|
บทเรียนใต้ร่มไม้
ชีวิตกับการกินของเด็กๆ ในกระแสบริโภค
เสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กๆ ก้องกลบเสียงลำธารที่กำลังไหลรินรี่ริกๆ นั้น
ทำให้ โรงเรียนใต้ร่มไม้ สถาบันการเรียนรู้ชีวิตของเจ้าตัวน้อยในวัยเยาว์
กลับมาร่าเริ่งอีกครั้ง ทำให้ผืนไพรที่นอนนิ่งอยู่เงียบๆ ฟื้นชีวิต แล้วเฝ้ามองและส่งรอยยิ้มเล็กๆ
ให้กับวัยซนของเด็กๆ ซึ่งนี่คือเหตุการณ์ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผันของโรงเรียนใต้ร่มไม้
สถาบันที่มอบความรู้อีกแห่งหนึ่งให้กับคำนิยามใหม่ว่า การศึกษา
คือ ความรู้ที่ทำให้มองเห็นความงดงาม เข้าใจและละเมียดละไมกับชีวิต ตลอดจนถึงร่างกายและจิตใจตัวเราเอง

สาทร สมพงษ์ ผู้สรรค์สร้างร่มไม้ให้เป็นแหล่งการศึกษาทางเลือก
ได้อธิบายถึงกิจกรรมค่ายของเด็กๆ ซึ่งมาจาก โรงเรียนศรีนครินทร์ อ.นาทวี
สงขลา ว่าตนเองกำลังหันมาสนใจ วิถีชีวิตกับการกินของคนในสังคมมาก โดยเฉพาะเด็กๆ
ซึ่งกำลังเผชิญกับสภาพชีวิตที่เบี่ยงเบน วัฒนธรรมเอาอย่างโฆษณา ทำให้เกิดผลกระทบทั้งกับร่างกายและจนถึงจิตใจ
ซึ่ง การศึกษาทางเลือกที่บ่มเพาะจากธรรมชาติ เป็นกระบวนเรียนรู้ที่เป็นองค์รวม
คือจิตใจ ร่างกายและจิตวิญญาณ โดยเฉพาะรายละเอียดในการดำรงอยู่ อาทิ อาหาร
การละเล่นร่วมกันของเด็กๆ ล้วนแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ
เราสังเกตเห็นว่าเด็กเดี๋ยวนี้ ตั้งต้นเบี่ยงเบนไปจากชีวิตสมัยก่อนมากเลย
เบี่ยงเบนไปจากร่องรอยเดิมๆ วิถีเดิมๆ จนน่ากลัวเอามากๆ วิถีชีวิตที่เบี่ยงเบนจากที่ที่มันควรจะเป็น
ที่มันควรจะอยู่กับธรรมชาตินั้น มันทำให้ ชีวิตเขามีปัญหาและเขาต้องเจอปัญหาอย่างแน่นอน
เจอวิกฤติในชีวิต อย่างเช่นวิถีชีวิตที่อยู่ในโลกของการทำงาน ตื่นเช้ามาพ่อแม่ทำงาน
ลูกออกไปเรียนหนังสือ กลับมาพ่อแม่กลับมาดึกๆ ดื่นๆ ไม่ได้เจอหน้าลูก ซึ่งวิถีอย่างนี้ที่มันทำให้คนไม่มีความสัมพันธ์กัน
ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างโดดเดี่ยวมากขึ้น ความสัมพันธ์มันถ่างกว้างไปเรื่อยๆ
ไม่แบ่งปันกัน ไม่รับรู้ทุกข์สุขกันและกัน ไม่ว่าพ่อแม่ลูกในครอบครัว ไม่ว่าชีวิตทางสังคมที่มัน
มีแนวโน้มที่ทำให้คนมันห่างเหินกันมากขึ้น
เมื่อมามองเรื่องกิน เรื่องอยู่ คนก็หันมากินอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น
ดังนั้นเนื้อหาของค่ายเด็กที่จัดขึ้น ก็เพื่อให้เด็กๆ ได้มาเห็นว่า
เรากินอยู่อย่างไร เด็กที่มาอาจจะเคยกินเคเอฟซี พิซซ่าฮัท หมูกะทะ
หรืออาหารสำเร็จรูป หรือเอ็มเค
แม้กระทั่งอาหารที่มากับการโฆษณาต่างๆ ชีวิตเด็กๆ ก็จะอยู่กับอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้
ไม่รวมไปถึงมาม่าที่เข้าไปถึงครัวเรือน หอพัก ตรงนี้มันคืออาหารที่หยาบ มันเอาความมักง่ายเข้าว่า
และมันจึงนำพาไปสู่โรคภัยไข้เจ็บ ทุกขภาวะ ซึ่งตรงนี้ต้องทบทวน ต้องเหลียวกลับมาดูวิถีในอดีตบ้าง
เรากำลังวิ่งเข้าไปในกระแส อย่างเดียว
แม้แต่สภาพสังคมปัจจุบันนี้ กำลังเป็นวิถีชีวิตที่ผูกอยู่กับแกงถุง
เพราะทุกคนไม่มีเวลามาทำกับข้าว ส่วนใหญ่จะซื้อกับข้าวสำเร็จรูป ซื้อนั่นซื้อนี่เข้าไปกินในบ้าน
หรือกินที่ร้านนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ซึ่งอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้มันส่งผลต่อสุขภาพมาก
ทำให้ผมคิดว่ามันต้องกินอาหารที่ดีกว่านี้ ไม่กินแต่อาหารสำเร็จรูปตลอดเวลา
อย่างน้อยมื้อหนึ่งเราน่าจะมีเวลามาทำกับข้าวกัน หาผักที่เรามั่นใจ มาทำร่วมกันทั้งพ่อแม่ลูกแล้วกินกัน
ปัญหาที่เกิดจากผลของการไม่ใส่ใจเรื่องการกิน เมื่อเรากินยังไง ก็จะเห็นผลอย่างนั้น
เช่นกินอะไรก็ได้จับยัดๆ ใส่เข้าไปให้มันอิ่มท้อง สุขภาพก็แย่โรคกระเพาะบ้าง
ความดันบ้าง จากอาหารที่มีแต่ไขมัน อาหารที่มีแต่แป้ง น้ำตาลหรือทอด ส่งผลสู่โรคภัยไข้เจ็บ
ด้วยเหตุนี้สุขภาพจิตที่ดี มันอยู่ในร่างกายที่แย่ๆ ไม่ได้ เพราะมันส่งผลถึงกัน
ดังนั้นเราต้องให้ความสำคัญเรื่องกินด้วย เพราะต้องใช้ร่างกายตัวนี้ไปอีกหลายสิบปี
เพื่อทำในสิ่งที่เราใฝ่ฝันและต้องการทำ เราเลยต้องใส่ใจและละเอียดอ่อนกับร่างกาย
กับเรื่องการกิน การอยู่ให้มากขึ้น ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นจากค่ายเด็ก เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ติดรสชาติของเนื้อสัตว์มากและไม่กินผักเลย
ซึ่งเราบอกเลยว่า ค่ายที่นี่กินมังสาวิรัต เพราะเราเห็นว่า เด็กๆ
กินเนื้อมาตลอดแล้ว จึงอยากทำให้เด็กๆ รู้ว่าคนเราเป็นสัตว์กินพืช มีโครงสร้างร่างกายเหมาะที่จะกินพืช
มากกว่ากินเนื้อ และเมื่อกินเนื้อมากๆ ก็ทำให้คนเรามีโครงสร้างร่างกายแย่ลงเรื่อยๆ
มีโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าโรคหัวใจ โรคมะเร็ง
และโรคต่างๆ มันเกิดขึ้นจากการกินที่มันผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ รวมทั้งความเคร่งเครียดจากสังคมด้วย
ดังนั้นความเป็นองค์รวมของชีวิตที่พยายามให้เด็กเรียนรู้ในค่าย มันไม่ได้สนใจแต่เพียงเรื่องกิน
แต่มันคือทุกอย่าง
กระบวนการรับรู้ปัญหาเกี่ยวกับเด็กๆ ก่อนมีกิจกรรมนั้น ด้านหนึ่งรับรู้มาจากครู
และจากพ่อแม่ เมื่อรับรู้สภาพปัญหา เราก็ มานั่งวางแผนกันร่วมกับคุณครู แต่ละโรงเรียนว่า
เด็กๆ ควรจะได้รับรู้เรื่องอะไรบ้าง อย่างเด็กๆ โรงเรียนศรีนครินทร์ที่มาค่ายครั้งนี้นั้น
ปัญหาของเขาคือเด็กๆ ไม่ค่อยชอบฟัง ปัญหาเรื่องพฤติกรรม เด็กฟังน้อย ฟังไม่เป็น
ว่างเมื่อไหร่ก็จะคุยกัน ดังนั้นเราก็ต้องมาจัดโปรแกรมให้เด็กมารู้จักฟังมากขึ้น
ฟังยังไงให้เด็กๆ ฟังเป็นแล้วก็ อาจจะมีปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาการกิน เด็กๆ
อาจจะมีปัญหาการกินอาหารขยะ ขนมถุง ซึ่งมันมีแต่แป้งน้ำตาล กินแต่เนื้อ กินแต่อาหารสำเร็จรูป
ไม่มีคุณค่าอะไร สังเกตได้จากเด็กๆ ที่มา ส่วนใหญ่จะอ้วนมาก ดังนั้นเราต้องทบทวนและตั้งต้นชีวิตการกินของเด็กๆ
ขึ้นในค่าย
ที่ให้เด็กๆ สนใจเรื่องการกิน นั้นเพราะเด็กๆไม่เคยรู้หรอกว่า เส้นเลือดฝอยของเราถ้าเอามาต่อกันมีความยาวถึง
6 หมื่นไมล์ และเส้นเลือดฝอยนั้นมีประจุลบและมันจะผลักกันซึ่งแรงผลักกันนี้เอง
ทำให้เลือดไหลเวียน ดังนั้นถ้ากินน้ำตาลเข้าไปมากๆ มันจะทำให้เกิดปฏิริยาทางเคมีทำให้แรงผลักกันของเส้นเลือดลดลง
ทำให้ผนักเลือดตกตะกอน ดังนั้นใน 6 หมื่นไมล์ ถ้ามีเส้นเลือดตีบขึ้นมา หัวใจก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น
ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เด็กๆ เห็นภาพ ซึ่งก็อาจทำให้เด็กๆ หยุดกินขนมลง เพราะรู้ว่าจะส่งผลยังไง
ไม่ใช่ห้ามอย่างเดียวซึ่งไม่ได้ผลหรอก
ส่วนกระบวนการเรียนรู้ของเรา ยังไปไม่ถึงขั้นถอดเป็นบทเรียนนำเสนอออกไปให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวในทางสังคม
ในมิติของการศึกษา ตรงนั้นเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น เราได้แต่ทำเป็นกลุ่มเล็กๆ
มีอะไรก็มาจัดประชุมกันแล้วทำให้กับเด็กๆ แต่ผมก็คิดเหมือนกัน ว่าอยากนำผู้ที่มีส่วนในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ
เข้ามาร่วมกิจกรรม เพื่อจะได้เอาไปขยายผลในชุมชน หมู่บ้านหรือสถาบันของเขาต่อไป
นายสาทรกล่าวและยังย้ำชัดถึงผลที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ
ที่เคยมาเข้าร่วมค่ายของโรงเรียนใต้ร่มไม้
และนอกจากนั้นยังย้ำอีกว่า สภาพสังคมปัจจุบันบีบคั้นเด็กให้รับผิดชอบมากเกินไปด้วย
ผลที่เกิดขึ้นหลังจากเด็กๆ ได้มาผ่านค่ายคือ
เด็กๆ ได้เรียนรู้ แล้วก็กินขนมซองน้อยลง กินน้ำอัดลมน้อยลง และกินอาหารที่มีคุณค่ามากขึ้น
ส่วนการกลับมาเรียนรู้ชีวิตในป่า มันทำให้เกิดการกลับมาสู่ชีวิตที่ช้าลง
เห็นรายละเอียดของชีวิตมากขึ้น เห็นความงดงามมากขึ้น มีสติ มีปัญญามากขึ้น
อีกทั้งยังได้สัมผัสชีวิตเดิมแท้ของตัวและของกันและกันมากขึ้น
เดี๋ยวนี้โลกภายนอก หรือกระแสสังคมมันได้ผลักให้คนตกอยู่ในความคิดตลอดเวลา
ไม่เกิดสติ เกิดปัญญามันหมุนอยู่ในความคิดเราเรื่อยๆ วิตกกังวล รีรอ หว้าวุ่น
ทำให้คุณภาพชีวิตไม่นิ่ง ดังนั้น เราจะเห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำนี้ช่วยสร้างรัฐพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้กับเด็กๆ
ในเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันมันได้ผิดเพี้ยนไปมาก เด็กๆ ในธรรมชาติมสมัยก่อน
