กลุ่มอนุรักษ์ฯอุดร สู้เพื่อพิทักษ์สมบัติลูกหลาน

พระราชบัญญัติเหมืองแร่ 2510 ฉบับแก้ไข สิงหาคม 2545 อนุญาตให้มีการขุดเจาะทำเหมืองแร่ชั้นใต้ดินที่ลึกกว่า 100 เมตร โดยไม่ต้องขออนุญาต คือกระบวนการเจาะลงกลางจิตใจของชาวอุดรธานี ที่เคยหวาดเกรงอำนาจรัฐและบริษัทเอกชน ให้ลุกขึ้นมา เรียนรู้และศึกษา สิทธิ เสรีภาพของตนภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ และนั่นคือจุดเริ่มต้นการลุกขึ้นสู้ ขององค์กรประชาชนอีกองค์กรหนึ่ง ของภาคอีสาน


ย้อนหลังอันเนื่องมาจาก กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติ คือบริษัท เอเชีย โปแตซ แปซิฟิก คอร์ปอ เรชั่น จำกัด ( APPC ) เข้ามาดำเนินการสำรวจสัมปทานแหล่งแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี และอาจจะรวมจังหวัดอื่นๆทั่วภาคอีสาน ที่อุดมไปด้วยเกลือและแร่โปแตซ ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา เฉพาะพื้นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งขอสัมปทานก็ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 25 ตร.กม. หรือประมาณ 15,000 ไร่ และเมื่อผลการศึกษาด้านผลกระทบคือผ่านเหมาะสม ซึ่งจัดทำโดยบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ จำกัด ผู้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม( EIA ) ไร่

ลักษณะเหมืองลึกนั้น จะใช้วิธีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินเป็นทางเข้า ขนานกัน 2 อุโมงค์ กว้าง 6 เมตร สูง 4.5 เมตร ลึกลงไปสกัดเอาชั้นแร่ใต้ดิน ความลึก ประมาณ 315 เมตร ความยาวอุโมงค์ ประมาณ 2,700 เมตร การสกัดแร่ จะเริ่มเมื่อทำอุโมงค์ถึงชั้นแร่และทำอุโมงค์ แต่ละเส้นจะมีความยาว 850 เมตร กว้าง 200 เมตร และมีการ ละเว้นชั้นหินเกลือเป็นผนังกั้น เป็นเสาค้ำยันกันดินทรุดมีความหนา 10 เมตร และจะเอาเฉพาะแร่ซิลวิไนท์ขึ้นมา โดย การทำบดและ ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายแยกแร่ออกจากเกลือหิน ซึ่งจะผลิตได้ 6,000 ตัน/วัน ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับจากการทำ เหมืองแร่คือ โปตัสเซียม คลอไรด์ โดยจะนำไปจำหน่ายต่างประเทศ เพื่อเป็นส่วนผสมในการ ผลิตปุ๋ย หรือวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

จากการสำรวจแหล่งแร่สมบูรณ์มีปริมาณ 300 ล้านตัน และมีสัดส่วนโปแตช ร้อยละ 21.7 ซึ่งการทำเหมืองตามสัญญานั้นจะใช้ระยะเวลา 22 ปี รวมทั้งหมด 111 ล้านตัน และสามารถสกัดแร่โปแตชได้ ร้อยละ 23.5 ดังนั้นในกระบวนการผลิตจะมีหางเกลือหลังจากถูกสกัดเอาแร่ โปแตช ออกไปแล้ว ซึ่งพบว่า การผลิตโปแตช 6,000 ตัน / วัน จะมีเศษเกลือประมาณ 14,000 ตัน / วัน จะถูกนำไปกองเก็บไว้ ที่ลานเก็บกลางแจ้งเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 600 เมตร ยาว 1,000 เมตร และสูง 40 เมตร โดยการสร้างคันคูกั้นสูง 4 เมตร และกว้าง 3 เมตร ซึ่งระยะเวลา 22 ปี จะมีเศษเกลือ 13 ล้านตัน ซึ่งกองเกลือดังกล่าว คือต้นตอการลุกฮือขึ้นเรื่อยๆ ของชุมชน ตลอดเกือบทุกหมู่บ้าน ทั้ง 5 ตำบล หรือ 4 อำเภอ ในจังหวัดอุดรธานี เนื่องจากบริษัท APPC ไม่สามารถตอบคำถามชาวบ้าน ถึงกระบวนการป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดตามรายงาน EIA ได้ ทั้งๆ ที่ แร่โปแตซ มีความเค็มกว่าเกลือถึง 1000 เท่า มิใช่เพียงแค่ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่ บริษัท APPC ตอบให้หายข้องใจไม่ได้ แม้แต่ กรมทรัพยากรธรณี ผู้ผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.เหมืองแร่ ก็ยังไม่มีคำตอบว่า ออกกฎหมายเปิดประตูให้ต่างชาติขุดเจาะทรัพยากรของชาติเพื่อผลประโยชน์ของใคร ทั้งๆ ที่ขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี คือชาวบ้านที่เริ่มต้นศึกษาปัญหาเพียงไม่กี่คน โดยการเอื้อเฟื้อข้อมูลข้อเท็จจริง ที่มาจากรายงาน EIA และความรู้เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ จากเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน ทำให้เวลาเพียง 2 ปีเศษ จากชาวบ้านไม่กี่คน ก็เพิ่มสมาชิกกว่า 5000 ครอบครัว จาก กว่า 70 หมู่บ้าน ใน 4 อำเภอ คือ กิ่ง อ.ประจักษ์ศิปาคม หนองหาน กุมภวาปีและ อ.เมือง ชาวบ้านร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ต่อๆ กัน ทีละคน ทีละบ้าน ทั้งเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายทั้วไปผลกระทบจากโครงการและประสานกับเครือข่ายอื่นๆ จวบปัจจุบันนี้ ขบวนประชาชนอนุรักษ์ฯอุดรธานี ได้ยื่นหนังสือไปทุกกระทรวง ทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง และเดินรณรงค์ครั้งล่าสุด เมื่อ 9-10 ก.พ.2546 ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 และจะเดินทุกๆ 2-3 เดือน นี่คือพลังประชาชน


นายประจวบ แสนพงษ์ นายประจวบ แสนพงษ์ ประธานเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ย้อนความขบวนการรวมใจกันทำงาน ในระยะแรกๆ ว่า "จุดเริ่มต้นที่เราทำงานกันนั้น ตั้งแต่ยังไม่มีใครเลย ยังไม่มีชาวบ้านรู้เรื่อง โครงการเหมืองแร่โปแตซ ยังไม่รู้ชัดเจนอะไรเลย ตอนนั้นประมาณปี 2536 เริ่มตั้งแต่เขาเข้ามาสำรวจแร่ ไม่รู้ว่าแร่อะไร โดยบริษัท APPC ได้เข้ามาสำรวจ ได้คำสั้งจากกรมทรัพยากรธรณี ตอนนั้นชาวบ้าน ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาสำรวจแร่อะไร สำรวจเอาไปทำอะไร เพราะชาวบ้านส่วนมาก จะกลัวคำว่า รัฐบาล หรือรัฐ เมื่อเข้ามาทำ ชาวบ้านก็ไม่กล้าออกมาทำอะไรทั้งสิ้น ชาวบ้านไม่รู้เรื่องสิทธิ ไม่รู้เรื่องการละเมิดสิทธิอะไรต่างๆ กลุ่มสำรวจก็เข้ามามีเครื่องมือเข้ามา มาเจาะสำรวจ ตัดคันนาเข้าไปในพื้นที่ทำกินชาวบ้าน โดยไม่มีการอนุญาต ว่าเขามาทำอะไรในพื้นที่เหล่านี้ของชาวบ้าน ไม่มีการแจ้งว่าจะชดใช้ค่าเสียหายอะไร ทั้งหมดไม่ได้บอกทั้งนั้น บริษัทเอเชีย แปซิฟิก โปแตส คอร์ปอเรชั่น ใช้อำนาจรัฐเข้ามา พอสำรวจมาจนถึงปี 2540 เสร็จ บริษัทก็เริ่มประชาสัมพันธ์โครงการ ตั้งแต่ ปี 2541-42

การประชาสัมพันธ์ก็คือการเอาโมเดลโครงการมาให้ชาวบ้านดู มีการพูดถึงเรื่องรายได้ ความเจริญ การกระจายแรงงาน แต่เรื่องผลกระทบต่างๆ ชาวบ้านกลับไม่รู้เลย จนปลายปี 2543 กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ก็ได้เข้ามาหาชาวบ้าน ให้ข้อมูลชาวบ้าน ว่าจะมีการทำเหมืองใต้ดิน มีการพูดถึงเรื่องผลกระทบต่างๆ ในพื้นที่ของโครงการที่จะมีผลกระทบ พูดถึงเรื่องฝุ่นเกลือ เรืองดินทรุด เรื่องน้ำเสีย เรื่องของสังคมในปัญหาต่างๆ และเขาก็มีเอกสารข้อมูลบางอย่าง มาให้ชาวบ้านศึกษาดู ว่าโครงการเขาจะมาทำอย่างไร มีผลได้ผลเสียอย่างไร และชาวบ้านจะคิดจะทำอย่างไร ตรงนี้ชาวบ้านได้ร่วมกันศึกษาอยู่หลายเดือนเหมือนกันครับ กว่าจะเข้าใจ ซึ่งตอนนั้น มีชาวบ้านสนใจเริ่มต้นจาก 3 คน แล้วก็มีเจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชนอีก 2 คน เราได้ออกตระเวณไปแต่ละหมู่บ้าน ไปเปิดเวที นัดชาวบ้านประชุม แล้วตั้งตัวแทนขึ้นมาแต่ละหมู่บ้าน เราทำงานอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนประมาณ 5 เดือน ได้ ก็เริ่มได้สมาชิกทั้งหมด 6 หมู่บ้าน ได้แกนนำมาหมู่บ้านละ 2-3 คน เราจึงเริ่มประชุมใหญ่ ร่วมกันทั้งหมด ครั้งแรกที่บ้านโนนสมบูรณ์ กิ่ง อ.ประจักษ์ฯ เพื่อ ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมา เพื่อทำงานคัดค้านการขุดเจาะเหมืองแร่โปแตซใต้ดิน ในชื่อว่า "กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี" มีการตั้งคณะกรรมการ ประธาน เลขาฯ เพื่อจะมาดำเนินกิจกรรมร่วมกัน

เป้าหมายก็เพื่อคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตซ ซึ่งมันมีผลกระทบต่อชุมชน ต่อภูมิปัญญา การทำมาหากินของชาวบ้าน เพราะถ้าโครงการนี้เกิดขึ้น ชุมชนเราก็คงอยู่ไม่ได้ แตกสลายแน่นอน ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ คงต้องสูญสิ้นไปด้วย และภารกิจต่อมาคืออนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิมและสิ่งแวดล้อมเอาไว้ เพื่อลูกหลานวันข้างหน้า อีกทั้งทำให้ชุมชนเราเข้มแข็ง ที่จะพึ่งตนเองได้ เหล่านี้คือเป้าหมายหลักๆ ส่วนเรื่องรองๆ อาทิ กลุ่มอาชีพต่างๆ เหล่านี้เราทำอยู่แล้ว ในแต่ละชุมชน

กิจกรรมเริ่มต้นหลังจากจัดตั้งกลุ่มเสร็จ เราก็เริ่มทำหนังสือยื่นไปยังหน่วยงานรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ก็มี ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรฯ สถานทูตแคนาดา สำนักนายกรัฐมนตรี รัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแห่งชาติ แล้วก็ คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ทั้งหมดนี้เราไปยื่นมาแล้วทั้งสิ้น ตั้งแต่ ปี 2544 เราดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐ หลังจากนั้น เราก็จัดกิจกรรมภายในกลุ่มอีก อาทิ ขยายเครือข่าย หาพันธมิตรในพื้นที่ที่อยู่ในเขตขุดเจาะเหมืองแร่ 25 ตร.กม. หรือ 15000 ไร่ เราขยายออกไปจาก 10 หมู่บ้าน เป็น 20 หมู่บ้าน จาก 1 ตำบล เป็น 2 ตำบล 3 ตำบล จนถึงวันนี้ มีทั้งหมด 5 ตำบล เฉพาะกิ่งอำเภอประจักษ์ศิลปาคม ก็ประมาณ 40 กว่าหมู่บ้าน หรือรวมๆ ประมาณ 70 กว่าหมู่บ้านใน 4 อำเภอ 5 ตำบลคืออำเภอเมือง อ.หนองหาน อ.กุมภวาปี และกิ่ง อ.ประจักรฯ หรือรวมๆ แล้ว ประมาณ 5 พันกว่าครอบครัว

เมื่อเราได้พันธมิตรเยอะขึ้น เราก็เริ่มทำกิจกรรมรณรงค์ ซึ่งเราทำมา ครั้งนี้ครั้งที่ 4 แต่ละครั้งทิ้งช่วงประมาณ 2-3 เดือน ส่วนทรัพยากรหรืองบประมาณหลักๆ ในระยะแรกๆ ชาวบ้านจะออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด คือจะออกค่ารถค่าน้ำมันเอง ห่อข้าวไปกินเอง เพราะตอนนั้นเรายังไม่มีการเรี่ยไรระดมทุน เพราะเราต้องการให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่องกิจกรรมกลุ่ม และมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ในการต่อสู้โครงการ เรามาเริ่มมีกิจกรรมระดมทุนเรี่ยไรกันในช่วงรณรงค์กันครั้งที่ 2 แล้วครับ เราจัดทำเป็นกองทุนภายในกลุ่ม โดยทำเป็นกล่องบริจาค ในแต่หมู่บ้าน และมีคณะกรรมการการเงิน ตรวจนับแล้วไปเปิดบัญชีธนาคารออมสิน เอาไปฝาก ในนามกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเงินนี้ชาวบ้านทุกหมู่บ้านเป็นเจ้าของร่วมกัน ยามใดเรามีกิจกรรมร่วมกันก็ไปเบิกเอาเงินนี้มาใช้จ่ายได้ การระดมทุนครั้งล่าสุดโดยการทำบุญกองข้าวใหญ่ หรือกุ้มข้าวใหญ่จาก 5 ตำบล เกือบทุกหมู่บ้าน โดยการนำข้าวเปลือกมารวมกัน และมีการบริจาคเงินสดด้วย 4 หมื่นกว่าบาท ข้าวเปลือกได้ 8 ตัน 873 ก.ก. ข้าวเราได้นำมาขายฝากไว้ก่อน เราจึงมีกองทุนขณะนี้ โดยประมาณก็หลายแสนบาท" นายประจวบกล่าว ก่อนสรุปถึงเป้าหมายกลุ่มอนุรักษ์ฯ ที่ร่วมกันเรียกร้องครั้งนี้ว่า

"ก่อนอื่นอยากบอกว่า การใช้จ่ายเงินกองทุน เราต้องมีการประชุมคณะกรรมการทุกเครือข่ายทั้งหมด เพื่อชี้แจงว่าจะมีการใช้ ใช้อย่างไร และเราสามารถตรวจสอบการใช้ได้ทั้งหมด

ส่วนความต้องการสูงสุดของชาวบ้านในการเคลื่อนไหวคือ ต้องการให้รัฐบาลทบทวนนโยบายใหม่ ที่รัฐบาลพยายามที่จะทำโครงการใหญ่ๆ ล้วนแต่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐบาลมักจะมัดมือชก ปัญหาจึงเกิดขึ้นตามมา และต่อไปถ้าจะทำอะไรก็ควรจะให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมรับรู้รับฟัง และตัดสืนใจกำหนดอนาคตเขาด้วย ว่าเขาอยากได้ไหม โครงการแบบนี้ เหมาะสมกับวิถีชีวิตเขาไหม ไม่ควรจะมาสร้างให้เกิดความแตกแยกต่อชุมชน ทำให้เดือดร้อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง แล้วก็มาว่าชาวบ้านหัวดื้อหัวแข็ง อยากได้นู้นอยากได้นี่ ทั้งๆ ความจริงแล้ว ชาวบ้านเขาทำอยู่ทำกินแต่พอเพียง ชาวบ้านมีความสุขอยู่แล้ว การได้เงินงบประมาณในแต่ละปีมาพัฒนาเขาก็พออยู่ได้อยู่แล้ว การพัฒนาแบบนี้มีแต่ทำให้ชาวบ้านมีหนี้สินเยอะขึ้น สภาพชีวิตแย่ลง ดังนั้น ถ้ารัฐบาลยังดึงดันไม่ยอมยกเลิกเพื่อแก้ปัญหาให้กับ ชาวบ้าน ชาวบ้านก็มีมติชัดเจนว่า จะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อจะเอาสมบัติของแผ่นดิน ทรัพย์สินของลูกหลานนั้นไว้ ต่อให้ต้องเสียชีวิตแลกก็ยอมกัน เพื่ออนาคตลูกหลานครับ" นายประจวบกล่าวสรุป
นางมณี บุญรอดนางมณี บุญรอด รองประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ออกมาพูดถึงความข้องใจเรื่องผลกระทบจากโครงการ ที่ EIA ทำไว้ว่า " ถึงวันนี้บริษัทไม่ได้มาบอกอะไรเลย ถ้ามาบอกก็มาบอกแต่เรื่องดีๆ ที่เขาจะให้ แต่เรื่องผลกระทบอะไรต่างๆ ไม่ได้มาบอกเลย เช่น เรื่องดินทรุดไม่บอกว่า ปีที่ 1-2 จะทรุด 20-30 เซ็นติเมตร หรือปีที่ 4 - 6 จะทรุด 40-50 เซ็นติเมตร หรือ ปีที่ 10-20 อาจจะทรุดถึง 80-90 เซ็นติเมตร นี้คือข้อมูลในรายงาน อีไอเอ ของบริษัทเองนะค่ะ ที่ไทบ้านเอามาอ่านกัน และเมื่อไทบ้านพยายามถามบริษัทไปว่า ฝุ่นเกลือที่จะบดในความสูง 40 เมตร มันกระจายทั่วพื้นที่ ในรัศมี 9 กม. นั้น มันจะปนเปื้อนลงที่นาการเกษตร 70 ตัน ต่อไร่ต่อปี นั้น จริงหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่บริษัทได้ชี้แจงว่า "ในรายงานบางทีก็ไม่แน่นอน" ดิฉันเลยกล่าวไปว่า ถ้าไม่แน่นอนอย่างนั้น เอามาชี้แจงกับไทบ้านทำไม หรือสระน้ำที่บริษัทจะขุดไว้สำหรับนำมาชะล้างสินแร่นั้น คูกั้นมีไหม แล้วถ้าฝนตกหนักน้ำไหลท่วมจะทำอย่างไร หรือน้ำเอาที่ไหนมาใช้เพียงพอถึงวันละ 5 พันตันต่อวัน เขาก็ตอบไม่ได้ แล้วถามอีกว่า น้ำที่ใช้ชะล้างแยกสินแร่ เมื่อใช้เสร็จจะเอาไปเก็บไว้ไหน ก็ตอบไม่ได้ อย่างดีก็แค่ให้แนวทางออกไว้ว่า บางส่วนปล่อยออกไปข้างนอก แต่ในรายงาน EIA กลับบอกว่า จะไม่มีการปล่อยออกนอกโรงงาน เพื่อกันผลกระทบ เพราะน้ำแร่โปแตซนั้น เค็มสูงกว่าเกลือถึง 1000 เท่า ตรงนี้ก็ให้ข้อมูลขัดกันอีก อย่างดีที่ตอบได้คือ น้ำที่ใช้แล้ว จะเก็บไว้ในบ่อจนตกตะกอน แล้วน้ำก็จะเป็นน้ำปกติที่ปล่อยออกไปข้างนอกได้

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัญหาตอบไทบ้านไม่ได้ ก็มีเรื่องมาตรการป้องกันดินทรุด ว่าจะทำอย่างไรบ้าง ก็ไม่มีมีคำตอบ ในขณะที่เรืองค่าชดเชยค่าเสียหายของชาวบ้าน ก็ไม่มีการพูดถึง ว่าจะรับประกันอย่างไร รัฐบาลเองที่อนุญาตก็ไม่มี ทางออกให้ ต่างอ้างว่า เขามีสิทธิตามกฎหมาย

เรื่อง พ.ร.บ. แร่ ตัวปัญหานั้น ดิฉันคิดว่า คุณเขียนได้เขียนไป แต่พวกเรายืนยันว่า นั่นคือการละเมิดสิทธิ เราได้ร้องเรียนไปถึงรัฐบาล และจนถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่มีคำตอบ เคยไปชี้แจงถึงทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สำนักงาน สผ. สถานทูตแคนาดา ไปมาแล้ว เคยถามทางสถานทูตแคนาดาว่า "กฎหมายที่ประเทศแคนาดา เขาอนุญาตให้ทำเหมืองในเขตชุมชนหรือไม่ "เขาก็ตอบว่าไม่ให้ทำ " ดิฉันเลยถามไปอีกว่า แล้วทำไมคุณมาทำในประเทศของดิฉันหล่ะ พอไปถามรัฐบาลก็ชี้แจงว่า ยังไม่ได้ให้ทำเพียงแต่จะให้ทำ นี่คือความคืบหน้าทั้งหมดค่ะ" นางมณี กล่าวย้ำและสรุปว่า

"ปัญหานี้ หน่วยงานรัฐยังปัดไปปัดมา ไม่ยอมลงมือแก้ปัญหาเสียที แต่ที่แน่ๆ ชาวบ้านพร้อมที่จะสู้จนถึงที่สุด และไม่ยอมรับเงินค้าจ้าง เงินสินบน ใดๆ ทั้งสิ้น เคยมีรับบาลแจ้งมาว่า จะจ้างผู้เชียวชาญพิเศษให้ ถ้ามีผลกระทบกับชาวบ้าน จะส่งไปให้ตรวจสอบ ซึ่งทางออกแบบนี้ไทบ้านไม่เอา เพราะดิฉันหรือชาวบ้านไม่มีเงินจ้าง หรือบริษัทมายืนยันว่า จะจ่ายเงินชดเชยเท่าไหร่ก็ยอม ก็ไม่เอา เพราะไทบ้านไม่ได้ต้องการเงิน เรามีกินสบายแล้ว ส่วนสมบัติในแผ่นดินนี้ทั้งหมด อยู่อีกกี่ลูกหลานก็ไม่เสียหาย พวกแม่และชาวบ้านไม่ต้องการเงินชดเชย ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน จากการขายสมบัติของลูกหลานเหล่านี้ ถ้ามันดีจริง ไปทำที่อื่น อย่ามาทำลายสมบัติเพื่อเอาไปใช้หนี้ หรือเพื่อความอุดมสมบูรณ์ แบบนี้แม่และไทบ้านที่นี่ไม่ยอม ถ้าชาวเมืองอุดรฯต้องการ ก็ไปขุดใต้ดินเมืองอุดรฯไป ห้ามขุดใต้ดินที่นี่ แม่จะเก็บไว้ให้ลูกหลาน ลูกหลานที่มันกินที่นี่ นอนที่นี่ ตายที่นี่เก็บไว้ให้มันซะ ขอเถอะ" นางมณีกล่าว
นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ จากกลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มและอนุรักษ์ทรัพยากร โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิกองทุนไทย (TFF) ได้กล่าวถึงบทบาทองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ว่า " บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนในกรณีปัญหานี้ เริ่มจากการตั้งกลุ่มขึ้นมาศึกษาปัญหาดินเค็มทั่วภาคอีสาน ในสมัยนั้น กลุ่มเราก่อตั้งตั้งแต่ปี 2532-33 ตั้งแต่กรณีปัญหาน้ำเสียว จ.มหาสารคาม มีปัญหาเรื่องดินเค็ม หลังจากก่อตั้งและต่อสู้กรณีปัญหาน้ำเสียวจนชนะ แล้วมีการฟื้นฟูน้ำเสียว มีการจัดโซนนิ่งดินเค็มทั่วภาคอีสาน เฉพาะมหาสารคามก็มีอ.บรบือ อ.หนองบ่อ จากนั้นกลุ่มก็ยุบบทบาทไป ต่อมาประมาณ ปี 2543-44 พวกเราก็มีการศึกษาเรื่องดินเค็ม อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับติดตามสถานการณ์การแก้ไข กฎหมาย พ.ร.บ.แร่ ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้นเรายังไม่ทราบเรื่องการขุดเจาะเหมืองแร่โปแตซ เราทำงานติดตามข่าว เรื่อง พ.ร.บ.แร่ เป็นหลัก ส่วนเรื่องโปแตซตอนนั้นเรายังไม่เคยได้ยิน แต่พอมาดูกฎหมาย กลับมีการกล่าวถึงเกลือและแร่โปแตซ เราก็เริ่มเอะใจ และพยายามเชื่อมโยงประเด็น จนประมาณปี 2543 มีชาวบ้านหนองตาไก้ กิ่งอ.ประจักษ์ฯ เขียนหนังสือ เชิงจดหมายไปลงหนังสือพิมพ์ข่าวสด ในคอลัมน์หมอดินตอบจดหมาย ก็อ่านเจอ ว่ามีการสำรวจแร่โปแตซในบริเวณนี้ และอยากให้หน่วยงานอื่นๆ มาตรวจสอบ ให้ข้อเท็จจริงว่าคืออะไร นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เรามองเห็นประเด็นและเชื่อมโยงกันติดว่า โปแตซในข่าว กับโปแตซใน พ.ร.บ.แร่ คืออะไร เกี่ยวพันกันอย่างไร

หลังจากนั้นผมก็เริ่มศึกษา และสอบถามเพื่อนๆ ที่ทำงานด้านนี้หรือเข้าใจปัญหา เริ่มขอข้อมูลจาก สผ.มาดู และก็พบ รายงาน อีไอเอ การศึกษาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของบริษัท APPC การทำเหมืองแร่ใต้ดิน ที่อุดรธานี ผมก็เอามาศึกษา ว่าโครงการที่กำลังจะเกิด จะทำอะไร ทำอย่างไร เพราะเราไม่เคยมีข้อมูลการทำเหมืองแร่โปแตซ ผมก็พยายามศึกษาซึ่งก็พบว่า มีผลกระทบมหาศาลมาก เรื่องดินเค็มนี่ชัดเจน เรื่องฝุ่นเกลือก็ชัดเจน เรื่องการแย่งทรัพยากรน้ำก็ชัดเจน เป็นปัญหาทั้งนั้น ซึ่งผมก็หาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วก็ตั้งทีมทำงานขึ้นมา เพราะคงจะไม่ศึกษาแค่เรื่องโปแตซที่อุดรธานีเท่านั้น แต่จะจับเรื่องดินเค็ม ทั้งภาคอีสาน เพราะรัฐขณะนี้ กำลังเปิดช่องทางกฎหมายเพื่อดึงแร่ เกลือ ทั้งหมดทั่วภาคอีสาน โดยเฉพาะรัฐบาลทักษิณ ในขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมศึกษา ส.ว. ส.ส. ฝั่งละ 12 คน เป็น 24 คน เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ ตอนนั้นผมก็พยายามตั้งคำถามในเวทีที่มีส่วนร่วม เพราะเห็นแน่ชัดแล้วว่า กรณีนี้เกิดการละเมิดสิทธิบนที่ดินของชาวบ้าน และอีไอเอฉบับนี้ เมื่ออ่านเสร็จ ทำให้เห็นว่า โปแตซไม่ได้มีแค่ที่นี่อุดรฯ นะครับ แต่มันมีหลายที่ ในภาคอีสาน และเราเริ่มสรุปชัดเจนว่า บริษัท เอเชีย แปซิฟิกฯ รอเพียงกฎหมายแร่ผ่านสภาเท่านั้น ถึงจะขุดได้ " นายสุวิทย์เล่าย้อนถึงบทบาทองค์กรพัฒนาเอกชนและมองถึงกระบวนเสริมองค์กรกลุ่มอนุรักษ์ฯอุดรธานีว่า

"การทำงานของเราก็เริ่มจากการลงมาคุยกับชาวบ้าน ตามร้านค้า ร้านก๋วยเตี๋ยว ไปเรื่อยๆ ประเด็นหลักๆ ที่เราให้ความรู้ชาวบ้าน คือ โปแตซคืออะไร ให้ข้อมูลพื้นฐานชาวบ้าน อย่างพ่อประจวบ แสนพงษ์ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฯ แกก็ทราบว่าจะมีโครงการมาลง แต่แกไม่รู้ ว่าจะมีผลกระทบอะไร อย่างไร ซึ่งในขณะนั้นแกก็เห็นด้วยและสนับสนุน ให้มีโครงการทำเหมือง เราจึงลงมาให้ข้อมูลชาวบ้าน เรื่องเหมืองแร่ เรื่องโปแตซ และงานที่สองของเราคือ ให้ข้อมูลพื้นฐานเรื่องสิทธิของเขาคืออะไร ให้เอกสารเรื่องผลกระทบ จากที่อีไอเอทำไว้ นั่นแหละครับ และงานตัวสามคือ เรื่องการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เพราะที่ผ่านๆ มา ชาวบ้านไม่รู้อะไรเลย สัญญาเป็นอย่างไร อีไอเอเป็นอย่างไร ผลกระทบเป็นอย่างไร เหล่านี้ชาวบ้านไม่เคยรู้เลย พวกเรามาทำงานให้ข้อมูลความรู้เรื่องสิทธิ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้ความรู้แบบเรียงมาตราเลยด้วยครับ ไม่ได้ช่วยอะไรมาก

หลังจากคุยจนเข้าใจ ก็มีการก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีขึ้นมา เมื่อปี 2544 เพื่อทำการรณรงค์ให้ความรู้ชาวบ้าน และออกไปสู่หมู่บ้านอื่นๆ ขยายเป็นเครือข่ายไปเรื่อยๆ หมู่บ้านแรกที่ผมมาคุยคือบ้านโนนสมบูรณ์ คือที่นี่แหละครับ เพราะเป็นเขตไข่แดง หรือเขตที่ทำการขุดเจาะ และที่นี่เป็นหมู่บ้านใหญ่ ทำเลดีมาก เป็นใจกลางของชุมชน


กิจกรรมรณรงค์ความรู้กับชาวบ้าน ครั้งที่ 4
หลังจากเสริมเรื่องข้อมูล ไประดับหนึ่งแล้ว เราก็เริ่มให้ชาวบ้านได้อบรมเรื่องกฎหมาย โดยเชิญเพื่อนๆ ที่เป็นทนายความ เชิญสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สสส. มาให้ความรู้ และพาชาวบ้านไปดูงานที่น้ำพอง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโรงงานฟินิกซ์ จ.ขอนแก่น ดูโครงการบ่อนอก-หินกรูด ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีความรู้วิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหาได้ และผลักดันให้ชาวบ้านมีการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในระยะหลังๆ ก็เริ่มมีนักวิชาการเข้ามาให้ความรู้ จากกรุงเทพฯบ้าง จากราชภัฏบ้าง จนชาวบ้านเริ่มตกผลึกชัดเจน ก็มีการชุมนุมกันขึ้นครั้งแรกที่หน้าศาลากลาง เมื่อประมาณต้นที่ 2545 เพื่อสอบถามผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรฯ ว่า "ท่านผู้ว่าฯ รู้เรื่องโครงการที่จะเข้ามาทำเหมืองแร่โปแตซหรือไม่ " ซึ่งกำลังจะเข้ามาทำในพื้นที่นี้ แค่นั้นเองที่ชาวบ้านถาม ในการเคลื่อนไหวครั้งแรก ผู้ว่าฯ ก็ตอบว่ายังไม่รู้ จึงมีการเจรจาตั้งคณะกรรมการร่วมกันขึ้นมา เพื่อศึกษาผลกระทบ กรณีเหมืองแร่โปแตซ อุดรฯ โดยมีรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน และมีนายประจวบ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ เป็นกรรมการร่วม ซึ่งก็ศึกษาผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จนถึงทุกวันนี้ กิจกรรมของกลุ่มอีกอย่างคือจัดเวทีวิชาการในประเด็นปัญหาเหล่านี้ด้วย " นายสุวิทย์เล่าย้อนก่อนที่จะมองปัญหาผลกระทบ ว่า

"ผลกระทบหลักๆ ที่ศึกษากันเท่าที่เห็นนะครับ คือเรื่องดินเค็มนั้นเกิดขึ้นแน่ๆ เพระว่าใต้ดินจังหวัดอุดรฯ นั้น ลึกลงไป 30 เมตร ก็มีเกลือแล้วครับ ดินเค็มทั้งนั้น ดังนั้นบริษัทที่จะขุดเจาะเป็นบ่อคู่ กองดิน 2 แสนกว่าคิว บริษัทจะเอาไปไว้ทีไหน บริษัทอ้างว่าจะทำเป็นคูและคันไดซ์ กั้น แบบนั้นถ้าฝนตกมาเซาะไหลลงห้วยจะทำอย่างไร พื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่ต้นน้ำของหนองหาน กุมภวาปี ห้วยหลวง น้ำที่ไหลจะไหลลงหนองหาน เขาจะป้องกันอย่างไร ส่วนฝุ่นเกลือ แน่นอนกระทบการผลิตของชาวบ้าน และน้ำอีก ที่ต้องเอามาใช้ในกระบวนการแต่งแร่ เอามาจากไหน " นายสุวิทย์ว่า

"ท่าทีรัฐบาล ที่เคยยื่นหนังสือมาแล้วเกือบทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ซึ่งท่านรับผิดชอบ เรื่องอีไอเอ ที่มีปัญหาตัวนี้ โดยตรง ท่านเห็นหรือไม่ ว่ามันมีผลกระทบอย่างไร ถ้ากระทบจริงก็ยกเลิกมันเถอะ เพราะอีไอเอนี้ทำตามกฎหมายแร่ ปี 2510 แต่การขุดเจาะทำตามกฎหมายแร่ฉบับใหม่ปี 2545 ซึ่งตามความจริงแล้ว อีไอเอต้องทำตามกฎหมายแร่ ปี 2545 ครับ ไม่ใช่กฎหมายแร่ ปี 2510 เพราะยังไม่มีกรอบการศึกษาผลกระทบเรื่องเหมืองลึก ที่มีอยู่ มีแต่กฎหมายการทำเหมืองแร่แบบเปิดหน้าดินเท่านั้น ดังนั้นถ้าทำอีไอเอต้องทำตามกฎหมายใหม่

ส่วนชาวบ้านไม่เอาอีไอเอเลย เพราะอีไอเอไม่เคยมาสอบถามชาวบ้าน ว่าชาวบ้านต้องการอะไร ส่วนหนึ่งคือ ชาวบ้านไม่รู้ไม่มีข้อมูลด้วย อีกประเด็นหนึ่งคือ เป็นการศึกษาผลกระทบที่ไม่ครอบคลุม ศึกษาเฉพาะพื้นที่ของตัวเอง คือของบริษัท 2,500 ไร่ แต่ไม่ได้ศึกษา 15,000 ไร่ หรือ 25 ตร.กม.ที่จะขุดเข้าไป และประการต่อมา คือไม่มีแผนที่หรือพิกัดว่า จะขุดอะไรไปถึงไหน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ทหารเองก็เคยถามบริษัทแต่บริษัทไม่มี และบริษัทก็อ้างว่าจะทำเพิ่มเติมให้ครบ ครับ" นายสุวิทย์กล่าวก่อนจะสรุปแนวทางการแก้ปัญหาของหน่วยงานรัฐและการระดมทุนรณรงค์ของชาวบ้าน ว่า

"ปัจจุบัน ทางจังหวัด ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรออกมาให้ชัดเจน รอดูข้อมูลอยู่ ถึงแม้ว่าบริษัทจะเข้าไปผลักดันมากก็ตาม ซึ่งผมเองก็มองว่า การวางตัวของจังหวัด และหน่วยงานราชการหลายที่ค่อนข้างเป็นกลาง หรือวางตัวได้ดีมากครับ เพราะตัวชาวบ้านเองเขาก็ต้องการสู้กับบริษัท ไม่ใช่ หน่วยงานรัฐ ส่วนแกนนำกลุ่มอนุรักษ์เองก็มีทุกส่วนนะครับ ทั้ง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อ.บ.ต. ครู แต่ทั้งนี้ ก็มีบ้างที่ไม่ได้ศึกษาอะไร แต่ก็ออกมาเห็นด้วยไปก่อน

ส่วนงบประมาณการทำกิจกรรมกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีนั้น ผมได้เสนอชาวบ้านอย่างนี้นะครับ คือ หยอดเงินออมสินเพื่อตัวเองใส่กระปุกไว้ วันละ 5 บาท 10 บาท ไว้สำหรับค่าใช้จ่ายตัวเองในเวลาออกไปเคลื่อนไหวต่อสู้ ร่วมกัน ส่วนรูปแบบการเรี่ยไรรวมไว้กองกลางก็มีข้าว เพราะเรื่องข้าวในเขตพื้นที่นี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มาก พูดง่ายๆ คือนาชาวบ้านได้ข้าวเยอะมาก ก็มีการเรี่ยไรข้าว แบบทำบุญกุ้มข้าวใหญ่ ก็ได้ข้าวมาเยอะมาก หรือไปจัดกองผ้าป่ามาจากบ้านเก่า ที่อื่นๆ จากกุมภวาปีบ้าง เป็นต้น ก็ได้งบประมาณมาเยอะพอสมควรครับ

ลักษณะกองทุนนี้มี 3 ระดับ นะครับ ซึ่งวัตถุประสงค์ก็แตกต่างกัน คือ 1.กองทุนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี 2.กองทุนหมู่บ้าน ที่แต่ละหมู่บ้านเรี่ยไรไว้ทำกิจกรรมในหมู่บ้าน 3.กองทุนตัวเองสำหรับใช้จ่ายในออกการต่อสู้ หรือใช้จ่ายอื่นๆ ในชีวิตประจำวันก็ได้ และดูผิวเผินชาวบ้านอาจจะดูเหมือนไม่มีเงินนะครับ แต่จริงๆแล้ว ชาวบ้านมีทรัพยากรอย่างอื่นมาก ซึ่งสามารถนำมาเป็นทุนและสามารถจัดการให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้ ดังนั้น บทบาทเราคือให้คำแนะนำว่าหมุนเวียนอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ เท่านั้นเองครับ" นายสุวิทย์กล่าว

ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
สื่อทางเลือกภาคประชาชน