แด่หนุ่มสาวหัวใจกบฎ - 16 ฝนฅนอาสา

"มหาวิทยาลัยทุกวันนี้ กลายเป็นโรงเลี้ยงเด็กของชนชั้นกลาง เป็นลานวิ่งเล่นของเด็กที่ปวกเปียกในจิตวิญญาณ และไร้ความกล้าหาญในทุกมิติ และทั้งหมดนี้ เนื่องมาจากการประคบประหงมที่ล้นเกิน และการแยกตัวเองออกจากเพื่อนร่วมชาติที่เหลือ"

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

สารพันคำถามที่มีต่อ "คนรุ่นใหม่" ว่าพวกเขาไม่สนใจคนอื่น อยากไต่บันไดให้สูงกว่าคนอื่น มีความเห็นแก่ตัว และอัตตาเป็นที่ตั้ง บางครั้งถึงกับยอมโกงคนอื่น เพื่อยกระดับฐานะตัวเอง ทั้งยังมีงานวิจัยชิ้นนึงที่สรุปลักษณะโทษของคนหนุ่มสาวรุ่นล่าสุดไว้ นับเป็นคำกล่าวว่าที่แรง และน่าสนใจว่าทั้งหมดเป็นความจริงหรือ? หากเป็นเช่นนั้นจริง สังคมในอนาคตคงจะมืดมน ไร้ทิศทางและโหดร้านเพียงใด..

คนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านรามคำแหง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "แดนสนธยา" ของคน "ติดดิน" ที่ที่ถูกมองว่าเป็นที่เฉพาะของคนมีตังค์ เพราะนักศึกษาที่นั้นล้วนแต่แต่งเนื้อแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม ขับรถยุโรป โฉบไปโฉบมาทั่วบริเวณ ทั้งกิจกรรมนักศึกษาที่นี่ ก็ยังเป็นกิจกรรมที่มุ่งสนองทักษะทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว เช่น ตลาดหุ้นจำลอง หรือ บริษัท ขายตรง

แต่ที่นี่...ยังมีมุมอีกมุมหนึ่ง คนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม ในนาม "ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท" กิจกรรมหลักที่ทำก็คือ การออกค่ายฯ ไปสร้างอาคารเรียนในกับโรงเรียนในต่างจังหวัด ที่อยู่ห่างไกล ทุรกันดาร ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่เราออกค่ายในโรงเรียนในเมือง อยู่ติดถนน หรือมีอาคารเรียนอยู่แล้ว ทั้งยังมีการสัมมนาศึกษาแนวคิด การวิเคราะห์สังคม - เพื่อตอบสนองปรัชญาของชมรมที่ต้องการในนักศึกษาที่นี่ ที่สังคมตราหน้าว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เห็นแก่ตัวมากที่สุด กลุ่มหนึ่ง ได้มีโอกาสรับรู้ รับทราบถึงความทุกข์ยากของพี่น้องร่วมชาติ และเข้าใจถึงภาวะ "หลังชนฝา" ในชีวิตจากการเอาเปรียบจากคนเมือง เพราะเรายังเชื่อในพลังหนุ่มสาว และจิตใจที่สวยงามของปัญญาชน แต่สำนึกต่างๆ มันถูกบดบังด้วยภาพมายาของระบบวัตถุนิยมในกรุงเทพฯ เพียงแต่โลกของเขาแคบเหลือเกิน

อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของการทำกิจกรรมแนวนี้ใน ABAC ก็คือ "บรรยากาศ" ณ ที่แห่งนี่ ไม่มีพื้นที่ให้คนที่มีหัวใจกบฏ ไม่มีช่องว่างให้คนหนุ่มสาวค้นหาตัวเอง

เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่า การมีภาวะทางวิชาการเป็นเลิศนั้น ไม่ใช่จุดประสงค์ของสถาบันการศึกษา แต่สิ่งที่นักศึกษาที่นี่ได้รับทุกๆ วัน ทุกๆ ปี ก็คือ "ข้ออ้างของชีวิต" ถ้าพวกเขาต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ก็ต้องขยัน เรียนให้เก่งๆ สอบได้คะแนนดีๆ เพื่อที่จบไปแล้วจะได้ไปเป็นนักธุรกิจ หรือนักอะไรต่อมิอะไร เพื่อจะได้เงินเดือนสูงๆ นักศึกษาไม่เคยได้รับการสั่งสอนให้เคารพความเป็นคนคน ไม่ว่าในระดับเดียวกัน หรือระดับต่ำกว่า

จากคำอธิบายของสมาชิกชมรม ได้อธิบายถึงความเป็นชมรมค่ายฯ ของพวกเขาว่า : "ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท" เป็นองค์กรนักศึกษาหรือกลุ่มนักศึกษา ที่ทำกิจกรรมนักศึกษาในช่วงเวลาที่ว่างเว้น จากการศึกษาเล่าเรียนปกติ เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมที่มิได้หวังเพียงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวนักศึกษาเอง ในแง่ของการทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเท่านั้น หากแต่เพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และเสียสละเพื่อส่วนร่วมออกสู่สังคมใหญ่ เป็นผู้ซึ่งมีพื้นฐานความรู้ที่ดีจากการเรียนระดับอุดมศึกษา หรือที่เรียกกันว่า "ปัญญาชน" เป็นชนชั้นกลางที่มีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงสังคมในส่วนที่เลวร้าย สู่สังคมที่ดี ที่มีความเท่าเทียมทางชนชั้นในทุกรูปแบบ หรือสังคมในอุดมคติ

การออกค่ายฯ ไปสร้างโรงเรียนถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม โดยอ้างปรัชญาของการให้ (การสร้างบริจาค) และการรับ (เรียนรู้จากชาวบ้าน) เป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามกับกิจกรรมค่ายฯ การออกค่ายฯ ทำให้ชุมชนชนบท ชาวบ้านได้รับผลกระทบหรือไม่? อย่างไร? และการเข้าไปของ "คนเมือง" เป็นการนำวัฒนธรรมชั้นเลวสู่ชนบทหรือไม่... ต่อคำถามนี้...คำอธิบายของกลุ่มหนุ่มสาวกลุ่มนี้ คือ

"การสร้างอาคารเรียนให้กับโรงเรียน ถือเป็นหน้าตาของชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท เนื่องจากเป็นผลงานเด่นชัด เป็นรูปธรรมมากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าสำคัญที่สุด หากแต่อาคารเรียนที่เราสร้างนั้นถือป็นสื่อ หรือเครื่องมือในการเรียนรู้ในความลำบาก ความเหนื่อยยาก ของชนชั้นกรรมกรที่เราชอบดูหมิ่น ผู้ใช้งานคือผู้สร้าง แต่ผู้ใช้งานนี่แหละ ที่ถูกเหยียดหยาม เอาเปรียบ ทำงานหนัก ค่าจ้างน้อย สร้างตึก สร้างบ้านหรูหรา ใหญ่โต แต่ไม่ได้อยู่ ไม่ได้ใช้ เราจะเข้าใจเขาได้ ก็ต่อเมื่อได้ลองเป็นกรรมกรจริงๆ ผลพลอยได้ประการสำคัญ ก็คือการที่เด็กๆ ในชนบทได้มีอาคารใช้กัน ทุกโรงเรียนที่เราไปออกค่าย เราจะเลือกแต่ที่ไม่มีอาคารเรียนถาวร มีแต่อาคารชั่วคราว มุงจาก มุงสังกะสี ที่ว่า "ยามร้อน แสนร้อน ยามหนาว ก็หนาวถึงใจ ไม่มีผ้าห่มคลุมกาย" นั้นมีอยู่จริง สิ่งที่เราทำ แม้เล็กน้อยในการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง แต่อย่างน้อย เด็กๆ ก็ยังมีที่เรียนที่กันแดด กันฝนได้ มีโอกาสทางการศึกษาขึ้น การเข้าไปในพื้นที่ของพวกเรา ได้พยายามเป็นตัวเชื่อมให้หน่วยงานของรัฐเข้าหาประชาชนในพื้นที่กันดาร เข้าถึงยาก แม้กระทั่งไม่ได้รับความสนใจ ด้วยหวังว่าทางภาครัฐคงเห็นความสำคัญ กับสิ่งนี้บ้าง.....

การกินอยู่ในพื้นที่ เราก็มีฝ่ายที่ทำหน้าเป็น พ่อครัวและแม่บ้าน เป็นฝ่ายที่ต้องคอยบริการคนอื่น แต่สิ่งนี้สอนให้เรารู้จักเสียสละ ทำเพื่อผู้อื่นบ้าง การทำอาหารแต่ละมื้อเราต้องจัดสรรวัตถุดิบที่มีอย่างจำกัด เพราะเราได้งบมาน้อย จึงต้องประหยัดและคอยบริหารให้พอกินในระยะเวลา เนื่องจากเราออกค่ายแต่ละครั้งจะไปในพื้นที่กันดาร การเดินทางไปตลาดไม่ใช่ของง่ายๆ ที่จะไปได้ทุกวัน บางทีสามถึงห้าวันจึงได้ออกไป ทำให้เรารู้คุณค่าของข้าวทุกเม็ด ผักทุกใบ เราไม่กินทิ้งกินขว้าง

กลับมาที่กรุงเทพฯ เห็นเพื่อนหลายคนมองไม่เห็นค่าของเงินกับอาหารที่กินเข้าไปแต่ละมื้อ ไม่รับรู้ถึงความลำบากของชาวไร่ ชาวนาที่ปลูกข้าว ให้พวกเราทิ้งขว้างอยู่ทุกวัน ตลอดจนคนยากคนจนที่ไม่มีข้าวจะกินในแต่ละมื้อ เห็นแล้วสะท้อนใจ อยากให้เขาเหล่านั้นไปออกค่ายบ้าง จะได้เข้าใจจะได้เห็นอย่างที่เราเห็น

ความรู้สึกแรกที่พวกเราได้ไปออกค่ายฯ แล้วได้มีโอกาสไปสัมพันธ์ชาวบ้าน ก็คือ ความรู้ว่าเราเป็นกบในกะลามาเนิ่นนาน ความรู้มากมายที่ไม่เคยรู้ เรื่องราวหลายอย่างที่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็น ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สั่งสมมานมนาน ตั้งแต่บรรพบุรษ น่าทึ่ง น่าภูมิใจ

เราได้มีโอกาสไปรับรู้ถึงความลำบาก ยากเข็ญ ของชาวบ้าน ที่เกิดจาก อุตสาหกรรม ทุนนิยม การเอารัดเอาเปรียบในการแย่งชิงทรัพยากร ของชนชั้นกลางบางคน บางกลุ่มที่มีเงิน และอำนาจรัฐ

พวกเราจึงเข้าใจและเห็นใจ พ่อแม่พี่น้องที่เดินทางมา จากบ้านเกิดเมืองนอนมาเรียกร้อง มาประท้วงที่หน้าทำเนียบ คอยให้คนใจแคบที่มีอำนาจ เห็นใจและแก้ปัญญาที่พวกเขาไม่ได้ก่อ แต่ต้องรับทุกข์

น้ำใจ คือสิ่งที่มรอย่างท้วมท้นในชนบท พวกเราลืมมันไปนานแล้วนับตั้งแต่ถูกกลืนไปในระหว่างที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพ มนุษย์เราเกิดมาชาติหนึ่ง ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า กับตัวเอง กับสังคม และแผ่นดินเกิด แบ่งปันความสุขให้แก่ผู้อื่นบ้าง ก็ถือว่ายิ่งใหญ่แล้ว แต่พวกเราหามันลำบากเหลือเกินในกรุงเทพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ที่เราอยู่ แต่มันมีล้นเหลือที่ค่ายฯ ที่ชนบท.....

มาวันนี้ 8 ปีแล้ว ,16 ค่าย ,16 โรงเรียนที่มีอาคารเรียนใหม่ใช้ จากฝีมือเด็กค่ายฯทุกคน ประสบการณ์อันหลากหลาย พบปะผู้คนมากมายตั้งแต่ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ชาวเขาเผ่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยง ม้ง อีก้อ มูเซอ และเผ่าต่างๆ จากยอดดอยอันไกลลิบ - ข้าราชการ นักการเมือง จากเกือบทั่วพื้นที่กันดารของประเทศไทย จากเหนือจรดใต้ ทั้งจากการสำรวจ และการออกค่ายจริง ขับรถไป นั่งรถทัวร์ไป โบกรถไป(ส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้) เดินไป ขึ้นดอย ลงใต้สู่อ้อมกอดของอันดามัน เรียบฝั่งโขงสู่ดินแดนอีสาน ที่มีตำนานยาวนาน สู่ป่าตะวันตกที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย - ไปด้วยหัวใจผองโต ด้วยความอยากรู้ อยากสัมผัส อยากศึกษา อยากช่วยเหลือ ถ้าเปรียบ 8 ปีของชมรม เป็นถนน ก็คงเป็นถนนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของเส้นทาง ทั้งถนนคอนกรีตเสริมใยเหล็ก ทางลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ ผ่านทุ่งหญ้าและดอกไม้ 2 ข้างทาง สดใส ร่าเริง ทางผ่านสงครามความขัดแย้ง เป็นทางชัน ขึ้นดอย ทางเดินผ่านป่าดงดิบ ต้องลุยน้ำลุยโคลน ทั้งอ้างว้าง เปลี่ยวเหงา แต่อบอุ่น ถ้าเป็นหนังสือ ก็คงเป็นหนังสือเล่มบางๆ แต่หนักแน่นด้วยเนื้อหา และสาระ

ขอขอบคุณรุ่นพี่ร่วมอุดมการณ์ทุกคน พ่อแม่พี่น้อง ชาวบ้าน ประชาชน ข้าราชการทั่วไทยที่เราได้สัมผัสทุกท่าน ศิลปินเพื่อชีวิตตัวจริงที่ให้บทเพลงทรงคุณค่า เต็มไปด้วยแง่คิดดีๆ นักต่อสู้เพื่อประชาชนทุกคนที่เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับพวกเรา"

นับวันค่ายในอุดมคติกับการดำเนินชีวิตในความจริง จะยิ่งห่างกันออกไป สังคมยิ่งซับซ้อนมากขึ้น ทุกคนมีพันธะให้ต้องผูกพันมากขึ้น เพื่อให้ตัวเองเป็นคนที่อยู่ในสังคมส่วนใหญ่ , ทำไมเราต้องทำอะไรตามกระแส ทำไมเครื่องคอม ถึงแพงกว่าข้าวสาร ให้คนทั้งโลก ทั้งคนที่จนกับคนรวยมีแอร์ใช้ มีรถขับ มีเงินเยอะ เหมือนกันหมด กับให้คนทั้งโลกไม่ต้องมีเงินตราเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้ทุกคนเท่ากันในความไม่มี อยู่กับธรรมชาติ สิ่งไหนจะดีกว่ากันนะ...

กองไฟ กองแรกในค่ายฯ ยามค่ำคืน เริ่มรุกโชน พร้อมความรู้สึกในใจที่เบ่งบาน แสงดาวแต่ละดวงต่างพร้อมใจกัน ช่วยให้ท้องฟ้าไม่มืดมิดซะทีเดียว เสียงจิ้งหรีด จักจั่น ขับกล่อม หวีดบรรเลงเสียงเพลงยามค่ำคืน พร้อมกีตาร์ตัวเดิมก็เปล่งเสียงที่มีพลังพอให้คนคล้อยตามมันได้อย่างง่ายดาย

เครื่องเสียงชั้นดีในเมือง... ก็ไม่อาจสู้กีตาร์เพียงตัวเดียว ตัวเดิมกับกองไปที่ทำให้ค่ำคืนยาวนาน จนเวลาเหมือนหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงกีตาร์ กองไฟ บทเพลง และเสียงแห่งราตรีเท่านั้นเอง

แต่ค่ายฯ ยังมีสิ่งให้จดจำและค้นหามิใช่แค่เพียงค่ำคืน ชาวบ้าน เพื่อนฝูง วัฒนธรรม ประเพณี ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การดำรงชีวิต เรื่องราวยังมีอีกมากมายเก็บซ่อนไว้... ค่อยค้นหากันต่อไป...

นายแบงค์



คืนนี้ช่างเป็นคืนที่มืดมิดจริงๆ ไม่มีแสงจันทร์หรือแม้แต่ดวงดาวที่จะเปล่งแสงให้เห็น ตรงหน้าผมในขณะนี้มีเพียงกองไฟ ที่ให้ทั้งแรงสว่างและความอบอุ่น ในคืนที่หนาวเหน็บเช่นนี้ น่าแปลกที่คืนนี้มันมืดจริงๆ อาจเป็นเพราะฝนที่เพิ่งผ่านพ้นไป เมฆที่มาบดบังแสงจากสิ่งที่ส่องแสงยามค่ำคืน อย่างเช่นทุกคืนที่ผ่านมา
เออ...ตอนนี้ไฟก็ดับ จึงทำให้ตอนนี้มีแสงสว่างเพียงแค่จากกองไฟและแสงเทียนเล่มนึง ที่ผมใช้เป็นแสงสว่างในการเขียนหมายเหตุฯ นี้ น่าแปลกนะ..ที่กองไฟก็ไม่ได้ให้แสงสว่างเพียงพอในการเขียนหมายเหตุฯ แต่แรงเทียนเพียงเล่มเดียวก็มีแสงเพียงพอ ทั้งๆ ที่ไฟจากเทียนก็ไม่ได้ให้ความอบอุ่นอะไรมากนัก มันอาจจะเป็นแค่เพียงเทียนเล่มเดียว แต่ถ้าขาดมันไปเราก็ไม่สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง และกองไฟ...ถึงแม้ว่ามันจะมีแรงสว่างมากกว่าเทียนหลายเท่า แต่มันคงไม่สว่างพอที่จะทำให้ผมและใครหลายๆ คนได้มองเห็นอะไรได้ชัดขึ้น จนผมต้องใช้เทียนเป็นแสงหลัก..

*หึๆๆ... เขียนอะไรไปไม่รู้ ชักจะเริ่มงงตัวเองแล้ว

ตอนมาก่อกองไฟตอนแรก อุตสาห์ไม่ใช้ตัวช่วย (น้ำมันก๊าด) แล้วนะ ก็ใช้เทียนเป็นตัวเริ่ม แน่ะ..เทียนอีกแล้ว จนกองไฟติด แต่ฝนก้อดันมาตกซะนี่ กองไฟก็เลยดับไฟ เพราะความร้อนจากกองไฟที่เพิ่งจุดติดนั้น ยังไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานหยาดฝนที่หล่นลงมาจากฟากฟ้าได้ แต่ฝนนั้นมันก็ให้ความชุ่มฉ่ำแก่ชีวิต ทั้งกองไฟและหยาดฝนมันก็มีความสำคัญเหมือนๆ กัน ขึ้นอยู่กับเราว่าต้องการอะไร

ว่าเรื่องกองไฟต่อ.... หลังจากฝนหยุดแล้ว ผมก็อยากจะมาพึ่งพาความอบอุ่นจากกองไฟ ก็เลยต้องออกมาก่อกองไฟ ทำไงดีล่ะ ฝนก้อเพิ่งหยุด ฝืนก็คงเปียกหมดแล้ว ทำไงดี....อ้อ.. น้ำมันก๊าดไง..ราดๆ ไปเดี๋ยวก็คงติด แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก ก็ต้องอาศัยฝืนที่แห้งๆ แต่ผมก็ใจร้อนพยายามใช้น้ำมันก๊าดเพื่อให้ไฟมันลุกไว้ก่อน ส่วนว่ามันจะติดเนื้อไม้จริงๆ รึเปล่า ไม่รู้ ไม่สนใจ ขอแค่ให้มันลุกเป็นไฟให้เห็นก็พอ มันคงเป็นแค่ไฟฉาบฉวย ที่ให้ความร้อนแค่ชั่วครู่ แต่ช่วงเวลาแค่นั้นที่ได้เห็นเปลวไฟลุกขึ้นมา ก็ช่วยให้ผมมีกำลังใจที่จะหาฝืนใส่เข้าไฟ เพื่อให้ไฟติดฝืนทุกท่อนและช่วยขับไล่ความชื้นให้กับฝืนที่เปียกฝนมา และเมื่อความชื้นในตัวมันหมดไป มันก็จะกลายเป็นฝืนที่ลุกไหม้และทำให้กองไฟลุกโชนต่อไฟเรื่อยๆ แต่ผมก็ไม่ค่อยชอบกองไฟที่ก่อขึ้นมาโดยใช้น้ำมันก๊าดอยู่ดี มันเหมือนเป็นกองไฟที่ก่อขึ้นมาจากอะไรที่....อืม..มันยังไงดีล่ะ..เอาเป็นว่าผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ผมว่าการก่อกองไฟ น่าจะค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ดูแลมัน จากไฟที่ติดเศษไม้เพียงเศษเดียว แล้วค่อยๆ เสริมสร้างพลังงานขึ้นมาแล้วก็ลุกลามไปยังเศษไม้ชิ้นอื่นๆ เมื่อรวมกันก็ทำให้เกิดพลังความร้อนจนทำให้ฝืนกองใหญ่ๆ ลุกไหม้ได้ หึๆ...เศษไม้ก็มีพลังเหมือนกันนะ ถ้าเอามารวมกัน

