สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร “บทเรียนใหม่จากรัฐธรรมนูญ”

เกาะระ – เกาะพระทอง เป็นเกาะที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับวิถีชีวิตชาวบ้านมาแต่อดีต แต่สถานการณ์อนุรักษ์และสถานการณ์การเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยว ทำให้เกาะพระทองเป็นที่หมายปองจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จนกรมป่าไม้(กรมอุทยานฯในปัจจุบัน) ทำการสำรวจเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งเป็นการเข้ามาประกาศยึดเอาสิทธิชุมชนนั้นไป โดยไม่ให้ความสำคัญกับชุมชนเลย และยังสร้างปัญหาให้กับชุมชนตามมาอีกมาก ออกเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ ทำให้ปัจจุบันประมงพื้นบ้านประมงเล็กๆ เดือดร้อน ในขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาประมงพาณิชย์อวนรุน อวนลากด้วย

ทำให้ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านๆ มาชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ในแถบทะเลอันดามัน ต้องหันหน้ามาเผชิญทั้งกับรัฐคืออุทยานฯ และกับกลุ่มทุน คือเรืออวนลาก อวนรุน สั่งสมเป็นบทเรียนที่เริ่มชัดเจนในการเข้าใจแนวทางการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2540 ที่คุ้มครองและเปิดโอกาสให้สิทธิชุมชนเข้ามาจัดการ ดูแลทรัพยากรของตนเอง ในขณะที่สถานการณ์รุกเข้ามายึดของอุทยานฯ เองก็เข้มข้นเอาจริงเอาจังมากขึ้นทุกวัน สร้างความขัดแย้ง ให้กับชุมชนรายรอบชายฝั่งอันดามัน

นายมาณพ กายเพชร ตัวแทนชาวบ้านจากกรณีอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เล่าถึงความรุนแรงในการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างรัฐกับชุมชนว่า “ปัญหานั้นเริ่มเมื่ออุทยานได้เข้าไปทำลายทรัพย์สินชาวบ้านบนเกาะมุก ทำลายต้นมะพร้าว ต้นยางพาราชาวบ้าน ถูกทำลายไป 3 จุดใน 2 หมู่บ้าน คือบ้านช้างล่าง บ้านน้ำราบ ยกเว้นบ้านคลองไม้แดง การที่อุทยานมาทำการขับไล่และทำลายทรัพย์สิน โดยอ้างว่าจะอนุรักษ์น้ำตกไว้ ทั้งๆ ที่ความจริง ชาวบ้านนั้นคือผู้อนุรักษ์น้ำตกมาโดยตลอด ตรงนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านต้องออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน โดยชาวบ้านข้อเสนอคือ

1 ) ให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ หยุดกระทำการใดๆ ที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับทุกหมู่บ้านบนหาดเจ้าไหม
2 ) ให้ชาวบ้านมีสิทธิทำกิน
3 ) ให้รัฐเข้ามาแบ่งเขตที่ทำกินของชาวบ้านกับของอุทยานฯ ให้ชัดเจน

เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้นั้น ชาวบ้านถอยไปไหนไม่ได้อีกแล้ว อยู่มาแต่พ่อแต่แม่ ปลูกสร้างอะไรไว้มากมาย ทรัพยากรของที่นี่ชาวบ้านได้ช่วยกันดูแลจัดการมานานแล้ว จะขาดเพียงแค่องค์กรมาสนับสนุน ซึ่งถ้ามีอาจจะทำงานได้ดีขึ้น”

นายวิสุทธิ์ ทองย้อย ตัวแทนชาวบ้านเกาะไผ่ กรณีอุทยานแห่งชาติหาดณพรัตน์ธารา-เกาะพีพี ได้ย้อนถึงสถานการณ์ล่าสุดว่าชาวบ้านเกาะไผ่กำลังบุกเข้ายึดเอาที่เพิงพักคืนว่า “หลังจากผิดหวังเพราะถูกกดดันจากข้อเสนอที่จะให้ไปพักที่เกาะพีพี เมื่อปี 2546 ซึ่งชาวบ้านได้ลองไปพักปรากฏว่ามันไกลเกินไปมาก ต้นปี 2547 ชาวประมงพื้นบ้านก็ตัดสินใจย้ายมาอาศัยอีกด้านหนึ่งของเกาะไผ่อีกครั้ง ซึ่งในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูมรสุมมันก็พออยู่ได้ แต่ในวันนี้เป็นช่วงฤดูมรสุม คลื่นลมแรงมากจนเรือจมไปหลายลำ มันอยู่ไม่ได้เมื่อวันที่ 10 ชาวบ้านจึงบุกเข้ายึดเอาเพิงพักคืนอีกครั้ง

