บทสรุปเวทีวิเคราะห์สถานการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมาสำนักศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้เปิดเวทีเสวนาวิเคราะห์สถานการณ์ความรุนแรงจากเหตุการณ์ 28 เมษา และหาทางออกร่วมกัน โดยมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นักวิชาการศาสนา สมาชิกสภาผู้แทน สื่อมวลชนและผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์ จากเวทีการวิเคราะห์ได้บทสรุป ของสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่า

อุดมการณ์คนหนุ่มและเยาวชนกำลังกลายเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย ซึ่งเป็นอิทธิพลจากสถานการณ์โลก ที่พยายามเคลื่อนไหวแบ่งแยกขั้วอุดมการณ์ ทำให้เหตุการณ์ 28 เมษา คือเหยื่อของกระแสโลก ที่กำลังเข้ามากดดัน จัดการ และแบ่งฝักฝ่าย ให้กลุ่มชาติพันธุ์และผู้ที่มีวิถีแตกต่างกันหันมาเผชิญหน้ากัน

ดังนั้นรัฐอย่าพยายามสร้างบทเรียนอันเจ็บปวด ขมขื่นให้กับประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ และอย่าทิ้งร่องอันบกพร่องนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังจดจำเป็นบทเรียน โดยไม่มีทางออกที่ทำให้เข้าใจกันได้ เพราะสถานการณ์โลกในขณะนี้นั้นมันไม่ได้ปะทะ หรือเผชิญหน้าเพียงเฉพาะ อเมริกา กับ คนมุสลิม เท่านั้น แต่มันกำลังปะทะกันระหว่างโลกของทุนนิยม กับ วัฒนธรรม ที่มีรากฐานแบบดั้งเดิม ซึ่งโลกของทุนนิยมนั้นมีรัฐ เป็นองค์กรปฏิบัติการแทน ภายใต้ฐานคิดแบบรัฐชาตินิยมหนึ่งเดียว ซึ่งพยายามเข้าไปทำลายวัฒนธรรมอื่นๆ ที่หลากหลาย แล้วสถาปนาตนเองให้เป็นเจ้าแห่งวัฒนธรรม หนึ่งเดียวโดยครอบและกดทับวัฒนธรรมอื่นๆ ไว้ หรือจัดการวัฒนธรรม อัตลักษณ์อื่นๆ ที่แตกต่างออก ไป กลายเป็นรัฐชาตินิยมแบบใหม่ที่สนองตอบทุนนิยมและโลกตะวันตก โดยเฉพาะเบื้องหลังลึกๆ ไม่ใช่รัฐไทย กับชาวมุสลิม หรือชาวมุสลิมกับอเมริกา เท่านั้น แต่มันมีอำนาจอื่นๆ อีกที่อยู่เบื้องหลังอเมริกา เบื้องหลังรัฐไทย มันเข้าแล้วใช้พวกเด็กๆ ครอบงำเยาวชน ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนทราบเรื่องราวเบื้องหลังนั้นดี

ดังนั้น การที่ชาวมุสลิมขัดแย้งนั้น มันขัดแย้งกับชาวตะวันตก และชาวตะวันตกเองก็พยายามโยงให้ชาวมุสลิมขัดแย้ง หรือทะเลาะกันเองด้วย ที่สำคัญและน่าสนใจคือ ปัญหาใน 3 จังหวัด ถ้าหากสืบสาวเชื่อมโยงลึกๆ แล้ว จะพบว่าชุมชนมุสลิมนั้นมีอำนาจอื่นๆ นอกเหนือจากอำนาจรัฐร่วมอยู่ด้วย และยังมีอิทธิพลอยู่มาก ในวิถีชีวิตของชาวมุสลิม

สุดท้ายกับปัญหานี้เองมันจึงกลายเป็นสงครามเพื่อค้นหาศัตรู แล้วทำลายศัตรู โดยที่ไม่รู้ว่าใคร คือ ใคร ใครคือคนร้าย และใครคือศัตรู และนี้เป็นตรรกะของความรุนแรงในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่รัฐกำลังปะทะกับชุมชนท้องถิ่น ดั้งเดิม กับความเชื่อทางศาสนาที่เข้มแข็ง เพื่อความเป็นหนึ่งเดียว ทางวัฒนธรรมแบบรัฐเป็นศูนย์กลาง

ปัญหาทัศนคติของสังคมไทยที่ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนนั้นได้ตัดสินลงไปแล้ว และเป็นการตัดสินบนทิศทางข้อมูล ข่าวสารและฐานคิดของสื่อมวลชน ที่ตกเป็นเครื่องของรัฐไปแล้ว ประเมินได้จากข่าวสาร การวิเคราะห์ปัญหา จากโพลล์ต่างๆ รายการทีวี และรายการวิทยุ จึงเป็นคำถามหลักกลางเสวนาอีกคำถามหนึ่งว่า สื่อมวลชนกำลังนำเสนออะไรกันแน่ ให้สังคมรับรู้และสรุป ภาพปัญหาร่วมกับรัฐ เพราะถึงแม้ว่า มันคือเสรีภาพ แต่ก็เป็นเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นที่อยู่บนฐานความคิดอคติทางชาติพันธุ์ และมันกำลังจะกลายเป็นภัยร้ายที่มาจากเสรีภาพ ที่ไร้เดียงสาของสื่อมวลชนเอง ที่ก่อไฟลุกลามไปทั่วภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 28-29 เมษายน สื่อมวลชน กำลังกลายเป็นตัวยุยงมากขึ้น เพราะ 90% ของโพลล์ แสดงความคิดเห็น ผ่านสื่อมวลชนนั้นเห็นด้วยกับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ว่า มันสมควรจะจัดการ ดังนั้น ปัญหานี้

หนึ่ง สื่อจะต้องไม่ฉาบฉวย และการรายงานข่าวแบบไม่สนใจประวัติศาสตร์ไม่ได้
สอง สื่อต้องทบทวนว่าตนเองกำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์ หรือไม่
สาม สื่ออย่าสร้างความชอบธรรมให้รัฐฝ่ายเดียว ต้องให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ อย่างหลากหลายทั้งปัญหา ข้อเสนอแนะและความต้องการอื่นๆ

บทสรุปของสื่อมวลชน คือรัฐจะต้องสนับสนุนให้มีสื่อมวลชนที่สอดรับกับวัฒนธรรมชาวมุสลิม โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดซึ่งพูดภาษายาวี เช่น สนับสนุนให้มีทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ เป็นต้น

สำหรับมุมมองนักวิชาการศาสนา (อิสลาม) วิเคราะห์ปัญหาและนำเสนอทางออกว่า รัฐและรัฐบาลจะต้องใช้หลักศาสนาอิสลามเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา อย่าใช้เงินเป็นตัวตั้ง เพราะพี่น้องมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลามเขามีระบบคิด มีวิถีชีวิตตามแบบของเขา ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเข้าใจเขาและใช้หลักการศาสนาอิสลามเป็นตัวตั้ง เป็นวิธีคิดหลักในการแก้ไขปัญหา เพราะนโยบายที่ผ่านๆ มานั้น ขาดความเข้าโดยสิ้นเชิง เช่น การให้ทุนการศึกษา นั้นดอกเบี้ย ชาวมุสลิมใช้ทุนนั้นไม่ได้ การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนก็ใช้ไม่ได้ รวมทั้งกองทุนหมู่บ้านเป็นต้น จึงต้องใช้ฐานคิดแบบอิสลาม ในการกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหา

อีกประเด็นหนึ่งคือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมต้องให้ความสำคัญ โดยกลุ่มนักวิชาการทางศาสนา ปราชญ์ชาวบ้านของอิสลามเอง อาทิ โตะอิหม่าม เป็นต้น ให้นำบุคคลสำคัญ ปราชญ์ชุมชนเหล่านี้ออกมานั่งคุยกัน เพื่อหาแนวทางหาสูตรสำเร็จ หามาตรการที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา อาทิ แนวทาง บ้าน โรงเรียน มัสยิด หรือ บรม เป็นต้น อย่างเช่น โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในนราธิวาส ตอนนี้เป็นโรงเรียนเอกชนที่ดังมาก เป็นที่นิยมของชาวมุสลิมทั่วไป รัฐจะต้องไปสนับสนุนส่งเสริม ไม่ใช่สนับสนุนแต่โรงเรียนประจำจังหวัดของรัฐ

ด้านองค์กรศาสนาหลักๆ อย่างเช่น มัสยิด ปอเนาะ ก็สำคัญ ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ มัสยิดเองก็ต้องมีการปรับปรุง ปฏิรูป ให้เท่าทันกับกระแสโลก และสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ด้วย มิเช่นนั้น จะกลายเป็นเครื่องมือของการก่อการร้าย การปลุกปั่นครอบงำเยาวชนคนหนุ่ม ให้เชื่อและทำในสิ่งที่ผิดไปจากหลักการศาสนา



เช่น กรณี การพลีชีพ และกรณี การฝังศพโดยไม่ล้างเลือดนั้น เป็นสัญญะสำคัญที่อาจจะเป็นชนวนไปสู้การลุกลามความรุนแรง เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้ครอบครัวและญาติๆ ผู้ตายก็ต้องเข้าใจเช่นนั้น ซึ่งถ้ารวมทั้งครอบครัว พร้อมญาติๆ ด้วยก็จะยิ่งเพิ่มปริมาณคน ทำให้อาจจะเป็นการทวีความรุนแรงได้ เพราะตามหลักศาสนาก็วางไว้ให้เข้าใจเช่นนั้น ดังนั้นมันจึงอันตรายถ้า กำลังกลายเป็นการญีฮัดจริงๆ ด้วยเหตุนี้ ต้องให้นักวิชาการศาสนา ออกมาพูด อธิบายเรื่องความหมายของการญีฮัด ว่ากรณีนี้ ใช่หรือไม่ อย่างไร เพื่อให้คนมุสลิมทั้งประเทศเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะ ความหมายของการทำญีฮัด นั้นสำคัญมาก แต่มันก็มีองค์ประกอบการพิจารณาว่า คืออะไร ในสถานการณ์ใด มีกระบวนการอย่างไร และอิสลามมิกชนจะต้องทำอย่างไร ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการด้านศาสนาจะต้องช่วยกันออกมาพูดให้ชัด ไม่อย่างนั้น ในสถานการณ์นี้เอง อาจจะมีการนำ รูปแบบญีฮัดมาใช้ เพื่อแย่งชิงความคิด ของมวลชนที่เป็นเยาวชนได้

ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือ ในวันนี้ ชาวมุสลิมส่วนใหญ่กำลังคิดอะไรกันแน่ กับสถานะของตนในสังคมที่กำลังถูกมอง ถูกต้องข้อครหาจากสังคม จากของรัฐ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้าไปรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องชาวมุสลิมให้ได้

กรณีที่นักศึกษา เข้าไปศึกษาที่ตะวันออกกลางนั้น เหตุผลก็คือการเรียนศาสนาอิสลาม จะให้ดีนั้นต้องไปเรียนที่แหล่งความรู้ทางศาสนา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ส่วนเรื่องเงินที่เข้ามาสนับสนุนในประเทศ นั้นก็เพื่อให้กับผู้ถือศีลธรรม รัฐ สื่อมวลชนหรือนักวิชาการจะต้องแยกให้ออกระหว่าง องค์กรที่สร้างความรุนแรง อย่างกลุ่มเจไอ กับองค์กรการเผยแพร่ศาสนา ในขณะที่ระบบการศึกษาของไทย นั้นกำลังทำให้มุสลิมแท้ๆ กลายเป็นมุสลิมเพี้ยนๆ ดังนั้นต้องให้เขาจัดการการศึกษาเอง แล้วรัฐมาสนับสนุน


ประเด็นเกี่ยวกับรัฐนั้น ต้องทบทวนความสัมพันธ์กับต่างชาติให้มาก เนื่องจากที่ผ่านๆ มามันสะท้อนจุดยืนที่เข้าข้างโลกตะวันตกและกลุ่มประเทศทุนนิยม เช่น อเมริกา เป็นรัฐไทยที่ไม่เป็นกลาง อีกทั้งยังรุกรานเพื่อนบ้านผู้อ่อนแอ ด้วย

ส่วนข้อครหาที่ฝ่ายรัฐไม่ชี้แจงให้กระจ่างชัดนั้นคือ การปฏิบัติการล้อมยิงเป็นการแก้แค้นของฝ่ายรัฐหรือไม่ เนื่องมาจากตั้งแต่เหตุการณ์ 4 มกรา รัฐถูกกระทำมาตลอด 4 เดือน ถ้าใช่ สมควรจะต้องมีกลไกอิสระที่มีอำนาจสูงสุดขึ้นมาตรวจสอบ พิเคราะห์ดูกระบวนการอื่นใด ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมไทยรับรู้และเห็นข้อเท็จจริง เป็นบทเรียนที่ต้องจดจำและพึงระมัดระวัง ต่อไป

เหตุการณ์ 28 เมษา พึงระลึกว่า มันมาจากสาเหตุที่ทับซ้อนกันหลายๆ สาเหตุ ถูกหมักหมมมานาน และทุกฝ่ายมีส่วนร่วมกระทำให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะรัฐที่ผ่านๆ มารัฐไม่เคยสนับสนุนชาวมุสลิมอย่างแท้จริง หรืออย่างเข้าใจ การใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านลงมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ภายใต้เงื่อนไข วิธีคิดแบบระบบทุนนิยม จะทำให้พี่น้องมุสลิมได้ประโยชน์จริงหรือ และถ้าไม่ได้ อย่างที่เข้าใจ จะยิ่งทวความเจ็บปวดหรือไม่ ตรงนี้ต้องพิจารณาให้มาก เพราะว่าศาสนาอิสลามมีหลักคำสอน และยิ่งต้องมาเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงแปลกปลอมในสังคมตัวเอง จะยิ่งสร้างความขัดแย้งกันมากขึ้น หรือไม่ ปัญหานี้มันถึงเวลาแล้วที่ต้องชัดเจนร่วมกัน

ส่วนทางออกของรัฐเกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้นั้น รัฐต้องยืดหยุ่นในการปฏิบัติการทางนโยบายให้มากกว่านี้ เพราะไม่มีอะไรเป็นหนึ่งเดียว มันจึงแก้ปัญหาโลกนี้ไม่ได้ และถ้ามันไม่เปลี่ยนระบบคิด ของคน ของโลกใหม่ ปัญหาเหล่านี้ยังมืดมนในการแก้ไข เพราะแนวคิดการแก้ไขปัญหาที่ผ่านๆ มามันมี 2 แนว คือแนวคิดแบบสายเหยี่ยวของพล.อ.ธรรมรัฐ อิศรางกูลฯ กับแนวคิดแบบสายนกพิราบ ของ จาตุรงค์ ฉายแสง แต่มันแนวคิดอื่นๆ หรือไม่ที่ เข้าใจปัญหามากกว่านี้ เรื่องบุคคล 2 สัญชาติ ถ้าจะมาแก้ตอนนี้ยิ่งสร้างปัญหา เพราะมีคนอยากเปลี่ยนไปอยู่กับมาเลย์มากกว่า เนื่องจากอยู่เมืองไทยนั้น ทั้งสถานภาพและการเข้าใจของรัฐมีน้อยมาก อย่างเช่นที่ สุไหง-โกลก ซึ่งด้านหนึ่งก็มีกลุ่มทุนจ้องจะซื้อที่ชาวบ้านอยู่แล้ว ชาวบ้านอาจจะขายที่ไปกันยกอำเภอ เรื่องนี้รัฐต้องระวัง แก้ปัญหาอื่นไปก่อน

บทสรุปของรัฐ คือ ให้ 3 จังหวัด ปกครองตนเองแบบ พัทยา หรือ กรุงเทพฯ ได้หรือไม่ เพื่อให้ในพื้นที่ที่เข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจปัญหาเข้ามาดูแล เพราะยิ่งรัฐเพิ่มจำนวนทหาร ตำรวจ ลงไปถึงหมู่บ้านก็ยิ่งสร้างความขัดแย้ง ไม่สิ้นสุด กลับกัน ยิ่งเป็นการเอื้อให้ขบวนการก่อการร้ายนำมาปลุกระดมมวลชนได้อีกด้วย

อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
2 พฤษภาคม 2547
รูปบางส่วนจากเว็บไซต์ นสพ.มติชน , ข่าวสด