|
ภาคภูมิ ชี้"รัฐ"
ต้อง
คืนสิทธิ์คนเล คืนทะเลชาวประมงฯ
ผู้เฒ่าชาวอูลักลาโว้ย |
แม้นว่าคนแผ่นดินใหญ่ ที่ดำรงตนด้วยการแย่งชิงห้ำหั่น
กันเป็นไป อย่างไร แต่ชาวน้ำผู้ที่ดำรงชีวิตด้วยการฟังเสียงคลื่นประหนึ่งมโหรีจาก
คีตกวีบันลือโลก มองท้องฟ้าประหนึ่ง ผู้ให้คำตอบแก่ชีวิตและทิศทาง
ที่จะโลดแล่นไปในเวิ้งน้ำนั้น คือเรื่องราวที่กล่าวขานถึงชาวน้ำ หรือชาวเล
ที่ชาวบกแผ่นดินใหญ่เรียกขาน แต่เขาพึงใจเรียกตนเองว่า "อูลักลาโว้ย"
บรรพชนผู้บุกเบิกหมู่เกาะในท้องทะเลอันดามัน
อาจนับได้เป็นร้อยๆ ปีที่ชาวอูลักลาโว้ยเร่ร่อนอยู่บนผื่นน้ำแถบอันดามันนี้
คนน้ำกับวิถีชีวิตที่ยึดมั่นในการแบ่งปันกันกิน ไม่สะสมสิ่งของ ไม่ฝากเงิน
ไม่จับจองครอบครองกรรมสิทธิ์พื้นดิน ไม่สร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร และ
ไม่ได้เคยฟังเสียงไชโยถึงการการพัฒนา อีกกระทั่งยังซื่อสัตย์และไว้ใจ
ผู้มาเยือน นั่นคือวิถีชีวิตชาวอูลักลาโว้ย ในอดีต |
ด้วยความเป็นชุมชนที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์ จึงกลายเป็นเหยื่อของคนบกที่เห็นแก่ได้
ถูกรุกรานรอนสิทธิ์จากรัฐ และวันนี้ของชาวอูลักลาโว้ย ไม่ใช่นักล่าสัตว์ทะเลผู้ยิ่งยงอย่างในอดีต
ชาวอูลักลาโว้ยในวันนี้เป็นเพียงคนสลัมกลางทะเลที่เก็บขยะจากนักท่องเที่ยวบนเกาะพีพี
ขายเพื่อประทังชีวิต คือฉากจบแสนเศร้าของอูลักลาโว้ยรุ่นสุดท้ายที่ทิ้งตำนานโลดแล่นอยู่กลางท้องทะเลอันดามัน
อย่างไม่สามารถจะกลับคืนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์บนผื่นน้ำและการดำรงชีวิตที่เรียบง่ายได้อีกแล้ว
เมื่ออุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-เกาะพีพี ดำเนินการจับกุม การทำประมงพื้นบ้านของชาวอูลักลาโว้ย
ขณะที่ชาวมุสลิมชายฝั่งซึ่งมีอาชีพทำประมงพื้นบ้านแบบเร่ร่อนในท้องทะเลอันดามัน
ตามวิถชีวิตีแบบดั้งเดิมที่เรียบง่ายพอเพียงมานาน ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นส่งออกทุกอย่าง
ทำให้ได้ชาวประมงพื้นบ้านได้ผลกระทบ จากกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ เรือลากอวน
รุนและเรือปั่นไฟปลากะตักอย่างหนัก เนื่องจากความสมบูรณ์ของท้องทะเลหายไป
จนกระทั่งมีการประกาศจากกระทรวงเกษตรฯ ห้ามเรือประมงพาณิชย์ทำการลากอวนในเขตห้ามลาก
คือ อ่าวพังงา หรือเขตอุทยานหาดนพรัตน์ฯ แต่ข้อเท็จจริงที่ชาวประมงพื้นบ้านรายงานกับทีมงาน
ไทยเอ็นจีโอกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยังคงมีเรือประมงพาณิชย์อวนรุนอวนลากเข้า
ทำการประมงในเขตห้ามลาก อย่างเปิดเผยโจ่งแจ้ง สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่วางไซหมึก
ไซปลากันมาก จนต้องพักพิงเวรยามตามเกาะ
เหมือนฟ้าผ่า เมื่ออุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ ประกาศไล่ชาวบ้านออกเกาะไม้ไผ่
วันต่อมา (3 พ.ค.)นายอำเภอเมืองกระบี่ ผ่องศักดิ์ กุสุพรรณ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่
อส.กว่าร้อยนาย บุกเข้าไปเผาบ้านพักชาวประมงในช่วงที่ชาวบ้านขึ้นฝั่ง เพื่อทำการ
ละหมาดในวันศุกร์ ทำให้บ้านพักกว่า 40 หลังวอดไหม้เป็นจุณ ต่อมาเมื่อวันที่
29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชาวประมงพื้นบ้าน ตำบล ศรีบอยากว่า 11 หมู่บ้านได้ รวมกันบุกขึ้นเกาะไผ่
เพื่อทำเพิงพักอีกครั้ง และยังยืนยันที่จะอยู่พักพิงบนเกาะแห่งนี้ต่อไปจนกว่า
หน่วยงานภาครัฐจะแก้ปัญหาการทำประมงอวนลาก ที่ทำลายท้องทะเลสำเร็จ ซึ่งข้อเสนอชาวบ้าน
คณะกรรมการกำกับและติดตาม การแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน โดยมีพล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ เป็นประธาน ได้รับเรื่องและสั่งการให้ชาวประมงพื้นบ้าน ได้พักพิงไปก่อน
จนกว่าจะแก้ปัญหาได้ลุล่วง
การประชุมหารือบนเกาะไม้ไผ่ |
เมื่อวันที่ 5-6 มิถุนายน
ที่ผ่านมา ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ซึ่งเป็นหนึ่งใน คณะสื่อมวลชน ที่ได้ร่วมเดินทางไปเก็บข้อมูลความขัดแย้งและติด
ตามผลสรุปแนวทาง แก้ปัญหาของชาวประมงพื้นบ้าน ต.ศรีบอยา และชาวน้ำหรือชาวเล
เผ่าอูลักลาโว้ยบนเกาะพีพีดอน ที่กำลังปะทุ ความขัดแย้ง ในเรื่องสิทธิพักพิงหลบมรสุมระหว่างทำการประมงบน
เกาะไม้ไผ่กับการทำลอบปลาใหญ่ของชาวอูลักลาโว้ย ที่ทางอุทยานฯ สั่งห้ามและ
พร้อมจะจับกุม โดยภายในวันที่ 5 มิถุนายนนั้น นายวัชระพันธุ์ จันทรขจร
และพันเอกทรงบุญ วิฒิวงศ์ กรรมการและผู้แทน(นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์
รมช.เกษตรฯ) |
กรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาฯ พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ มาแลกเปลี่ยนปัญหาและรับฟังปัญหา
เพื่อรับ เรื่องร้องเรียนเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่หารือกันในวันที่ 13 มิถุนายน
2545 ที่ผ่านมานี้ ซึ่งคณะกรรมการกำกับและติดตาม การแก้ปัญหา ของสมัชชาคนจน
โดยมีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อจะเสนอทางออกต่อไป
จากการรับทราบข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวประมงพื้นบ้านบนเกาะไม้ไผ่และชาวอูลักลาโว้ยบนเกาะพีพีดอน
กับชาวเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-เกาะพีพีแล้ว นายภาคภูมิ
วิธานติรวัตน์ เจ้าหน้าที่ประสานงานเครือข่าย ประมงพื้นบ้านภาคใต้ และหนึ่งในคณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ปัญหาฯ
ได้กล่าวกับทีมงานไทยเอ็นจีโอ ถึงประเด็น ปัญหาและทางออกของทั้ง 2 ประเด็นว่า
"ชุมชนประมงพื้นบ้านในแถบทะเลอันดามันละแวกนี้ ถ้าแบ่งหยาบๆ จะได้เป็น
2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพี่น้องชาวมุสลิม กลุ่มที่สองคือ พี่น้องชาวเล ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิม
ซึ่งทั้งพี่น้องมุสลิมเขาก็จะมีการเคลื่อนย้ายตัวจากมาลายู ขึ้นมาจนถึงระนอง
ในอดีตเขาก็จะมี การเคลื่อนย้ายไปๆ มาๆ แต่ลักษณะหนึ่งที่ ทั้ง 2 กลุ่ม คล้ายๆ
กัน คือ จะไม่จับจองที่ดินเป็นของตัวเอง คน 2 กลุ่มนี้ไม่สนใจ เรื่อง การครอบครองที่ดิน
บนเกาะ เพื่อทำไร่ทำสวน แต่จะเคลื่อนย้ายเพื่อหาแหล่งทำการประมง ซึ่งวัฒนธรรมแบบนี้ก็จะมีทุก
จังหวัด และดำเนินวิถีชีวิตสืบทอดกันมา แต่พอระยะหลังๆ เมื่อมีพื้นที่มากขึ้นก็มีการปักหลักติดอยู่กับที่ดินมากขึ้น
เป็นหมู่บ้าน แต่ถึงจะ มีการ ปักหลักเป็นชุมชนหมู่บ้านกันอย่างไร ชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มนี้ก็ยังออกไปพักอาศัยตามเกาะต่างๆ
เพื่อทำการประมง
ภาพแบบนี้จะมีให้เห็นแทบทุกจังหวัดในภาคใต้ แถบทะเลอันดามัน ไม่ว่าจะเป็น
สตูล ตรัง กระบี่ พังงา ไปจนถึงระนอง ดังนั้น การพักอาศัยตามเกาะ เป็นช่วงๆ
จะยังมีอยู่เรื่อยมา ส่วนระยะเวลายาวนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับของที่เขาไปหา
ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ที่ออกหาปลาและสัตว์ที่เขาไปหา บางช่วงก็ 3 เดือน บางช่วงก็
6 เดือน หรือบางช่วงก็เพียงแค่ 2-3 วัน เหล่านี้คือวัฒนธรรม ทั่วไป ที่ไม่ยังเปลี่ยนแปลงของชาวประมงพื้นบ้าน
ในขณะที่การพัฒนาประเทศนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังเคลื่อนย้าย
ทำมาหากินอยู่แบบนี้ แม้ว่าการปักหลักบนที่ดินใหม่ๆ พักพิงทำเพิงนั้นจะยากขึ้น
แต่การออกไปทำประมงไกลๆ แล้วพักบนเกาะ ก็ยังคงเป็นวิถีของชาวประมงพื้นบ้านอยู่เหมือนเดิม
" นายภาคภูมิกล่าวอธิบา
| การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านๆ
มา นั้น ได้ทำให้เกิด กระบวนการเบียดขับชาวบ้านบางกลุ่มออกไปจาก ความเข้าใจต่อ
วิถีชีวิตและประโยชน์จากการพัฒนา ไม่แปลกที่วันนี้ชาวประมงพื้นบ้านกลาย
เป็นขยะอยู่บนเกาะ ดูสกปรกไม่สวยงาม ไม่เป็นที่ชอบใจของนักท่องเที่ยว
ภาพเหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดเป็นปัญหาความขัดแย้งขึ้น
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ในละแวกเกาะไม้ไผ่ เกาะยาว เกาะศรีบอยา ตลอดชายฝั่ง
แถบนี้ มีชาวประมงพื้นบ้านอยู่จำนวนมาก และต่างก็เผชิญสภาพเดียวกัน
คือเป็น ขยะในสายตาการท่องเที่ยว |
นายภาคภูมิ วิธานติรวัตน์ |
จึงมาสู่เหตุการณ์กวาดออกไปจากเกาะแก่งต่างๆ และที่สำคัญ รัฐเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน
อย่างเช่น ที่เกาะพีพี ก็คือส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ
แต่ที่เกาะพีพีมีโรงแรม มีรีสอร์ท มีร้านอาหาร บ้านพัก มีคนทำมาหากินเต็มไปหมด
แต่พี่น้องเกาะไผ่ กลับเป็นกลุ่มเดียวที่ถูกขับออกไป ถูกเผาแต่ ส่วนที่บุกรุกอุทยานฯ
รายอื่นๆ บนเกาะอื่นๆ กลับถูกปล่อยละเลย
ผมคิดว่าอุทยานฯ มากกว่าที่เป็นผู้บุกรุก วิถีชีวิตอันสงบปกติของชาวประมงพื้นบ้านเกาะไผ่
ซึ่งเขาดำรงชีพด้วยการทำประมงพื้นบ้าน มาอย่างปกติสุขอยู่นานแล้ว ส่วนการพัฒนาประเทศที่ทำให้เกิดภาวะความจำกัดของทรัพยากรอย่างขณะนี้นั้น
มันมีความจำเป็นจริง อยู่ที่เราต้องอนุรักษ์ไว้เพื่อให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและเพาะสัตว์น้ำอื่นๆ
ในทะเล แต่การอนุรักษ์ที่ว่ามามันจะต้องเคารพ วิถีท้องถิ่นด้วย " นายภาคภูมิกล่าวและย้ำอีกว่า
"ปัญหาตรงนี้ผมเข้าใจว่ากฎหมายของรัฐนั้นขัดแย้งกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนมาโดยตลอด
ทั้งที่ในทางปฏิบัติรัฐสามารถยืดหยุ่นและ
ใช้กฎหมายให้มันยุติธรรมมากขึ้นได้ ซึ่งรัฐจะต้องชัดเจนให้ได้ว่า กฎหมายมันไม่ใช่ความเป็นธรรม
และกฎหมายไม่ใช่ความยุติธรรม เพราะกฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่ออำนวยความเป็นธรรมและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น
ฉะนั้น ถ้าวิถีท้องถิ่นที่เขาดำรงชีวิตกัน มานานแล้ว ซึ่งสามารถผสมผสานกับการอนุรักษ์ท้องถิ่นได้
รัฐต้องเปิดทางเลือกนี้ให้วิถีชีวิตท้องถิ่นเดินต่อไปได้ " นายภาคภูมิกล่าว
ก่อนจะอธิบายลงลึกถึงรากฐานการคิดของชาวประมงพื้นบ้านมุสลิมว่า เป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างพอเพียงในการทำประมงเพื่อเลี้ยงชีวิต
"ผมคิดว่าชุมชนประมงพื้นบ้านที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ไม่ได้ละโมบหรือหวังกอบโกยมากมายในการดำเนินชีวิต
เพราะเคย มีนักวิจัย ชาวต่างชาติเข้ามาถามว่า "..ทำไมชาวบ้านไม่คิดอยากมีรถยนต์
ซึ่งถ้าวันนี้มีแค่มอร์เตอร์ไซต์ วันหน้าถ้าเก็บเงินได้มากขึ้น ก็จะลงทุน
ทำประมงมากขึ้น แล้วถ้ามีเงิน ก็จะมีรถยนต์ใช้กัน ใช่ไหม ?.. " ซึ่งคำถามแบบนี้ชาวบ้านตอบไม่ได้
เพราะชาวบ้านไม่เคยคิด ไม่เคย วางเป็นเป้าหมายของชีวิตไปสู่สิ่งเหล่านี้
เพราะมันไม่จำเป็น เขาไม่ได้มีชีวิตเดินทางอยู่บนบกทั้งวัน ชีวิตเขาลอยเรืออยู่กลางทะเล
เป็นหลัก
ส่วนความคิดที่ว่า ชาวประมงพื้นบ้านแถบนี้ต้องการรถยนต์ หรือเรือลำใหญ่เพื่อทำเป็นประมงพาณิชย์หรือไม่นั้น
ไม่เคยมีอยู่ในความคิด ชาวบ้านแถบนี้ กี่ปีกี่ชาติเขาก็ใช้แค่เรือหัวโทง
อย่างที่เราเห็น อยู่อย่างนี้ ไม่มีทางที่เขาจะขยับไปทำประมงขนาดใหญ่ ทำเรืออวนลาก
อวนรุนกัน ส่วนเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่เราเห็นๆ กันอยู่ส่วนมากจะเป็นของคนจีน
เพียงแต่อาจจะ มีพี่น้องมุสลิมเป็นลูกเรือ
 |
โดยทั่วไปเขามีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และมีพลังในการรวมกลุ่มอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าในหลายพื้นที่ อาจถูกระบบคิด ระบบวัฒนธรรมของเขาบดบังศักยภาพไว้
แต่เมื่อใดที่เขาประสบปัญหาร่วมกัน แล้วร่วมตัวกันต่อสู้เรียกร้องเข้า
ศักยภาพ ที่ซ่อนแฝงในกลุ่มชาวบ้าน ก็จะออกมาให้เห็น ความรักความสามัคคี
ของเขาที่จะทำงานเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิตัวเองก็เกิดขึ้น ซึ่งลักษณะการเติบโต
จะไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์การเรียนรู้ชาวบ้านด้วย
" นายภาคภูมิอธิบาย และเปิดข้อเสนอที่ชาวประมงพื้นบ้านต่อสู้เรียกร้องว่า |
"ทางออกอันหนึ่งที่ชัดเจนเลย นั่นก็คือชาวประมงพื้นบ้านต้องอนุรักษ์ทรัพยกรชายฝั่งทะเล
เพราะว่า ชีวิตชาวบ้านจะอยู่ไม่ได้เลย ถ้าทะเล ไม่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะฝั่งอันดามัน
ถ้าปลา หญ้าทะเล ปะการัง ไม่สมบูรณ์ ชาวบ้านก็จะอยู่ไม่ได้ หรือว่า มีน้ำเน่าเสีย
ปล่อยลงสู่ทะเล มาก ชาวบ้านก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศก์
ดังนั้นสิ่งที่ชาวประมงพื้นบ้าน เขาดิ้นรนต่อสู้กัน ทุกวันนี้ ก็เพื่อรักษาทรัพยากรชายฝั่งและรักษาทะเล
แล้วก็สร้างเครือข่ายที่จะช่วยกันแก้ไขกดดันเพื่อให้คนในชุมชน และคน ใกล้เคียง
ไม่ทำ ประมงแบบทำลายล้างทรัพยากร
ฉะนั้นผมว่าหน้าที่ของรัฐจะต้องมาเรียนรู้และเข้าใจชาวประมงพื้นบ้านเหล่านี้
แล้วรัฐจะรู้ว่าการอนุรักษ์โดยคนนอกนั้น เป็น การ อนุรักษ์แบบมาทีหลัง เพราะวิถีชีวิตคนที่นี่เขาทำมาก่อนอยู่แล้ว
หน้าที่ของรัฐคือมาหนุนช่วย ทำงานร่วมกับชาวบ้าน อย่างเช่นที่ จังหวัดตรัง