ความขัดแย้งมันก็เริ่มตั้งแต่อุทยานฯเผาเพิงพัก ของชาวประมงพื้นบ้าน ในขณะที่กลไกรัฐก็ไม่รับรู้ ไม่รับแจ้งความ ว่าการที่ชาวบ้านต้องมาอาศัยอยู่เกาะไผ่นั้นเป็นความจำเป็นเนื่องมาจากระยะทางไกล บวกกับเครื่องมือประมง คือลอบ และไซ ถูกเรืออวนรุน อวนลาก ลากเสียหายบ่อยต้องกลับมาซ่อมแซมใหม่ เมื่อปี 2545 เคยมีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาจาก รมต. แต่งตั้งและมีข้อสรุปให้อยู่ชั่วคราว และการอยู่ของชาวบ้านเองก็พยายามที่จะช่วยเหลือทางอุทยานฯ ร่วมเก็บขยะ จัดการความเรียบร้อยในอุทยานฯ ซึ่งก็พอเจรจากันได้ ในขณะนั้น แต่พอหัวหน้าคนใหม่เข้ามา ก็มาไล่อีก แถมยังจัดชุดกำลังตำรวจเข้ามาตรึงไว้อีก โชคดีที่ชาวบ้านนำกำลังไปมาก จึงไม่เกิดความรุนแรงขึ้น”

นายดุสิต บุตรี ตัวแทนชาวบ้านจากอุทยานแห่งชาติทางทะเลเกาะยาว ซึ่งเผชิญปัญหาอวนลาก อวนรุนมากที่สุด ก็กล่าวถึงปัญหากับทางอุทยานฯ เช่นกันว่า ”ในอดีตชาวประมงพื้นบ้านที่นั่นต้องอพยพไปทำประมงไกลถึงจังหวัดสตูล ตรัง ในระหว่างปี 2532-2533 สภาพชุมชนแตกสลายมาก มีเรือประมงพาณิชย์อวนลาก อวนรุน จากภูเก็ต ระนอง เข้ามา โดยเฉพาะในปี 2537 เป็นปีที่วิกฤติมาก เครื่องมือประมงพื้นบ้านถูกเรืออวนลากทำลายหมดมีเรือ 70-80 ลำ เข้ามาลาก และจ้องจะทำลายชายฝั่ง ต่อมามีองค์กรพัฒนาเอกชนลงมาทำงานร่วมกับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีประสบการณ์ ซึ่งในขณะนั้นชาวบ้านมีปัญหาความขัดแย้ง กันเองสูงมาก และถึงวันนี้ก็ยังมีภาพของความขัดแย้งอยู่ แต่ยังดีที่มีกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาเกิดขึ้น เช่น การผลักดันให้มีการทำเรืออวนลอยกุ้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเมื่อชาวบ้านหันมาทำอวนลอยกุ้งกลับถูกทางอุทยานฯ จับ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านทำมา 4-5 ชั่วอายุคนแล้ว แต่กลุ่มเรืออวนลาก กลับไม่ถูกจับ กลายเป็นปัญหาเลือกปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันนี้”

นายวิชิต ภู่เจริญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีอุทยานแห่งชาติเกาะระ- เกาะพระทอง กล่าวถึงวิถีชีวิตที่ดำเนินมาตั้งแต่อดีตว่า “ ทะเลและหมู่เกาะแถบนี้ เป็นแหล่งทำมาหากินหลายร้อยปีแล้ว เป็นชุมชนดั้งเดิม ซึ่งแต่ก่อนเคยทำเหมืองแร่ ทำประมง ตั้งแต่สมัยคนจีน เกาะพระทองมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งสัตว์ป่า สัตว์น้ำ ชาวบ้านมักเรียกความสมบูรณ์นี้ว่า เหมือนพระสังข์ทองเรียกให้ ทั้งเนื้อ ทั้งปลา

ปัญหาหลักของชาวบ้านที่นี่ คือ เรืออวนลาก อวนรุน แต่กระนั้น ชาวบ้านก็กลัวอุทยานมาก เพราะเคยมีบทเรียนการเข้าไปในเขตอุทยานใกล้ๆ มาแล้ว จึงพยายามรวมตัวกันประท้วง ที่ชาวบ้านรวมตัวประท้วงเพราะเห็นมาเยอะแล้ว คือปล่อยให้ประกาศให้เป็นอุทยานฯแล้วค่อยออกมาประท้วง ซึ่งมันไม่สามารถทำอะไรได้เลย

  กับปัญหาที่ชาวบ้านถูกถามมาตลอดคือ ถ้าไม่เอาอุทยานฯ แล้วชาวบ้านจะทำอย่างไร ความจริงคือ ชาวบ้านเขามีวิธีการ มีแนวทางของเขา ที่จะจัดการแก้ไขปัญหา ปัจจุบันนี้มันมีกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแค่เอาใช้ และไม่จำเป็นต้องเอาอุทยานฯ เอาเพียงกรมเดียวมาดูแลจัดการผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ดังนั้น ทำอย่างไรเราถึงจะมาดูแลควบคุมร่วมกันกับหน่วยงานรัฐ โดยไม่ต้องให้อยู่ในการดูแลแค่อุทยานฯ เอาแค่กรมพัฒนาชายฝั่งก็น่าจะพอ

ที่นี่มีกลุ่มอนุรักษ์เยอะมาก ทั้งกลุ่มอนุรักษ์กล้วยไม้ อนุรักษ์หญ้าทะเล ปะการัง ป่าเสม็ด เต่าทะเล และกวาง ที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามกำหนดระเบียบต่างๆ เช่น ห้ามวางแนวเขต ห้ามก่อสร้างริมชายหาด ในระยะ 30 เมตร แล้วทำไมข้าราชการมักจะมามองว่าชาวบ้าทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเสนอแต่เพียงว่าต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมดูแล

ในฐานะที่ผมเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น (อบต.) คงต้องรีบออกประกาศเขตคุ้มครอง อบต. วางทุ่นแนวเขต 3,000 เมตร กำหนดแนวปะการัง และวางปะการังเทียมอีก 60 แห่ง และทั้งหมดไม่ได้งบสนับสนุนจากกรมประมงเลย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นสิ่งกีดขวางเรือประมงพาณิชย์ แต่ปัญหาก็คือ ชาวบ้านต้องไปวางไซกันไกลๆ มากเลยมีเวลาดูแลน้อยมาก แต่ถึงกระนั้นก็ได้ผล เพราะมีเต่าขึ้นมาวางไข่เพิ่มขึ้นมากปีนี้ ทำให้ อบต. พยายามออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ในการวางทุ่นรอบเกาะ

ประเด็นปัญหาอีกอย่างคือ กับหน่วยงานท้องถิ่นนั้น รัฐให้หน้าที่แต่กลับไม่ให้งบประมาณ เพื่อให้ชาวบ้านวางทุ่น หรือวางปะการังเทียม และอนาคตถ้าชาวบ้านแพ้อุทยานฯ ข้อบัญญัติท้องถิ่นจะอยู่ได้ไหม ทั้ง ที่เรื่องทรัพยากรเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับชาวบ้าน ดังนั้น ต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม”

ปัญหาการแย่งชิงทั้งในการครอบครอง การเข้าถึงและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะกับวิถีการผลิต ซึ่งสัมพันธ์เป็นรากฐานทางวัฒนธรรม ความเชื่อและระบบความรู้ของชุมชนท้องถิ่นในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการเลี้ยงชีพอย่างมีปกติสุข ดังนั้น ทรัพยากรจึงเป็นหัวใจชุมชนที่จะสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับชุมชน และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมา อบต.และประชาคมตำบลเกาะพระทอง ได้เปิดเวทีสัมมนาทางวิชาการขึ้น ณ โรงเรียนบ้านแป๊ะโย้ย ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี พังงา โดยการสนับสนุนของมูลนิธิกองทุนไทย เรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ย้ำผ่านเวทีว่า “กฎหมายรัฐธรนรมนูญเปิดช่องทางให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ มีเสียงในการกำหนดอนาคตเกี่ยวกับชุมชนของตนเอง ซึ่งสิทธิที่กล่าวถึงนั้นก็คือ

สิทธิชุมชน เป็นสิทธิที่ชาวบ้านสามารถนำไปคุย ไปโต้แย้ง อภิปรายกับใครก็ได้ ที่จะเข้ามากำหนดเอาชุมชนเป็นอุทยานฯ แล้วปิดกั้นสิทธิชุมชน โดยเฉพาะชุมชนดั้งเดิมนั้นมีสิทธิมากมาย ในการที่จะจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ทั้งสัตว์น้ำ ป่าไม้ ที่เป็นที่มาของรายได้ของชุมชน ซึ่งปัญหาตอนนี้คือ ไม่มีกฎหมายรองลงมาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีเครื่องมือในการถกเถียง แม้ว่าสิทธิของรัฐจะใหญ่กว่าสิทธิของชุมชนก็จริง แต่สิทธิของรัฐนั้นเป็นตัวแทนของรัฐ ไม่ใช่ชุมชน ที่ผ่านมาจะอ้างว่าเป็นเรื่องของหลวง แต่เดี่ยวนี้ไม่ได้แล้ว เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่า ต้องให้ชุมชนด้วย ซึ่งรัฐพยายามปิดไว้ไม่ให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม จากกรณีตัวอย่างเรื่องข้อบัญญัติของ อบต. กับกฎหมายอุทยานฯ แม้ไม่ใหญ่เท่าแต่ก็เป็นเครื่องมือเป็นเหตุผลหลักของการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมี 2 ปัญหาหลักๆ ที่รัฐจะต้องเข้าใจ

ปัญหาแรก ปัญหาที่ทำมาหากินของชาวบ้าน ที่เขาใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง รัฐไม่ต้องไปทำให้เขาเดือดร้อน เพราะเขาเลี้ยงตัวเองได้ ดังนั้น ต้องให้เขาอยู่

ปัญหาที่สอง ปัญหาความไม่ยุติธรรม การทำให้คนเล็กคนน้อยออกไป แล้วให้คนใหญ่เข้ามาทำกินได้ เช่น พวกนักธุรกิจ นี้คือความไม่ยุติธรรมื และเรื่องนี้สำคัญมาก ทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นต่อสู้ และมีกฎหมายแบบนี้ของหลายประเทศที่ล้มเหลวมาแล้ว เพราะความไม่ยุติธรรม ดังนั้น ต้องหาทางให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมให้ได้ ส่วนจะใช้วิธีการไหนค่อยมาว่ากัน กรณีเกาะพระทองถ้าขืนประกาศออกมา ก็ยังมีกฎหมายฟ้องร้องรัฐ ซึ่งตรงนี้ค่อยไปว่ากัน”

ดร.เพิ่มศักดิ์ มักราภิรมย์ นักวิชาการ ย้ำถึงประสบการณ์การจัดการป่าของชาวบ้านว่า “ภาคเหนือมีชาวบ้านอยู่ในเขตป่า100 กว่าหมู่บ้าน และประเทศไทยมีคนยังติดอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ถึง 15 ล้านคน นี่คือพลังหนุนที่มันมีอยู่อย่างมากมาย การประกาศเขตอนุรักษ์ไม่ได้หมายความว่าคือการรักษาป่า และที่สำคัญการไม่ประกาศไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านไม่รักษาป่า เพราะมันมีอยู่มากมายที่ชาวบ้านอยู่ในเขตป่าและก็รักษาป่าด้วย

มันจึงไม่จริง เพราะยิ่งให้หน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลก็ยิ่งเข้าไปซื้อได้ง่าย เพราะระบบข้าราชการนั้นมันเข้าไปได้ง่าย แต่ถ้าให้ชุมชนเข้าไปดูแลมันเข้าไปได้ยากกว่า เพระว่ามันทั้งชุมชน แต่ก็มีการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาตลอดว่า ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทำ คือการรักษาป่า ถ้าชาวบ้านทำคือทำลายป่า แต่ความจริงที่ต้องยอมรับคือ การจัดการทรัพยากรในโลกใบนี้ไม่ได้มีแบบเดียว

เมื่อก่อนเราอนุรักษ์เป็นชนิดๆ เช่น กวาง ช้าง เสือ นก สิงโต แต่ก็ทำอะไรไมได้ ต่อมาก็ริเริ่มมาอนุรักษ์ทั้งพื้นที่ ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ไปเลย แต่ก็ยังรักษาอะไรไม่ได้ นั่นเพราะว่าเอาแต่พื้นที่ คนไม่เอา ไม่มีคนในเขตอนุรักษ์ ปัจจุบันจึงต้องเอาคนไปด้วย เป็นปัจจัยร่วมในการอนุรักษ์

ปัญหาข้างในของชุมชนคือต้องคิดให้ชัดเจน เป็นเอกภาพ อย่ามัวแต่กลัวปัจจัยภายนอก เพราะปัจจุบันป่าที่ชาวบ้านรักษาคือป่าอนุรักษ์ประเภทที่ 6 ที่องค์การอนุรักษ์โลกยอมรับ กลับกัน สถานการณ์ประเทศไทยกลับตัน ข้าราชการไทยตัน แต่ภาคประชาชนไม่ตัน มีแนวทาง มีแผนการจัดการของตัวเอง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อคอพ้นน้ำ

ทางออกมีทางเดียวคือประชาชนจะต้องเสนอแผนและผลักดันเชิงนโยบาย และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริง ซึ่งทางออกที่ว่ามานี้ มี 2 ทาง คือ

1 ) ทางออกแบบย้อนรอยอำนาจ ผ่านหน่วยงานราชการ อาทิ สภาตำบล อำเภอ จังหวัด

2 ) สายตรง โดยภาคประชาชนเข้าไปเปิดโอกาส ให้ชุมชนมีอำนาจ หรือให้องค์กรชุมชนโดยตรง และทั้งหมดที่กล่าวมานี้นั้น ต้องใช้ฐานความรู้ ภูมิปัญญาซึ่งเป็นจุดแข็งของภาคประชาชนอยู่แล้ว”

นายภาคภูมิ วิธานติรวัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (ภาคใต้) ย้ำถึงสิทธิของชุมชนว่า “ ปัญหามันมีอยู่อย่างเดียวคือ ชาวบ้านเขารักษาป่า รักษาสิ่งแวดล้อม แล้วเขาเห็น เขาก็อยากได้ ความไม่ยุติธรรมนี้เราจะแก้ปัญหาอย่างไร เอาความคิดการอนุรักษ์ที่มาจากกรุงเทพฯ ไหม ที่อยู่ๆ ก็มายึดเอาแล้วไล่เราออกไป คิดว่าแบบนี้เราต้องสู้ไหม

สำหรับผมสิทธิชุมชนต้องใหญ่กว่ารัฐ เพราะว่าอธิปไตยเป็นของประชาชน คนข้างนอกจะมาใหญ่กว่าสิทธิชุมชนได้อย่างไร และกฎหมายรัฐธรรมนูญมันรับรองไว้แล้ว ทั้งสิทธิชุมชน ทั้งการมีส่วนร่วมและการปกครองท้องถิ่น ดังนั้น รัฐต้องฟังกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ส่วนการอนุรักษ์ทะเล ป่า มันเป็นเรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของเจ้านาย เพราะมันคืออนาคตลูกหลานเรา ว่าจะอยู่กันอย่างไรในวันข้างหน้า ดังนั้น ไม่เกี่ยวกับนาย อีกอย่างสิทธิชุมชนนั้นมีสภาพบังคับ ชาวบ้านได้ใช้ไปแล้ว การประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ทับสิทธิชุมชน มันจึงมีปัญหาที่ต้องกลับมาทบทวนใหม่ คำตอบจึงอยู่ที่ชุมชน ไปหวังรัฐบาลไม่ได้ หวังหัวหน้าอุทยานฯไม่ได้ เพราะแต่ละคนมาพูดกันคนละอย่าง ในขณะที่ประชาชนอยู่ติดกับที่ จึงลำบาก ดังนั้น ประชาชนต้องปรับบทบาท

เกาะพระทอง นั้นใช้กฎหมายที่มีอยู่ก็พอแล้ว ส่วนรัฐนั้นเข้ามาสนับสนุน “

อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอรายงาน
1 มิถุนายน 2547