แต่ผมก็ใช้น้ำมันก๊าดเป็นตัวช่วย เพราะคิดว่าเราคงก่อไฟไม่ติด ถ้าไม่มีมันในช่วงเวลาที่มีแต่ความชื้น ไม่มีความมั่นใจ.... เอ..หรืออาจจะเป็นเพราะอยากให้กองไฟติดโดยที่ไม่เลือกวิธีว่าจะทำยังไง ขอให้ไฟติดเป็นพอ ไม่รู้เหมือนกัน แต่กองไฟก็ติดแล้ว ไม่รู้ว่าฝืนอันแรกๆ ที่ผมราดน้ำมันก๊าดลงไป มันจะยินยอมรึเปล่า ที่จะให้ไฟลุกบนมัน แต่ตอนนี้ไฟก็ติดแล้วด้วยตัวของมันเอง.. ผมก็แค่หาฝืนใส่ลงไปให้กองไฟ กองนี้ ลุกต่อไป ถ้าผมหาฝืนใส่ได้มาก กองไฟก็จะลุกโชน แต่ถ้าฝืนน้อย มันก็อาจแค่เพียงรักษากองไฟไว้ไม่ให้ดับไปเท่านั้นเอง

นี่ก้อค่ำแล้ว...แม้ว่าผมจะไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าไหร่ เห็นฟ้ายังคงมืดมิดเหมือนเดิม เทียนก็กำลังจะหมดแต่กองไฟก็ยังลุกต่อไป ยังคงให้ความอบอุ่นแก่ผมที่อยู่ใกล้มัน เทียนใกล้ดับแล้วแต่ผมก็คงจุดมันใหม่ได้ ทุกคนมีเทียนสำหรับแต่ละคน แต่กองไฟก็ยังให้ความอบอุ่นแก่ทุกคน ถ้าพร้อมที่จะเข้ามารับความอบอุ่นจากมัน... เทียนจะดับจริงๆ แล้ว ก็คงต้องไปนอนดีกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ง่วงเท่าไหร่ ถ้าเทียนดับแล้วก็คงเขียนไม่ได้ (มองไม่เห็น) ตอนนี้ผมก็มีไฟฉายนะ แต่ไม่อยากใช้ เพราะอะไรน่ะเหรอ.... ก็ไม่รู้เหมือนกัน คำตอบก็คงแตกต่างกันไปแต่ละคน แต่สำหรับผมแสงที่มีความร้อนและความอบอุ่น จับต้องได้ มันมีค่ามากกว่าแสงที่ส่องสว่างแต่ไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่สิ่งที่อยู่รอบข้างเลย แม้ว่าแสงนั้นมันจะสว่างมากแค่ไหนก็ตาม

***** ก็แค่ความรู้สึกของคนคนนึงที่ยังไม่เข้าใจตัวเอง*****

คนที่ทำอะไรเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว แม้ว่ามันจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิต สิ่งหนึ่ง ที่ทำอะไรเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด แต่คนที่มีชีวิตเพื่อสังคม แม้จะเป็นเพียงแสงเพียงเล็กน้อย แต่มันก็มีความอบอุ่น และมันก็คงภูมิใจที่ให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่คนอื่นได้ แม้ว่าตัวมันเองจะต้องลุกไหม้ไปก็ตาม บางคนคิดเรื่องอิ่มท้อง แต่บางคนก็คิดเรื่องอิ่มใจ... ก็อุดมการณ์มันกินไม่ได้นี่น่า...

ต้อม
(จากบันทึกค่าย 16 จ. เชียงราย)

ค่ายฯ เป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางจิตใจให้น่าค้นหา คุณค่าของมันสูงส่งเกินกว่าการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หรือประสบการณ์การทำงานกับคนอื่น เท่าที่ผ่านมาไม่มีใครเชื่อตรงนี้หากเขายังไม่เคยไปค่ายฯ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลก็ตามกิจกรรมการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ถูกสืบทอดทางความคิดมายาวนานนับหลายสิบปี ทั้งยังแตกหน่อก่อผล ไปหลากหลาย ทั้งรูปแบบของกิจกรรม และปรัชญาของแต่ละค่ายฯ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันใดๆ ชมรมใดๆ ล้วนแต่ทำงานสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ผลผลิตจากค่ายฯจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจคนอื่นหรือไม่ คงต้องใช้เวลาเพื่อหาคำตอบ แต่ปรากฎการณ์เล็กๆ ที่เรานำเสนอ และเกิดขึ้น ณ ที่อื่น เช่น ครูอาสาของกระจกเงา กลุ่มนักศึกษาค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ นับเป็นสัญญาณอันดีกับเมืองไทย เพราะ่สาระสำคัญของสิ่งที่เกิด และมีร่วมกัน คือ "การทำเพื่อสังคม"

ขอแต่บ้านนี้เมืองนี้ เหลือที่ว่างให้คนหัวใจกบฎบ้างแค่นั้นเอง....


รัตติกาล
ทีมงาน thaingo รายงาน