กลุ่มอนุรักษ์เขาสว่าง"รัฐ"ทำให้โต

ย้อนไปประมาณปี 2540 สำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง ได้ออกเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน จำนวน 8 แปลง บนภูเขาสว่าง (เขาหว่าง) ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ต่อมา ปี 2541 มีชาวบ้านผู้ที่ใช้ชื่อว่า "ผู้หวังดี" ทำหนังสือ ถึง"ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541" มีความว่า "มีบุคคลขุดดิน โค่นไม้ทำลายป่าบนเขาสว่าง"

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2541 ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ประกอบด้วย "ป่าไม้อำเภอสิเกา เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอสิเกา ปลัดอำเภอ (หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ) เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตง 5 (สิเกา) เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการร่วมฯ สำนักงานป่าไม้จังหวัดตรัง และกำนันนาเมืองเพชร" ได้ร่วมกันออกตรวจสอบบริเวณควนเขาสว่าง ผลการตรวจสอบ มีดังนี้ ตรวจพบรถแบ๊คโฮ 2 คัน และรถยนต์บรรทุกสิบล้อ 1 คัน กำลังเปิดหน้าดิน เพื่อทำการขุดตัก เป็นพื้นที่บริเวณกว้าง โดยสภาพพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง มีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์มาก เป็นป่าต้นน้ำลำธารขนาดเล็ก มีความลาดชันเกินกว่า 35 องศา มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น และไม่มีลักษณะหรือร่องรอยผ่านการทำประโยชน์มาก่อน โดยมีนายเหวียง หงษา อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 180 หมู่ที่ 4 ตำบลนาเมืองเพชร อำเภอสิเกา อ้างตัวเป็นเจ้าของที่ดิน แจ้งว่าเป็นที่ดินที่ได้มาตามหลักฐานโฉนดที่ดิน เลขที่ 2611 ระวาง 4824 / 5230-1, 2 เมื่อมีชื่อมีการอ้างสิทธิตามเอกสารสิทธิ์เรื่องก็เงียบหายไ

3 กันยายน 2545 ชาวบ้านหมู่เดิม ได้พบ นายพีรพนธ์ ล่าเมือง ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง (อ.บ.จ.) พร้อมด้วย นายกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายอำเภอสิเกา นายมงคล หอยสังข์ กำนันตำบลนาเมืองเพชร อยู่ที่ปั๊มน้ำมันหน้าทางเข้า เขาสว่าง พร้อมด้วย นายสุพจน์ อรรถรัฐและนายสุธีร์ ชนะชู สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล นาเมืองเพชร (อ.บ.ต.)โดยมีรถบรรทุกสิบล้อ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด จอดอยู่ และต่อมาได้มีรถเครนเข้าไปยังเขาหวาง

หลังจากนั้น รถคันดังกล่าวได้มีการบรรทุกไม่ซุงกลับออกมา โดยที่ชาวบ้านคิดว่าเป็นการบรรทุกไม้ ที่มีการบุกรุกแผ้วถางป่า เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการจับกุมชาวบ้านที่มีการบุกรุกป่า

หลังจากนั้น ก็มีการบรรทุกไม้ซุงออกมาจากเขาสว่างทุกคืน จนกระทั่ง 14 กันยายน 2545 อ.บ.ต. หมู่ 4 และชาวบ้าน พร้อมสื่อมวลชนได้ขึ้นไปสำรวจบนภูเขา เป็นบริเวณกว้าง ประมาณ เกือบ 20 ไร่ และจากการเดินสำรวจ พบท่อนไม้ซุงที่ยังรอการขนย้าย อีกกว่า 100 ท่อน จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ ส.ภ.อ. สิเกา

16 สิงหาคม 2545 ชาวบ้านหมู่เดิม ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เพื่อให้จังหวัดดำเนินการ โดยแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบ หรือดำเนินการอื่นใด ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังมีพฤติกรรมฉุนเฉียว และมีท่าทีไม่เป็นมิตรกับชาวบ้านแม้แต่น้อย ซึ่งผิดกับพฤติกรรมเดิม ที่ผู้ว่าฯ คนนี้พึงปฏิบัติต่อราษฎร และหลังจากนั้น ชาวบ้านทำการสืบทราบตรวจสอบไปยังที่ว่าการอำเภอ และป่าไม้อำเภอสิเกา กลับไม่พบไม้ของกลางไม้ท่อนซุงกว่า 200-300 ต้น โดยประมาณ แต่อย่างใด

5 ตุลาคม 2545 อ.บ.ต.และชาวบ้านหมู่ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง "ในกรณีไม้ของกลางหายไป" โดยเชิญบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงทั้งหมด มาชี้แจงในกรณีไม้ของกลาง ที่ยึดได้จากเขาสว่างหายไป "เป็นการเปิดเวทีสาธารณะภาคประชาชน โดยเชิญ นายกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายอำเภอสิเกา นายพีรพันธ์ ล่าเมือง ประธานสภา อ.บ.จ. ตรัง นายกิจ หลีกภัย นายก อ.บ.จ.ตรัง และนายตัน เล่ง ป่าไม้อำเภอสิเกา " มาชี้แจง แต่ปรากฏว่าไม่มีใครมา

จากการสอบสวนว่า มีการนำรถบรรทุก สิบล้อ อ.บ.จ.ตรัง ไปบรรทุกไม้ของกลาง แล้วนำไปให้คนใหญ่คนโตในจังหวัดเพื่อสร้างบ้าน ข้อเท็จจริงตรงกันว่า "คนขับรถบรรทุก 10 ล้อขนไม้ เป็นพนักงานช่างประจำ อ.บ.จ. ตรัง จริง และพบว่า นายกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายอำเภอสิเกา กับนายพีรพันธ์ ล่าเมือง ประธานสภา อ.บ.จ. ตรัง ได้ติดต่อนายโชคดี คีรีกิ้น รองนายก อ.บ.จ.ตรัง เพื่อนำรถไปบรรทุกไม้ โดย "อ้างว่านำไปใช้ในโครงการพระราชดำริ" ของ อ.สิเกา เรื่องนี้นายเหวียง หงสา เจ้าของที่ดินแปลงที่มีปัญหาเรื่องไม้ของกลาง กล่าวว่ายืนยันในระยะแรกว่า "มีการบรรทุกไม้ไปให้นายสงวน จันทรอักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง " แต่ต่อมา นายเหวียงขอฃแก้ไขข่าว โดยอ้างว่า ที่พูดขึ้นมาเนื่องจากไม่พอใจนายสงวน จันทรอักษร ผู้ว่าฯ ตรัง ที่จะเพิกถอนสิทธิ์ที่ดินบริเวณดังกล่าว

หลังจากที่ อ.บ.ต.ได้แจ้งความดำเนินคดี กับผู้ที่เกี่ยวข้องกรณีมีการตัดไม้ทำลายป่าเขาสว่างแล้ว "กรมป่าไม้ โดยป่าไม้อำเภอสิเกา ก็ได้แจ้งความดำเนินคดีกลับ ต่อ อ.บ.ต.นาเมืองเพชร ข้อหาบุกรุกที่ป่าสงวนฯ เพื่อกั้นฝายน้ำล้นทำประปาหมู่บ้าน"

30 ตุลาคม 2545 ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเพื่อนักพัฒนาและเพื่อองค์กรภาคประชาชน ได้ย้อนภาพกระบวนการฮุบที่ป่าและที่ดิน"เขาสว่าง" หมู่ 4 ต.เมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง กระบวนตัดและฮุบเพื่อสนองนาย ที่เป็นข้าราชการระดับสูงและนายที่เป็นนักการเมือง นายประสพ สมาธิ ที่ปรึกษาคณะทำงานแก้ปัญหาป่าไม้และที่ดินจังหวัดตรัง ได้กล่าวถึงผลประโยชน์ก้อนใหญ่ของขบวนการฮุบป่าไม้ที่ดินว่า คนเหล่านี้ทำเป็นระบบอย่างไรร่วมกันอย่างไร และมิใช่แค่เอาใจนายแต่คิดจะฮุบที่ดินเพื่อนำไปทำธุรกิจถมที่ ด้วย

"เริ่มต้นคือหน่วยงานรัฐเองที่อ้างว่าไม้แห่งนี้ ตัดบนพื้นที่ที่มีโฉนดถูกต้อง ซึ่งความจริงเมื่อชาวบ้านตรวจสอบ เงื่อนไขตามกฎหมายแล้วปรากฏว่า มันเป็นพื้นที่ ที่ออกโฉนดไม่ได้ เพราะหนึ่ง เป็นพื้นที่ลาดชันเกิน 35 องศา ตามกฎหมาย จะไม่มีการออกโฉนดให้ สองบริเวณโดยรอบเขาสว่างเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ซึ่งไม่มีใครมีโฉนดเลยสักคน การออกโฉนดครั้งนี้ จึงมีคำถามว่าออกโดยชอบ อย่างไร โดยเฉพาะการออกโฉนดบนเขาลาดชัน จำนวนถึง 7 แปลง และเมื่อวิเคราะห์กระบวนการ ทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการออกเพื่อนำมาซื้อขายต่อไป เพื่อนำที่ดินไปทำธุรกิจถมที่ ซึ่งแค่สองประเด็นนี้ ผมคิดว่า ไม่สามารถออกโฉนดได้แล้วครับ เพราะโฉนดจากที่ดินป่าสงวนนั้น ต้องให้ชาวบ้านทำการเกษตรเท่านั้น เหล่านี้คือปัญหา ที่ภาคธุรกิจผูกโยงและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐ นายทุนและนักการเมืองท้องถิ่น " นายประสพกล่าวและย้ำ ถึงกระบวนการทำงานขององค์กรประชาชนว่า เกิดขึ้นและเติบโตเพราะรัฐกระทำ

" กิจกรรมที่ผ่านมาคือ ยื่นหนังสือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ส่วนในปัจจุบันนี้นั้น ชาวบ้านตำบลนาเมืองเพชร ได้รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นมากขึ้น เพื่อที่จะอนุรักษ์ภูเขาลูกนี้ไว้เพื่อรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติของหมู่บ้าน โดยตั้ง"กลุ่มการอนุรักษ์ป่าเขาสว่าง" ขึ้น ซึ่งมาจากการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันของชาวบ้านด้วยกันเอง โดยมี NGO และแกนนำภาคประชาชนอื่นๆ เป็นพันธมิตร ค่อยให้ปรึกษา

โดยชาวบ้านจะมีการจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนที่มาจากพื้นที่ 7 หมู่บ้านขึ้น ในวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2545 นี้ กิจกรรมหลักๆ ของค่ายเยาวชนอาทิ มีการเดินสำรวจทรัพยากรธรรมชาติบนเขาสว่าง ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ และมีการสำรวจสถานที่ขุดดิน และสถานที่ป่าที่ถูกทำลาย โดยเฉพาะวันที่ 3 จะมีการเปิดเวทีชาวบ้านขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนและกำหนดแนวทางของชุมชน การรวมตัวของชาวบ้านตำบลนาเมืองเพชร กลุ่มที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ จึงได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขุดดินและตัดไม้ทำลายป่า ที่สำคัญนี้คือกระบวนการเติบโตขึ้นเองของภาคประชาชน โดยไม่ผ่านการชี้นำหรือชี้แนะ จากเจ้าหน้าที่รัฐหรือ NGO แต่อย่างใดครับ" นายประสพกล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน