|
ขบวนการต่อสู้เพื่อป่าชุมชนแม่มอก
บทรำลึกถึงที่มาแห่งความสูญเสีย สุพล ศิริจันทร์
ป่า คือทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิตและเกี่ยวพันกับวิถีการผลิตและวิถีชุมชนมานาน
ทำให้ชีวิตและชุมชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ผูกพันและหวงแหน ตลอดจนถึงมีพิธีกรรม
ความเชื่อ มีรูปแบบการใช้สอยของป่า อย่าง มากมายและอย่างสอดคล้องกับสภาพเงื่อนไขแต่ละที่แต่ละแห่ง
จนมาถึงยุคแนวคิดการจัดการป่ารูปแบบใหม่ เข้ามา รวมถึงอำนาจตลาด พลังการผลิตรูปแบบใหม่ที่สนองกำไร
การแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นสินค้า การให้สัมปทานของรัฐ ได้ทำให้ป่ามีความเป็นสำคัญทาง
เศรษฐกิจขึ้นเป็นลำดับ อีกทั้งเริ่มลดน้อยลงด้วย
เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความขาดแคลนได้ส่งผลถึงวิถีชีวิต และความสัมพันธ์กับป่ากับทรัพยากรในเชิงจัดการใช้สอยอย่างเคารพ
ถูกทำลายไป ป่าก็สูญสิ้นและปัญหาผลกระทบต่างๆ นานาเริ่มสะท้อนให้เห็นมากขึ้น
ขบวนการขอเข้าไปมีส่วนร่วม มีอำนาจจัดการ มีกติกาการใช้ ของตัวเอง และมีเครื่องมือต่อรองที่ถูกต้อง
คือกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าชุมชน ของชาวบ้านก็ได้ลุกขึ้นปฏิบัติการ
บ้านเด่นอุดม
เป็นหมู่บ้านเล็กๆเพียง 60 กว่าครัวเรือน ที่อยู่ลึกเข้าไปในเชิงเขา เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งในยุคเริ่มต้นเคลื่อนไหวเรียกร้อง
พ.ร.บ.ป่าชุมชน และเติบโตมาหลังจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ
ประกาศปิดป่าอย่างเป็นทางการ บ้านเด่นอุดม ซึ่งสะสมบทเรียนจากการเฝ้ามองบริษัทต่างๆ
เข้ามาสัมปทานไม้ เข้ามาชักลาก ตัดไม้ โค่นป่ามานาน เมื่อมีโอกาสและรัฐบาลเปิดช่องทาง
จึงลุกขึ้นปกป้องดูแลจัดการป่ากันเอง และจากวันนั้นเป็นต้นมากำเนิดการต่อสู้
ของขบวนการดูแลป่าแม่มอก กับขบวนการมอดไม้ ได้เริ่มต้นขึ้น และการเผชิญหน้ากันก็มักจะเกิดขึ้นเรื่อยมา
แรงบ้าง เบาบ้าง ผ่านยุคการปราบจับกุมใหญ่ๆ มาหลายครั้งหลายหน จนถึงยุคผู้ใหญ่สุพล
ศิริจันทร์ ความรุนแรงก็ถึงขีดสุดของการระเบิดออก เมื่อผลประโยชน์นั้นขยายตัว
นายทุนกับขบวนการมอดไม้มีอิทธิพล มีเส้นสายทั้งระดับข้าราชการท้องที่และการเมืองท้องถิ่น
แล้ววันสูญเสียผู้นำคนสำคัญอย่างผู้ใหญ่สุพล ศิริจันทร์
ก็มาถึง ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของญาติพี่น้องและเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ
ทำไมต้องยิง? ทำไมถึงตาย ? ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับขบวนการป่าชุมชนแม่มอก
ศรีสะเกษ สมาน ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำแม่มอก
หนึ่งในผู้ร่วมขบวนการเคลื่อนไหวอนุรักษ์ป่าชุมชนแม่มอก มาตั้งแต่ริเริ่มต่อสู้
ได้ถอดบทเรียนและเล่าย้อนถึง ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวบ้านเด่นอุดม ต.แม่มอก
อ.เถิน ลำปาง ถึงการฝ่าวิกฤติความขัดแย้ง ความรุนแรงมาอย่างยาวนานและหนักขึ้นในปัจจุบันได้อย่างไรและเริ่มต้นได้อย่างไรว่า
ขบวนการชาวบ้านที่นี่ เริ่มเติบโตมาตั้งแต่ปี 2535
เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับเครือข่ายป่าภาคเหนือ ที่จัดมหกรรมเครือข่ายป่าภาคเหนือครั้งแรก
ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ซึ่งกระบวนการก่อนนั้น ปี 2534 เรามีกระแสการทำงานเกี่ยวกับลุ่มน้ำ
กับการทำงานจัดการป่าชุมชน มันกำลังขึ้นมากในสถานการณ์ขณะนั้น และเราเองก็พาชาวบ้านไปดูงานที่บ้านทุ่งยาว
ลำพูน และบ้านหนองเต่า ที่ อ.เสมิง เชียงใหม่ การไปครั้งนั้นพี่สุพลก็ไปด้วย
และการไปครั้งนั้นเอง ที่กลับมาแล้ว ผู้ใหญ่คนก่อน (เต็ง สิทธิเสนา) ได้เป็นตัวหลักผลักดันเรื่องการรักษาป่า
และก็มีบ้านเด่นอุดมนี่แหละที่ออกมายืนจุดนี้ก่อนเพื่อนเลย ซึ่งพี่สุพลก็ไปด้วยในตอนนั้น
แต่ในนามลูกบ้านและพอกลับมาก็เป็นกรรมการป่าชุมชน ร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆ
ใน 2535 ชาวบ้านเด่นอุดมเริ่มทำป่าชุมชน ศึกษาดูงาน
ตระเตรียมตั้งแต่ 2534 แล้ว บ้านเด่นอุดมเป็นบ้านแรกที่ริเริ่มทำป่าชุมชน
ริเริ่มในฃ่วงต้นปี ต่อมาก็มีอีกหมู่บ้านหนึ่งเริ่มทำร่วมในปลายปี ส่วนพื้นที่ป่า
แม่มอกนั้นมี ประมาณ 6,000 ไร่ สภาพป่าค่อนข้างดีมาก สมบูรณ์ มีไม้สักมหาศาลเป็นล้านต้นเยอะมาก
เป็นป่าต้นน้ำแม่มอกด้วย
กิจกรรมของชาวบ้านในยุคแรกๆ
นั้น ก็คือเดินป่าสำรวจตรวจตรา เพราะช่วงแรกการเข้าใจมันต้องเชื่อมกับเหตุการณ์ปิดป่า
ตามนโยบายของรัฐบาล สมัยนั้นพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ
ซึ่งรัฐบาลดำเนินการปิดป่าไปแล้วก็จริง แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ได้ปิดจริงครับ
กลุ่มนายทุน กลุ่มบริษัทมันยังไม่หยุด ยังดำเนินการลักลอบตัดไม้กันอยู่ แล้วกระแสการเข้ามาลักลอบตัดไม้มันมาแรงมาก
ชนิดตัดเอาตัวใครตัวมันเลย ดังนั้น ในพื้นที่ป่าแม่มอกนี่ ผมพูดได้เลยว่า
ไม่มีใครไม่ทำไม้ มันทำแทบทุกหลังคาบ้าน แต่บ้านเด่นอุดมกลับมองสถานการณ์นั้นว่า
ทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้นป่าหมดแน่ มันต้องทำให้ใช้ได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้น มันจึงต้องรักษา ซึ่งก็เกิดขึ้นเพราะเราคุยและก็พาชาวบ้านไปดูงานนั้นเอง
ทำให้เกิดสำนึก เกิดการมองเห็นปัญหา จึงเริ่มดำเนินการดูแลป่ามาตั้งแต่ ปี
2535 งานหลักๆ ก็คือเดินตรวจ จัดเวรยามทุกวัน ซึ่งถ้าพบเห็นใครทำผิด ก็แค่ไล่ออกไป
ไม่ได้ทำอะไรมากนัก และชาวบ้านก็ไปกันเยอะมาก ออกลาดตระเวนแต่ละครั้ง ผู้ชายไปกันเกือบทั้งหมู่บ้านอาจจะ
20-30 คน ซึ่งมีหลังคาเรือนประมาณ 62 หลังคาเรือน ประชากรก็ประมาณ 300-400
คน
ทำยังงี้อยู่ 2-3 ปี จนบ้านอื่นๆ ในละแวกนี้ เริ่มรับรู้ว่า
บ้านเด่นอุดมค่อนข้างเข้มแข็ง และก่อนหน้านี้ ชาวบ้านเขาได้เริ่มทำเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลามาแล้ว
ทำมาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2526-27 ทำในลำห้วยหมู่บ้าน เข้มแข็งถึงขนาดใครจะจับปลาให้ไปจับที่อื่น
คือกระบวนการนี้มันได้เพาะนิสัยของการอนุรักษ์มาก่อน จะมาถึงเรื่องป่าชุมชนนะครับ
พอมาทำป่าชุมชน ก็เริ่มจากการจัดการทรัพยากรป่าก่อน
เช่นใครจะไปเก็บผักหวานก็มีข้อห้ามว่าห้ามตัดต้น ต่อมาในชุมชน หรือ ในหมู่บ้านก็ห้ามใช้สารเคมี
ทำให้หมู่บ้านนี้มีแหล่งอาหารธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกับชุมชนอื่นๆ
เหมือนกัน เพราะหลายๆ ครั้ง ที่มีการดื้อดึง จนมีการแจ้งความ มีการขับไล่ออกไป
หรือจับปรับ
นอกจากนั้นกิจกรรมชาวบ้าน ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก เช่น
เรื่องดับไฟป่าชาวบ้านก็เคยทำ แต่ก็สู้กับไฟไม่ได้เพราะหนักเกินกำลังชาวบ้าน
เคยทำเมื่อประมาณปี 2539 จนมาถึงช่วงเงินกองทุน SIF เข้ามา
มีหมู่บ้านอื่นๆ ออกมารับเงินไปกิจกรรมนี้มาก แต่บ้านเด่นอุดมไม่เอา เพราะมีบทเรียนมาแล้วว่า
มันทำอะไรไม่ได้เลย
ปัญหาการเข้ามาบถกรุกทำลายป่า แม้ว่าจะตั้งคณะกรรมการดูแลป่าชุมชนมามาแล้วก็ตาม
ปัญหานี้ก็มีอยู่ มีการลักลอบมาเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นคนภายนอก ส่วนคนภายใน
ตอนช่วงที่เอาจริงเอาจังก็สามารถยุติได้พักหนึ่ง คือช่วงนั้นชาวบ้านบ้านเด่นอุดมไม่มีใครตัดไม้ขายเลย
ประมาณปี 2543-2544 เป็นช่วงก่อนยาเสพติดระบาดหนักๆ ทำให้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หมู่บ้านนี้ปลอดการตัดไม้
ซึ่งมันสามารถทำได้เพราะในตอนนั้น เอาคนตัดไม้นี่แหละมาเป็นคณะกรรมการดูแลป่าชุมชน
ซึ่งก็มีข้อดีและก็มีข้อเสีย ข้อเสียก็คือ เกิดการเอาคืนคือจับ ปรับกันหนักเลย
ในอดีตใครเคยจับเขา ก็จะจ้องจับคืน ไม่อะลุ้มอล่วยเช่นชุดก่อนๆ ซึ่งจับบ้าง
ปรับบ้าง ปล่อยบ้าง เป็นกรณีๆ ไป แต่ต่อมาไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทำให้เกิดความแตกแยกกัน
เช่น เรื่องเลือกปฏิบัติ ทำให้บางกลุ่มกลับไปตัดไม้อีก ซึ่งปัญหานี้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อ
2 ปีก่อนนี้เอง
เมื่อเริ่มแตกแยกกัน ก็เริ่มกลับมาตัดไม้อีก นอกจากนั้นยังเชื่อมต่อกับพ่อค้าไม้
และดำเนินการเป็นขบวนการ ซึ่งมาจากชาวไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำ
จริงๆ แล้ว ผมอยากจะพูดว่า กระบวนการรักษาป่าชุมชนนั้นเป็นกระบวนการของชาวบ้าน
อย่างถ้าชาวบ้านจับได้ก็เอาของกลางเข้าวัด หรือให้จ่ายมาเพียงหนึ่งพันบาท
แทนที่จะเป็นหนึ่งหมื่นบาทอย่างที่รัฐจับ แต่ปัญหาคือ คนที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการก็เอาจริงเอาจังเกินไป
พอปิดป่าก็ปิดอย่างเดียวปิดตายเลย แล้วก็ห้ามกระดุกกระดิก พอชาวบ้านมีมติส่วนใหญ่ว่า
จะปรับเพียงเท่านี้ก็พอ อย่าปรับมาก คณะกรรมการบางคนก็เลยไม่พอใจ อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนเหตุการณ์การตายของผู้ใหญ่สุพล
ศิริจันทร์ มันเหมือนการเชือดไก่ให้ลิงดูมากกว่า เพราะประเด็นสำคัญ
คือ การดำเนินการของทางอำเภอที่สั่งการไว้ว่า หากมีอะไรให้แจ้งมาที่อำเภอ
แล้วอำเภอจะช่วย ดังนั้นผู้ใหญ่สุพลเองก็แจ้งไปให้อำเภอมาดำเนินการจับกุม
ทำให้คนลักลอบตัดไม้ทั้งถูกจับ รถถูกยึด เป็นข่าวคึกโครม จนขบวนการตัดไม้ขยับไม่ได้
ทำให้เงินหมุนไม่มี ไม้ออกจากป่าไม่ได้ มันสั่งสมปัญหานี้มาตลอด จึงเป็นที่มาของการสังหารผู้ใหญ่สุพล
ซึ่งในความจริงแล้ว ฐานความมั่นใจในการสังหารผู้ใหญ่ครั้งนี้มาจากอิทธิพลขบวนการค้าไม้ทั้งนั้น
เหล่าชาวบ้านในขบวนการตัดไม้จึงทำอวดตัวเองว่ามีแบ็คดี มีผู้ใหญ่นายทุนคอยคุ้มครองหนุนหลัง
จึงไม่กลัวกฎหมาย ไม่กลัวชาวบ้าน แถมยังเคยประกาศข่มขู่มาแล้ว
กับที่นี่มีอิทธิพลครับ เราลงไปทำงานกันยากมาก เพราะต้องเจอกับอิทธิพลพวกค้าบ้าน
ค้าไม้ และขบวนการตัดไม้ที่ใหญ่มาก สังเกตง่ายๆ คนที่นี่ไม่มีอาชีพอะไรเลย
แต่มีบ้าน มีรถ มีหน้ามีตาหรือมีอำนาจทางการเมือง ทั้งหมดนี้มาจากขบวนการค้าไม้ทั้งนั้นแหละครับ
ไม่ทำเองก็ให้ลูกน้องทำ หรือเก็บค่าหัวคิว ใครจะเข้ามาใน ต.แม่มอก ต้องมาผ่านผู้นำกลุ่ม
จึงเกิดกระบวนการสร้างอิทธิพล ทั้งข่มขู่ ทั้งทำทุกอย่างเพื่อให้ชาวบ้านหงอ
ดังนั้น ที่เราสู้กันสู้ทางความคิดด้วย จึงเป็นอะไรที่กล้าแสดงออกมากนะครับในยุคนั้น
แต่พอนานๆเข้าเครือข่ายป่าชุมชนที่นี่ก็ยิ่งอ่อนลงๆ เพราะรู้สึกว่า ยิ่งสู้ก็ยิ่งเห็นว่าตัวเองเหนื่อย
แล้ว ในขณะเดียวกันพอหมู่บ้านนี้อ่อนลง หมู่บ้านอื่นก็จะแข็งสลับกันไปด้วย
ซึ่งก็น่าสนใจ อย่างพวกทางบ้านใต้ แถวบ้านเขื่อนก็เริ่มกลับมาปิดป่าเข้มแข็งอีก
คือมันจะขึ้นลงสลับกัน แต่บ้านเด่นอุดมมันดีตรงที่ ใครก็รู้ว่าบ้านเด่นมันแข็งต่อเนื่องที่สุด
ใครก็ไม่อยากมาแตะต้องไม้ของบ้านเด่น ไอ้ขบวนการตัดไม้ นี้แต่ก่อนก็ไม่เคยเข้ามายุ่งกับป่าบ้านเด่นหรอกน่ะ
แต่ปัจจุบันไม้มันเหลือน้อย ที่แม่มอกคือแหล่งสุดท้าย โดยเฉพาะที่บ้านเด่นอุดม
มันจึงจ้องเข้าไปเอา ไปลักลอบตัด แล้วชาวบ้านก็สู้ น่ะ เขาเข้าไปเอา ชาวบ้านก็เข้าไปขวาง
ไปขุดหลุม ปักหลัก บางครั้งก็เผชิญหน้ากันเลยก็มี อย่างเหตุการณ์ที่กลุ่มแม่บ้านออกไปขุดหลุมปักหลังขัดขวางการขนไม้ออก
ซึ่งเป็นเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันนี้เองก่อนที่ผู้ใหญ่สุพลจะโดนยิง
ขบวนการชาวบ้านที่นี่ มันแตกต่างตรงที่บ้านเด่นเวลาขึ้น
จะขึ้นทั้งกระดาน ส่วนบ้านอื่นนั้นถ้าผู้ใหญ่บ้านอ่อน ลูกบ้านก็อ่อน เพราะจะไปตามผู้ใหญ่
แต่บ้านเด่นอุดมนั้นจะขึ้นทั้งกระดาน คือทั้งหมู่บ้าน และชาวบ้านจะแข็งมาก
ดังนั้น ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ต้องเดินตามกรอบ ตามมติของชาวบ้าน
และเป็นอย่างนี้มาตลอด อีกอย่างที่นี่ชอบส่งลูกหลานเรียนกันเยอะมาก ส่งมานานและเรียนกันสูงปริญญาตรีกันทั้งนั้น
ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกขณะที่หมู่บ้านอื่นๆ ไม่นิยม
อันที่จริง มีประเด็นหนึ่งคือ ป่าชุมชนที่นี่ ชาวบ้านเขาก็ตัดได้น่ะ
ตัดขายได้บ้าง แต่ไม่ใช่ตัดขายแบบเป็นล่ำเป็นสัน ป่าก็ยังเปิดอยู่ ไม่ได้จับอะไร
ยืดหยุ่นกันอยู่ ไปตัดเอามาใช้งานได้ ไม่มีอยู่ไม่มีกินไปขอมาขายก็ให้อีก
มันมีความยืดหยุ่นสูงน่ะของบ้านเด่น ปัญหาคือพวกตัดกันเองที่มาจากข้างนอก
คือปัญหาใหญ่
ขบวนการพวกมอดไม้ในตอนยุคแรกๆนั้น เรื่องการข่มขู่
ความรุนแรงไม่มี พวกกลุ่มอิทธิพล มันเพิ่งมาเริ่มตอนหลัง ที่สถานการณ์บีบคั้นแล้วมันต้องการจะเอาให้ได้
มันเลยใช้วิธีนี้ข่มขู่กลับ คือมันก็จนตรอกจริงๆ ปรากฏการณ์แบบนี้มาเริ่มตอนปี
2543 นี้เอง และที่มันเติบโตมาได้ เพราะผู้นำขบวนการตัดไม้ ที่มันเปิดช่องให้
และมันเองที่ไปข่มขู่ชาวบ้าน นักอนุรักษ์ก่อน นี่คือจุดใหญ่ของปัญหาขบวนการตัดไม้ของป่าในแม่มอก
ซึ่งปัญหาขบวนการตัดไม้ ถ้าข้าราชการในพื้นที่ไม่ร่วม ผู้นำหมู่บ้านไม่ร่วม
มันตัดไม่ได้หรอกครับ แต่มีกลไกเหล่านี้เข้ามาหนุนนี่เองที่มันเติบโตได้
และหลบหลีกได้ ในยุคที่ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็น
อธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้น ลงมาเอาจริงเอาจังมาก ขบวนการตัดไม้ที่นี่เงียบไปเลย
เพราะที่นี่ตามประวัติศาสตร์ มีการเข้ามาปราบปราม ครั้งใหญ่ๆ อยู่ 2 3 ครั้ง
ช่วงแรกปี 2535 2538 มีทหารพรานเข้ามาร่วมกับชาวบ้านและองค์กรพัฒนาเอกชน
ซึ่งทำให้เราเกิดความเข้มแข็งขึ้นได้มากในช่วงนั้นเอง และทหารพรานมีส่วนมาก
ทำให้กลุ่มลักลอบเงียบไป พอหลังจากนั้น หลังปี 2538 ทหารพรานก็เริ่มถอนกำลัง
ออกไป ขบวนการตัดไม้ก็เริ่มเข้ามาอีก
มายุคสอง เป็นยุคที่ปราบหนักๆ ก็ยุค พล.ต.อ.ประทิน
สันติประภพ เข้ามา ปราบหนักมาก แบบบ้านไหน เป็นบ้านหลังใหญ่ๆ โดนกวาดจับหมด
แต่พอ พล.ต.อ.ประทิน ออกไปได้ 2-3 อาทิตย์เท่านั้น ขบวนการตัดไม้ก็กลับมาอีก
เราและชาวบ้านก็สู้อีก รอบที่สามเมือไม่กี่วันนี้เอง ช่วงที่ยงยุทธ
ติยะไพรัช นำกำลังเข้ามาปราบปรามอิทธิพลขบวนการตัดไม้ปัญหาก็เงียบไป
แต่ยงยุทธ ยังไม่ไปไหนเลยมันก็ทำท่าจะมาอีก
ปัญหาที่ผมมองคือ ที่มันไม่หมดเพราะถ้าตราบใดตำรวจไม่มาเฝ้า
มาตั้งที่ทำการขึ้นที่นี่ มันไม่หมดหรอกครับ เพราะมันมีเส้นสายรู้ความเคลื่อนไหวหมด
ในขณะยงยุทธ นำกำลังมาปราบขึ้นที่หัว พวกมันก็ลอบขนออกที่ท้าย มันไม่ได้กลัวเลยมันมีพัฒนาการเหมือนกัน
กระนั้น ผมก็เห็นการลงแรงลงมือจากภาครัฐระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือ
ทางจังหวัดน่าจะมีการลงมาดูให้มันเฉพาะเจาะจง ให้มันลึกหน่อย เหมือนตำรวจที่สบปราบ
ที่มาตั้งด่านตรวจสกัดยาเสพติด นี่ก็ตั้งด่านยาเสพติดร่วมกับด่านดูแลป่าด้วยก็ได้
เพราะมันไม่น่าออกจากพื้นที่ได้ เพราะที่นี่เป็นพื้นที่ที่ดูแลง่าย มีทางเข้าออกไม่กี่เส้นทางครับ
ประเด็นสุดท้าย ที่อยากพูดถึงก็คือ อยากให้มีมาตรการในการคุ้มครองกลุ่มอนุรักษ์ป่า
แม่มอก ซึ่งกำลังถูกคุกคามในขณะนี้ และอยากให้ทางจังหวัดเข้ามาสนับสนุนงานดูแลป่าของชาวบ้าน
ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการรักษาป่าอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้ชาวบ้านทำอยู่คนเดียว
อีกเรื่องคือให้มีการออก พ.ร.บ.ป่าชุมชนได้แล้ว
ชาวบ้านจะได้มีสิทธิ์ ทั้งชุมชนจะได้มีส่วนร่วม จะได้ไม่เป็นเป้าเด่นให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องสูญเสีย
เพราะบทเรียนที่ผ่านๆ มาก็หลายศพแล้ว.....ครับ
** ร่วมอาลัย
ผู้ใหญ่สุพล ศิริจันทร์ - Click ที่นี่!!!
**
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
27 สิงหาคม 2547
|