|
"ความฝัน
ความรัก" ประกายไฟแหงอุดมคติคนหนุ่มสาว

"ในยุคแห่งดอกไม้บานร้อยดอก"
บทบาทของคนหนุ่มสาวคือความหวัง คือพลังอันล้นเหลือ ที่จะนำพาสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลง
พลิกฟื้นหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะบทบาท คนหนุ่มสาวในยุคเรียกร้องเอาเขาพระวิหาญเป็นต้นมา
จนถึงเหตุการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 14 ตุลา 2516 และการเข้าจับปืนต่อสู้
หลังจากเหตุการณ์ ล้อมปราบ 6 ตุลา 2519 คือการเดินทางอันยาวนานของคนหนุ่มสาว
ที่จะไปสู่จุดสูงสุดของประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสังคม นั่นคือพลังแห่งความรักความฝัน
และความกล้า ผลักกงล้อประวัติศาสตร์ไทย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา
จนมาสู่การประกาศ นโยบาย 66/2523 นักศึกษาคนหนุ่มสาวจำนวนมาก
ที่หนีเข้าป่าเพื่อจับปืนต่อสู้โค่นล้มอำนาจรัฐและเพื่อพิทักษ์ชีวิตตนเอง
ก็กลับมาสู่เมืองสู่ความคลี่คลายทางการเมือง สู่กระแสใหม่ที่ครอบงำวิถีชีวิตโดยระบบทุนนิยมโลกอีกครั้ง
เมื่อการเมืองคลี่คลาย เศรษฐกิจเฟื่องฟูเริงระบำ สังคมก็เริงร่าเบิกบาน
คนหนุ่มสาวที่เคยฝันหาอุดมคติอันงดงาม ที่เคยร้องเพลงปฏิวัติเพื่อมวลชน
ก็หายไปสู่วิถีแห่งการดิ้นรนแข่งขันแย่งชิง เหลือเพียงคำเล่าขานทั้งที่เป็นตัวอักษรและคำพูด
ในช่วงวันรำลึก นั่นคือเรื่องเล่าคนหนุ่มสาวของวันวาน
สู่เรื่องที่จะกล่าวถึงคนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัย "ดอกไม้บานดาษดื่นฟ้า"
ว่าวันนี้เธอและเขาเฝ้าฝันถึงสิ่งใด ท่ามกลางประเทศชาติจมอยู่ในสภาวะวิกฤติรอบด้าน
และท่ามกลางการครอบงำภูมิปัญญาจากลัทธิบริโภคนิยมและกระแสโลกาภิวัตน์"
หน้าประวัติศาสตร์ ของคนหนุ่มสาวในยุคโมบายไอที แห่งปี 2000
จึงเงียบเหงา หลักเร้นไปเร่าร้อนตามศูนย์การค้าและสถานบันเทิง
"ความรัก ความฝัน" ที่เคยพลิกเปลี่ยนสังคมกลับมาสู่"ความรัก
ความฝัน" ที่เคลิ้บเคลิ้มอยู่ในสายลมแสงแดด "ความงาม"
อันก่อเกิดจากความรู้ ความเข้าใจ ต่อชีวิต ต่อโลกต่อความสัมพันธ์กับมวลสรรพสิ่ง
วันนี้จางหายไปเหลือเพียงความสุขในโลกส่วนตัว กับเครื่องประดับ
แฟชั่น เสื้อผ้า มือถือและการท่องราตรี กับคู่รัก
ผลผลิตจากระบบการศึกษาที่ล้มเหลว ล้มเหลวชนิดเยาะเย้ยสายตานักปฏิรูปการศึกษา
มอง มหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงสถานที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างเงินกับเอกสารรับรองการเรียน
เสียงขบถคนหนุ่มสาวที่เคยร้องเพลงเย้ยจารีตประเพณีอันงมงาย วันนี้กลับมาฟื้นมีชีวิตอีกครั้งแทบทุกรั่วมหาวิทยาลัย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกที่หวงแหนภาพอุดมคติคนหนุ่มสาวจึงขอเก็บเกี่ยวถ้อยคำจาก
2 นักพัฒนา 2 พลังของยุคสมัย ที่เรียนรู้และไล่ล่าความฝันมายาวนาน
ได้มาเล่าถึง "ความรัก ความฝัน ใช่แรงบันดาลใจหรือไม่
" จากเวทีงาน มอบรางวัลอโชก้าเฟลโลว์ ที่สยามดิสคัฟเวอรี่
กรุงเทพมหานคร เผยถึงมุมมอง"ความรัก ความฝัน" ของตนเมื่อครั้งหนุ่มสาวเยาว์วัย
เพื่อส่งผ่านสู่ยุคสมัย คนรุ่นใหม่ที่ปรารถนาความอิสระเสรีและเป็นตัวของตัวเอง
| |
นางเตือนใจ
ดีเทศน์ นักพัฒนาอาวุโสและสมาชิกวุฒิสภา กล่าวนำถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตในการเดินทางสู่ความรัก
ความฝันตนเอง ว่า
" ถ้าเราเกิดมาโดยไม่มีความรักจากพ่อแม่เป็นพื้นฐาน
เราคงไม่ได้เกิดมาแน่นอน แต่ดิฉันโชคดี ที่เกิดมาในสังคมครอบครัวใหญ่
ที่มีความรักความเกื้อกูลกันมาโดยตลอด และพอโตมาก็มีความรักเพื่อนๆ
ในชั้นเรียน และพอมาใช้ชีวิตอยู่มหาวิทยาลัย ได้เห็นได้ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย
ก็ทำให้มีความฝันเกิดขึ้นอีกว่า ชีวิตของเราเกิดมาต้องมีคุณค่า
ต้องทำประโยชน์ให้กับคนในสังคม ไม่ใช่เรียนเพียงให้ได้เพียงปริญญาสักแผ่นแล้ว
ไปทำงานสร้างให้ตัวเองร่ำรวย สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ดิฉันได้รับการหล่อหลอมมาแต่เด็กค่ะ
|
ต่อมาความฝันของดิฉันก็เริ่มเกิดขึ้น
เมื่อตนเองได้เดินทางไปทำกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท อยู่บนดอย
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 จนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งความรักเหล่านี้ได้มาจากเด็กในหมู่บ้านชนบท
อันเป็นรากฐานของความรักที่บริสุทธิ์ และยอมรับว่า เป็นความโชคดีของสังคมไทย
ที่มีสังคมชนบท ซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรม มีธรรมชาติที่งดงาม มีเทือกเขาที่งดงามของภาคเหนือ
มีป่าบุ้งป่าทามของภาคอีสาน ผื่นป่าใหญ่ตะวันตกหรือป่าชายเลนภาคใต้
เรามีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่มาของวัฒนธรรมไทยอันอ่อนโยน
การจักสานด้วยไม้ไผ่ ด้วยหวาย ของกินที่มาจากธรรมชาติทั้งหมด
เมื่อดิฉันเองได้ไปชนบทครั้งแรกก็รู้สึกได้เลยว่า สงสารคนเมืองในกรุงเทพฯ
มาก พวกเขาดำรงอยู่อย่างแออัดกัน ขณะที่ชนบทมีอากาศที่บริสุทธิ์
มีลำธารใส มีอาหารดีๆ สดๆ แต่ในขณะเดียวกัน คนชนบทกลับถูกทอดทิ้ง
ให้เผชิญกับความเสี่ยงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยงกับติดฟ้าอากาศ
ราคาพืชผล หรือวัชพืช เหล่านี้คือสภาพปัญหา ที่ปล่อยให้กระดูกสันหลังของชาติต้องเผชิญกับชะตากรรมอันเจ็บปวดมาโดยตลอด
| ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันพบเสมอๆ
คือ เกษตรกรมักจะบอกลูกหลานของตนว่า ให้เรียนให้สูงๆ อย่าเป็นเกษตรกรเลย
มันทุกข์มันลำบาก ซึ่งตรงนั้นเองที่ทำให้ได้คำตอบว่า ถ้าเราปล่อยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ
ไม่ภูมิใจ ไม่เห็นศักยภาพของตัวเองที่มีอยู่ แล้วประเทศเราจะเจริญไปได้อย่างไร
บทสรุปจากตรงนี้เอง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ดิฉันตัดสินใจว่า
ถ้าเรียนจบจะไปทำงานในชนบทแน่นอน พอเรียนมาถึง ปี 4 ก็ตัดสินใจจะไปทำงานบนดอย
เพราะว่าบนดอยอยู่ไกลที่สุด และไม่มีใครอยากจะไปด้วย แต่บทเพลงบทหนึ่งกล่าวว่า
"ให้ไปในที่ที่ไม่มีคนอยากไป
ให้ทำในสิ่งที่ คนอื่นคิดว่าทำยากที่สุด แต่อย่าหลงตัวเองว่าเก่งกว่าคนอื่น
" นางเตือนใจเล่า ก่อนที่จะฝากหวังถึงฝั่งฝันแด่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ว่า
"อยากให้น้องนักศึกษานึกถึงแรงบันดาลใจหรือความใฝ่ฝันที่ตัวเองมี
และทำในสิ่งที่ให้คำตอบว่า ชีวิตเราเกิดมาแล้ว เป็นประโยชน์กับสังคมส่วนรวมอย่างไรบ้าง
เพราะเคยมีคนถามดิฉันเสมอว่า การไปทำงานในจุดเล็กๆ อย่างนั้น
มันจะได้อะไร ทำทำไม |
|
ทำไมไม่เข้าไปทำงานในระดับโครงสร้างใหญ่ๆ
ในกรุงเทพฯ ซึ่งดิฉันเองก็พยายามพูดเสมอว่า ทำหน้าที่เล็กๆ ตรงนี้ให้รู้ซึ้งและเข้าใจเสียก่อน
แล้ววันหนึ่งเมื่อคิดจะทำในจุดใหญ่ๆ จึงจะเข้าใจและทำได้ดี ดังนั้นความฝันของเรามันบันดาลใจให้เราสามารถทำให้สิ่งที่คนอื่นคิดว่าไม่มีคุณค่าได้นะค่ะ
เพราะชีวิตเล็กๆ
ของเราก็เสมือนกรวดทรายที่สามารถนำมาสร้างถนนได้ หรือต้นไม้เล็กๆ
ที่ร่วมกันก็เป็นป่าใหญ่ และคนหนุ่มสาวอย่ามีคำถามว่า ทำแล้วได้อะไร
ทำแล้วเกิดอะไรขึ้น และได้จริงไหม แต่ให้เราเริ่มทำก่อน เพราะสิ่งที่เราทำมันจะก่อตัวเป็นคุณค่าไปเอง
เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก็ได้ เช่น เริ่มจากการรับประทานอาหารไทย
ละเว้นการทานอาหาร fast food ใช้ชีวิตด้วยการลดการสร้างขยะ หรือทำตัวเองให้เป็นมนุษย์ที่มีจิตสำนึกว่า
เราจะอยู่บนโลกใบนี้โดยที่ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่นๆ
ขอแค่เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ตรงนี้ให้ได้ก่อนแล้ว วันหนึ่งมันจะก่อให้เป็นพลังมหาศาลในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ค่ะ"
นางเตือนใจฝาก
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกระจก
ซึ่งเป็นนักพัฒนารุ่นใหม่ที่บทบาทสูง ในการโน้มนำคนหนุ่มสาวยุคโมบายไอที
ให้หันมาสนใจปัญหาสังคมและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ บนดอยสูง ที่เชียงราย
โดยเฉพาะโครงการครูอาสาและอาสาสมัครบ้านนอก จนเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญถึงจากสังคมจำนวนมาก
ได้เผยมุมมองความรัก ความฝัน และการเดินทางสู่การทำงานเพื่อสังคมของชีวิตตนเองว่า
| |
"ความฝันและการออกไปเรียนรู้รากฐานชุมชนชนบทนั้น
ทำให้เราฝันบนฐานความจริงมากขึ้น นะครับ เพราะแต่ก่อนชีวิตผมไม่มีแม้แต่ความฝันเลยครับ
เนื่องจากว่าชีวิตผมในช่วงวัยรุ่น ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ
มันจึงไม่มีความฝัน ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย จนวันหนึ่งได้ไปเป็นอาสาสมัคร
ให้กับกลุ่มมะขามป้อม และได้เดินทางออกจากรุงเทพฯ ได้ไปพบชีวิตเล็กๆ
ที่เป็นความจริงตามชนบท ที่ไม่ใช่ในละครหรือในหนังที่เราดูกันทุกวัน
ผมคิดว่า การสัมผัสในครั้งนั้นเอง ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองได้มากพอสมควร
มันเป็นความรู้สึกที่ดีระหว่างเรากับคนในพื้นที่ต่างๆ
และการได้ไปพบ เด็กๆ ในชนบททำให้เราเกิดความฝัน และ"
จุดนั้นเองที่ทำให้ผมเริ่มมั่นใจว่า
ผมได้ปลูกต้นไม้แห่งความฝันในหัวใจตัวเองเข้าแล้ว
"
จากนั้นผมก็เริ่มคิดต่อมาอีกว่า อยากจะไป ต่างจังหวัด
อยากจะไปตามความใฝ่ฝันของตนเอง ไปในท้องถิ่นชนบท เพราะผมเชื่อว่าครั้งนั้นเองที่ชีวิตผม
ได้การปลูกต้นไม้แห่งความฝันกลางพื้นดินที่แห้งแล้งที่สุด
|
จนผมย้ายมาอยู่มาเชียงรายเพื่อทำความฝันร่วมกับเพื่อนๆ
จึงได้คำตอบเพิ่มขึ้นอีกว่า " ผมมีความฝันเต็มเปี่ยม
แล้วผมก็ปรารถนาที่จะสร้างแปลงเพาะพันธุ์คนหนุ่มสาว ซึ่งพวกเธอและเขาเหล่านั้น
เดินทางมาจากทุกจุดของประเทศนี้ หรือมาจากทั่วโลก " ก็ว่าได้
มาเพื่อที่จะมาสัมผัสความรักและความฝัน ในโครงการต่างๆ ของกลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา"
นายสมบัติเล่าอย่างยิ้มแย้มและเพิ่มอีกว่า
"มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากมายที่หลั่งไหลมาที่นี่ ซึ่งผมก็เพียงแค่ลงประกาศไว้ใน
Internet (www.bannok.com) ว่าต้องการรับสมัครครูอาสา หรืออาสาสมัครบ้านนอก
เท่านั้น ก็มีคนหนุ่มสาวเดินทางมาตลอดระยะ 3 ปีกว่า ซึ่งร่วมพันกว่าคนแล้วครับ
มาเพื่อมาปลูกต้นรักกับเด็กๆ ในชนบทบนดอย แล้วคนหนุ่มสาวเหล่านี้ก็ออกไปเพาะพันธุ์เมล็ดแห่งความรักของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยครับ
แต่ก็มีคนหนุ่มสาวหลายคนเหมือนกัน
ที่ส่งเมล์มาถามผมว่า อยากออกค่ายอาสาฯ ชนบท อยากได้พื้นที่ที่ยังไม่มีโรงเรียน
ทุรกันดารและยังคงมีวัฒนธรรมที่บริสุทธุ์อยู่ ซึ่งผมคิดว่าแม้แต่เรื่องอย่างนี้
ยังเมล์มาถามกันบน Internet เลยครับ ผมก็ตอบไปเลยว่า อย่ามัวมาตั้งคำถามเลย
ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปเลย ไปให้เห็นและไปหาความจริงเอาเอง เพราะความลำบากของประชาชน
ถ้าคุณต้องการเห็นจริงๆ ก็แค่เดินไปหลังซอกตึกใหญ่ๆ
| และผมกล้าพูดเลยว่า
หลังซอกตึกแทบทุกตึก มีสลัม มีชุมชนแออัด หรือใต้สะพานมีคนอาศัยอยู่แทบทุกสะพาน
ที่นั่นมีคนจนมีคนด้อยโอกาส มีเรื่องราวให้เรียนรู้จักสังคมมากขึ้น
และการเรียนรู้นั่นแหละครับ ที่จะทำให้คนหนุ่มสาวมีส่วนร่วมกับสังคม"
นายสมบัติกล่าวสรุป
ก่อนจะย้ำถึงบทบาทคนหนุ่มสาวรุ่นก่อนตนว่า
"ผมโชคดีมากตรงที่โตมาในห้วงเวลาที่มีคนเดินนำทางไปก่อนแล้ว
จึงรู้สึกขอบคุณคนรุ่นก่อนผม ที่เขาไปบุกเบิกเส้นทางไว้ให้
เพราะบนเส้นทางชีวิตการทำงานพัฒนา ปกติถ้าไม่มีคนกรุยทางไว้ให้แล้วปล่อย
ให้คนเดิน ที่หลังเดินไปแสวงหาเองคงลำบากมาก โดยเฉพาะคนเมืองที่ไม่คุ้นชินกับสภาพพื้นที่
ไม่เข้าใจรากฐานชุมชนชนบท ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้ามหรือคิดทำเล่นๆ
นะครับ และวันนี้คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งเดินได้สะดวกขึ้น
เดินได้ไว ได้เร็วมากขึ้น ก็เพราะว่ามีคนนำทางไว้แล้ว
อีกทั้ง" เส้นทางนี้ เป็นเส้นทางของคนที่มีความฝัน
ของคนที่มีความรัก ที่จะเดินทางไปพบความจริงของสังคม "
แล้วความงดงามก็จะเกิดขึ้นเองครับ" นายสมบัติย้ำ
|
|
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|