมื่อชุมชนมีโอกาส และมีช่องทางการใช้คลื่นเพื่อการสื่อสารในชุมชนได้ ก็จะทำให้ชุมชนเท่าทันเหตุการณ์และมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะเขาได้รับข้อมูล ในปริมาณที่เพียงพอ เขาก็จะมีส่วนร่วมในการคิด ในการตัดสินใจ ต่อการพัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศได้เช่นกันค่ะ" ประไพเล่า

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน