"เหล้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง "
เราพึ่งตนเอง

สืบเนื่องจากได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2545 ที่นโยบายสุราซึ่งเกิดขึ้นหลังปี 2542 แต่จนแล้วจนรอดคำว่า “เสรี” ก็ยังไม่ถึงชาวบ้านระดับล่างหรือคนจน เพราะประกาศกระทรวงตามมติ ครม. ดังกล่าวคนจะทำเหล้าได้อยู่ในกลุ่มคนแคบ ๆ เท่านั้น และต้องใช้ต้นทุนสูง เป็นการปิดกั้นโอกาสของคนจนโดยสิ้นเชิง จึงเกิดการรวมตัวกันของคนจนในนามเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทยขึ้น และขยายตัวอย่างรวดเร็วในขอบเขตทั่วประเทศ ภายในเวลาเพียงปีเศษๆ และได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนคลายกฎเกณฑ์หลายๆ ประเด็นเพื่อคนยากคนจนสามารถมีสิทธิ มีศักยภาพผลิตและประกอบกิจการสุราขนาดเล็กที่บริโภคเฉพาะในชุมชนท้องถิ่นได้

ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายเปิดช่องโอกาสให้ประชาชนได้มากขึ้น ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีกระแสข่าวที่บิดเบือน โจมตีและมาตรการปราบจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐ มาตรการขึ้นภาษี และการปฏิเสธข้อเสนอเรื่องคณะกรรมการอนุญาตระดับจังหวัดที่มาจากตัวแทนหลายฝ่าย บทสรุปท่าทีรัฐบาล ณ ปัจจุบันนี้เสมือนหนึ่งว่า เปิดเสรีเหล้าพื้นบ้าน แต่ความจริงกลับซุกมาตรการกีดกัน ปูทางให้กลุ่มยึดครอง บวกทั้งการการปล่อยข่าวให้ร้ายเหล้าพื้นบ้านว่ามีพิษภัย เถื่อน และผิดกฎหมายอยู่ตลอดเวลา

เพื่อเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนชาวไทยได้รับทราบโดยเฉพาะคนในเมือง ที่อยู่ห่างไกลวิถีชีวิตชุมชน ตลอดจนเพื่อได้มีโอกาสมาตอบโต้การบิดเบือนข้อเท็จจริงพร้อม เปิดเผยปัญหา กรณีการผลิตและบริโภคเหล้าพื้นบ้าน โดยมีคณะกรรมการเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ซึ่งได้จัดรณรงค์ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหล้าพื้นบ้าน ในงาน “มหกรรมเหล้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง เพื่อการพึ่งตนเอง” ณ ลานวัฒนธรรมทุ่งท่าแล้ง หมู่บ้านถนอมมิตรปาร์ค ซอยวัชรพล บางเขน กรุงเทพฯ ระหง่างวันที่ 2- มกราคม- 4 กุมภาพันธ์ 2546 นี้

ชัยวัตน์ สุรวิชัย จากสถาบันพัฒนาการเมือง กล่าวถึงสิทธิของประชาชนที่สามารถสืบสานวิถีชีวิต สืบสานภูมิปัญญาของชุมชนและเหล้าพื้นบ้านคือส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตคนชนบทว่า

"สิ่งที่ผมอยากกล่าวก็คือในเมื่อเราเป็นเจ้าของแผ่นดิน เป็นเจ้าของบ้าน เราจะต้องได้สิทธิในความเป็นเจ้าของบ้าน วันนี้เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ มาเพื่อมาทวงสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ในการทำเหล้าพื้นบ้าน อันเป็นสมบัติของประชาชน มาต่อสู้เรียกสิทธิคืนทั้งๆ ที่มันเคยเป็นของประชาชน แต่ถูกรัฐบาลยุคประชาธิปไตย ปล้นเอาไปทำประโยชน์สร้างความร่ำรวยให้กับพวกพี่น้องตน


ชัยวัตน์ สุรวิชัย


ประนอม เฉิมชัยภูมิ

มีประชาชนหลายท่านได้ต่อสู้มา เพื่อพิทักษ์ภูมิปัญญา เพื่อพิทักษ์สิทธิ แม้ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี เองก็ยืนว่า การต้มเหล้าและ การหมักเหล้าของพี่น้องประชาชน ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้หลายมาตรา ว่าประชาชนสามารถทำได้อย่างเสรี ดังนั้นเหล้าไม่เถื่อนแต่กฎหมายต่างหากที่เถื่อน นอกจากนั้น ยังเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้ชุมชน สร้างกระบวนการแปรรูปผลิตผลการเกษตร ทำให้ประชาชนมีรายได้ มีงานทำ และรัฐก็เก็บภาษีมีรายได้ด้วย ดังนั้นเป็นความจริงว่า การที่พี่น้องจะได้สิทธิเสรีภาพแต่ละอย่างมานั้น พี่น้องประชาชนต้องต่อสู้มา แล้วก็มีบางคนบางบริษัทที่ไม่เคยต่อสู้ ไม่เคยลำบากร่วมกับพี่น้องประชาชนเลยกลับเข้ามาตักตวงเอาสิทธิผลประโยชน์ นั้นไป และที่สำคัญ แม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ยังไปมอบรางวัลผลิตภัณฑ์ให้เขาอีกด้วย

รู้ไหมครับว่า กว่าชุมชนจะได้สิทธิ ได้ข้าวมาทำเหล้า ได้เหล้ามาดื่มกิน โดยเฉพาะในปีที่ข้าวราคาต่ำ ความยากจนอดอยากมันกัดกิน ชาวบ้านนั้นต้องทุกข์ดิ้นรนเพียงไหน ดังนั้นรัฐต้องเปิดเสรีฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นครับ"

วีรพล โสภา จากเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ภาคอีสาน กล่าวว่าเราต้องการสิทธิคืน แต่เราไม่สนับสนุนให้คนกินเหล้า ว่า "การที่เราทำเหล้าพื้นบ้านกินเอง เราสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เยอะมาก และยังสามารถผลิตเหล้ามาจำหน่าย เพิ่มรายได้ให้กับตัวเองและชุมชนอีกด้วย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรา รวมทั้งคนจนในเมืองที่ต้องบริโภคเหล้า และอยากขอเรียนว่า เครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน แม้จะสนับสนุนให้มีสิทธิเสรีภาพในการทำเหล้า แต่ก็อยากจะกราบเรียนว่า เหล้าไม่ใช่สิ่งจำเป็นของชีวิต ถ้าเลิกได้ให้เลิก และถ้าเลิกไม่ได้ก็ให้ทำดื่มกินเอง และถ้าทำไม่ได้ให้ซื้อจากเหล้าพื้นบ้าน เพราะท่านจะได้ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ ช่วยคนจนให้มีงานทำ ครับ"

ประนอม เฉิมชัยภูมิ จากเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ภาคเหนือ ย้อนประวัติศาตร์การลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิคนจนในการฟื้นภูมิปัญญาว่า "เราประกาศจัดตั้งเครือข่ายเหล้าอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2544 แนวทางของเรา ในขณะนั้นก็คือ1.เพื่อแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรทุกชนิดให้เป็นเหล้าพื้นบ้าน ไว้ดื่มกัน เพราะภูมิปัญญาของพี่น้องเราได้เรียนรู้สั่งสมกันมาตลอด เพียงแต่เรามีปัญหากับกฎหมายบ้านเมืองคือ พ.ร.บ.สุรา 2493 ที่บอกว่า ถ้าใครเอาผลิตผลการเกษตรมาทำเหล้าจะต้องขออนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิต ทำให้เรายึดแนวทางนี้ทำงาน ดังนั้นตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ที่เราต่อสู้มา มีพี่น้องเครือข่ายเหล้าถูกจับมาโดยตลอด จนปี 2545 จึงได้มีมติ ครม.ให้ผ่อนผันการจับกุมการทำสุรากระแช่ สาโท ไวน์ ของพี่น้องเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน แห่งประเทศไทยและคนทั่วไป คือให้สามารถทำได้ แต่แล้วต่อมาไม่นานสิทธินั้นก็ตกไปอยู่ในมือนายทุนกว้านซื้อเอาไปหมด เนื่องจากพี่น้องชาวบ้านคนยากคนจนนั้น ไม่มีทุน จึงไม่สามารถประกอบกิจการแข่งขันได้ตามประกาศกระทรวงการคลังที่อนุญาต ให้ทำ แต่ไม่ได้เน้นที่จะช่วยเหลือผู้ผลิตรายย่อยคนยากคนจน ทำให้เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านยังต้องต่อสู้มาจนถึงวันนี้ครับ

สำหรับการต่อสู้เรื่องสุรากลั่นก็ต่อสู้กันมาเรื่อยๆ จนเมื่อวันอังคารที่ 21 มกราคม นี้เองรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ออกประกาศฉบับที่ 4 เรื่องการทำสุรากลั่นพื้นบ้าน ที่เราเคยได้ข้อตกลงกับรัฐบาลเมื่อ 10 มีนาคม 2545 จนมาสู่การตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเหล้าพื้นบ้าน และ ได้ข้อสรุปไปเสนอต่อคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหา ซึ่งท่านพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธาน และมีข้อเสนอที่ตกลงกับรัฐบาลไม่ได้คือ ให้เก็บภาษีเหล้าพื้นบ้านในอัตราที่ต่ำกว่าเดิม สรุปคือมี 2 อัตรา อัตราโรงกลั่นนายทุนกับเหล้าพื้นบ้านของพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความแข็งแกร่ง

2.อำนาจการอนุญาตยังรวมศูนย์ที่อธิบดีกรมสรรพสามิต ซึ่งมากเกินไป จึงเสนอว่า ให้มีคณะกรรมการอนุญาตระดับจังหวัดขึ้น โดยมีตัวแทนจากหลายๆ ฝ่าย และข้อเสนอนี้ มติ ครม.ก็รับไม่ได้เช่นกัน 3.รัฐบาลต้องมีมาตรการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย ในลักษณะรายครอบครัว เพราะเกษตรกรสู้อำนาจทุนนักธุกิจรายใหญ่ไม่ได้
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีความกล้าหาญที่จะฝ่าวงจรการผูกขาดเหล้ากลั่น แต่ก็ยังไม่กล้าปล่อยให้กลไกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาตัดสินใจ ทั้งๆ ที่เป็นกลไกรัฐบาลตั้งขึ้นมาเอง รัฐบาลไม่ผลักดันการเปิดเสรีเหล้ากลั่นเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ตรงนี้ ผมคิดว่า รัฐบาลหักหลังเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย พี่น้องเครือข่ายจึงยังต้องต่อสู้ต่อไปครับ"


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน