|
เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านฯสุรินทร์
เปิดเวทีเคลื่อนใหญ่"นำทัพอีสานใต้"
การฝึกรักษาความปลอดภัยและการบริการภาคประชาชน
(รปป. คลท.รุ่นที่ 1 สุรินทร์) |
เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ เกิดจากการจัดอภิปรายแลกเปลี่ยน"เหล้าพื้นบ้านกับสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่"
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 ณ ศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร ซึ่งทำให้เกิดการประสานงานระหว่างผู้ผลิตเหล้าพื้นบ้านจำนวนหนึ่ง
รวมเป็นเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ขึ้น หลังจากนั้นเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน
สุรินทร์ก็ร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องรณรงค์ เผยแพร่หลายครั้ง ทั้งในด้านนโยบายกับรัฐบาล
ด้านกฎหมาย พ.ร.บ.สุรา และด้านสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ ร่วมกับเครือข่ายเหล้า
พื้นบ้านแห่งประเทศไทยและเครือข่ายพันธมิตรอื่นๆบวกกับมีกระบวนริเริ่มผลิตสุราขึ้นมาเพื่อให้สาธารณชนได้รับ
รู้รวมกะทั้งลิ้มรสน้ำภูมิปัญญาดั้งเดิม ของคนไทยอีกด้วย จนเมื่อเดือนสิงหาคม
ที่ผ่านมาได้มีสรรพสามิตนำกำลังเข้าทำการจับกุมและส่ง ฟ้องศาลในข้อหาต้มกลั่นสุรา
ผิดตาม พ.ร.บ.สุรา 2493และศาลมีคำพิพากษาจำคุก 4 เดือน ปรับ
1พันบาท ทำให้เครือข่าย เหล้าพื้นบ้านภาคอีสาน สุรินทร์ประกาศรวมตัวกันเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ในวันที่ 19 กันยายนที่จะถึงนี้ ณ หอประชุมอาชีวศึกษา จังหวัดสุรินทร์โดยมี
ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้ปาฐกถา เหล้าพื้นบ้านภูมิปัญญาไทเพื่อการพึ่งตนเอง
และมีการ เสวนาเหล้าพื้นบ้าน สิทธิชุมชนหรทอของทุนและรัฐ
โดย ชัยวัฒน์ สุรวิชัย สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
,นายวิบูลย์ เชื้อชุมพล สภาทนายความ อ.สมเกียรติ์
พงษ์ไพบูลย์ นักวิชาการ ,วีรพล โสภา ผู้ประสานงานเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย
(คลท. ) แห่งประเทศไทย ,อ.มนัส ธัญญเกษตร ประธานกลุ่มสุรินทร์เสวนา
ดำเนินรายการโดย คุณศักดิ์ดา สีงาม และในภาคบ่ายจะมีการเดินรณรงค์รอบเมืองของสมาชิกเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน
สุริทร์ ทั้งจังหวัด เพื่อชี้แจงให้แก่สาธารณชนเข้าใจเจตนารมณ์ของเครือข่ายเหล้าฯ
สุรินทร์ ซึ่งแหล่งข่าวไทยเอ็นจีโอยืนยันว่า การเดินครั้งนี้จะเป็นการระดมพลสมาชิกเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน
ครั้งใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ อย่างแน่นอน
 |
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2545 ที่ผ่านมา ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
สื่อทางเลือก สำหรับคนทำงานพัฒนาได้เข้าสัมภาษณ์ นางสาวน้ำอ้อย
ทองคำสุก ผู้ประสานงานเครือข่าย เหล้าพื้นบ้านภาคอีสาน
( จังหวัดสุรินทร์) และยังเข้าไปเก็บภาพ การฝึกเตรียมความพร้อมของหน่วยรักษา
ความปลอดภัย และหน่วยบริการ ภาคประชาชน"กลุ่มเสือแดง"
ซึ่งมาจาก ตัวแทนเหล้าพื้นบ้าน 6 อำเภอ คือ อ.ลำดวน
ปราสาท ศีขรภูมิ บัวเชด เมือง และท่าตูม จากสมาชิก 14 อำเภอ
3 กิ่งอำเภอ ใน จังหวัดสุรินทร์ ณ บริเวณ ลานป่าวัดบ้านใหม่
ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์
นางสาวน้ำอ้อย ทองคำสุก กล่าวถึงเป้าหมายและที่มาของการ
ตระเตรียมงานเสวนาและ การรณรงค์ครั้งใหญ่ของจังหวัดสุรินทร์
ในครั้งนี้ว่า |
"คงจะเริ่มจากความเป็นมาของการจัดงานนี้นะค่ะว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร
ซึ่งความจริงก็คือ เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านฯ จังหวัดสุรินทร์
คือส่วนหนึ่งของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคอีสานส่วนสถานการณ์
ที่ผ่านมานั้น เริ่มจากการมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปข่มขู่คุกคามชาวบ้าน
ในพื้นที่ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนระยะหลังๆ อย่างเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่าน
ได้มีชาวบ้านถูกจับกุมอาทิตย์เดียวประมาณ 5 ราย ซึ่งนั่นก็แสดงว่า
"การมีข้อตกลงกับทางรัฐบาลเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 เรื่องการผ่อนผันการจับกุมชาวบ้านที่หมักและต้มกลั่นเหล้านั้น
มีการปฏิบัติจริงเพียงระยะสั้นๆ ไม่กี่เดือน" เพราะพอเข้าเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา
ก็มีการกวาดจับชาวบ้านเหมือนเดิม จนล่าสุดมีการรณรงค์ เรียกร้องเพื่อให้ได้ข้อตกลงใหม่เพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2545 และหลังจากนั้น ก็ยังมีพี่น้องถูกจับเพิ่มอีก
12 ราย รวมทั้งพี่น้องที่ศีขรภูมิด้วย และมีการส่งฟ้องศาล 3
ราย แต่ตกลงจากการเรียกร้องในครั้งนั้นคือ ให้ผ่อนผันการจับกุม
ให้จังหวัด จ่ายค่าศาลให้จำเลยทั้ง 3 คน ที่ถูกส่งฟ้องศาล ค่ะ"
น.ส.น้ำอ้อยกล่าวและเพิ่มอีกว่า
"ครั้งนี้เนื่องจากมีการจับได้ทั้งอุปกรณ์ต้มกลั่น แม้จะเคยมีการตกลงกันไปแล้ว
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ว่าจะมีการผ่อนผันการจับกุม หรือประนีประนอมกับชาวบ้านให้มากขึ้น
แต่สรรพสามิตก็อ้างเงื่อนไขทางกฎหมายว่า ถ้าจับเครื่องมือต้มกลั่นได้ยังไงก็ต้องส่งฟ้องศาล
ซึ่งแม้แต่นโยบาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เองก็แถลงไว้ว่าให้ใช้หลักเมตตาธรรมในการแก้ไขปัญหาคนจนและกฎหมาย
พ.ร.บ.สุรา ปี 2493 เองทุกฝ่ายต่างก็ยอมรับตรงกันแล้วว่า เป็นกฎหมายที่หล้าหลังมากแล้ว
และต้องมีการแก้ไขแต่ชาวบ้านทั้ง 3 ราย ก็ยังโดนสั่งจำคุก
แสดงว่าการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับปฏิบัติงานไม่ได้ผ่อนผันการจับกุมตามข้อตกลงที่ทำกับทางรัฐบาลไว้จริงๆ
ขณะที่รองอธิบดีฝ่ายป้องกันและปราบปรามกรมสรรพสามิตก็ออกมาชี้แจงด้วยว่า
"จะไม่มีการผ่อนผันการจับกุมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกรมสรรพสามิตต้องคุ้มครองกลุ่มทุนเดิมที่สัมปทานเหล้าโรงกลั่น"
ดังนั้นจึงมีการสั่งการให้สรรพสามิตทุกจังหวัดดำเนินการจับกุมการทำเหล้าต้มกลั่นของชาวบ้าน
บวกกับขณะนี้มีเหล้าโรงที่ค้างอยู่ในโกดังจำนวนมาก และจำเป็นต้องระบายออกให้หมด
ก่อนที่เงื่อนไขการทำเหล้ากลั่นจะเปิดเสรีในเร็วๆ นี้ จึงเป็นต้นเหตุให้มีการข่มขู่คุกคามชาวบ้านเกิดขึ้น
ทั้งพี่น้องในจังหวัดสุรินทร์และพี่น้องจังหวัดอื่นๆ ทั่วภาคอีสาน
เช่น ที่นครราชสีมาเองก็มีการงัดบ้านชาวบ้านเพื่อหาของกลางทั้งๆ
ที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ แล้วจับตัวเอาหลานเขยพี่เขย ที่อยู่บ้านใกล้เคียงมารับผิดกับของกลางแทน"
น.ส.น้ำอ้อยเล่า
"อย่างกรณีพี่น้องจากอำเภอศีขรภูมิ สุรินทร์ อำเภอก็ใช้วิธีการแจ้งไปทางกำนันผู้ใหญ่บ้าน
ให้ทำการห้ามพี่น้องเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านใช้เครื่องขยายเสียงของหมู่บ้าน
และมีการยึดปืนคืน ในส่วนของหมู่บ้าน อพป. มาไว้ที่บ้านกำนัน
หรือมีการข่มขู่ว่าจะตัดงบประมาณเข้าหมู่บ้าน เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้คือวิธีการที่ทางราชการใช้ข่มขู่ชาวบ้าน
ซึ่งเป็นท่าทีที่รัฐไม่ยอมรับการแสดงสิทธิของพี่น้องประชาชนเลย
หรืออย่างกรณีอำเภอปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ นั้น ตำรวจได้ทำการจุบกุมส่งฟ้องศาล
แทนสรรพสามิต และกำนันผู้ใหญ่บ้านที่นั่นทำหน้าที่เป็นกลไกรัฐที่เข้มแข็งมาก
เช่น หากบ้านใครทำเหล้าก็ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปกว้านซื้อมาทุบทำลายทิ้งให้หมดเป็นต้น"
น.ส.น้ำอ้อยกล่าว ก่อนจะย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคดีเหล้า
ที่ศาลสั่งจำคุกชาวบ้านทั้ง 3 ราย
สุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีพี่น้องร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายเหล้าฯมากที่สุด
กว่า 4, 000 คน 14 อำเภอ 3 กิ่งอำเภอ และอยู่ติดโรงเหล้ากลั่นที่สัมปทานจากรัฐ
คือที่ อ.สตึก บุรีรัมย์ ในขณะที่
รปป.คลท.รุ่นที่ 1 (16 กย.45 บ.ใหม่
ต.ตระแสง อ.เมือง สุรินทร์) |
" เรื่องนี้แม้แต่แต่อัยการเองก็กล่าวเช่นกัน
ว่า ในประวัติศาสตร์การพิจารณาคดีเหล้า ไม่เคยมีการสั่งจำคุกเลย
โดยเหตุผล ที่ศาลให้ในการตัดสินคือ คือพี่น้องผลิต เพื่อจำหน่ายโดย
ไม่คำนึงความปลอดภัย ของผู้บริโภค เพราะไม่ผ่านกระบวนการ
ตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ แต่จากการ สืบทราบมาจากเจ้าหน้าที่ใน
กระบวน ยุติธรรมเองแจ้งว่า "ที่จับกุมพี่น้อง
เหล้าพื้นบ้านนั้น เพราะต้องการสกัดกั้น เครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน"
เนื่องจาก ว่า ถ้าพี่น้องถูกสั่งจำคุกขบวน เหล้าพื้นบ้านฯ
ก็จะ ระส่ำระสายกลัวแล้วก็เลิกราไป แต่ จากการประเมิณของเรา
ที่ทำงานกัน อย่างต่อเนื่อง พบว่า |
การต่อสู้ของพี่น้องเหล้าพื้นบ้านฯ สุรินทร์นั้นแข็งเแกร่งที่สุด
และการขยายเครือข่ายสมาชิกได้รวดเร็ว ทำให้เหล้าโรงขายได้น้อยลง
ทำให้รัฐมีมาตรการเข้มงวดตามมา อีกอย่างพี่น้องเหล้าพื้นบ้านฯ
สุรินทร์เป็นการต่อสู้ตัวอย่างที่ถูกจับตามองมากจากพี่น้อง เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านฯ
จังหวัดอื่นๆ ซึ่งถ้าสุรินทร์ทำได้ ก็จะเป็นจังหวัดนำร่องที่เข้มแข็งในการต่อสู้เรื่องเหล้าพื้นบ้านฯ
ค่ะ " น.ส.น้ำอ้อยกล่าวอีกและย้ำสรุปเพิ่มว่าบทบาทการทำงานของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคอีสาน
สุรินทร์นั้นทำงานผลักดันอย่างไรบ้าง
"แนวทางการทำงานของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคอีสาน
สุรินทร์ มีแนวทางการทำงาน 2 ส่วน ค่ะ คือส่วนแรกทำตามช่องทางของกฎหมายและส่วนที่สองคือดื้อแพ่งกฎหมายเพื่อปฏิเสธกฎหมายที่หล้าหลังและไม่ชอบธรรม
ด้านการทำตามช่องทางของกฎหมาย เราได้เสนอ ฟ้องศาลปกครอง ให้ตีความว่า
เงื่อนไขประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกับ กระทรวงการคลัง ถึงกรณีการอนุญาตผลิตเหล้ากลั่นว่า
ต้องผลิตปีละ 3 หมื่นลิตร บนเนื้อที่ 200 ไร่ ห่างจากแหล่งน้ำ
2 กม. เป็นต้น นั้น ทำให้ชาวบ้านเข้าไม่ถึงสิทธิที่เปิดให้ ทั้งๆ
ทั้งๆ ที่รัฐบาลเองก็ประกาศว่า ปี 2542 รัฐจะเปิดเสรีการทำเหล้า
แต่พอประกาศออกมาเป็นประกาศกระทรวงกลับเอื้อให้เฉพาะนายทุนเหมือนเดิม
เราจึงมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ว่า เงื่อนไขนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ส่วนอีกเรื่องคือกรณีพี่น้องที่โดนจับกุมจำคุกและกำลังดำเนินการในชั้นศาลขณะนี้นั้น
ก็มีการนำ พ.ร.บ.สุรา 2493 ไปให้ศาล รัฐธรรมนูญตีความว่า พ.ร.บ.
สุรา 2493 นั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ 2540 หรือไม่ และเรื่องสุดท้ายก็คือการเข้าชื่อ
50,000 ราย ชื่อเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.สุราฉบับประชาชน ซึ่ง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมรายชื่อ
และเชื่อว่าประมาณเดือนธันวาคม ปีนี้ เราน่าจะพร้อมสำหรับการนำไปยื่น
แต่อย่างหนึ่งที่อยากกล่าวทิ้งไว้คือ จริงๆ แล้ว 5 หมื่นรายชื่อที่ประชาชนจะร่วมกันลงนามนั้น
เป็นเพียงกลไกหนึ่ง แต่ ในวันนี้เรามี ส.ส. ส.ว. ในสภาอยู่มากมาย
ที่สามารถจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดได้เลย โดยไม่ต้องรอพลังประชาชนทำการรวบรวม
อย่างในขณะนี้ ขณะที่เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย(คลท.)
เองตอนนี้ก็เฟื่องฟูขยายใหญ่โตเป็นเคือข่ายระดับประเทศ แต่ ส.ส.
ส.ว.กลับไม่มีใครเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันเลย ซึ่งก็หมายความว่า
ระบบการเมืองไทยเป็นระบบที่อุปถัมภ์โดยทุนที่นโยบายการเมืองก็มักจะถูกครอบงำโดยทุนแทบทั้งสิ้น
" น.ส.น้ำอ้อยกล่าวสรุป
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|