|
สภาประชาชน
สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันนี้ ทั้งระบบเริ่มตีบตัน กลไกอิสระใกล้จะหยุดเคลื่อนไหวเต็มที
อันเนื่องมาจากแรงปะทะที่สูง และหนักหน่วงฉับพลัน จากพลังรวมศูนย์เบ็ดเสร็จของรัฐบาล
ซึ่งหากมองดูปรากฏการณ์ปัจจุบันนี้ อย่างลึกซึ้งจะพบว่า ทั้งโครงสร้างทางการเมือง
กระบวนการนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และการกำหนดนโยบายสาธารณะ ถูกผูกขาดรวมศูนย์
ในนามของคนคนเดียวที่มาจาก "การเลือกตั้ง"ส่วนประชาชนมีฐานะเป็นเพียงผู้ออกเสียงเลือกตั้ง
กากบาท เพื่อรับรองความชอบธรรมในการใช้อำนาจ กำหนดและตอบสนองนโยบายที่ล้วนแต่เอื้อให้นายทุน
ได้ใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อแสวงประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง มาแทบทุกยุคทุกสมัย
อีกทั้งใช้ทุนและอิทธิพลการเมืองครอบงำกดดันสื่อ นักวิชาการอิสระและสถาบันการศึกษาที่ทำงานรับใช้สังคม
โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันที่เร่งผลักแนวทางการพัฒนาภายใต้ปรัชญาการค้าเสรี
ไล่ต้อนเกษตรกรไทยไปสู่แรงงานไร้ฝีมือ และอัดฉีดนโยบายประชานิยมซึ่งก็คือกระบวนการทุ่มตลาดซื้อคนจน
พลิกประวัติศาตร์นโยบายการเมืองไทย มาสู่ระบอบ"ทักษิณาธิปไตย"
คิดใหม่ ทำใหม่ รวดเร็ว เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด อาทิ กองทุนหมู่บ้าน
๑ ล้านบาท 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนพักชำระหนี้เกษตรกร ธนาคารประชาชน
และอีกนับสิบนับร้อยกองทุน ต่อมาด้วย บ้านคนจน แปลงสินทรัพย์เป็นทุน
โครงการระบบน้ำแสนล้าน ฯลฯ
เมื่อพิจารณาปัญหาความยากจนถึงระดับโครงสร้าง สิทธิ โอกาส กฎหมาย
นโยบายและแนวทางการพัฒนาหรือการแกไข้ปัญหา ยังคงเป็นเฉกเช่นเดิม
กฎหมายที่กีดกันการพัฒนาศักยภาพของประชาชน การแทรกแซงของทุน
การครอบงำของสื่อ การใช้กำลังปราปรามประชาชนตลอดจน มติ ครม.ในหลายๆ
ครั้ง หลายๆ ครา ที่ย้ำถึงความชอบธรรมของรัฐบาล บ่งบอกว่า รัฐบาลทุษิณกำลังสร้างนโยบายประชานิยม
นำเอาทรัพยากรของชาติมามอมเมาประชาชน โดยไม่ได้สนใจแก้ไขความยากจนจนถึงรากฐานและโครงสร้างแต่อย่างใด
การพัฒนาการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย คือ การพัฒนาให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม
เรียนรู้และสามารถกำหนดอนาคตตนเอง นั่นคือ การเมืองภาคประชาชน
คือ ขบวนการเรียนรู้และตระหนักถึงสิทธิในการกำหนดอนาคต การตรวจสอบ
ถ่วงดุลกลไกการเมือง ให้เจตจำนงของรัฐธรรมเกิดขึ้นจริง กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง
มิใช่จำกัดให้ประชาชนเป็นเพียงผู้ดูและคอยปรบมือ เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย จึงเกิดแนวคิดการเปิด "เวทีสภาประชาชน"
ขึ้น เพื่อบุกเบิกวัฒนธรรมทางการเมืองให้ภาคประชาชน ได้มายืนอยู่
ณ ศูนย์กลางของอำนาจการเมืองการปกครอง และได้กระทู้ถามดังๆ มาประกาศแนวทางอนาคตตนเอง
ในวันที่ 28 มีนาคม 2546 - 1 เมษายน 2546 โดยมีองค์กรประชาธิปไตย
องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชน หลายสิบองค์กร ร่วมจัดขึ้น
เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประเด็นปัญหาและข้อเสนอทางนโยบาย
จากองค์กรประชาชนและวิพากษ์กระบวนทรรศน์การพัฒนา นโยบายในการแก้ไขปัญหาคนจนของรัฐบาลทักษิณ
ถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาคนจน
เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมหารือรายละเอียดสำคัญๆ
งานเวทีสภาประชาชน ณ ห้องสุจิตรา อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
กรุงเทพมหานคร ซึ่งงานเวทีสภาประชาชนนี้ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์
กรรมการ กป.อพช.เป็นหนึ่งในคณะจัดงาน ได้ชี้แจงผ่านทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ
ถึงแนวคิดการเปิดเวทีสภาประชาชน ว่า
"สำหรับงานนี้ เกิดจากการวิเคราะห์สถานการณ์รัฐบาลทักษิณว่า
ประเด็นที่ประชาชนกำลังรุกเอาคำตอบ เช่น ประเด็นการให้รัฐบาลทบทวนโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด
ท่อก๊าซไทย-มาเลย์ เรื่องเหมืองแร่โปแทส ซึ่งมีการพูดคุยกันมาโดยตลอด
ก่อนที่จะมีเหตุการณ์รุนแรงคัดค้านท่อก๊าซด้วยซ้ำ สภาพการเมืองขณะนี้สื่อมวลชนเองก็ฉายภาพให้รัฐบาลเข้าใจมาตลอดว่า
ประชาชนได้ให้การสนับสนุนมาก แต่ถ้าดูจากกระแสประชาชนเอง ก็ดูเหมือนไม่มีทางเลือกมากกว่า
รัฐบาลทักษิณ ทำให้คนไทยในขณะนี้ไม่ได้สังเคราะห์แยกแยะสิ่งที่
นโยบายรัฐบาลได้เสนอไว้แต่ทีแรกเลยว่า จะแก้ไขปัญหาคนจนอย่างไรบ้าง
เช่น นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค นั้น เราลองมาดู มาฟังว่า ประชาชนได้ประโยชน์จากนโยบายแบบนี้มากน้อยแค่ไหน
ดังนั้นทางคณะทำงานจึงคิดว่า เราจะต้องเปิดพื้นที่สภาภาคประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้พูด
ให้สังคมไทยได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง และที่สำคัญให้รัฐบาลทักษิณได้รับรู้ด้วย
ว่านโยบายนี้ คนไทย หรือรัฐบาลหรือใคร กันแน่ที่ ได้ประโยชน์
ดังนั้นเมื่อมาฟังแล้ว ควรจะคิดหรือแก้ไขนโยบายเหล่านี้อย่างไร
"น.ส.ศยามลกล่าวพร้อมวิเคราะห์ถึงการเปิดพื้นที่เวทีประชาชนว่า

"ระบบรัฐสภา ที่เราเองก็คาดหวังจากรัฐธรรมนูญใหม่นี้มาก
คาดหวังจากองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ที่จะมีผลต่อการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาล
แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ผลตามความเป็นจริงมากนัก หรือแม้แต่ กลไกวุฒิสภา
(ส.ว.) ในปัจจุบันนี้ก็เริ่มได้รับอิทธิพลจากรัฐบาลในการเข้ามาควบคุมกำหนด
หรือในสภาพข้อเท็จจริงปัจจุบันนี้ รัฐบาลไม่ได้สนใจข้อเสนอจากองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญเลย
เพราะข้อเสนอขององค์กรอิสระ ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล
ในขณะที่กระบวนการทางประชาธิปไตยมันต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล
มีการรับฟังความคิดเห็น ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้มันต้องมี
แต่ที่พบขณะนี้คือ ประชาชนถูกบิดเบือน ส่วนรัฐบาลก็ตัดสินใจโดยไม่ได้รับฟังใคร
ฟังอะไรแบบรอบด้าน หรืออยู่บนพื้นฐานที่รับฟังการตั้งข้อสังเกตของประชาชน
อีกอย่าง คือ ในแง่บทบาทสื่อมวลชนเอง ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์
ซึ่งเราไม่สามารถจะเข้าถึงได้นั้น กลับกลายเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐบาล
ส่วนกลไกรัฐสภา ซึ่งเป็นกลไกตรวจสอบฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญ
ก็ทำหน้าที่ให้ประโยชน์แก่ภาคประชาชนได้น้อยมาก โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน
ดังนั้น ทางคณะทำงานจึงคิดอยากเสนอประชาธิปไตยทางตรงขึ้น และสร้างวัฒนธรรมการวิพาษ์วิจารณ์ขึ้น
โดยเปิดเป็นสภาประชาชน ซึ่งต่อไปเราไม่ต้องมาคอยโอกาสจากสถาบันรัฐสภา
ในการมีโอกาสออกมาพูด แต่จะมีพื้นที่ของประชาชนเกิดขึ้น ที่ให้ประชาชนออกจะมาพูด"
น.ส.ศยามลกล่าวเพิ่มก่อนที่จะอธิบายถึงการเปิดให้ภาคประชาชนและคนทั่วไป
เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไรว่า
"งานนี้จะมีแต่ประชาชนมาพูด ซึ่งจะมาจากตัวแทนเครือข่ายปัญหา
เแพาะสมาชิกของของ กป.อพช. ก็ประมาณ 14 เครือข่ายปัญหา ซึ่งแต่ละเครือข่ายจะมีการทำงาน
สรุปและวิเคราะห์ แนวทางแก้ไขปัญหาไว้ โดยมีนักวิชาการ ชาวบ้านและเจ้าหน้าองค์กรพัฒนา
ในสายงานเหล่านั้น ได้มาร่วมสรุปปัญหาวิเคระห์ร่วมกัน ดังนั้นจึงมีหลายกลุ่มปัญหา
อาชีพหลายกลุ่มมากที่จะเข้ามาเสนอ วิจารณ์ หรือชี้ผลสำเร็จการทำงานของรัฐบาลทักษิณ
ว่าแต่ละกลุ่ม หรือเครือข่ายติดตามการทำงานตามนโยบายของรัฐบาลมานั้น
เป็นอย่างไร อะไรแก้ไขไปถึงไหน อะไรที่ยังไม่ทำอย่างที่เสนอไว้
เป็นต้น วันนั้นคือวันที่ภาคประชาชนออกมาประเมินผลงานของรัฐบาล
ซึ่งถ้านโยบายรัฐบาลทักษิณไม่ประสบผลสำเร็จก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเลย
ส่วนประเด็นหลักๆ ที่อาจจะมีการอภิปราย เช่น การแปลงสิทธิ์ให้เป็นสินทรัพย์
แปลงสินทรัพย์เป็นทุน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นการแปรรูปตามกฎหมาย
11 ฉบับ ที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจเช่น น้ำ ประปา ไฟฟ้า โทรคมนาคม
การสื่อสาร ฯลฯ และอีกอย่างหนึ่ง คือนโยบายกองทุน หมู่บ้าน 1
ล้านบาท นั้น ทางสภาประชาชนก็ได้มีการเก็บข้อมูล มาอภิปราย ด้วยว่า
จริงๆ แล้วประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ไปตกอยู่ที่มือใคร ซึ่งรัฐบาลชูมาตลอดว่า
นี่คือนโยบายแก้ปัญหาคนจน เราจึงมาตรวจสอบรัฐบาลกันว่า นโยบายทั้งหมดนี้แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่อย่างไร
นอกจากนั้นก็จะเปิดเวทีให้ภาคประชาชน ออกมาเสนอปัญหาของตนเอง
เช่น ปัญหาบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน โครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลย์
เป็นต้น อีกทั้งยังให้มีการจัดทำนิทรรศภาคประชาชน เพื่อเปิดภาพการทำงานของภาคประชาชน
ให้สังคมไทยได้รับรู้ ด้วย" น.ส.ศยามลกล่าวและย้ำอีกครั้งว่าภาคประชาชนคือทุกๆ
ส่วนของสังคมก่อนจะสรุปต่อท้ายอีกว่า ถึงที่สุดคาดหวังอะไรจากการจัดงานนี้
"ภาคประชาชนที่กล่าวถึงมาตลอดนี้ก็คือคนทุกกลุ่มในสังคม
ทั้งภาคธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร สลัม และที่น่าสนใจมากก็มี
เช่น เครือข่ายผู้หญิงเขาจะมาเสนอว่า นโยบายโดยรวมของรัฐบาลนี้
ผู้หญิงกับเด็กได้รับผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งการตรวจสอบของเวทีสภาประชาชน
นั้นถ้ามีข้อดีก็ว่าดีไป แต่ถ้ามีข้อติติงก็ติก็วิจารณ์กันไป
มันเป็นการสร้างวัฒนธรรมตามกรอบประชาธิปไตย ที่ประชาชน สามารถตรวจสอบรัฐบาลโดยตรงได้
นั่นคือประชาธิปไตยทางตรง ที่ไม่ต้องรอคอยเพียงแต่ระบบรัฐสภา
ส.ว. ส.ส. ทำหน้าที่ จึงอยาก ให้สื่อมวลชน ให้การสนับสุนกระบวนการเหล่านี้ของภาคประชาชนด้วย
เพื่อให้สังคมไทยได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้ บ้าง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ฟัง
อ่าน ดู จากวิทยุ โทรทัศน์ ที่มีการควบคุมการนำเสนอข้อเท็จจริง
อย่างที่เข้าใจกันอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่า การที่คนชั้นกลาง ที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร
และอาศัยการวิเคราะห์จากสื่อ หรือใครที่ตามข่าวมาอย่างต่อเนื่องจากสื่อ
ก็จะรู้สึกหรือคิดโน้มเอียงว่าทำไม ชาวบ้านต้องมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบ
บ่อยๆ
สำหรับงานนี้ลึกๆ แล้วตนเองคิดว่า อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่อย่างน้อยคนไทยที่ยังมีแนวความคิดกลางๆ ยังไม่เชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ก็อาจจะเข้าใจภาคประชาชนมากขึ้น ซึ่งเราก็หวังจากคนกลุ่มนี้
คนที่อยากรู้ข้อเท็จจริง ว่าอะไรเป็นอะไร อีกอย่าง เราอยากให้คนไทยมีวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง
โดยไม่ต้องรอความหวังจากระบบรัฐสภา จาก ส.ส. หรือจากรัฐบาลอย่างเดียว
ต่อไปภาคประชาชนคนไทยสามารถเสนอทางเลือกในการพัฒนาได้ และวันนั้นคนไทยส่วนหนึ่งจะได้ฟังจากปากประชาชนโดยตรง
จากชาวบ้านเองและ เชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมเสนอปัญหาผ่านสภาประชาชนด้วย
ค่ะ" น.ส.ศยามลกล่าวสรุป
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|