บทบาทความรุนแรงในการแก้ไขข้อขัดแย้ง
2-3 ทศวรรษ ที่ผ่านมา ภายใต้กระแสการพัฒนาที่เร่งรีบ
และเน้นหนักที่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเพื่อการ ส่งออกเป็นหลัก
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1-9 ในปัจจุบัน
ซึ่งการพัฒาดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบตามมา อย่างมากมาย อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม
สังคมชนบทล่มสลาย วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลง ทั้งหมด ล้วนนำมาสู่ปฐมเหตุแห่งความขัดแย้งและความรุนแรง
อันเนื่องมาจากผู้มีสิทธิบริโภคทรัพยากรมากที่สุด คือผู้ที่มี อำนาจรัฐ(ในทางนโยบาย)
ผู้ที่มีเงินทุนและบรรษัทข้ามชาติ
แม้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 อันเป็นกฎหมายกติกาสูงสุด ของสังคม ที่เกิดขึ้นมาได้โดยพลังประชาชน
|
|
จะได้บัญญัติมาตราไว้คุ้มครองประชาชนและชุมชนไว้หลายข้อก็ตาม แต่กลไกการคุ้มครองและกฎหมายลูกกลับล่าช้า
ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างกระตือรือร้นจากรัฐบาลอย่างยุติธรรม รวมทั้งภาพในการปฏิบัติจากรัฐละเลยเสียงเดือดร้อนของประชาชนอย่างที่สุด
ยิ่งประชาชนระดับรากหญ้าที่กำลังเผชิญสถานการณ์การถูกคุกคาม สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ(
ป่าไม้-ที่ดิน) และสิ่งแวดล้อม ปัญหาความรุนแรงและการเผชิญหน้ากันก็ยิ่งทวีมากยิ่งขึ้น
นั่นเพราะว่าประชาชนได้ผ่านการต่อสู้ ผ่านการสรุปบทเรียนการแก้ปัญหาของภาครัฐมาโดยตลอดระยะ
40 ปี ที่ริเริ่มแนวคิดการพัฒนา กลับกันองค์กรรัฐ กลับเป็นคู่กรณีหลัก ที่สร้างความความขัดแย้งกับชุมชน
มากกว่านายทุนเอกชนหรือบรรษัทข้ามชาติ และนั้นคือบทสรุปที่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน
ว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลร่างนโยบาย บริหารจัดการ และเสนอโครงการเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง
แก่คนเพียงบางกลุ่ม โดยละเลยการเปิดช่องทางในประชาชนและชุมชนได้มีส่วนร่วมกำหนดชะตาชีวิต
กำหนดวิธีการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ที่ตนเฝ้าเก็บรักษาไว้ และเมื่อกระบวนการเรียกร้องในทางสันติถูกปิดกั้นและไม่ได้รับการตอบสนองอย่างกระตือรือร้นและยัง
ถูกบ่อนทำลายความชอบธรรม ทั้งในแง่การใส่ร้ายป้ายสี การคุกคามข่มขู่ "การเผชิญหน้าสู่ความรุนแรงจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของขบวนการภาคประชาชน
"
จึงมีคำประกาศของขบวนการภาคประชาชน
เมื่อเผชิญสถานะหลังชนฝา ว่า" มึงสร้าง กูเผา
" และเมื่อหลังกับหลังของประชาชนได้พิงและพึ่งพากัน พร้อมคำมั่น
"คนจนเท่านั้นที่เข้าใจคนจน คนจนเท่านั้นที่ช่วยเหลือคนจนอย่างจริงใจ"
ขบวนการภาคประชาชนก็เปิดมิติใหม่ที่พร้อมจะ
"ตาต่อตา ฟันต่อฟัน " ถ้ารัฐยังดื้อดึงเดินหน้าล่าโครงการมายัดลงพื้นที่โดยเคารพสิทธิของประชาชน
การเผชิญหน้าก็บังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะในนามสมัชชาคนจน หรือในามเครือข่ายต่างๆ
ก็แล้วแต่ ประเด็นใหญ่ ที่พลุ่งขึ้นในใจคนไทยที่รักความสงบสันติ และกังวลถึงภาพอันน่าสะพรึงกลัว
ที่รอคอยอยู่เบื้องหลังคือความรุนแรงที่พร้อมจะลุกลาม สังคมจึงเกิดคำถามขึ้น
ว่า วิถีทางการต่อสู้เพื่อหาข้อยุติ โดยปราศจากความรุนแรงนั้น มีหรือไม่
อยู่บนหนทางใด
เรื่องปัญหาและความรุนแรงทั้งมวล จะก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จนเป็นพลังชี้วัดทางสังคมไม่ได้
หากปราศจาก การนำพาโดยสื่อมวลชน เพราะสื่อคือผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการกำหนดอารมณ์ทัศนคติของสังคม
สื่อจึงสามารถเป็นทั้งตัวชักนำและผู้ยุติหรือผู้สร้างสันติ ในท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีขึ้นทุกวันในสังคมไทย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเพื่อองค์กรพัฒนาและประชาชน เป็นหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมใหญ่
ประจำปี 2545 ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 20-22 กันยายน ณ บ้านกลางอ่าว ต.ธงชัย อ.ทับสะแก ประจวบคีรีขุนธ์
ในหัวข้อ " บทบาทความรุนแรงในการแก้ไขข้อขัดแย้ง" โดยมีวิทยากร
อาทิ อ.ชัยพันธ์ ประภาสะวัต นักกิจกรรมทางสังคมภาคเหนือ, .นางจินตนา
แก้วขาว แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูด, ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ สถาบันพระปกเกล้า
,มณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
,ดร.มาร์ค ตามไท คณะอักษรศาตร์ จุฬาฯ ,ณรงค์ พุกจันทร์ ตัวแทนผู้สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูดและนายวสันต์
เตชะวงศ์ธรรม ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมดำเนินรายการ
 |
นางจินตนา แก้วขาว กล่าวถึงต้นเหตุของความรุนแรงในการต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูดว่า
" รัฐไม่ได้ฟังเสียงประชาชน ว่าชาวบ้านเขาสนับสนุนบนพื้นฐานอะไร
อะไรคือกลไกทำให้ปัญหามันเกิด ขึ้น และการเอากฎหมายมาเป็นตัวตั้ง แล้วกล่าวหาว่าเราคือคนสร้างปัญหา
ทั้งๆ ที่รัฐต้องเอาความคิดเห็นชาวบ้าน ให้เขามีส่วนร่วม เพราะชาวบ้านเขาเชื่อว่าสิ่งที่รัฐอนุญาตให้บริษัทสร้างโรงไฟฟ้านั้นมันไม่คุ้มค่า
คุ้มทุนและละเมิดสิทธิชุมชน ดังนั้น รัฐต้องฟังชาวบ้านด้วยอีกปัญหาหนึ่งคือ
การมีส่วนร่วมมันไม่มีมาก่อนตั้งแต่เริ่มต้น จึงกล้าพูดเลยว่าใครไม่เคารพกติกาก่อน
เพราะชาวบ้านที่นี่ก็เริ่มต้นเรียกร้องตั้งแต่ ยื่นหนังสือ ก่อนทั้งนั้น
ไม่มีชาวบ้านที่ไหนหรอกค่ะ ที่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาทุบตีกัน" นางจินตนากล่าว |
"อีกอย่างอยากเตือนถึงรัฐและกระบวนยุติธรรมว่า กฎหมายต้องเท่าเทียมกันในความยุติธรรม
และประชาชนได้ใช้ความเท่าเทียมกันในความเป็นจริง
และสื่อมวลชนเองในปัจจุบันนี้ ก็มีส่วนในการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นมาก
เพราะสื่อสร้างข่าวที่ไม่มีข้อเท็จจริง ดังนั้น ถ้าจะให้มันยุติความรุนแรง
รัฐต้องยกเลิกโครงการ เพราะรัฐและบริษัทผิดกติกามาก่อน แล้วยังกลับตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าท่าเดียว
โดยไม่ฟังเสียงชาวบ้าน และพอชาวบ้านพูดก็ไม่มีน้ำหนัก ซึ่งจุดเริ่มต้นความรุนแรงมาจากการเกณฑ์คนมาแสดงพลังสนับสนุน
ไม่ใช่เรื่องการประชาพิจารณ์ และภาพนั้นเองที่มันทำให้เราซึ่งไม่เอาโรงไฟฟ้ายู่แล้ว
มาเจอคนจากที่อื่นมาแสดงประชามติว่าเอาโรงไฟฟ้าก็เลยทำให้ชาวบ้านไม่ยอมและพร้อมสู้
ความรุนแรงจึงเกิดขึ้นมาถึงทุกวันนี้แหละค่ะ" นางจินตนากล่าวย้ำ
| |
นายณรงค์ พุกจันทร์ ตัวแทนฝ่ายสนับสนุน
กล่าวถึงเหตุผลและทางออกของทั้งสองฝ่ายว่า
" สิ่งที่มันเกิดในบ้านเรามาจากรัฐบาล ถ้าเราไม่ทำร้ายกัน
ความรุนแรงในบ้านเราก็ไม่เกิดขึ้น ผมเข้าใจว่า มีการสร้างภาพ
ให้เห็นว่าเกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อให้รัฐบาลลงมาดูแล
และผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนเราต้องทำร้ายกัน มาแบ่งกันว่าอยู่ฝ่ายนู้น
อยู่ฝ่ายนี้ เพียงเพราะความคิดไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่บ้านเรานั้นคุยกันได้
ไม่ต้องถึงกับรุนแรง และที่เริ่มรุนแรงกันหนักๆ ก็คือช่วงประชาพิจารณ์นี้เอง
|
ซึ่งโดยส่วนตัวผมรัฐบาลจะอนุมัติหรือไม่ มันก็จบแค่นั้น ส่วนความขัดแย้งผมก็คิดเสมอว่า
ทำไมเราไม่นั่งคุยกัน รอมชอมตกลงกัน ซึ่งผมเข้าใจว่า มันไม่มีการประสานงาน
เปิดเวทีให้เราได้คุยกันเสียที "
นายณรงค์กล่าว
| 
|
ศ.นพ.วันชัย
วัฒนศัพท์ กล่าวถึงปัญหาความรุนแรง และเสนอแนวทางการต่อสู้ในทางสันติวิธีว่า
" เคยมีไหมการแก้ปัญหาสันติภาพที่มีความสงบและสันติสุขยุติธรรม
ในกระบวนการ แก้ปัญหาข้อพิพาททั้งหลาย ที่ลดความรุนแรงลง และทำไมเราไม่เลือกวิธีการเจรจา
ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าเราให้น้ำหนักแต่เรื่องเนื้อหา แต่ไม่เคยมองกระบวนการ
ทั้งๆ ที่ปัญหาเรื่องความขัดแย้งนั้น เราต้องมองเรื่อง 3 ด้าน คือ
ความสัมพันธ์ กระบวน(วิธีการ) และเนื้อหา แห่งความขัดแย้งเหล่านั้นให้ออก
อย่างแนวคิดการต่อสู้ในทางสันติของมหาตมะ คานธี อย่างหนึ่งกล่าวว่า
"เราต้องไม่โกรธคู่กรณี เพราะความรุนแรงเป็นอาวุธของความอ่อนแอ
แต่สัตยาเคราะห์คืออาวุธของความเข้มแข็ง" |
ดังนั้น มันน่าจะมีกระบวนการแก้ปัญหา ความขัดแย้งที่สันติ มีการเจรจาโดยการมีส่วนร่วมแต่ต้น
แล้วความรุนแรงจะเกิดน้อยมาก เพราะฉะนั้น รัฐต้องให้ประชาชนเริ่มคิดตั้งแต่แรก
และกระบวนการพัฒนาในอนาคตต้องเป็นกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม โดยชาวบ้านคือผู้ที่ริเริ่มการพัฒนา"
นายวันชัยกล่าว
" ตอนนี้รัฐและกลุ่มทุนเอกชน กำลังเผชิญปัญหาเรื่องที่ตั้งโครงการ
เพราะทำการศึกษาน้อยไป อีกทั้งขอยืนยันว่า การประชาพิจารณ์ไม่ใช่กระบวนการแก้ไขความรุนแรงและไม่ใช่กระบวนการตัดสินใจในตัวมันเอง
ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ตรงกัน เพราะประชาพิจารณ์คือกระบวนการสร้างเวทีพูดคุยกันเท่านั้น
อีกอย่างสังคมไทยมองความขัดแย้งว่าเป็นเรื่องเลวร้าย ทั้งๆ ที่มันคือเรื่องปกติ
ที่เราจะมองแตกต่างกันได้ และกระบวนการประชาพิจารณ์ คือการเก็บรวบรวมคำถาม
ข้อเสนอ ข้อคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ไปให้รัฐบาลพิจารณา และกระบวนการมานั่งคุยกันแล้วตัดสินใจ
แต่ที่ผ่านนั้นชาวบ้านไม่มีข้อมูล เมื่อมีประชาพิจารณ์ที่ชาวบ้านพบว่ามีคนจากข้องนอกมาเข้าร่วมประชาพิจารณ์ด้วย
ก็ยิ่งก่อให้เกิดความขุ่นเคือง และโตแย้งกันจนมาสู่ความรุนแรง
ถึงอย่างไรกำลังไม่ใช่การแก้ปัญหา ซึ่งในสายตาชาวบ้านก็คิดว่าไม่ใช่ แต่เป็นการเตือนและยับยั้ง
เพื่อหาทางมาฟังกันและหาทางแก้ปัญหา ดังนั้น เราต้องมองที่กระบวนการที่จะมาสู่ผล
ถ้ากระบวนการดีผลจะออกมาดี จะไม่เกิดปัญหาอย่างนี้แน่นอน และปัจจุบันนี้กระบวนทัศน์เป็นเรื่องของประชาชน
ต้องเริ่มจากความเข้าใจของประชาชน รัฐอย่าตั้งต้นเริ่มโจทก์ว่ามีโรงไฟฟ้าก่อน
ไม่อย่างนั้น จะไม่มีทางแก้ปัญหาได้เลย มันต้องเปลี่ยนโจทก์ใหม่ว่า โรงไฟฟ้ามีพอหรือยัง
ซึ่งตรงนี้แหละครับ คือคำตอบของกระบวนการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน
ปัญหาอีกอย่างคือ "ความเป็นรัฐมันคิดอะไรด้านเดียวแล้วผลักดันให้เกิดผล
และการผลักดันนี้เองที่ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น เพราะว่า มันมีการใช้อำนาจกลายๆ
ของรัฐด้วย
ปัญหาสุดท้าย โครงการไม่ค่อยมองค่านิยมของคนในพื้นที่ ว่าเขามีชีวิตอย่างไร
และเขาจะต้องให้ชาวบ้านมีอำนาจในการกำกับดูแลโครงการด้วย ส่วนความรุนแรงในปัจจุบันนี้
ที่มันเกิดขึ้นเพราะชาวบ้านเขาไม่ไว้ใจรัฐ ไม่เชื่อใจกันแล้ว รัฐทำผิดพลาดมานาน
สุดท้าย ทางออกคือรัฐต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และให้นโยบายการพัฒนาอยู่ในบทบาทองค์กรอิสระ
ในการนำเสนอโครงการครับ" ศ.นพ.วันชัย กล่าวย้ำ
 |
ดร.มาร์ค ตามไท กล่าวเสนอมุมมองและทางออกในการแก้ไขปัญหาความรุนแรง
