|
พัฒนาการใช้และกระบวนการแย่งชิงที่ดินบ้านท่ามะปราง
การใช้ที่ดินของชุมชนบ้านท่ามะปรางในอดีต
ชุมชนบ้านท่ามะปราง ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด ตรัง ซึ่งมีประชากรกว่า
80 หลังคาเรือน เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่ ซึ่งยืนยันโดยหลักฐานการมีผู้ใหญ่มากถึง
7 รุ่น1 ซึ่งในอดีตนั้นมีวิถีคล้ายๆ
กับชุมชนไทยโบราณในท้องถิ่นอื่นๆ คือ มีอาชีพทำการเกษตรแบบพอเพียง
พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลักในการดำรงอยู่ วิถีการเกษตร ซึ่งทำการเพาะปลูก
เฉพาะปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการยังชีพและปลูกแค่เพียงพอสำหรับยังชีพเท่านั้น
ซึ่งพืชที่ปลูกหลักๆ ก็คือข้าว เน้นพันธุ์ข้าวไร่ เป็นหลัก อาทิ
ข้าวดอกหมาก ข้าวดอกยอม ข้าวไซ ข้าวไร่ ข้าวหนัก เป็นต้น ซึ่งเป็นข้าวที่ใช้เวลานานกว่าจะออกผลผลิต
แต่มีคุณสมบัติเฉพาะ คือแตกกอดี รวงข้าวใหญ่ ให้ผลผลิตมาก เป็นต้น
และที่สำคัญเติบโตกับสภาพพื้นดินแบบป่าเปิดใหม่ได้ดี
กลุ่มตระกูลในยุคแรกๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากคือ ตระกูลสมบูรณ์ และตระกูลศรีทอง
ซึ่งเป็นตระกูลดั้งเดิมของชุมชนบ้านท่ามะปราง การเข้ามาก่อตั้งรกรากก่อนการเข้ามาของยุคการทำเหมืองแร่
แบบเหมืองรูของคนจีน ประมาณ 100 กว่าปี มาแล้วเช่นกัน ในยุคนั้นระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินยังไม่มี
การใช้ที่ดินจะมีลักษระครอบครองเพื่อใช้เพาะปลูกเท่านั้นและสภาพโดยทั่วๆไปยังเป็นผืนป่า
ทำให้ครัวเรือนหนึ่งๆ จะครอบครองที่ดินเท่าที่จะสามารถเพาะปลูกได้
หรือเท่าที่แรงงานในครอบครัวจะสามารถบุกเบิกแผ้วถางได้
รูปแบบการใช้ที่เพาะปลูกในยุคแรกๆ ของชุมชนนั้น เป็นการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอยคือบุกเบิกแผ้วถางและใช้เพียงชั่วคราว
2-3 ปี เมื่อสภาพเนื้อดินหมดความสมบูรณ์ ก็เปลี่ยนและคืนที่ดินเป็นของป่า
ไปบุกเบิกที่ใหม่ และจะกลับมาอีกครั้งเมื่อที่ดินที่แผ้วถางนั้นกลับไปเป็นป่าแก่หรือป่าสมบูรณ์เช่นเดิม
เป็นรูปแบบเกษตรกรรมที่พึ่งพาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ เป็นระบบป้องกันโรค
แมลง สัตว์ป่าและศัตรูพืชโดยใช้วิธีย้ายที่ ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาของคนในยุคนั้น
ในการปรับระบบการเกษตรให้เข้ากับเงื่อนไขธรรมชาติ
การทำการเกษตรแบบติดที่ดินเริ่มเข้ามาเมื่อรัฐส่งเสริมให้เกษตรกรทำสวนยางพารา
ซึ่งเป็นพืชเชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องจัดการป่าและที่ดิน ซึ่งเป็นยุคแรกของการครอบครองที่ดินแบบถาวร
ในสมัยบิดาของนายไท แก้วลาย โดยเจ้าเมืองตรัง คือพระยาพระยารัษฎานุประดิษฐ์
เป็นผู้นำเข้ามาส่งเสริมให้เพาะปลูก

นายเคลื่อน สมบูรณ์
เกษตรกรที่ยังเคย
ทำไร่เลื่อนลอยในอดีต |
กระบวนการบุกเบิกที่ดินในยุคแรกเริ่มนั้น ส่วนมากใช้วิธีเกณฑ์แรงงานโดยการลงแขก
หรือซอแรงกันในชุมชน โดยเจ้าบ้านจะต้องเป็นผู้รับรองเลี้ยงดูด้านอาหาร
การกิน ซึ่งส่วนมากจะซอแรงเฉพาะขั้นตอนการตัดและแผ้วถาง ส่วนขั้นตอนการเก็บ
เผา นั้นจะใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลัก แต่ก็มีบางครอบครัวที่เน้นการซอแรงเฉพาะวันปลูกหรือลงเมล็ดข้าว2
ระบบการครอบครองที่ดินเฉพาะการใช้ประโยชน์ หรือการทำไร่เลื่อนลอย
หรือการเกษตรแบบย้ายที่ ยังคงมีอยู่ จนถึงปี 2500 เท่านั้นหลังจากนั้นก็เริ่มกลายมาเป็นเกษตรแบบติดที่ดินมีการครอบครองและมีระบบกรรมสิทธิ์แบบเอกสารสิทธิ์และสามารถตกทอดถึงลูกหลานได้
กระนั้นก็ตาม ถึงแม้ว่าที่ดินในยุคไร่เลื่อนลอยจะสามารถบุกเบิกได้อีกมาก
แต่ ครัวเรือนในชุมชนบ้านท่ามะปราง กลับมีเพียง 20 กว่าครัวเรือนเท่านั้น
จึงเลือกแผ้วถางเฉพาะเท่าที่แรงงานในครอบครัวทำได้ อีกทั้งยังเสี่ยงภัยกับสัตว์ป่า
และเมื่อรวมที่ดินที่ทำการเพาะปลูกในแต่ละปีแล้ว ทั้งชุมชนใช้ที่ดินไม่เกิน
100 ไร่ เพราะ ครัวเรือนหนึ่งใช้ที่ดินในระบบเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย
เฉลี่ยประมาณ 3-6 ไร่ เท่านั้น
ระบบการใช้ที่ดินแบบไร่เลื่อนลอย อาจจะมีบ้างที่วนกลับมาทำที่เดิม
แต่นั่นก็หมายความว่าพื้นที่ไร่ได้กลับไปเป็นป่าแก่ หรือป่าดิบดั่งเดิมแล้ว
ซึ่งหมายถึงที่ดินได้กลับมาสู่สภาพที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่
ที่ดินที่ใช้แล้วก็มักจะทิ้งไปเลยไม่กลับมาใช้อีก
การเข้าสู่ยุคการมีระบบกรรมสิทธิ์ที่ดิน นั้นเริ่มจากผู้นำชุมชนซึ่งก็คือผู้ใหญ่บ้าน
ได้ออกทำการสำรวจการครอบครองที่ดินของลูกบ้านและต้องทำทุกๆ 4 ปี
เพื่อแจ้งเก็บค่าบำรุงท้องที่ส่งให้รัฐ ทำให้พบว่า ชุมชนบ้านท่ามะปราง
เริ่มเข้าใจการเข้ามาของรัฐ มากำหนดรูปแบบและฐานะการครอบครองที่ดินเป็นระบบกรรมสิทธิ์ใหม่
การใช้ที่ดินในกิจการเหมืองแร่
การใช้ที่ดินเพื่อกิจการเหมืองแร่ในยุคแรกเริ่ม
ประมาณ 100 กว่าปีมาแล้วนั้น ยังคงเป็นเหมืองรู หาที่ว่างที่ชาวบ้านไม่ทำประโยชน์แล้วก็ทำการขุดลงไปเป็นบ่อลึกสู่ชั้นแร่ใต้ดิน
ซึ่งเข้ามาดำเนินการโดยคนจีน เป็นรูปแบบเหมืองแบบดั้งเดิมไม่มีเครื่องจักรทันสมัย
ใช้แรงงานคนเป็นหลักขุดเจาะเป็นเหมืองรู และจะมีเพียงคนจีนเท่านั้นที่เข้ามาทำเหมืองแร่
เพื่อส่งขายต่างประเทศและแบ่งรายได้ให้รัฐไทยในรูปของภาษี ระบบการปกครองของรัฐไทยในสมัยนั้น
ยังไม่มีกฎหมายให้สัมปทานหรือออกประทานบัตร การทำเหมืองจะเลือกพื้นที่ที่ชาวบ้านไม่ได้ทำประโยชน์
ทำให้เหมืองแร่ในยุคเหมืองรูนั้นยังไม่กระทบวิถีชีวิตชุมชนมากนัก
ยุคเฟื่องฟูของเหมืองรูระหว่างปี พ.ศ.2460-2470 ชุมชนบ้านท่ามะปรางกลายเป็นหมู่บ้านที่มีครัวเรือนชาวจีนมากถึง
200-300 ครัวเรือน3 ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่มากในสมัยนั้น
และทั้งหมดล้วนแต่เป็นคนจีนที่อพยพเข้ามาทำเหมืองรู ปริมาณของครัวเรือนซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับอำเภอห้วยยอด
ขณะนั้นมีเพียง 10 กว่าครัวเรือนเท่านั้น
ในช่วงทศวรรษ 2470 รัฐเริ่มเข้ามาจัดการดูแลและให้เอกชนเข้ามาขอประทานบัตรทำเหมืองขึ้น
มีฝรั่งชาวตะวันตกเข้ามาขอประทานบัตรในยุคแรก แต่ในขณะนั้นระบบการจัดเขตที่ดิน
ยังไม่พร้อมและชัดเจนนัก ทำให้ไม่มีหลักเขตที่แน่นอน ชุมชนบ้านท่ามะปรางจึงสามารถเข้ามาร่วมใช้ทรัพยากรร่วมกับการทำเหมืองได้
และการทำสัญญาขอประทานบัตรทำเหมืองของชาวตะวันตกครั้งนั้น รัฐและบริษัทตะวันตกได้ใช้วิธีขีดคร่อมเอาที่ดินเพื่อให้กิจการเหมืองแร่ไปทั้งหมู่บ้านท่ามะปราง
ส่งผลให้ชาวบ้านต้องอพยพออกไป อยู่นอกเขตชุมชนเดิม โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย
และไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย
ในระหว่างปี พ.ศ. 2487-2490 นั้นเอง หลังการเข้ามาทำเหมืองแร่ของชาวตะวันตก
ได้ก่อให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์เอกชน (private property) ขึ้นในชุมชน
นั่นคือการรับรู้เรื่องสิทธิในการครอบครองที่ดินจากบุคคลภายนอกชุมชนเริ่มมีขึ้นแล้ว
โดยในสมัยบิดาของนายไท แก้วลาย ได้มีคำสั่งของผู้ใหญ่บ้านท่ามะปราง
สั่งห้ามใครเข้าไปบุกรุกหรือ ยุ่งเกี่ยวในที่ดินเหมืองแร่ที่ได้รับสัมปทานซึ่งถือว่าเป็นเขตที่ดินบริษัท
กระนั้นก็ตาม ชาวบ้านยังเข้าไปหาของป่า หาไม้ฟืนใช้สอยอยู่บ้าง
แต่ขณะนั้นชุมชนยังไม่ได้รับความเดือดร้อนมากนัก แม้ว่าจะเริ่มถูกกีดกันจากระบบกรรมสิทธิ์เอกชนที่รัฐคุ้มครองให้กับบริษัทเหมืองแร่
เนื่องเพราะว่าที่ดินอื่นๆ ยังมีมากพอกับความต้องการของชุมชนและทรัพยากรป่ายังอุดมสมบูรณ์
จึงไม่เดือดร้อนและยังเลี้ยงชีพได้ ทำให้ไม่สนใจ ปัญหาการให้ประทานบัตรของรัฐ
ที่คร่อมลงบนที่ดินของตนและของชุมชน

นายไท แก้วลาย |
ในปี พ.ศ.2493 ชาวตะวันตกเจ้าของเหมืองแร่ก็ริเริ่มนำแนวคิดการตัดแบ่งแนวเขตแบบใหม่
การออกรังวัดและแบ่งเขตที่ได้ประทานบัตรให้บริษัทอื่นๆ ร่วมดำเนินกิจการหรือรับช่วงประทานบัตรการทำเหมืองแร่
จนในปีพ.ศ. 2497 กิจการเหมืองแร่ของชาวตะวันตกก็ได้จำหน่ายโอนให้กับบริษัท
ลุ่นเส็ง และบริษัทอื่นๆ ซึ่งเป็นบริษัทของคนจีนในประเทศไทยดำเนินกิจการต่อ
ในยุคการเข้ามาทำเหมืองของชาวตะวันตกนั้น ได้นำเครื่องจักรไอน้ำและวิธีการทำเหมืองแบบใหม่
(แบบฉีด)เข้ามาใช้และต่อมาก็นำเครื่องยนต์ มาใช้อีกเป็นยุคที่อยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่
2 (2484-2487) ซึ่งปริมาณความต้องการแร่ดีบุกในตลาดโลกต้องการสูงมาก
ในปี พ.ศ.2499 ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่แบบฉีดได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
จากน้ำล้างแร่ที่ฉีดซึ่งก่อให้เกิดน้ำขุ่นข้นไหลลงสู่ลำคลองที่ชาวบ้านใช้สำหรับอุปโภคบริโภค
ทำให้น้ำลำคลองใช้ประโยชน์ไม่ได้ประมาณ 2-3 ปี ส่งผลกระทบให้ปลาตาย
และลำคลองตื้นเขิน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านท่ามะปรางได้ลุกขึ้นสู้
โดยออกไปร้องเรียนกับทางจังหวัด คือผู้ว่าราชการจังหวัด4
แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด กระนั้นก็ตาม ความรุนแรงของปัญหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านอื่นๆ
ที่อยู่ตอนล่างของเหมืองและต้องอาศัยลำคลอง ส่วนบ้านท่ามะปรางนั้นกระทบน้อยกว่า
การเข้ามาของแรงงานในยุคเหมืองฉีด (2498-2515 ) แรงงานเหมืองแร่ส่วนใหญ่เป็นคนงานที่มาจากภาคอีสาน
มีจำนวนหลายร้อยคนมาอาศัยอยู่เป็นชุมชนขึ้นซ้อนในพื้นที่หมู่บ้านท่ามะปรางอีกชุมชนหนึ่งซึ่งเป็นชุมชนแรงงานทำเหมือง
แต่ก็แยกกันอยู่คนละกลุ่มกับชาวบ้านท่ามะปรางซึ่งเป็นคนท้องถิ่นและมีอาชีพทำนาทำสวน
และหัวหน้าคนงานเหมืองมักจะเป็นคนจีนมาจากภูเก็ต ส่วนแรงงานในท้องถิ่นหรือชาวบ้านท่ามะปรางนั้น
บริษัทเหมืองแร่ปฏิเสธการว่าจ้าง เนื่องจากว่าแรงงานในท้องถิ่นนั้น
ก่อปัญหาในการทำงานและยังปกครองยาก อีกทั้งคนท้องถิ่นเองก็ไม่อยากทำงานรับจ้างให้คนจีนในเหมือง
เนื่องเพราะว่า คนจีนหัวหน้าเหมืองจากภูเก็ตนั้นพูดจาไม่สุภาพ
หยาบคาย
กระนั้นก็ตาม แม้ว่าบริษัทเหมืองแร่แต่ละยุคจะเข้ามาขุดเจาะเอาทรัพยากรใต้ดินไป
ซึ่งก็รวมทั้งเอาที่ดินของชุมชนบ้านท่ามะปรางไปด้วยก็ตาม การเข้ามาของเหมืองก็ไม่ได้มาเอาเพียงอย่างเดียวแต่ก็ให้ความเจริญแก่ชุมชนด้วยเช่นกัน
โดยได้พัฒนาสาธารณูปโภคขึ้นในเหมืองและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ
ถนน ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น โดยการลงทุนของบริษัทเหมืองแร่ ซึ่งทำให้ครัวเรือนในชุมชนบ้านท่ามะปรางที่อาศัยใกล้เคียงบางครัวเรือนได้ประโยชน์ร่วมด้วย
แม้ว่าจะไม่ได้พัฒนาเพื่อให้ทั้งชุมชนได้ใช้ร่วมก็ตาม
การเข้ามาจับจองที่ดินอีกครั้งของชุมชนบ้านท่ามะปราง
กิจการเหมืองแร่ทั้งหมด เริ่มทยอยหยุดกิจการไปตามอายุสัญญาที่ได้รับประทานบัตร
ตั้งแต่ ปี 2534-2535 โดยบริษัทสินแร่ภูเก็ตเป็นบริษัทสุดท้ายที่ดำเนินกิจการซึ่งซื้อกิจการต่อจากบริษัทลุ่นเส็ง(
2532) โดยดำเนินกิจการเพียงปีเศษๆ ก็หยุดกิจการ
ทำให้เกิดขบวนการเข้ามาจับจองที่ดินเหมืองแร่หลังหมดสัญญาประทานบัตรของชาวบ้านท่ามะปรางขึ้น
และก็เกิดขึ้นกับอีกหลายๆ
พื้นที่ หลายๆ หมู่บ้านในพื้นที่ ด้วย เช่นที่บ้านลำพระ ต.ปากแจ่ม
และบ้านในเหยา ต.ห้วยยอด เป็นต้น เนื่องจากชาวบ้านเผชิญปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินมานาน
ดังนั้นเมื่อสัญญาประทานบัตรทำเหมืองจากรัฐหมดอายุ ชาวบ้านจึงเข้าไปจับจองครอบครองที่ดิน
ซึ่งทั้ง 2 หมู่บ้านที่กล่าวถึงนั้น ชาวบ้านสามารถเข้าครอบครองจับจองและทำการจัดสรรกันได้
โดยไม่มีการกีดกันหรือปะทะขัดแย้งจากเจ้าของเหมืองแร่เดิม หรือกับหน่วยงานรัฐ
ในขณะที่บ้านท่ามะปราง ม.6 ต.ปากแจ่ม กลับไม่สามารถจะเข้าไปจับจองได้
ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้เป็นของบริษัทลุ่นเส็ง แต่สำหรับหมู่บ้านอื่นๆ
นั้นเป็นของบริษัทอื่น ซึ่งมีการจับจองจัดสรรไปแล้วกว่า 40-50
หลังคาเรือน
จากรายชื่อที่ชาวบ้านบอกเล่ากล่าวนั้น
พบว่าการครอบครองที่ดินในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นของนายทุนจากอำเภอห้วยยอดและจากอำเภอเมือง
ซึ่งปัจจุบันได้แปรรูปเป็นสวนยางพารา และสวนปาล์มมีเอกสารสิทธิ์
ในขณะที่ชาวบ้านที่มีที่ดินอยู่บ้าง ครอบครองสูงสุดเพียงประมาณ
10-20 ไร่ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเลย แม้แต่ทั้ง 2 ตระกูลใหญ่ที่เข้ามาบุกเบิกในยุคแรกเริ่มก่อตั้งชุมชนก็มีที่ดินรวมกันไม่ถึง
100 ไร่ หรืออาจจะมากกว่านั้นไม่มากนัก ทำให้ปริมาณที่ดินที่ลูกหลานแต่ละครัวเรือนครอบครองอยู่
นั้น ไม่เกิน 20 ไร่ ดังนั้น ชาวบ้านท่ามะปรางส่วนจึงมีอาชีพรับจ้างกรีดยางของในทุน
มากถึง 90% และและพักอาศัยอยู่ในสวนยางพาราด้วย
รวมอาณาเขตที่ดินที่นายทุนครอบรองอยู่นั้น กินอาณาบริเวณ 3 ตำบล
คือ หมู่ 5 ตำบลห้วยยอด หมู่ 6 ตำบลปากแจ่ม และหมู่ 7 ตำบลปากคม
บ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่บ้านท่ามะปราง ส่วนใหญ่จึงอาศัยอยู่ในพื้นที่เหมืองเก่าของนายทุน
และรองลงมาคือในพื้นที่สวนยางพารา สำหรับผู้มีที่ที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยนั้น
ได้ทยอยขายขายไปให้กับนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อจนเกือบหมดแล้วหมด
การออกเอกสารสิทธิ์มีเพียงกลุ่มนายทุนและข้าราราชการเท่านั้นที่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้
ส่วนชาวบ้านนั้นมีเอกสารสิทธิ์น้อยมาก การเข้ามากว้านซื้อของข้าราชการจะเข้ามากว้านซื้อจับจองเอาที่ดินเหมืองเก่าและป่าเสื่อมโทรมไว้
และสามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ ซึ่งในยุคที่ข้าราชการเข้ามาจับจองนั้น
ชาวบ้านยังไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ เนื่องจากยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่บีบรัดทางเศรษฐกิจและกระแสการเรียกร้องเรื่องที่ดินในสถานการณ์ภายนอกยังไม่เกิดขึ้นด้วย
กระบวนการการจัดการและการกีดกันชาวบ้านออกจากที่ดินของรัฐ
และนายทุน
การเข้ามาจัดการกำหนดฐานะความเป็นชุมชน และกำหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐเริ่มเข้ามาตั้งแต่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นหมู่บ้าน
ตำบลและขึ้นตรงกับฝ่ายปกครอง แต่กระนั้นก็ยังไม่กระทบกับชุมชน
เนื่องจากรัฐยังไม่เข้ามาจัดการทรัพยากรหรือแบ่งที่ดินของชุมชนออกเป็นเขตเหมืองแร่เพื่อให้สัมปทาน
แม้ว่าในระยะแรกๆ นั้นเพื่อการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ อย่างยางพาราก็ตาม
แต่ระบบการให้กรรมสิทธิ์ที่เรียกว่าเอกสารสิทธิ์ เพื่อที่ดินมีฐานะเป็นทรัพย์สินเด็ดขาดของเอกชน
และนั่นคือกระบวนการผลักไสชาวบ้านท่ามะปรางออกจากที่ดินของบรรพบุรุษตน
และจากนั้นกระบวนการกีดกัน (Exclude) และกลายเป็นอื่น (The Other)
ในพื้นที่ตนเองก็ตามมา เพราะอย่างน้อยความเข้าใจและเข้าถึงกระบวนการมีเอกสารสิทธิ์สำหรับชุมชน
นั้น ยังยากนัก
การเข้ามาขีดแบ่งเขตที่ดินเพื่อใช้ทรัพยากรแร่ของรัฐในการให้ประทานบัตรเหมืองแร่นั้น
(2470) ทำให้ชาวบ้านถูกกีดกันและกลายเป็นผู้อาศัยในเขตแดนทรัพยากรของชุมชนตนมาโดยตลอด
เนื่องจากทรัพยากร อื่นๆ เหนือที่ดินถูกทำลายและถูกกีดกันไปด้วย
และระยะต่อมายิ่งมีพัฒนาการที่เข้มข้นขึ้นอีก เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการขุดเจาะ
และสกัดแร่ด้วย (2499) ชุมชนท่ามะปรางในยุคนั้นจึงต้องอาศัยปลูกบ้านเรือนอยู่ริมขอบเขตเหมืองเป็นส่วนใหญ่
แต่ก็ยังทำอาชีพเดิมของตน คือการเกษตรไร่ข้าว ปลูกยางพาราและเก็บของป่าขาย
ปลายอายุสัญญาของการประทานบัตรเหมืองแร่ สภาพที่ดินบ้านท่ามะปรางมีสภาพชำรุดเนื่องจากถูกขุดเจาะ
พลิกหน้าดิน เป็นหลุ่มเป็นบ่อจนใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรหรือด้านอื่นๆ
ไม่ได้ ทำให้เกิดขบวนการแอบเข้ามาใช้ประโยชน์ของหน่วยงานปกครองท้องถิ่น
คือเทศบาลอำเภอห้วยยอด คือสร้างเป็นแหล่งทิ้งขยะจากเทศบาลตำบลห้วยยอด
ตั้งแต่ ปี 2526-2527 และแอบทิ้งมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2537-2538
