รัฐ - นายทุน - คนจน อำนาจแห่งความลำเอียงของรัฐไทย

ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์สลายการชุมนุมพี่น้องคนยากคนจน ซึ่งลงพื้นที่ชี้แปลงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบที่ดิน ของนายทุนสวนปาล์มชาวต่างชาติและชาวไทยที่บุกรุกที่ดินสาธารณะ ที่ป่า และที่รัฐ ที่ อ.ปลายพระยา จังกระบี่ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินยึดที่ดินที่บุกรุกแล้วนำมาดำเนินการจัดสรรให้คนยากคนจนได้มีที่ดินทำกิน แต่สุดท้ายรัฐกลับยืนยันท่าที และเลือกที่จะปฏิบัติการสลายการชุมนุม ด้วยยุทธวิธีที่ชาญฉลาดท่ามกลางกระแสข่าวที่สังคมไทยสนใจการประชุม APEC ครั้งสำคัญ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลก็ไม่พยายามทำการชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสลายการชุมนุม หรือหาทางออกให้กับคนยากคนจน กลับเร่งดำเนินคดีทางกฎหมายกับแกนนำ และปฏิเสธการเหลียวแลต่อเสียงเรียกร้องพี่น้องคนยากคนจน กลายเป็นอีกรัฐบาลหนึ่งที่ตระบัตสัตย์ต่อนโยบายตนเองในเรื่องที่ดินทำกินและการแก้ปัญหาคนยากคนจน

ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ สัมภาษณ์ลึก 3 แกนนำนักต่อสู้คนสำคัญ ในขบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน จากกำเนิดขบวนการประชาชน สู่กระบวนการตรวจสอบชี้แปลง ตามสัญญาที่รัฐบาลตกลงไว้และจบลงด้วยคำสั่งสลายการชุมชนได้อย่างไร และใครบงการเบื้องหลัง


วิชาญ เพชรรัตน์

นายวิชาญ เพชรรัตน์ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน วัย 54 ปี ย้อนถึงกำเนิดแนวคิด สู่ขบวนการตรวจสอบที่ดิน เพื่อการปฏิรูปให้คนจนโดยเฉพาะของสมาชิก ว่า "พี่น้องชาวบ้านสมาชิกทั้งหมดมาจากส่วนปัญหาแต่ละประเด็น เช่นมาจากประมงพื้นบ้านที่ล่มสลาย พี่น้องที่ล่มสลายจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เช่นลุ่มน้ำปากพนัง หรือกลุ่มคนที่ถูกภัยธรรมชาติทำให้ล่มสลาย แล้วรัฐเข้ามาดูแลน้อยมาก เช่น กลุ่ม อ.พิปูน อ.กระทู้ อีกส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นลูกจ้างแรงงานมาโดยตลอดไม่มีที่ดินและไม่สามารถจะ สร้างคุณภาพชีวิตได้ หรือไม่มีความหวังอะไรเลย ตรงนี้ทำให้เราทราบว่าปัญหาเดิมของเขานั้นคืออะไร แล้วมาสู่ขบวนการเรียกร้องนี้อย่างไร

ส่วนหลักคิดการก่อเกิดเครือข่ายนั้น เริ่มต้นคิดเลย ผมกับเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่ในภาคสังคมสุราษฎร์มาหลายปี ซึ่งปัญหาที่เราเห็นอยู่และไม่สามารถแก้ไขได้ นั่นคือการบุกรุกป่า มาโดยตลอด เราไม่มีช่องทางทมี่จะยับยั้ง สาเหตุนั้นมาจากคนถูกแย่งที่ ทำกิน หรือไม่ก็ไม่ได้การกระจายที่ดินไปสู่เขา เพื่อยังชีพ ทำให้เรามองอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกป่าเพิ่มเติม เพราะที่เรามองป่าทุกวันนี้ มันจำเป็นต้องสร้างป่า รักษาระบบนิเวศ และหลังสุด ที่เราเห็นนั่นคือไม้ซุง 500 กว่าท่อน ที่ถูกน้ำป่าพัดลงมาจากป่าท่าชนะ

เมื่อปลายรัฐบาลชวน หลีกภัย มีการจับกุมกัน ทำให้เราเคลลื่อนไหว เสียเพื่อน ส.จ.คนหนึ่ง นั่นคือคุณสิทธิโชค ธรรมเดชะ จากจุดนั่นเรามาคิดต่อว่า ถ้าจะไม่ให้คนบุกรุกป่านั้น เราต้องพยายามหาที่ดินให้คนเหล่านี้มาประกอบอาชีพ ก็ทำให้เราเริ่มมอง ศึกษา การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในที่สุดก็พบว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินในจังหวัดสุราษฎร์ นั้นอยู่ในกลุ่มของนายทุนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2520 มีบริษัท มาเลย์ร่วมทุนเข้ามาปลุกสร้างสวนปาล์ม ระยะแรกๆนั้นเราเริ่มจากพื้นที่สุราษฎร์ เท่านั้น จากนั้น ก็มาศึกษาต่อว่า ปัญหาเหล่านี้มันเกี่ยวกับข้อกฎหมายอย่างไร ในช่วงก่อนที่จะเปิดประเด็นปัญหา กับพี่น้องประชาชน และเราได้เห็นปัญหาที่คาบเกี่ยวกับป่า ของสมัชชาคนจนล้มเหลวด้วย แล้วที่ดินในมือกลุ่มทุนที่เราเห็นนี้จะกระจายอย่างไรได้บ้าง ก็ศึกษากัน ดูอายุการเช่าที่ดิน ดูปริมาณการเช่า เป็นอย่างไร ซึ่งเราก็ใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ออกไปหาข้อมูลกัน และในช่วงนั้นพี่น้องประชาชนลำบากมาก

ต่อมาก็ศึกษานโยบายรัฐ ก็พบว่า นโยบายนั้นออกมาชัดเจน รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ประกาศออกต่อสภาฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ว่า รัฐต้องส่งเสริมให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน อย่างเพียงพอ ในหมวดเกษตรข้อ 3 และเมื่อรัฐบาลสนับสนุนส่งเสริม เราก็มาดูกฎหมายหลัก นั่นคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ มันระบุบังคับไว้ชัดว่ารัฐต้องบริหาร จัดการ การใช้ประโยชน์จากป่า น้ำ อากาศ ให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง จุดนี้เองที่เราสรุปว่า มีช่องทาง ใช้สิทธิ์ จึงเปิดประเด็นสู่พี่น้องคนยากคนจนเลยว่า ใครที่ไม่มีที่ดินทำกิน เพื่อประกอบอาชีพแบบเกษตรพอเพียงและยั่งยืน ตัวตนเขาตรงไหน คือให้เขาแสดงตัวตนออกมา โดยมาลงชื่อแสดงความต้องการ

ปรากฎการณ์ว่า มีผู้มาลงชื่อลง ขยายผลออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเราก็วางแนวทางว่าจะเดินไปได้อย่างไร พร้อมกับทำความเข้าใจร่วมกันเรื่องสิทธิ อะไรคือที่ควรได้รับการบริการจากรัฐ เบื้องต้นเป้าหมายเราเพียงแค่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่พอเริ่มเคลื่อนไหวจริงๆ พี่น้องจากสุราษฎร์ก็ได้บอกต่อๆ กัน ไปสู่กลุ่มนครศรีธรรมราช ว่าตอนนี้เรามีโครงนี้ขึ้น ก็ให้ญาติๆ มายื่นรายชื่อขอที่ดินทำกิน เป็นเหตุให้เกิดการทะลักมาจากทั่วสารทิศ ซึ่งเราก็ปิดกั้นไม่ได้ จนเมื่อคนมากขึ้น เราก็เปิดเวทีเสนอปัญหา " คนจนไร้ที่ดินทำกินขึ้น" จากเวทีรายอำเภอแต่ละอำเภอ มาสู่เวทีใหญ่ที่จังหวัด เพื่อให้เผยตัวตนคนจนออกมา ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่จะเจรจากับภาครัฐได้

เราใช้เวลาในการเปิดเวทีทำความเข้าใจถึงสิทธิ หน้าที่ และรับสมัครสมาชิกที่แสดงความจำนงต้องการพื้นที่ทำกิน ไป 8 เดือน ได้สมาชิกกว่า 1 หมื่นคน โดยจังหวัดหลักๆ คือสุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ชุมพร เล็กน้อย พัทลุงบางส่วน เมื่อได้สมาชิกผู้ประสบปัญหาแล้วก็นัดรวมตัวเจรจากับรัฐขึ้น ในวันนั้น เจ้าของรายชื่อต้องมาแสดงตัวตน เพื่อให้รัฐเชื่อ มิใช่มีแค่รายชื่อ

ที่ดินที่เรานำเสนอในระยะแรก และถือเป็นกลุ่มที่ดินผื่นใหญ่ที่สุด คือกลุ่มสุราษฎร์ คาบเกี่ยวจนถึงนครศรีฯ อ.สิชล อ.ขนอม การชุมนุมนัดแรก เรามีสมาชิกมาประมาณ 3,000 กว่าคน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 จากนั้น เราได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เป็นจังหวะที่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบกรมป่าไม้ เป็นตัวแทน รมช.เกษตรฯ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ลงมาปลูกป่าที่ดอนสัก เราได้ยื่นหนังสือและถึงนายกฯ จริง เบื้องต้นข้อเสนอ ของเรา คือ ไม่ต่อสัญญาเช่า ให้กลุ่มทุนที่หมดสัญญาแล้วและเกิน 200 ไร่ ขึ้นไป เราจัดเวทียื่นหนังสืออย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จนเรานักชุมนุมครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 10-13 มิถุนายน 2545 รัฐจึงลงมาเจรจาร่วม โดยมีที่ปรึกษาและโฆษกรัฐบาลลงมา แต่ครั้งนั้นข้อตกลงไม่ชัดเจน แต่รัฐรับปากว่าจะไม่ต่อสัญญา โดยขอเวลา 60 วัน เมื่อครบ 60 วัน กลับยังไม่มีท่าทีคืบหน้าแต่อย่างไร ทำให้ขบวนการ ประชาชน และผมแกนนำ ก็ติดตามเร่งรัด จนมีหนังสือฉบับหนึ่งซึ่งแต่งตั้งโดยประพัฒน์ เป็นคณะทำงาน ร่วมกับภาคประชาชน แก้ไขปัญหาที่ดิน เมื่อ 22 เมษายน 2546 เป็นคำสั่งให้คณะกรรมการร่วมสามารถตรวจสอบที่ดิน ทั้งภาคใต้ แต่เรากลับวิเคราะห์ว่า รัฐกำลังเพิ่มภาระให้เรา เราทำไม่ได้ และเราขอทำงานเพียงแค่ 3 จังหวัด นำร่องก่อน และคำสั่ง 22 เมษายน ก็เหมือนเดิม คือเจ้าหน้าที่รัฐไม่ขยับทำงานเลย

จากนั้น เราก็ประชุมแกนนำ เพื่อหามาตรการและวิธีการ เพราะเราได้รับการแต่งตั้งและมีคำสั่งให้อำนาจตรวจสอบข้อมูลที่ดินต่างๆ อย่างถูกต้องจากฝ่ายการเมืองแล้ว เราจึงมาวางมาตรการขับเคลื่อนทำงานกัน ไปข้อมูลที่ดินต่างๆ จากสุราษฎร์ จากกระบี่ ว่ามีการเช่ากี่แปลง หมดสัญญากี่แปลง และจากนั้นจะจัดการอย่างไร ต่อ เพราะรัฐไม่ยอมตรวจสอบ และสรุปได้ว่าถ้ารัฐไม่ตรวจสอบ เราจะดำเนินมาตรการเอง เลยจัดคนเข้าแปลงเพื่อตรวจสอบ กระบวนการเบื้องต้นเราไม่ทราบเลยว่า แปลงนั้นๆ อยู่ที่ไหน ขอบเขตแค่ไหน บริษัทอะไร สมาชิกเราเองพยายามสืบเสาะ หาแปลงดังกล่าว ตามเอกสารของรัฐ เมื่อสืบเสาะพบก็ส่งคนเข้าตรวจสอบโดยเราขึ้นป้ายชัดเจน ว่า มีคณะทำงานเข้าตรวจสอบพื้นที่ และเมื่อเข้าตรวจสอบ เราได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชฯ ให้ส่งเจ้าหน้าที่ ลงตรวจสอบร่วมกับชาวบ้าน แต่ได้รับการปฏิเสธ ทั้งๆ ที่ฝ่ายการเมืองลงนามแต่งตั้งให้ทำงานร่วม แต่กลไกรัฐในพื้นที่ไม่เคยแม้แต่มาประชุมร่วม กับคณะตัวแทน จนคณะทำงานภาคประชาชนลงแปลงพื้นที่ตรวจสอบ รัฐส่งตัวแทนมาเจรจากับคณะทำงานฯ เข้าแปลงที่ 2 ก็เรียกประชุมเจรจาอีก เพราะแรงเสียดทานการทำงานมันเยอะ กลุ่มนายทุนก็ไม่ยอม กลไกรัฐที่เคยได้รับผลประโยชน์ก็สร้างแรงเสียดทานการทำงานของประชาชน จนแปลที่ 3 ก็พยายามเรียกประชุมอีก ซึ่งประชุมแต่ละครั้งไม่เคยครบองค์ประชุม ประธานนายผานิต เทียนทอง เลขาฯ รัฐมนตรีประพัฒน์ ไม่เคยมาประชุมเลย