มีโอกาสอยู่กับธรรมชาติ เล่นกับเด็กๆ เอาของป่ามาเล่น ดัดแปลงธรรมชาติเป็นของเล่น
แต่ปัจจุบันเด็กๆ สูญเสียไปแล้ว ทั้งๆ ที่เด็กๆ ในวัยนี้ เป็นเด็กที่อยู่ในโลกของความฝัน
ถ้าให้เขารับรู้ความจริงมากไป แล้วตัดจินตนาการทางสังคม จะทำให้เด็กๆ ไม่มีภูมิคุ้มกันทางสังคมน้อยลง
เพราะเขาเคร่งเครียดมากไป
ด้วยเหตุนี้ผมคิดว่า เป้าหมายชีวิต ต้องมีการก่อรูปเช่นกัน เราต้องดึงเด็กกลับมาสู่สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
ตามวัยที่เขาจะเป็น ไม่ใช่หน้าจอทีวี คอมพิวเตอร์ หรือในโลกการแข่งขัน กำไร
ขาดทุน ธุรกิจ และการโฆษณา มันคือโลกของการช่วงชิงอะไรบางอย่าง ที่ต้องเข้าสู้กับตัวเอง
จนเด็กไม่มีโอกาสหล่อหลอมอะไรบางอย่าง ให้กับตัวเอง ดังนั้นเราจึงจำลองสิ่งแวดล้อมให้เขาขึ้นมา
เพราะเด็กๆ วัยประถมเป็นวัยที่จริงจังมาก และสนุกสนานมาก ถ้าเขาได้สนุกตามวัย
เติบโตขึ้นเขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ลึกซึ้งและเปิดกว้าง กับการรับรู้อะไรใหม่ๆ
และมีความสุนทรีย์ในวัยผู้ใหญ่มากขึ้น
ปัญหาอีกอย่าง คือ คนมักมองข้ามแล้วเอาความเป็นผู้ใหญ่ไปยัดเยียดให้กับเด็กๆ
เอาโลกของความรับผิดชอบใส่ให้เด็กมากเกินไป ซึ่งในความเป็นจริงเราต้องให้เขารับผิดชอบอย่างช้าๆ
นายสาทรกล่าวพร้อมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์กระแสการศึกษาทางเลือกว่า
กระแสการศึกษาทางเลือกในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้นมาก
มันเริ่มมีแนวการศึกษาทางเลือกออกมา เริ่มมีโรงเรียนทางเลือกออกมา เช่น โรงเรียนไตรทักษะ
โรงเรียนของหมอพร โรงเรียนครูอุ๊ยที่สุขุมวิทย์ ซึ่งเป็นแบบองค์รวม
(one drop) แนว Neo Humannism แนวกลุ่มสันติอโศก
ที่เอาพุทธศาสนามาปรับใช้ หรือแม้แต่โรงเรียนรุ่งอรุณ ก็ตาม
แนวเหล่านี้จะกระจายไปทั่ว สร้างผลสั่นสะเทือนในโลกของการศึกษาของสังคม เป็นหน่ออ่อนของการศึกษาทางเลือกมากขึ้น
อย่างโรงเรียนหมู่บ้านเด็กก็มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาของรัฐ
ส่วนที่นี่ก็มีครูมาดูงาน และเอาไปปรับใช้ในโรงเรียน เหมือนกัน
ส่วนในเชิงนโยบายรัฐบาล กระแสการศึกษาทางเลือกได้มีการเข้าไปเคลื่อนไหวด้วย
อย่างมูลนิธิการศึกษาเพื่อสังคม กลุ่มของแม่แอ๊ว (รัชนี
ธงชัย) หรือสถาบันบ้านเรียนของยุทธชัย เฉลิมชัย
ก็ออกมาผลักดันการศึกษาทางเลือก ผลักดันกฎกระทรวงเรื่องศูนย์การเรียนให้มากขึ้น
เพื่อรองรับการศึกษาของชุมชน ชาวบ้าน หรือองค์กรต่างๆ มากขึ้น ซึ่งนี่คือการเคลื่อนไหวในระดับโครงสร้าง
แล้วก็มีระดับภูมิภาคเข้าไปหนุนในการเสนอกฎกระทรวงด้วยครับ นายสาทรกล่าว
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงาน Thaingo รายงาน
14 กันยายน 2547
|