ชาวบ้านท่ามะปรางจึงลุกขึ้นประท้วงการทิ้งขยะของเทศบาลตำบลห้วยยอด
ซึ่งเป็นการลุกขึ้นครั้งที่สองของชาวบ้านท่ามะปราง เนื่องจากส่งกลิ่นรบกวนชุมชนมาก
ทำให้เทศบาลตำบลห้วยยอดต้องหยุดไป
หลังจากใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ของแต่ละบริษัทเริ่มหมดอายุ(2534-2535)
ชุมชนบ้านท่ามะปรางก็เริ่มขยับเข้ามาสร้างชุมชนใหม่ในเขตเหมืองเนื่องจากมีถนนราดยางตัดผ่านเหมือง
ซึ่งจริงๆ แล้วเริ่มเข้ามาตั้งแต่ปี 2533 ในยุคเหมืองของบ.ลุ่นเส็ง
โดยชาวบ้านเข้ามาปลูกบ้านริมสองข้างทางซึ่งเป็นถนนราดยางตัดผ่านหมู่บ้าน
และแม้ว่าจะถูกกลุ่มนายทุนพยายามห้ามชาวบ้านเข้ามาทำประโยชน์ในเขตที่ดินที่เคยได้รับสัมปทานและทำการขัดขวาง
กีดกัน ข่มขู่ แจ้งจับตลอดจนถึงบังคับให้เช่า ชาวบ้านก็ยังขัดขืนต่อสู้และเริ่มรุกเข้ามาสร้างบ้านกันมากขึ้น

บ้านริมถนนซึ่งอยู่ในเขตเหมืองเก่าและถูกราชการปฏิเสธการขึ้นทะเบียนบ้าน |
ในปี 2535-2536 หน่วยงานของรัฐ คือกรมป่าไม้เริ่มเข้ามาขึ้นป้ายประกาศเป็นแจ้งกับชาวบ้านและกลุ่มนายทุนว่าพื้นที่แถบนี้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า
ห้ามใครบุกรุกทำลาย ซึ่งเป็นการประกาศ ผ่านแผ่นป้ายไม้อัดขนาดใหญ่
3 ป้าย และการประกาศครั้งนั้นทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า ที่ดินของหมู่บ้านที่ถูกยกให้สัมปทานเหมืองเป็นของกรมป่าไม้
ทำให้ชาวบ้านไม่มีใครคัดค้านการประกาศครั้งนั้น เนื่องจาก เล็งเห็น
ว่าการกลับเข้ามาเป็นเจ้าของที่ดินของรัฐนั้นชาวบ้านน่าจะมีสิทธิเข้าไปทำประโยชน์ได้มากกว่า
กระนั้น กระบวนการเข้ามากีดกันของนายทุนก็ได้พยายามเข้ามาอย่างต่อเนื่องและหลายๆ
รูปแบบ หลายๆ วิธีการ ทั้งในลักษณะครอบครองอย่างถาวรและลักษณะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรระยะสั้นๆ
อาทิ ปี 2535 นายทุนจากอำเภอห้วยยอดเข้ามาลักลอบตักทรายไปไปจำหน่าย
แต่ก็โดนกรมป่าไม้เอาเฮลิคอปเตอร์เข้ามาขับไล่ จนต้องเลิกราไป
ในปี 2537 ต่อมานายทุนเจ้าของเหมืองบ.ลุ่นเส็ง ก็เข้ามาลงกล้าปาล์มและดำเนินการปลูกปาล์ม
ท่ามกลายสายตาชาวบ้านที่แอบคัดค้านและหวั่นเกรงการเข้ามาครอบครองถาวร
ในปี 2538 นายทุนกลุ่มเดิมก็เข้ามาปลูกสะเดาเทียมเพิ่มอีก แต่ในปีนั้นเองก็ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ออกมาขับไล่อีกครั้ง
ซึ่งเหตุการณ์นั้น เปิดช่องทางให้ชาวบ้านลุกปฏิบัติการผสมโรง บุกเข้าไปถอนกล้าไม้ที่นายทุนปลูกไว้
คือต้นปาล์มและสะเดาเทียม ออกจากพื้นที่เหมืองเก่าทั้งหมด ทำให้กลุ่มนายทุนชะงักงันไปหลายปี
แต่เหตุการณ์นั้นเองกลับสร้างความกล้าและเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านมากขึ้นและบุกเข้าไปทำการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยของชาวบ้านท่ามะปราง
แม้ว่าจะถูกกีดกันจากฝ่ายปกครองในอำเภอห้วยยอด ที่ไม่ยอมให้หมายเลขทะเบียนบ้าน
หรือให้สถานะชุมชน สถานะบ้านเรือนก็ตาม แต่ชาวบ้านก็ยังต่อสู้และยืนยันที่จะอยู่
โดยอ้างสิทธิดั้งเดิมของตนและสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจบีบรัด คือไร้ที่ดินทำกินนอกจากนั้น