ซึ่งชาวประมงพื้นบ้านที่นั่นและรัฐ ค่อนข้างเข้ากันได้ ไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนการทำงานร่วมกัน
ซึ่งแบบนี้ไม่มีในเกาะไผ่ ไม่มีในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ ดังนั้นเมื่อรัฐไม่เข้ามาเรียนรู้
ข้าราชการในจังหวัดกระบี่ ไม่เข้ามาเรียนรู้
การลงไซหมึก |
ก็คงไม่ต้องไปพูดถึงข้าราชการจากส่วนกลางที่มาดูแลอย่างอุทยานแห่งชาติ
ที่ จะมาเข้าใจชาวบ้านได้ เพราะเขาไม่มีประสบการณ์เลย
หนึ่งเขาเป็นคนพุทธ สองเขาใช้ชีวิตบนบกไม่รู้จักวิถีทะเล
จึงไม่แปลกที่มาบอกว่า ชาวประมงพื้นบ้านคือขยะแล้วกวาดเขาออกไป แล้วบอก
ชาวบ้านว่า การสร้างรีสอร์ท บ้านพัก การท่องเที่ยวคือ การพัฒนา ประเทศ
คือนำเงินเข้าประเทศ" นายภาคภูมิชี้แจงและเพิ่มเติมต่ออีกว่า |
"ลักษณะการต่อสู้ของพี่น้องบนฝั่งไม่ว่า ใต้ เหนือหรือ อีสานนั้น ชาวบ้านจะมีความรู้สึกครอบครองต่อที่ดินสูงมาก
ดูได้ตามข้อเรียกร้อง ต่อรัฐบาล เพราะนั่นคือต้นตอปัญหาปากท้องของเขา แต่พี่น้องประมงพื้นบ้านแถบนี้
สิ่งที่เขาเรียกร้องส่วนใหญ่คือเรื่องการดูแลรักษา ทะเลและชายฝั่งเป็นหลัก
อีกทั้งเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเอาจริงกับคำสั่งหยุด การใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบทำลายล้าง
หรือเครื่องมือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่อื่นๆ อีกข้อเรียกร้องคือหยุดหน่วยงานราชการ
ว่าอย่ามารังแกเขา ซึ่งสิ่งที่ชาวบ้าน เรียกร้องต้องการมาทั้งหมด ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับนโยบายภาครัฐแต่อย่างใด
เพราะชาวบ้านต้องการรักษาปะการังไว้ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน กลับกันชาวประมงพื้นบ้านยิ่งปรารถนาการขยายเขตห้ามล่าสัตว์น้ำไปให้ทั่วอ่าวพังงาเสียด้วยซ้ำ
" นายภาคภูมิกล่าว
ต่อมานายภาคภูมิได้กล่าวอธิบายเพิ่มเติมถึงปัญหาพี่น้องชาวอูลักลาโว้ย
ที่อาศัยบนเกาะพีพีดอน ซึ่งกำลังเดือดร้อนเนื่องจาก เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ
ได้เข้ามากวาดล้างจับกุมการทำลอบปลาใหญ่ ซึ่งเป็นเครื่องมือประมงพื้นบ้านแบบ
ดั้งเดิม ว่า " ประเด็นพี่น้องชาวเลนั้นผมว่ายิ่งเป็นชนเผ่าดึกดำบรรพ์
กว่ากลุ่มอื่นๆ เสียอีก มีชีวิตอยู่กับทะเล ที่สำคัญไม่มีความคิด ต้องการเป็นเจ้าของหรือครอบครองทรัพยากรสูงมากนัก
คือ โดยพื้นฐานการคิดของเขาแต่ดั้งเดิมนั้น ไม่มีความคิดในเชิงละโมบ
โลภมาก เช่น ไม่มีความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของที่ดิน เจ้าของเกาะ เป็นต้น ซึ่งการคิดแบบนี้เองที่ทำให้เป็นการเปิดโอกาสให้คนโลภ