ต่อมาเราเริ่มพบว่า ปัญหาที่ดิน ไม่ได้เกี่ยวพันเฉพาะกระทรวงเดียว หรือกรมเดียว แต่มันคาบเกี่ยวหลายกระทรวงมาก ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการคลัง ที่เกี่ยวพันธ์กับเอกสาร โดยเฉพาะเอกสารแสดงสิทธิ์ของพื้นที่ เช่น พื้นที่ นสล.(หนังสือสำคัญที่หลวง ) ที่กระทรวงมหาดไทยขอใช้จากกรมป่าไม้ ยิ่งหลายแปลงเป็นสิบแปลง รัฐจึงเร่งประชุม เพราะข่าวเริ่มออกมากขึ้น และเริ่มจับประเด็นมากขึ้นว่าที่ดินเหล่านี้มันอยู่ใน 4 กระทรวงหลัก คือ มหาดไทย การคลัง เกษตรฯ และทรัพยากรฯ จึง มี มติ ครม.ตั้งเป็นคณะทำงานจาก 4 กระทรวงหลัก เมื่อ 26 สิงหาคม 2546 ได้ข้อสรุปจากรัฐบาลว่า ยังไม่ชัดเจนต่อเรื่องให้ยุติข้อสัญญาไว้ก่อน ซึ่งภาคประชาชนท้วงติง ว่า ไม่ใช่ยุติไว้ก่อน แต่ไม่ต่อสัญญาเลยแล้วมาจัดสรรให้คนจนทำกิน 27 สิงหาคม นายวีระ มุสิกพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีมหาดไทย นาย วัน มู ฮัมหมัด นอร์มะทา ลงมาเอง เพื่อรับทราบว่า ให้ตัดคำว่ายุติไว้ก่อน แล้วเน้นว่า แปลงใดที่ทำการตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ดำเนินการจัดสรรได้เลย แต่ยังมีคำว่ายึดคนในพื้นที่เป็นหลักอีก ซึ่งความจริงคือพื้นที่ในจังหวัดสุราษฎร์นั้นมาก แต่คนนั้นน้อย ส่วนชาวบ้านที่มาจาก อ.ปากพนัง นครศรีฯ ชุมพร กระบี่ ไม่มีที่ดินทำกิน พูดง่ายๆ คือคนจนมันมีทั่วไป คนอีสานที่มากรีดยางร่วมสิบปีก็มี ล้วนไม่มีที่ดินทำกิน ดังนั้นการประกาศเช่นนี้ เป็นการสลายพลังประชาชน ทำให้พี่น้องประชาชนไม่กลับยังสู้ต่อ เพราะเขามีสิทธิที่จะใช้ที่ดิน คนสมัยก่อน อย่างคน นครศรีฯ ก็เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งทำกิน ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ถึงอย่างไร ขบวนการประชาชนก็ยังเข้าพื้นที่ลงแปลงตรวจสอบเรื่อยๆ เนื่องจากกลไกรัฐไม่ยอมทำงานเลย และสุดท้าย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รมต.กระทรวงทรัพยากรฯ ในปัจจุบัน ลงมาพูดเองเลย ที่จังหวัดกระบี่ พูดอย่างชัดเจนว่า "พี่น้องกลุ่มทุนต่อไปนี้ไม่ต่อสัญญาแล้ว และจะเอามาปฏิรูปให้คนจน" แต่ไม่ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร และกลุ่มทุนทราบ กลไกรัฐได้ยินในวันนั้น เมื่อรัฐประกาศเช่นนี้ เราก็เข้าตรวจสอบต่อ จนกระทั่งรัฐมนตรีมหาดไทยลงมากระบี่ ก็พูดชัดเจนเหมือนกันว่า "ไม่ต่อสัญญาแล้ว และที่ดินที่ไม่มีการขอใช้ประโยชน์มาก่อน ก็จะนำมาจัดสรรด้วย"

เพราะเมื่อคณะทำงานลงพื้นที่แปลงต่างๆ แล้วก็พบว่ามีการบุกรุกใช้ที่ในลักษณะต่างๆ 1.เช่าแล้วหมดสัญญา 2.ทำเกินที่เช่าไว้ ที่ดินที่บริษัทแจ้งไป 2000 ไร่ แต่ทำเกินไปถึง 3000-5000 ไร่ และ 3.แปลงบุกรุกโดยไม่ได้แจ้งอะไร ไม่มีเอกสารไม่มีสัญญาเช่า แต่อยู่ได้เพราะมีเกี่ยวพันธ์กับอิทธิพลท้องถิ่น ไม่มีใครกล้าขัด กล้าแตะ ข้าราชการนั่งทับมาตลอด ประเภทที่ 4. คือหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจใช้ แล้วก็ใช้ไม่คุ้มค่า ไม่ตรงประเด็น อาทิ สวนป่า ขอใช้ 5000 ไร่ พอวัดจริงๆ กว่า 8000 ไร่ เป็นต้น เหล่านี้เห็นชัดว่ากันพี่น้องประชาชนให้ไร้ที่ดินทำกินนับร้อยครอบครัว ยิ่งกว่านั้นสวนป่ายกที่ดินให้บริษัทเช่าช่วงอีกที สุดท้ายกลุ่มที่ 5.คือ เป็นอยู่กลุ่มทุนใหญ่มาก นั่นคือประเภทออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ

การทำงานในระยะต่อมา ขบวนการชาวบ้านเริ่มมาเน้นประเด็นที่ดินที่บุกรุก เพราะที่ดินสัญญาเช่า ออกเอกสารสิทธิ์มิชอบเหล่านี้ รัฐมีหลักฐานหรือเอกสารอยู่แล้ว เราเร่งให้รัฐตรวจสอบทั้งสุราษฎร์ กระบี่ ในสุราษฎร์คณะทำงานได้ทำงานคืบหน้าไปมาก แต่ในกระบี่กลับขยับไม่ได้เลย เพราะกระบี่อิทธิพลแน่นมาก ในขณะที่กลไกรัฐก็ไม่ทำงานแถมกีดกันคณะทำงานในการเข้าไปมีส่วนร่วมอีกด้วย ขบวนการชาวบ้านพยายามเสนอชื่อเข้าไปแต่ก็ไปปฏิเสธกลับมา เราจึงยังใช้กลไกเดิมคือเข้าตรวจแปลง เพราะชาวบ้านเองก็ไม่ไว้วางใจรัฐเช่นกัน เพราะรัฐไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ยอมชี้แปลงหมดสัญญา ทำให้ชาวบ้านลงพื้นที่ตรวจสอบโดยเน้นพื้นที่ที่บุกรุกเป็นหลัก จนมาสู่แปลงที่เราเข้าตรวจสอบนั้นเอง ที่ถูกล้อมปราบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ต้องเข้าใจว่ากระบี่กลุ่มทุนเขาแรงมาก การเมืองฐานหลักสนับสนุนเขาดี พอถูกล้อมปราบ โดยอาศัยอำนาจที่มิชอบโดยที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผมเชื่อว่า ขบวนการชาวบ้านอาจจะโยงไปไม่ถึง ที่เห็นนักการเมืองร่วมกับนายทุนทำลายชาวบ้าน เพราะการสั่งครั้งนั้น ถามว่าชอบด้วยเหตุผล ผมคิดว่าไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะการที่รัฐเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน ร่วมในการรื้อ ในการค้นหา ตรวจสอบ แต่ปัญหารัฐไม่ยอมทำ แล้วเราขอทำ ขอค้นหาแทนรัฐ และวันรุ่งเช้าของการค้นหา เราจะเอาเอกสารข้อมูลที่ได้มา มอบให้ผู้ว่าราชการ ทุกครั้งที่ได้ข้อมูลมา อาทิ แปลงที่บุกรุกทั้งหมด โดยนายทุนต่างชาติ คือมาเลเซีย เป็นต้น แต่ยังไม่ทันได้นำข้อมูลไปมอบให้ผู้ว่าฯ เราก็ถูกปิดล้อมทันที ก่อนหน้านี้ เพียงไม่กี่วัน ท่าน รมต.วันนอร์ ลงมารับปากกับชาวบ้าน ว่ากำลังดำเนินการอยู่ ขอเวลา 15 วัน และขอให้ชาวบ้านถอยออกจากแปลงตรวจสอบ ขณะที่ชาวบ้านขอลงวางแนวแปลง สำรวจผลผลิตปาล์ม เพื่อเปรียบเทียบเอกสารทางราชการ และเรื่อง 15 วัน ชาวบ้านก็แจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องเท่านั้น มากกว่านั้นก็ได้ 30 หรือ 60 วันก็ได้ แต่ขอให้ทำให้จริงจัง เห็นผลชัดเจน หลังจากผ่าน 15 วัน ไม่มีอะไรคืบหน้า ส่วนชาวบ้านก็ยอมถอยมาอยู่แค้มป์กลาง เพื่อรอคำตอบการตรวจสอบ ทั้งหมดเป็นการตกลงกันผ่านเลขาฯ รัฐมนตรี และถ้า 15 วันไม่มีอะไร จะให้ชาวบ้านตรวจสอบตามวิธีการชาวบ้านได้ จน 25 วันผ่านไป ไม่มีข้อสรุปใดๆ ให้ชาวบ้านเห็น ไม่มีการประชุมให้ชาวบ้านทราบ แกนนำก็ประชุมหาทางดำเนินการต่อ เพราะรัฐไม่สามารถตรวจสอบได้สักแปลง ไม่าข้อมูล โดยเฉพาะพื้นที่กระบี่ ไม่มีอะไรคืบเลย ถึงตอนนั้นแกนนำชาวบ้านสรุปเราต้องตรวจสอบต่อ

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม มีอธิบดีผมจำชื่อและหน่วยงานไม่ได้ ลงมาประชุม และผมมีธุระต้องเข้าพบผู้ว่าฯ ด้วย ในวันนั้นเช่นกัน ปรากฏว่า มีการรายงานว่า จังหวัดสุราษฎร์ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ชุมพรเรียบร้อย กระบี่ก็เรียบร้อยแล้ว นี่เป็นการรายงานเท็จทั้งสิ้น ทำให้ภาคประชาชนปฏิบัติการลงแปลงนี้ทันทีอีกครั้งเพื่อเก็บข้อมูลยืนยัน เป็นภาพก่อนมาสู่เหตุการณ์ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ เพื่อสร้างภาพว่ารัฐบาลเอาอยู่กำหนดชาวบ้านได้ ไม่มีทางดื้อรั้น โดยเฉพาะวิธีการของรัฐบาลทักษิณ คือกดดัน เราชาวบ้านเชื่อว่า เราชอบธรรม

ชาวบ้านเข้าวันที่ 13 ตุลาคม วันที่ 14 ตุลาคม ชาวบ้านถูกปิดล้อมทันที เป็นเหตุการณ์ที่ชัดเจนว่ากลุ่มทุนเขาเชื่อมต่อกลไกรัฐได้เป็นอย่างดี มีการเจรจากัน ส่วนผมเคลื่อนไหวอยู่ทางสุราษฎร์ เพื่อต่อรองรัฐบาล ซึ่งรัฐประกาศให้ถอยอย่างเดียว แต่ตอนนั้นมันถอยไม่ได้เพราะกำลังเจ้าหน้าที่ปิดล้อมหมดแล้ว รุ่งเช้า 15 ตุลาคม เรานัดเจรจา และได้ส่งตัวแทนเจรจา แต่ผลปรากฏว่า รัฐไม่ยอมเจรจากลับปฏิบัติการในช่วงสายของวันนั้นเลย ทั้งๆ ที่เราพยายามต่อสายผู้ว่าฯ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ลงมาด้วยเพื่อเป็นตัวกลางช่วยเจรจา

ลักษณะแบบนี้ผมถือว่ารัฐบาลเบี้ยวการเจรจา ซึ่งถ้าถามเหตุผลว่า จำเป็นขนาดไหน ที่ต้องใช้กำลังหลายจังหวัดเข้าไปสลายชาวบ้าน ประการแรก เนื่องจากเราเจรจาทุกครั้งเราทำได้ เราตกลงกันได้ เราพูดเหตุผลกันรู้เรื่อง ทำไมไม่ใช่วิธีการนี้ต่อ ก่อนนี้เจรจาจนได้ข้อตกลง 15 วัน เราก็ทำได้ เราไม่เคยเบี้ยวข้อตกลง ทำไมไม่ใช้วิธีการนี้ ประการที่สอง เราส่งคนไปเจรจาแล้ว กลับไม่เจรจาแต่สั่งการสลายเลย ผมถามว่า มันมีอะไรอยู่ข้างหลัง ต้องถามรัฐให้ชัดตรงนี้ ถ้ายืดเวลาเจรจาไป 1 ชม.มันเสียหายอะไร ทั้งหมด คือการแสดงอิทธิฤทธิ์ข่มขู่คนจนใช่หรือไม่ ประการที่สาม ประเด็นเราเข้าไปตรวจสอบแทนที่นายทุนจะต้องเป็นผู้แจ้งความบุกรุก รัฐต้องเอาเอกสารมาแสดงสิทธิ์ในการเป็นผู้เสียหายจริง รัฐไม่จรวจสอบ แต่สั่งสลายเลย มันจึงไม่ชอบด้วยวิธีการ วิธีการแก้ปัญหา ถ้ารัฐฉลาดและตั้งใจที่จะแก้ โดยไม่ให้สูญเสียภาพลักษณ์นั้น รัฐเรียกมาซิ ว่ามีเอกสาร หลักฐาน ขอเวลา 3 วัน 7 วัน ให้ชาวบ้านถอยออกมาก่อน ทำไมรับไม่ทำ ซึ่งถ้าทำรัฐแก้ปัญหาได้ เพียงแค่มีเอกสารมาแสดงให้พี่น้องประชาชนทราบเท่านั้น เพราะเราเข้าแปลงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ใช่บุกยึด แล้วแบ่งปัน แค่ชาวบ้านต้องการตรวจสอบบางแปลง ที่เห็นว่าบุกรุก ดังนั้นถ้ารัฐมีเอกสารสิทธิ์ ก็จบไปเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีเอกสารสิทธิ์ รัฐก็ควรนำที่ดินนั้นมากระจายให้พี่น้อง ไปตามข้อกฎหมาย นี่คือวิธีการของชาวบ้าน

แม้แต่ในเหตุการณ์ พี่น้องยอมจำนน นั่งพับเพียบรอให้ปฏิบัติการ ทำไมต้องผลักให้ล้มลงแล้วเดินเหยียบ ทำไมต้องมัดมือไพล่หลัง ทำไมต้องให้ถอดเสื้อผ้า ถ้าถามว่าชาวบ้านมีอาวุธไหม ชาวบ้านมีมีดพร้า จอบ เสียม ซึ่งเป็นเครื่องมือการเกษตร ท่านวันนอร์ เองก็พูดตรงนี้ และชาวบ้านไม่ได้เอาไปต่อสู้กับใครด้วย ถามว่าปราบหรือปล้น บัตรประชาชนเอาไป เงินในกระเป๋าล้วงเอาหมด โทรศัพท์เอาไป สรอยคอ หม้อ กระทะ เผาทำลายเต้นท์เราหมด นี่จะยุติปัญหาหรือสร้างความรุนแรงกันแน่ครับ ก่อนบุกสลายมีใบปลิวที่โปรยมาจากฮอลิคอปเตอร์ว่า สันติและเมตตาธรรม แบบนี้สันติอย่างไรครับ มีทั้งกระสุนยาง แก๊ซน้ำตา รถฉีดน้ำ มูลค่าที่เสียหาย กว่า 2.5 ล้านบาท ในจำนวน 2 พันคน เพราะมันไม่ใช่คนจนอย่างเดียวที่เสียหาย มันมีญาติๆ คนจนด้วย ที่เขาเข้าไปให้กำลังใจ เอารถไปช่วยขนส่งพี่น้อง ความเสียหายทั้งหมดเราให้พี่น้องทำบันทึกออกมาเพื่อตรวจสอบทั้งหมด

ความรุนแรง ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะหนึ่งถ้ารัฐไม่จริงใจ หมกเม็ด ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ก็มีผลทำให้คนเจ็บแค้น และคิดเรื่องตอบโต้วิธีการแบบนี้ แต่วันนี้ เรายืนยันว่าไม่เห็นด้วยในวิธีการเช่นนี้ เรายังเชื่อและใช้สันติวิธีอยู่ แต่โชคดีที่จังหวัดสุราษฎร์ผู้ว่าฯ ท่านปฏิบัติการเอาจริงเอาจังพอสมควร กับข้อตกลงกับประชาชน

ผมอยากอธิบายให้คนในสังคมไทย โดยเฉพาะคนชั้นกลาง คนเมือง นักวิชการ ได้รับทราบ หรือลงมาดูความจริง อย่าฟังการรายงานข่าวจากรัฐ จากสื่อบางกลุ่ม ที่ไม่พยายามเอา 2 ด้านมาพูด มาเปิดเผย ผมอย่างให้ติดตามข้อมูลจริง จากตัวแทนที่เดือดร้อน เพราะที่นี่นั้น มีคนที่หวังจะเข้ามาหาประโยชน์ก็มี ซึ่งเราปิดกั้นไม่ได้มาก ดังนั้น ผมยืนยันว่า สื่อมวลชนที่สนใจประเด็นปัญหาส่วนนี้ ให้เข้ามาเลยครับ และสังคมได้โปรดติดตามให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย เช่น ครอบครัวหนึ่งมีที่ดิน 20000 ไร่ กับคนจนหลายพันครอบครัวไม่มีเลย เราควรจะเฉลี่ยกันอย่างไรให้เป็นธรรม ขอแค่ให้คนจนมีที่ทำกินยังชีพได้ นั่นคือเป้าหมายหลักของผม ผู้ที่ได้ที่ดินต้องรักษาระบบนิเวศ ทำเกษตรยั่งยืน และจะไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่ม และที่ดินทุกแปลงถ้าเราได้มา จะต้องมีการกันเพื่อปลูกป่า 15-20% ระบบการผลิตก็ต้องไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยวใช้สารเคมี นี่คือรูปแบบอนาคตที่เราพยายามทำความเข้าใจกับสมาชิก ว่าไม่ใช่เพื่อความร่ำรวยแต่เพื่อพออยู่พอกิน และที่ดินถ้าได้ จักต้องมี 3 ฝ่ายตรวจสอบพิจารณาด้วย 1.ฝ่ายรัฐ 2.ฝ่ายปกครองท้องถิ่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อยืนยันฐานะสมาชิก 3.ฝ่ายประชาชน ทั้งสามฝ่ายต้องตรวจสอบคุณสมบัติ ความจำเป็นเหมาะสม ไม่ใช่ใครก็ให้นะครับ ใครมีที่ทำกินแล้วเราตรวจสอบพบก็ตัดออกไป หรือมีแต่น้อยมากก็ พิจารณาตามที่มี ว่าควรจะได้รับเท่าไหร่ ตรงนี้คณะกรรมการพิจารณาเป็นรายๆ ไป ด้วย ที่สำคัญผมจะย้ำเสมอว่า คนที่จะสมัครขอรับที่ทำกินจะต้องเป็นคนที่รักวิถีเกษตรเป็นการเกษตรแบบพึ่งตนเอง ทำเองด้วย ที่ดินเราไม่เน้นการออกเอกสารสิทธิ์ ถ้ามีขอแค่เป็นการรับรองสิทธิ์ที่จะให้ใช้ไปชั่วลูกชั่วหลาน จะเอาไปจำหน่ายไม่ได้ มีมาตรการการเปลี่ยนมือ เพราะไม่อยากให้หลุดมือเกษตรกรตามนโยบายแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน อย่างนั้นก็ไม่ได้ เพราะถ้าเกษตรกรขายที่ดินได้ 2 ปีก็หลุดมือไปอยู่ในกลุ่มนายทุนอีก ตรงนี้ต้องให้สมาชิกเข้าใจ เพื่อป้องกันที่ดินให้ถึงลูกหลานครับ " นายวิชาญย้ำ


สมชาย สังข์ทอง

นายสมชาย สังข์ทอง แกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน วัย 44 ปี จาก อ.พนม สุราษฎร์ธานี เล่าถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐสั่งสลายการชุมนุมภายใต้คำสั่งนายทุน ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเรียกร้องขอเจรจา ว่า " วันนั้น วันที่เราเข้าแปลง เป็นวันที่ 13 ตุลาคม เราได้เข้าแปลงเพื่อตรวจสอบ ชี้แปลงให้รัฐดำเนินการ วันที่ 14 ตุลาคม เวลาประมาณ 11.00 น. มีเฮลิคอปเตอร์มาบินเวียน แล้วก็ทิ้งใบปลิว ในใบปลิวเป็นคำสั่งจังหวัด ลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายอำนวย สงวนนาม ให้ชาวบ้านถอยออกไปก่อนเวลา 10.00 น. แต่ตอนเฮลิคอปเตอร์บินมาทิ้งใบปลิวนั้น เวลาล่วงมาถึง 11.00 น. แล้ว ถ้าไม่ออกทางจังหวัดจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด แต่เราเห็นว่า การที่ชาวบ้านลงแปลงเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม แล้ว ตอนที่มาที่แปลงนั้นมันใกล้จะมืดแล้ว ปรากฎว่าวันนั้นเองฝนก็ตก ดังนั้น การมีคำสั่งให้ถอนเวลานั้น มันถอนยาก หรือถอนไม่ได้เลย เพราะว่าชาวบ้านบางคน ก็ยังไม่ได้ทานข้าวเลย เพราะว่ามันเป็นภาวะที่อยู่ในช่วงกำลังเหน็ดเหนื่อย

ในขณะเดียวกัน ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ กลุ่มแกนนำชาวบ้านก็อยากจะประสานกับตัวแทนของรัฐ และเราประสานผ่านตัวกลางว่าขอเจรจา ขอเป็นพรุ่งนี้ได้ไหมวันที่ 15 ตุลาคม ซึ่งขณะที่ประสานอยู่ก็มีกำลังเจ้าหน้าที่มาล้อมแล้ว มีอาวุธ พร้อมโล่และกระบอง รถน้ำ รถปอเต๊กตึ๊ง รถโรงพยาบาล ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมด ในวันที่ 14 ตุลา ซึ่งเข้ามา 2 ทาง ส่วนชาวบ้านก็พยายามเจรจา ผมเห็นว่า สถานนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว จึงพยายามต่อไปยังกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

คือคุณ โสภณ จริงจิต เพื่อต่อไปยังรัฐบาล ว่าขอเจรจา โดยให้กรรมการสิทธิฯ เป็นตัวกลางเจรจา แต่คุณโสภณ แจ้งมาว่าท่าทีรัฐบาลตอนนี้แข็งกร้าวมาก ไม่ยอมอ่อนแล้ว คือยื่นคำขาดให้ถอยอย่างเดียว และคุณโสภณ แจ้งอีกว่าถ้าชาวบ้านยอมถอย รุ่งขึ้นจะนัดเจรจา แต่ชาวบ้านเริ่มไม่มั่นใจแล้ว คณะกรรมการสิทธิฯ จึงประสานว่าจะลงมาเป็นตัวกลางในการเจรจา และให้ต่างคนต่างถอย กองกำลังก็ถอยแต่ถอยไปเตรียมที่อำเภอปลายพระยา ส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็ล้อมไว้ ซึ่งข้อเสนอคุณโสภณคือให้ต่างฝ่ายต่างถอย ขณะที่ข้อเสนอชาวบ้าน คือ หนึ่ง เราอยากให้รัฐบาลนำข้อตกลงเดิมมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและให้เกิดคณะทำงานขึ้นอย่างชัดเจน ภายใน 3 วัน และให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นรายแปลง เพื่อป้องกันการสับสน สองต้องเกิดคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐกับประชาชน ในทุกๆ คำสั่งของกระบวนการตรวจสอบ และรัฐต้องตรวจสอบทุกแปลงที่หมดสัญญาเช่า ที่ทำผิดเงื่อนไขสัญญาและบุกรุก พร้อมให้เกิดคณะทำงานกลางทั้งสองฝ่ายขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อทำงานประสานกับรัฐบาลในการรับรู้ข้อมูลที่เป็นจริง เพราะกรณีกระบี่กลไกรัฐนั้นเข้าไปรับใช้ทุน ไม่มีความเป็นกลางเลย และสามทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ขอรายงานการตรวจสอบทั้งหมดกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง ผ่านคณะทำงานกลาง ข้อที่สี่ ขอให้ยกเลิกกรณีออกหมายจับต่อแกนนำ ที่ทำงานสนองตามนโยบานรัฐและให้ดำเนินคดีต่อนายทุนที่บุกรุก นี่คือข้อเสนอทั้ง 4 ข้อ ที่ชาวบ้านเตรียมไว้ก่อนที่จะมีเหตุการณ์สลาย

ยังไม่มีการเจรจา ตอนนั้น กรรมการสิทธิฯ แจ้งว่าจะมาเป็นคนกลางในการเจรจา และแจ้งว่า จะมาถึงสนามบินกระบี่ประมาณ 09.00 น. และมาถึงแปลงประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม แต่พอเช้าวันที่ 15 ตุลาคม กรรมการสิทธิฯ ถูกกักตัวไว้ที่อำเภอปลายพระยา จากนั้นกองกำลังก็สลายชาวบ้าน หลังเหตุการณ์ กรรมการสิทธิฯ พยายามจะเข้ามาพื้นที่แต่ก็โดนเจาะยางรถทั้ง 4 ล้อ

ที่สำคัญการสลายวันนั้น ผมไม่คิดว่าจะเป็นสลายพร้อมกับปล้น หรือชิงทรัพย์ อย่างนั้น พอมีการสั่งให้ยอมและทิ้งอาวุธเสร็จ พวดมีดพร้า เครื่องมือการเกษตรกร แล้วก็แยกชาย-หญิง ใครขัดขืนก็โดนทุบตี ใครมีกล้องถ่ายรูปก็จะถูกทำลายพร้อมทั้งทำร้าย จากนั้นก็จับมือมัดไขว่หลัง นอนคว่ำหน้า และอาจจะโดนเหยียบ ถ้าใครพูดจาโต้ตอบเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์มันเร็วมากและชาวบ้านไม่นึกมาก่อนเลย เพราะเชื่อว่าเราน่าจะเจรจากันได้ และ" สิ่งที่เสียใจที่สุดคือ ในเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทำร้ายทำร้ายชาวบ้านนั้น มีนายทุนมายืนคอยชี้สั่งการอยู่ด้วย" ในวันนั้นมีเจ้าของบริษัทเกือบทุกบริษัทมาด้วย มาคอยสั่งการ

หลังเหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดว่า รัฐบาลฟังรายงานด้านเดียว ขาดเหตุผลในการสั่งการ โดยไม่สืบข้อเท็จจริง ฟังรายงานด้านเดียวแล้วก็เข้าใจผิด คิดว่าชาวบ้านทำผิดกฎหมาย ผลกรรมก็มาตกสู่ชาวบ้านที่ต้องโดนกระทำ ซึ่งมันไม่ใช่เหตุการณ์การสลายการชุมนุม แต่มันเป็นเหตุการณ์ปล้นชาวบ้าน เพราะมีการเข้ามายึดเอากระเป๋าเงิน ของใช้ โทรศัทพ์มือถือ สร้อยคอ ซึ่งมากที่สุดคือสร้อย รวมแล้วกว่า 2 ล้านบาท บางคนพยายามกำไว้ ก็ได้คืนมาครึ่งท่อน เฉพาะสร้อยก็รวมๆ หนักประมาณ 40-50 บาท บางคนหมดตัวเลย อย่างนายกุหลาบ เทพพาณิช หมดเงิน 8000 บาทและสร้อยอีก 2 บาท

คดีความของเรา 4 คน ที่ได้รับตอนนี้ มี 2-3 ข้อหา คือบุกรุก ข่มขืนใจ มีอาวุธและข้อหาที่ยัดให้ผมอีกหนึ่งคือ ปืนไทยประดิฐษ์ หรือปืนแก้ป ซึ่งปืนนี้ผมเห็นนานแล้ว ตั้งอยู่ในโรงจอดรถคนงานสวนปาล์มของบริษัท ผมเห็นตั้งแต่เข้าวันแรก แต่ไม่ได้สนใจเพราะเห็นว่ามันชำรุดแล้ว แต่พอเจ้าหน้าที่เข้ามาสลาย กลับยึดเอามาด้วย และเป็นอีกหนึ่งข้อหาให้เรา และตอนนี้เจ้าหน้าที่เริ่มออกหมายจับชาวบ้านตามบัตรประชาชนที่ยึดได้แล้ว เพราะในวันนั้นมีการยึดเอาบัตรประชาชนไปด้วย ในขณะที่นายทุนก็พยายามหาทางแจ้งความเพิ่มเติมกับชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ จนวันนี้ทำให้ชาวบ้านเริ่มไม่เข้าใจว่า ทำไมบ้านเมืองนี้ มีกฎหมาย มีความยุติธรรม ทำไมนายทุนที่บุกรุกถึงอยู่ได้ ไม่โดนจับ แม้ว่าชาวบ้านจะพยายามแจ้งความให้จับ แต่กับชาวบ้านที่เข้าไปตรวจสอบและชี้แปลงให้รัฐ กลไกรัฐกลับดำเนินการทันทีครับ" นายสมชายกล่าว


สอด สุดนาค

นายสอด สุดนาค แกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน จาก อ.พระดม สุราษฎร์ธานี ยืนยันความชอบธรรมในกระบวนการตรวจสอบของประชาชนและเผยถึง สถานภาพชีวิตและครอบครัวหลังถูกสลายชุมนุมพร้อมโดนดำเนินคดีว่า" กระบวนการชาวบ้าน ที่มาเรียกร้องครั้งนี้ เขามาเรียกร้องเพื่อต้องการ จะเอาที่ดินทำกิน จริงๆ เพราะชาวบ้านที่มาขอที่กินทำกิน ครั้งนี้มาจากลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการหลายอำเภอมาก ทั้งอ.เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด เฉลิมพระเกียรติ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นชาวบ้านที่กำลังได้รับความทุกข์ทุกข์ยากทั้งสิ้น และแม้ว่าเราไม่ได้รับสมัครอย่างจริงจังมากนัก แต่คนก็มาสมัครกันมาก พอเราไปเปิดเวลที ว่า ที่ดินในสุราษฎร์ กระบี่ มีที่ดินนายทุนชาวต่างชาติเข้ามาเช่ามาก ซึ่งมีบางแปลงที่หมดสัญญาเช่าไปแล้ว มีพื้นที่ใหญ่มาก หรือบางแปลงบริษัทบุกรุกป่า โดยไม่ได้ทำสัญญา ก็มีมากเหมือนกัน เท่าที่รู้คร่าวๆ ตอนลงสำรวจก็ประมาณ 7 แปลง ร่วมหมื่นไร่ จำนวนที่แน่นอนคงตอบยาก เพราะชาวบ้านไม่มีเครื่องสำรวจที่ทันสมัย เจ้าหน้าที่รัฐไม่ยอมให้ความร่วมมือเลย อีกทั้งไม่ยอมปฏิบัติตามมติของ ครม. แต่ 7 แปลงนี้ คือแปลงไม่มีสัญญาเช่า ที่บริษัทไปบุกรุกเอา

ชาวบ้านเข้าไปทำการสำรวจนั้น ตามถูกต้องตามกระบวนการ ที่ได้ตกลงกันไว้กับรัฐบาล เป็นตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด และกรรมการปฏิรูปที่ดินก็มีท่าน รมต.ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ แต่งตั้ง

เหตุการณ์ปราบปรามวันนั้น ผมคิดว่า บริษัทเองได้ร่วมมือกับนักการเมือง และข้าราชการประจำจังหวัด ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเขาเชื่อว่าเขาได้ทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการแต่งตั้ง และชาวบ้านเขาก็มีสิทธิในการปกปักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติของเขา เขาต้องการรักษาไว้ให้คนไทย ให้ลูกหลานทั้งประทศ เหตุการณ์วันนั้นรัฐต้องการทำเพื่อ ให้เราออกจากพื้นที่ แต่ไม่ยอมเจรจาตกลงว่า เราออกจากพื้นที่ เขาก็ต้องออกจากพื้นที่ บังคับแต่ฝ่ายชาวบ้าน ซึ่งมีนายจตุพร พรหมพันธ์ นายทองหล่อ ธรรมโคตร ที่ปรึกษารัฐมนตรี และผู้ว่าราชการกระบี่ เป็นผู้บังคับบัญชาสั่งการสลายชาวบ้านวันนั้น

ข้อหาที่โดนจับกุมวันนั้น คือ หนึ่งลักผลปาร์ม สองข่มขืนใจเจ้าของที่ดิน เพื่อต้องการขับไล่ แต่รัฐไม่ยอมตรวจสอบเลยว่า นายทุนที่เข้าไปอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ถูกต้องหรือผิดกฎหมาย รัฐไม่ยอมตรวจสอบ แต่จับกุมชาวบ้าน จนถึงวันนี้ แกนนำชาวบ้านแต่ละรายบางคนโดนไป 7-8 ข้อหา อย่างนายสมเกียรติ โกฏิกุล 8 ข้อหา ส่วนผม 6 ข้อหา ซึ่งหลายคนก็ยังไม่ดำเนินการสู้คดีอะไรออกไปอย่างชัดเจน เพราะบางคนยังเสียขวัญกำลังใจไปมาก บางคนก็เก็บตัวเงียบไปเลย โชคดีที่ผมมีผลกระทบกับครอบครัวน้อยกว่าคนอื่น เนื่องจากเขาเข้าใจ แต่บางคนนั้นค่อนข้างมากเลยครับ

แต่ถึงอย่างไร แม้จะเสียขวัญกันไปมาก แต่เชื่อว่า ทุกคนยังใจสู้อยู่ เพราะเราต้องการที่จะดูว่า การที่รัฐบาลทักษิณ ประกาศว่าภายใน 3 ปี จะให้คนจนหมดไปจากประเทศนี้ อยากรู้ว่าหมดไปจากประเทศนี้ โดยการล้มตายหรือ หมดไปโดยการให้อาชีพให้ที่ดินกันแน่ เพราะประชาชนเห็นแล้วว่า รัฐบาลมักให้แต่ยาหอม แต่ไม่ได้ให้อะไรคนจนอย่างจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ บัตรทอง 30 บาท เป็นต้นมา รัฐบาลบอกว่าต้องมีประชาธิปไตยกันเต็มรูปแบบ ซึ่งจริงๆ กลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย วันนี้ชาวบ้านได้รู้ ได้ตื่นตัวแล้ว ว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีแต่ยาหอม ไม่เคยปฏิบัติอะไรจริงๆ จังๆ เลย

และวันนี้ ขบวนการชาวบ้านเริ่มเห็นใจแกนนำ และเริ่มลุกขึ้นจัดวางกระบวนการขับเคลื่อนด้วยตัวเองมากขึ้น และเราคนทำงานหลักก็ให้เพียงแนวงทางอนาคตว่า

วันข้างหน้า เราจะปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้แล้ว เราต้องปลูกพืชผสมผสาน ต้องรักษาทรัพยากรแผ่นดินให้ยั่งยืน ถ้าขืนปล่อยต่อไปให้นักการเมืองให้ข้าราชการจัดการ แผ่นดินเขาจะสูญสิ้นแน่นอน เพราะคนเหล่านี้เป็นเครื่องมือนายทุนต่างชาติ ซึ่งถ้ารัฐ ยังขืนไม่เห็นใจคนจน ขบวนการชาวบ้านก็คงจะต้องบุกกันต่อไป ไม่ยอมถอยอีกแล้ว เพราะประเทศนี้ไม่ใช่ของรัฐบาลคนเดียว แต่เป็นของประชาชนเหมือนกัน ถ้าไม่มีประชาชน รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้" นายสอดกล่าวย้ำและสรุป

บันทึกข้อหา

จากคดีความหมายเลขที่ 2546 จังหวัดกระบี่

ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2546

รายชื่อผู้ร่วมกระทำผิดในข้อหาบุกรุก รบกวนการครอบครอง และข่มขืนใจโดยใช้กำลัง มี นายมณี คุ้มพร้อม และพวก คือ
1.นายสมเกียรติ ประชุมรัตน์
2.นายสมชาย สังข์ทอง
3.นายสุวิทย์ เลื่อนแก้ว พร้อมของกลาง คือ

1.ปืนไทยประดิษฐ์(ปืนแก้ป) 1 กระบอก
2.มีดพร้า 84 เล่ม
3.เสียม 1 ด้าม
4.มีดทำครัว 24 เล่ม
5.เคียวปาล์ม 2 อัน
6.จอบ 3 ด้าม
7.เหล็กแป๊ป 10 ท่อน

ลงชื่อ
พ.ต.ต.เทพชัย แก้วประสิทธิ์ ผู้ร้อง
สภ.อ.ปลายพระยา กระบี่


อัฎธิชัย ศิริเทศ
รายงาน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
ตุลาคม 2546