โดย ให้สังคมสร้างเหตุผลร่วมกันในการแก้ปัญหาและมองงานพัฒนา ที่กำลังถึงทางตันในอนาคตว่า
" ผมเข้าใจว่าทางตันนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากการวิเคราะห์ระดับความซับซ้อนผิด
หรือคิดยากเกินไป ก็เลยหมดทางแก้ หรือว่าง่ายเกินไปก็แย่กว่าเดิม เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงที่อำนาจกำลังไหลออก
ทำให้เกิดปรากฏการณ์หวงอำนาจที่มีอยู่ และพยายามคิดหาทางรักษาไว้ รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชนร่าง
ทำให้มีกระบวนการลองใช้อำนาจ จึงทำให้มีที่มาในการแก้ปัญหาและมีแนวทางแตกต่างกัน
และนั่นคือเหตุทำให้รัฐรับไม่ได้ที่มีคนท้าทายอำนาจตน |
วิธีการยุติปัญหาคือหันหน้าเข้าหากันด้วยเหตุผล แต่ตอนนี้มันทำไม่ได้เพราะ
เราไม่มีเหตุผลร่วมกัน และนี่คือปัญหาของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเราสร้างเหตุผลร่วมกันไม่ได้
สังคมไทยสร้างคุณค่าร่วมกันไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้แค่จุดเริ่มต้นคิดมันก็แตกต่างกัน
และร่วมกันคิดไม่ได้ มันเป็นสามัญสำนึกระดับเบื้องต้นเลยครับ เช่นว่า ความเป็นธรรมคืออะไร
ตรงนี้เองที่สังคมไทยต้องคิดให้ได้คล้ายๆ กัน
อย่างไรคือกระบวนการที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม การเจรจาตกลงใช่ไหม การกดดันใช่ไหม
ตรงนี้บทบาทสื่อมวลชนสำคัญมาก ที่จะพัฒนาสังคมไทยไปสู่จุดร่วมที่คล้ายกันได้
เพื่อการสร้างเหตุผลสาธารณะที่เข้าใจตรงกัน การให้เหตุผล การวิเคราะห์เหตุผล
ต้องคิดบนพื้นฐานที่เข้าใจคล้ายกัน จึงจะจัดคุยกันได้
"ที่ผ่านมา รัฐ+ประชาชน คิดต่างกัน จึงพบเหตุทางตันในการแก้ปัญหา"
ประชาชนไทยนั้น มีแต่บทบาทการทำตามมาโดยตลอดตั้งแต่อดีต จึงทำให้สังคมไทยไม่มีเหตุผลร่วมกัน
อย่าว่าแต่ประชาชนเลยครับ แม้แต่หน่วยงานรัฐกับหน่วยงานรัฐ คุยกันแล้วหาเหตุผลร่วมกันไม่ได้เลยก็มีครับ"
ดร.มาร์คกล่าว
| อ.ชัยพันธ์ ประภาสะวัต ออกมาวิเคราะห์ถึงกระบวนการต่อสู้ภาคประชาชนว่า
ที่เกิดความรุนแรงขึ้นนั้น ความจริงคือมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าไม่มีใครต้องการก็ตาม
นั่นเพราะประชาชนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่สงบสุขมานาน
" วันนี้เราตอบไม่ได้ ว่าเราจะเดินต่อไปอย่างไร เช่น ที่เชียงใหม่รุนแรงที่สุด
เพราะตอนนี้มีป่าเหลือเพียง 84 ล้านไร่ จาก 300 ล้านไร่ หมดไปเพราะการสัมปทาน
และรัฐคือตัวการทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน แล้วรัฐก็มายึด 84 ล้านไร่ ไปอีกเพื่ออนุรักษ์
ไม่ให้ใครแตะต้อง และพื้นที่ป่าที่มากที่สุดคือภาคเหนือ ซึ่งพี่น้องภาคเหนือ
ขัดแย้งกับรัฐมาโดยตลอด เพราะรัฐประกาศเขตอนุรักษ์ทับที่ไว้เต็มไปหมด
ดังนั้น กฎหมายครับผิด ไม่ใช่ชาวบ้านผิด
|
|
ในการต่อสู้ บางเรื่องเราคุยกันได้ เช่น โรงขยะหางดง ชาวบ้านกับชาวบ้าน
แต่บางเรื่อง มันคุยไม่ได้ เช่น โรงไฟฟ้าแม่เม๊าะ มันคุยไม่ได้ รัฐกับประชาชนเขาไม่คุยกันแล้ว
เขาคิดสู้ถึงขั้นพร้อมจะใช้ความรุนแรง บางคนไปหาซื้อปืนมาเตรียมไว้ก็มี โชคดีที่ครั้งนั้นรัฐยอมถอย
ไม่สร้างโรงขยะที่หางดง เพราะฉะนั้น ในบางเรื่องนั้นเป็นไปได้มากที่จะก่อให้เกิดการประนีประนอมกัน
แต่บางเรื่องนั้น ยังไงๆ ก็ประนีประนอมตกลงกันไม่ได้
แม้ว่ารัฐมีสิทธิจริง แต่สิทธินั้นต้องเคารพพี่น้องเจ้าของที่ดินเดิมด้วย
เรื่องบางเรื่อง โครงการบางโครงการนั้น ไม่ใช่เจรจากันไม่ได้ แต่เพราะรัฐนั้นหนุนเต็มที่แล้ว
หรือการทำ EIA เช่น บางฉบับ ไม่เคยเข้าพื้นที่เลย แต่เขียนออกมาได้ว่า มีสัตว์อะไร
กี่ชนิด จึงอยากกล่าวว่า หลายๆ เรื่องมันมีทางออก ถ้าเราค้นหาความจริง เพราะความจริงมันมีทางออก
ดังนั้น เราต้องค้นหาความจริงให้ได้ เพื่อตอบคำถามกับสังคม และถ้ากติกาสังคมมันเริ่มจริงจังเข้มแข็ง
มันก็สามารถจัดการปัญหาในชุมชนได้ แต่รัฐมักจะเป็นผู้นำปัญหาความขัดแย้งเข้ามา
นั่นเพราะรัฐไม่เคยเห็นหัวประชาชน ดังนั้นต้องถอยออกมาให้ประชาชน ให้ชุมชนตัดสินใจและคิดหาวิธีของเขา
" อ.ชัยพันธ์กล่าวก่อนจะสรุปว่าทำไมขบวนประชาชนที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิถึงมีภาพความรุนแรง
| 
มณทิพย์ ศรีรัตนา
ทาบูกานอน
|
เกาะรำร่าและบริเวณที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด
|
"เรื่องบางเรื่อง ถ้าทำตามกระบวนการได้ มันดีนะครับ แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้น
มันผ่านกระบวนการแบบนั้นมาแล้ว ปัญหาคือชาวบ้านเขาตัดสินใจชัดเจนว่า จะเลือกแบบนี้
รัฐจะไปเปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้น การมานั่งเจรจา มันเป็นไปไม่ได้ รัฐต้องยอมถอยครับ
และการที่ชาวบ้านรุนแรงนั้นเพื่อให้สังคมไทยเห็นว่า ถ้าประชาชนบุกรุกบ้านท่าน
เช่น ที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ คืนบ้าง ท่านจะคิดอย่างไร นั่นแหละคือภาพที่ชาวบ้านเดือดร้อน
และแสดงให้ดูบ้างว่า ความเดือดร้อนคืออย่างไร และที่ผ่านๆ มา รัฐเป็นคนออกแบบให้ชาวบ้านคิดวิธีการต่อสู้เอง
มันจึงเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน จากเดิน 5 คน เป็น 100 คน เป็น 1 พันคน
เป็น 1 หมื่น คน จากตำบล ไปอำเภอ ไปจังหวัด ไปทำเนียบรัฐบาล ไปปิดล้อมทำเนียบ
จนมาสู่ความรุนแรงในที่สุด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ไม่มีใครปรารถนาความรุนแรง
แม้แต่ตัวชาวบ้านเองก็ไม่ต้องการหรอกนะครับ" อ.ชัยพันธ์กล่าวสรุป
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|