คนอยากได้ จากภายนอก เข้ามารุกราน ข่มเหง รังแก และล่อลวงหลอกเอาไปจากเขาจนหมด
อูลักลาโว้ยกลุ่มนี้อยู่บนเกาะพีพีมามานานแล้ว มาก่อนคนอื่นๆ และการอยู่ของเขา
เขาอยู่โดยที่ไม่เคยหักร้างถางพงบนเกาะพีพีนี้ เพื่อทำการเกษตร และไม่เคยคิดที่จะไปออกเอกสารสิทธิ์
สค.1 บนเกาะแห่งนี้ กลุ่มที่เกาะจำก็เช่นกัน ก็ไม่สนใจที่จะออก นส.3 หรือโฉนด
ไม่เคยคิดที่จะครอบครองสร้างบ้าน สร้างวัตถุถาวรอื่นใดให้ใหญ่โต เขาเพียงแต่สร้างเพิงพักพิงอยู่กับธรรมชาติ
แล้วก็ล่าสัตว์ทะเลเพื่อการยั้งชีพ ความคิดในเรื่องระบบการสะสมไม่มี ไม่มีการฝากเงิน
การให้กู้ยืม สิ่งเดียวที่ทันสมัยสำหรับเขา ในปัจจุบันนี้คือ เรือ ซึ่งเป็นเรือยนต์
และเพราะความเป็นคนที่มีวิถีแบบนี้เองเขาจึงมักถูกข่มเหงรังแก ยิ่งกว่านั้น
การพัฒนาการท่องเที่ยวตาม นโยบายการอนุรักษ์ ของรัฐ ก็ยิ่งเข้ามาซ้ำเติมคนกลุ่มนี้มากขึ้นอีก
และล่าสุด คือเรื่องเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เข้ามาสั่งห้ามเขาทำลอบปลาใหญ่ โดยเรียก
ปรับเขาเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งความจริงเขาไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น เพราะเขาทำประมงเพื่อยั้งชีพเป็นหลัก"
นายภาคภูมิอธิบายก่อนที่สรุปปัญหาถึงข้อผิดพลาดของสังคมไทยว่า
ชาวอูลักลาโว้ยบนเกาะพีพีในปัจจุบัน |
"คุณจะให้ผมคิดยังไง คนกลุ่มนี้ใช้ทรัพยากรน้อยมาก
ไม่เคยรุกรานใคร ไม่เคยครอบครองอะไร ชีวิตของเขาไม่เคยทำลายประเทศนี้เลย
และไม่เคย
ยึดเกาะเป็นของตัวเอง แต่คนกลุ่มนี้กลับถูกผลักให้กลายเป็นขยะ ของการท่องเที่ยว
อยู่บนเกาะพีพี
ผมว่าสังคมเราเคยชินแต่การยกย่องเยินยอคนร่ำรวย คนประสบความสำเร็จ
เป็นใหญ่เป็นโต มีอำนาจวาสนา ยกย่องจนลืมมองคนเล็กคนน้อยที่มี
ชีวิตเรียบง่าย สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็กลายเป็นคนแปลกประหลาด เป็นขยะไม่น่า
ชื่นชมในสายตาสังคม เพราะวันนี้ใครมีที่แปลงใหญ่ๆ บนเกาะสวยๆ หรือ
ริมทะเล สร้างบ้านพักหลังงามๆ มีกฎหมายรับรองความถูกต้องของเนื้อที่
คนเหล่านั้นก็ได้เป็นคนที่น่าชื่นชม น่ายกย่องในสายตาสังคม
ซึ่งหากเป็นแบบนี้มากๆ เข้า ผมว่าไม่ใช่แค่กฎหมายแล้วครับ ที่ผิดต่อวิถีชีวิตชาวบ้าน
สังคมทั้งสังคมมากกว่าที่ผิด ที่หลงใหลละโมบมาก ยกย่องเชิดชูแต่คนที่เติบโตมาจากความละโมบ
แล้วดูแคลนคนเล็กคนน้อย ที่อยู่กับธรรมชาติ เราจึงเห็นภาพคนพยายามไต่เต้ากันมากขึ้น
โดยเฉพาะ ไต่เต้าเข้าหาคนละโมบนี่มันมากมาย มองเห็นได้ทุกวัน"
นายภาคภูมิสรุป |
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|