1 ทศวรรษภาคประชาชน กับ ขบวนการจัดการทรัพยากรธรรรมชาติสุราษฎรฯ

กว่า 1 ทศวรรษ ที่ขบวนการทำงานด้านทรัพยากรลุกขึ้นเคลื่อนไหวร้องถามถึงสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการเข้ามาขับเคลื่อนงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย หลากหลายทั้งป่าเกือบทุกชนิด สัตว์ป่า ที่ดิน แร่ธาตุและทรัพยากรในทะเล รวมถึงเกาะแก่งด้วย จังวัดสุราษฎร์ธานีจึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ชาวบ้าน กลุ่มนายทุน และรัฐมุ่งมั่นจะเข้ามายึดเอา ครอบครอง เป็นพื้นที่ทำกินและเป็นพื้นที่ในการเข้ามาจัดการดูแลอนุรักษ์ และเปิดเป็นพื้นที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องในสถานการณ์การพัฒนาที่เน้นหนักเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ความขัดแย้ง แย่งชิง เรื่องทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัดสถราษฎร์ธานี ค่อนข้างรุนแรงไม่แพ้ พื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย และที่สำคัญ “พี่น้องคนยากคนจน” เป็นกลุ่มเดิมที่ขาดโอกาสการมีส่วนร่วมในการจัดการและการเข้าถึงทรัพยากร

โครงการป่า-ทะเล เพื่อชีวิต ซึ่งก่อตั้งและดำเนินการร่วมกับชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นองค์กรที่ผลักดันกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน เพื่อสร้างสิทธิและเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และจากบทเรียนที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี ของ ประวีณ จุลภักดี ผู้ประสานงานโครงการป่า-ทะเลเพื่อชีวิต ทำให้วันนี้ กล้าที่จะกล่าวและถอดบทเรียนสรุปผ่าน ทีมงาน thaingo อย่างตรงไปตรงมา ถึงกระบวนการเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการภาคประชาชน ในการต่อสู้ แย่งชิง และการเข้ามามีส่วนร่วมการจัดการทรัพยากร และนอกจากนั้น ยังได้แสดงมุมมองถึงนโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยและผู้นำรัฐบาล ถึงการประกาศนโยบายรายวัน ซึ่งไม่ตรงกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของคนยากคนจน พี่น้องเกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกิน เพื่อสืบสานวิถีการเกษตรที่ยั่งยืน



ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่อุทยานฯ เกิดขึ้นทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้

“… ปัญหาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีประเด็นหลักๆ อยู่ไม่กี่เรื่องหรอกน่ะ อย่างแรกเช่น เรื่องของป่าไม้ ซึ่งถ้าเรามองสุราษฎร์ธานีให้ดี จะพบว่าเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มาก พื้นที่ป่าอนุรักษณ์เยอะมาก ที่สุดจังหวัดหนึ่งของพื้นที่ป่าภาคใต้ ทำให้ปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้มีอยู่มากเหมือนกัน เรื่องของการขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในเขตพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ

สองเรื่องทรัพยากรชายฝั่ง ซึ่งมีอยู่สองเรื่องหลักๆ คือ เรื่องของพื้นที่ป่าชายเลน ซึ่งมีการขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันมาก เป็นปัญหาหลักของการทำลายป่าชายเลนสุราษฎร์ อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายในพื้นที่ชายฝั่งเขตหวงห้าม 3 กม. ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่มาก ยังแก้กันไม่ตก คาราคาซังอยู่

กับปัญหาทั้งหมด หลังจากเข้ามาทำงานของ องค์กรพัฒนาเอกชน ในประเด็นพื้นที่ป่าไม้นั้น หลังทำงานมาจนถึงปัจจุบัน 10 ปี โดยประมาณ นั้น ก็ได้ร่วมกับองค์กรชุมชนจัดตั้งองค์กรอนุรักษ์ป่าสุราษฎร์ธานี โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นหมู่บ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำ อาทิ ลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำธาตุทอง ลุ่มน้ำพุมดวง อีกส่วนหนึ่งก็เป็นพื้นที่ในแนวเขตพื้นที่กันชนป่า เพื่อที่จะให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นแกนหลักในการดูแลทรัพยากรป่าของพื้นที่ตัวเอง นอกจากนั้น ยังคุยในส่วนของการจัดการอย่างไรจึงจะใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เช่น ชุมชนมีกฎระเบียบในการเข้าไปใช้ประโยชน์ในป่า หรือทรัพยากรป่า ซึ่งที่เห็นชัดๆ ก็จะมี ลูกเหรียง น้ำผึ้ง หวาย ซึ่งตรงนี้จะเป็น การรายได้เสริมของชาวบ้านพื้นที่ภาคใต้ ไม่ใช่อาชีพหลัก

ในส่วนของพื้นที่ชายฝั่ง ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในส่วนของนโยบายอย่างชัดเจน ที่จะให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม หรือให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนในการแก้ไขกฎหมาย จากนั้น การที่จะให้ชุมชนดูแลทรัพยากรชายฝั่งนั้น จะต้อง ได้รับความร่วมมือจากรัฐ เพราะผู้กระทำผิดกฎหมายประมงส่วนใหญ่ มักจะเป็นนายทุนผู้มีเงินแล้วก็มีอิทธิพล ดังนั้นจะให้พี่น้องประมงเรือเล็กเข้าไปขัดขวางดำเนินการจับกุม ก็คงไม่ได้ อีกอย่างก็ต้องสร้างขบวนการพี่น้องประชาชนให้เข้มแข็ง

ถ้าเรามองในขบวนการทำงานกับพี่น้องประชาชน แทบจะในทุกเรื่องที่พี่น้องประชาชนเขาด้อยโอกาส ถูกละเมิดสิทธิ เราก็ต้องหาแนวทางร่วมกัน เพื่อที่จะทะลุปัญหานั้นร่วมกันให้ได้ ที่ชัดเจนตอนนี้ก็คือเรื่องของป่า เรื่องของทะเล และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านๆ มานั้น ก็เป็นเรื่องที่ดิน ที่พี่น้องคนจนไร้ที่ทำกินลุกขึ้นมาเพื่อที่จะทวงสิทธิการเป็นเกษตรกร ของความเป็นคนไทย ว่า คนไทยจะต้องมีที่ดินทำกิน บนผืนดินประเทศไทย ดังนั้นรัฐจะต้องเอาพื้นที่ที่นายทุน(ทั้งไทยและต่างประเทศ) ที่ใช้ประโยชน์จากผืนดินจำนวนมากๆ เพียงแค่รายสองราย เท่านั้น มากระจายให้คนจนไร้ที่ดินทำกิน เพราะบางคนมีนับแสนไร่ บางคนก็หลายหมื่นไร่ ซึ่งตรงนี้ มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการกระจายการเข้าถึงการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่ดิน เพราะประชากรมันมีเยอะขึ้น จึงทำให้สถานการณ์มันตึงเครียด ดังนั้นรัฐต้องมีความชัดเจน แต่ที่ผ่านๆ มาก็มีปัญหาอีกมาก โดยเฉพาะความไม่เข้าใจในสิทธิของตัวเองของพี่น้องประชาชน การใช้กระบวนการทางกฎหมายมากดดัน บีบบังคับ จนทำให้พี่น้องประชาชนต้องล่าถอย แต่ว่านั่นก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่ม ซึ่งเราก็คงยังต้องทำงานกันต่อ

ความเปลี่ยนแปลงหลังจากมีขบวนการขับเคลื่อนร่วมกันของพี่น้องประชาชนกับองค์กรพัฒนาเอกชนนั้น ถ้ามีการสังเกตจะพบว่า กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนมีมากขึ้น เขาได้เรียนรู้ถึงสิทธิ ถึงแนวทางที่จะก้าวเดินต่อไป ว่าจะเดินอย่างไร มีเป้าหมายอะไร และเขาจะต้องป้องสิทธิของเขาด้วยตัวเอง ร่วมกันเป็นเครือข่าย เช่นเครือข่ายป่า เครือข่ายที่ดินเพื่อคนจน เครือข่ายพี่น้องประมงชายฝั่ง แล้วก็เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการเติบโตของขบวนการภาคประชาชน แต่ว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะหนุนเสริมให้กระบวนการเหล่านี้ ไม่ถูกตัดยอด และเขาสามารถที่จะเดินไปเรื่อยๆ ตามสิทธิ และโอกาสที่เขาต้องได้รับ

อีกด้านที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ องค์กรที่เข้ามา สนับสนุนชุมชน ในเรื่องต่างๆ มีมากขึ้น อย่างเช่น มีโครงการวิจัยชีวิตสาธารณะ ซึ่งก็เพิ่งเกิดขึ้นมา ทำกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน และสองโครงการวิจัยท้องถิ่นของ สกว.ที่ลงมาถึงชุมชน ซึ่งจะมีหน่วยงานเหล่านี้ลงมา ในชุมชนระยะหลังๆ เยอะมาก …”
นายประวีณ กล่าว และเปิดภาพขบวนการทำงานและการเคลื่อนไหวภาคประชาชนว่า

“ … แนวโน้มการทำงานขับเคลื่อนด้านทรัพยากรในจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ผมคิดว่ายังคงต้องเดินกันต่อ เพราะงานลักษณะนี้ เป็นงานเคลื่อนไหว ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่ปี สองปี ก็จะหยุด แต่กระบวนการเคลื่อนไหวต่อนั้นก็คือจะทำอย่างไรให้ชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของมากที่สุด แล้วอีกส่วนหนึ่งก็จะต้องเน้นถึงองค์กรภาคีต่างๆ ที่จะลงไปสนับสนุนชุมชนนั้น ทำอย่างไรที่จะ ให้เป็นขบวนการเดียวกัน อย่าต่างคนต่างลงไป แล้วทำให้เกิดความสับสนขึ้นมา อย่างเช่น เรามองดูองค์กรสนับสนุนทั้งองค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน พอช. ซึ่งบางพื้นที่มีกิจกรรมในหมู่บ้านเดียวกัน หรือ สวก. เป็นต้น ผมคิดว่า องค์กรเหล่านั้นเอง มันต้องหายุทธศาสตร์ร่วมกัน เพราะบางครั้งมันอาจจะไปคนละทิศคนทาง ดังนั้น ถ้าลงมาทำงานแล้วเอาพี่น้องเป็นที่ตั้ง มันก็จะไม่เป็นคนละทิศคนละทาง เพราะจะมียุทธศาสตร์ร่วมกันมากขึ้น มีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ก็จะไม่มีความขัดแย้ง ในการทำงานชุมชน

หลังจากเราทำงานนำเสนอปัญหาป่า ที่ดิน และทรัพยากรต่างๆ 10 กว่าปี ที่ผ่านๆ มานั้น ผลตอบรับทางด้านนโยบานนั้น น้อยมาก แต่ว่า ถ้าเกิดส่วนราชการท้องถิ่นที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดแรงกระแทกกับชุมชนโดยตรงนั้น ลดลงไปมาก ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนเขามีโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกป้องดูแลทรัพยากรของเขา อย่างกรณีบ้านบางจำ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง ตรงนี้ชุมชนร่วมมือกันอย่างดีกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ตรงนี้เองทำให้เกิดการลดการขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในพื้นที่ป่า 100% และการล่าสัตว์ก็ลดลง อีกหมู่บ้านหนึ่งคือบ้านหน้าถ้ำ อ.กาญจนดิษฐ์ หมู่บ้านนี้ก็ลดการขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในเขตป่า 100% เช่นเดียวกัน และทั้งสองหมู่บ้านนี้นั้น ก็มีกฎระเบียบ มีวิถีที่เขาจะอยู่กับป่าได้อย่างไม่เดือดร้อน และไม่มีผลกระทบมากนัก

ส่วนกรณีทะเล ตอนนี้ ก็ดำเนินการในส่วนของการแก้ไขกฎหมายประมง ซึ่งก็มีตัวแทนของพี่น้องชาวบ้านเข้าไปเป็นคณะทำงานแก้ไขกฎหมายร่วมกับกรมประมง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก

เรื่องที่ดิน ซึ่งเราสังเกตดูในกระบวนการผลักดัน การกระจายการถือครองที่ดินให้กับคนจน ที่ตอนนี้ รัฐบาลอ้างว่ามีนโยบายการแก้ไขปัญหา ความยากจนเชิงบูรณาการ ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเรามองดูกระบวนการแก้ไขปัญหา มันเป็นการฉกฉวยโอกาส ของรัฐบาลที่จะเข้ามาหาความชอบธรรมกับคนจน โดยอ้างกับพี่น้องคนจนว่า ไม่ต้องเคลื่อนไหว ปัญหานี้รัฐบาลมีนโยบายอยู่แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงจนถึง ณ วันนี้เอง ก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ที่รับประกันได้ว่า จะแก้ไขปัญหาความยากจนของพี่น้องได้อย่างจริงจัง ไม่มีรูปธรรม อย่างโครงการกองทุนหมู่บ้านตอนนี้ ถ้าเข้าไปดูในหลายๆ พื้นที่ กลับกลายเป็นปัญหาหนี้สิน ที่สำคัญที่ทำให้เกษตรกร คนยากจน ไม่สามารถที่จะนำมาประกอบอาชีพได้ และเป็นหนี้สินที่เป็นภาระติดพัน สองเรื่องของสินค้าโอท็อป ที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นทางเลือกที่ผลผลิตเกษตรกรได้ไปสู่ตลาดโลก แต่ถ้าถามว่า มีเกษตรกรกี่คนที่จะมีคุณภาพสินค้าดีพอไปถึงตลาดโลก ซึ่งจริงๆ แล้วรัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงพึ่งตนเอง มากกว่าที่จะอาศัยระบบตลาดแบบ 100%

มองนโยบายอื่นๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาพี่น้องคนจน อย่างนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ก็ไม่แน่ใจ เพราะเรื่องสินทรัพย์ซึ่งเกษตรกรเองก็ไม่ได้มีสินทรัพย์อะไรมากมาย ในขณะที่ทุนก็คือเงิน ในสายตาของรัฐบาล แต่ความจริงในชั่วชีวิตเกษตรกร มีกี่คนมาแล้ว กี่รุ่นมาแล้ว ที่ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ถึงแม้ว่า รัฐจะให้เอามาลงทุน แต่ถ้าถามว่าการลงทุนมีความเสี่ยงหรือไม่สำหรับเกษตรกรรายย่อย มันมีความเสี่ยง 100% เพราะว่ามันอาศัยกลไกตลาด 100% ดังนั้น เมื่อลงทุนขึ้นมา กลับพบว่าที่ดินของเกษตรกรนั้น ได้ตกไปเป็นที่ดินของใคร เป็นของทุน และเจ้าของเงินทุนเป็นใคร ตรงนี้เองที่ค้นพบว่า เกษตรกรยังคงมีความเสี่ยงเยอะมาก

ปัญหาของนโยบายตรงนี้ ผมอยากให้เข้าใจทั้งสองด้าน คือด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น มีช่วงหนึ่งที่รัฐบาลมีนโยบายให้แปลง นส.3 เป็นโฉนด ถามว่าเกษตรกรคนไหนบ้างไม่ต้องการโฉนด เพราะโฉนดมันสำคัญสำหรับเกษตรกรมาก เพราะนำไปซื้อขายได้เลย ดังนั้นตรงนี้ โอกาสที่ที่ดินจะเปลี่ยนมือไปจากเกษตรกรมีเยอะไหม เพราะมันซื้อขายได้ แต่รัฐบาลไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้เลย แม้แต่เรื่องที่ดิน สปก.4-01 เอง ซึ่งเป็นพื้นที่คุ้มครองเกษตรกรรม ยังมีนโยบายให้สามารถนำพื้นที่นี้ไปจำนำ ไปจำนอง จาก สกป. เป็นโฉนด ดังนั้น อนาคตของพี่น้องเกษตรกรนั้นไม่มี แต่มันจะเข้าไปอยู่ เป็นของนายทุนหมด ดังนั้น ขบวนการภาคประชาชน จะต้องเข้าใจในการรับมือมากขึ้น เพราะนโยบายรัฐบาลเป็นนโยบายรายวัน ที่มีออกมาขายเรื่อยๆ ดังนั้น จะต้องให้พี่น้องเกษตรกรได้รับข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้องเรื่อยๆ ทั้งสองด้าน ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี อย่างที่ผ่านมาข่าวเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ไฟฟ้า รัฐบาลเองก็ออกมาพูดว่า คนที่ออกมาคัดค้านคือคนที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งนั่นก็คือการปกปิดข้อมูลความจริง เพราะอนาคตถ้ากิจการเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แน่นอน นายทุนก็คือผู้หาหาผลประโยชน์ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่หาผลประโยชน์ อย่างเช่นไปรษณีย์โทรเลข พอแปรรูปเป็นบริษัทจำกัด เป็นของเอกชน เพียงแค่ไม่ถึงปี ค่าดวงตราไปรษณีย์จาก 2 บาท ขึ้นเป็น 3 บาท ถามว่า ใครรับผิดชอบ คือผู้บริโภคที่รับผิดชอบ ซึ่งรัฐเคยพูดไหม ว่าจะต้องคุ้มครองผู้บริโภค สร้างหลักประกัน ไม่ขึ้นราคา ดังนั้น ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ ขบวนการภาคประชาชนจะต้องมี กระบวนการเรียนรู้ให้พี่น้องประชาชนได้เท่าทันกับนโยบายต่างๆ ของรัฐ จะต้องสร้างกระบวนการขององค์กรให้มีพลัง มีกรอบคิดของตัวเอง ว่า เรื่องเหล่านี้มันล่วงละเมิดสิทธิของตนหรือไม่อย่างไร ด้วย อย่างในจังหวัดสุราษฎร์ มันมีทรัพยากรเยอะมาก และคนที่มีความรู้ความสามารถนั้นก็มีมาก ดังนั้นถ้าคนมันสมดุลกัน หรือหันมาช่วยกันมองว่าจะใช้ทรัพยากรกันอย่างไร ให้ยั่งยืน เพียงพอ ไม่มองในเชิงว่า มันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่าสุราษฎร์ธานี เป็นเมืองที่น่าอยู่เมืองหนึ่ง ทั้งเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องประเพณีวัฒนธรรม มีป่า แม่น้ำ ทะเล เกาะแก่ง ดังนั้น ถ้าเรามัวแต่มองแต่เรื่องมูลค่า เรื่องเงินกันอย่างเดียว ทุกอย่างที่กล่าวถึงก็จบครับ… “

อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ

25 เมษายน 2547