บ้านท่ามะปรางมีสภาพเป็นชุมชนขนาดใหญ่อยู่มานานจึงยากแก่การอพยพไปอยู่ที่อื่นแล้วในการสถานการณ์ปัจจุบันที่ซึ่งไม่มีที่ดินผืนกว้างเพียงพอสำหรับตั้งชุมชน
กระบวนการเข้ามาผลักไส กีดกันครั้งที่ 2 ของกลุ่มนายทุน ( 2545-ปัจจุบัน
) คือเข้ามาปลูกต้นสน และเข้ามาปักเขตแดน สร้างรั้วลวดหนามล้อมรอบที่ดินทั้งหมด
ซึ่งครั้งนี้เองที่ยังไม่มีการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ป่าไม้
ในการเข้ามาขับไล่ กลุ่มทุนออกจากที่ดินเหมืองเก่า ทำให้นายทุนพยายามสร้างกระบวนการครอบครองและแสดงกรรมสิทธิ์
ในขณะที่ชุมชนบ้านท่ามะปรางก็พยายามรวมตัว เคลื่อนไหว ประสานหน่วยงานรัฐและปกครองท้องถิ่น
และริเริ่มปฏิบัติการเคลื่อนไหวประสานกับองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อทักท้วงเอาสิทธิบนที่ดินทำกินดั้งเดิมของชุมชนตนคืน
กระบวนการตอบโต้และการเข้ามาจับจองเอาที่ดินของชาวบ้านท่ามะปราง
หลังจากประทานบัตรเริ่มหมดสัญญาให้ทำเหมืองแร่ ซึ่งก็เริ่มมาตั้งแต่ปี
2535-2536 โดยมีครัวเรือนในบ้านท่ามะปราง ประมาณ 20 ครัวเรือน
บุกเข้าไปในเขตเหมืองเก่าแล้วทำการจัดสรรแบ่งเขตและ ครอบครองปลูกบ้านเรือนและทำกินบนแปลงที่ดินเหมืองเก่าขึ้น
โดยการจับจองไม่ได้วางเป็นข้อตกลง สร้างกฎเกณฑ์ ใดๆ ต่างคนต่างเอา
แต่ส่วนใหญ่กลับไม่มีใครจับจองเอามาก แต่ละครัวเรือนต้องการแค่เพียงที่ดินที่จะสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยเท่านั้น
เนื่องจากที่ดินมีไม่มาก และต้องเผื่อให้คนอื่นๆได้ใช้ประโยชน์ร่วมด้วย
ที่สำคัญหากครอบครองจำนวนไม่มาก เอาแต่เพียงจำเป็น เชื่อว่าคงจะง่ายในการต่อรองกับรัฐหรือนายทุน
และยังได้พันธมิตรเข้าร่วมมากขึ้น
หลังการบุกเข้าไปครอบครองของชาวบ้านท่ามะปราง นายทุนปฏิบัติตอบโต้ทันที
โดยพาเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานบริษัทเข้าไปที่หมู่บ้าน ทำการข่มขู่
แจ้งข้อหาบุกรุกกับชาวบ้าน และบังคับให้ชาวบ้านไปให้การที่สถานีตำรวจ
ซึ่งในสถานการณ์นั้นได้มีชาวบ้านเริ่มปลูกสร้างบ้านเรือนไปแล้ว
3 หลัง และมี 1 หลัง ซึ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ จึงได้รับค่ารื้อถอน
1,000 บาท จากนายทุน
กระแสชาวบ้านท่ามะปรางเริ่มหลั่งไหลเข้าไปยึดที่ดินเหมืองเก่าและแสดงการครอบครองที่ดินโดยการสร้างบ้านเรือนอย่างถาวร(บ้านปูนชั้นเดียว)
มากขึ้น โดยเฉพาะหลังจาก เจ้าหน้าที่อุทยานฯเข้ามาแจ้งชาวบ้านว่า
กรณีคนจน ใครจะทำบ้านอยู่อาศัยให้เอาไม้ในเขตป่าอุทยานฯ ทำบ้านได้
แต่ชาวบ้านอย่าบุกรุก ทำลายป่าแก่และ อย่าแผ้วถางอีก (2540 ) กลายเป็นเงื่อนไขที่ชาวบ้านมั่นใจมากขึ้นว่า
ที่ดินกลับเป็นของรัฐแล้ว และชาวบ้านซึ่งเดือดร้อนน่าจะโอกาสมีสทธิเข้าทำกินได้
เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สภาพเหมืองแร่นั้นถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าอยู่โดยไม่เกิดประโยชน์
ดังนั้นชุมชนหมู่บ้านท่ามะปราง ซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยมานานและไร้ที่กิน
ต้องการใช้พื้นที่ดังกล่าวมาทำการเกษตรหรือสร้างบ้านเรือนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน
โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาลได้กระตุ้นให้ชุมชนหมู่บ้านทั่วประเทศจัดทำแผนแม่บทชุมชนขึ้น5
ทำให้ชาวบ้านท่ามะปรางรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มอาชีพต่างๆ เสนอเป็นแผนแม่บทขออนุญาตทางราชการใช้ประโยชน์จากที่ดินเหมืองเก่าในการทำกิจกรรมกลุ่มวิชาชีพของชุมชน
จึงทำให้เกิดกลุ่มต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งกิจกรรมของกลุ่มนี้ มีทั้งกลุ่มเลี้ยงปลา
และกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ6
ในระยะต่อมากลุ่มเริ่มมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น ท่ามกลางการปฏิเสธการเข้ามาจัดการปัญหาอย่างจริงๆจังๆ
ฝ่ายปกครองท้องถิ่น ของรัฐ และของฝ่ายการเมือง แต่ในปี 2545 ชาวบ้านเริ่มสร้างบ้านแบบถาวรมากขึ้นขยายครัวเรือนออกไป
อย่างเช่น เป็นบ้านปูนชั้นเดียวริมบ่อน้ำของเหมือง ปี 2546 สร้างอีก
1 หลัง เป็นบ้านไม้ ชั้นเดียว รวมมีบ้านในพื้นที่ทั้งสิ้น 35 หลัง
ซึ่งทั้งหลังล้วนถูกหน่วยงานราชการและกลุ่มทุนเจ้าของที่ดินสั่งให้รื้อถอน
ตั้งแต่ระหว่างก่อสร้างแทบทุกหลัง ในความจริงนั้นชาวบ้านถูกสั่งให้รื้อถอนมาตั้งแต่บ.ลุ่นเส็ง
เข้ามาประทานบัตรเหมืองแร่ และถ้าหากใครที่ไม่รื้อถอนบ้านเรือน
นายทุนจะสั่งให้มาทำเป็นสัญญาเช่าที่ดินแทน ซึ่งชาวบ้านไม่ยอม
ในขณะที่ฝ่ายรัฐก็ตอบสนองอำนาจของกลุ่มทุนและยืนยันยอมรับกรรมสิทธิ์ตามเอกสารสิทธิ์และจะจัดการปัญหาการเข้าบุกรุกยึดตามกฎหมาย
ดังนั้น เมื่อชาวบ้านที่สร้างบ้านใหม่เสร็จแล้วไปขอเลขที่ทะเบียนบ้าน
กับทางอำเภอ ทางอำเภอจะไม่ออกให้ ในขณะที่ทางหน่วยงานปกครองท้องที่อย่างผู้ใหญ่บ้าน
อบต. กำนัน ก็ไม่ให้ร่วมมือ หรือยอมรับสถานะของลูกบ้าน ที่ปลูกสร้างบ้านเรือนในพื้นที่เหมืองเก่า
หรือบางครั้งอาจจะถึงกับลงมือไล่ชาวบ้านด้วยตัวเองเลย อย่างกรณี
อบต. ก็ปฏิเสธการให้ข้อมูล เกี่ยวกับการครอบครองที่ดินการทำสัญญาสัมปทาน
หรือไม่ยอมให้ความร่วมมือ ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลใดๆ เพื่อให้กระบวนการต่อสู้เรื่องที่ดินของชาวบ้านได้ประโยชน์

ที่ดินบริเวณเหมืองเก่าซึ่งถูกจับจองทำกิน |
ทำให้สถานภาพของชาวบ้านในปัจจุบัน คือ ม.5 บ้านท่ามะปราง
ต.ปากแจ่ม เป็นหมู่บ้านที่ไม่มีเลขทะเบียนบ้านจำนวนหลายสิบหลังจนถึงปัจจุบัน
กระนั้นก็ตาม ชาวบ้านก็ยืนยันว่า ยังไงๆ ก็ต้องสู้เอาที่ดินคืน
ปี 2544 นโยบายพัฒนาประชาคมหมู่บ้านและกองทุนหมู่บ้านเริ่มเข้ามากระตุ้นให้ชุมชนรวมตัวกัน
ประกอบกิจกรรมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ทำให้ประชาคมหมู่บ้านและคณะกรรมการได้เสนอเรื่องปัญหาที่เป็นอยู่ทั้งหมด
คือปัญหาที่ดินที่พ้นจากการสัมปทานทำเหมือง โดยเฉพาะกับบริษัทสุดท้ายคือของบริษัทลุ่นเส็ง
และขอใช้พื้นที่เพื่อทำประโยชน์ในชุมชน หรือให้ประชาคมหมู่บ้านได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมกลุ่ม
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาความยากจนตามนโยบายของรัฐ จึงได้ทำ
หนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เพื่อขอสนับสนุนและประสานงาน
อนุญาตให้ใช้พื้นที่เหมืองแร่ดีบุกเก่า ซึ่งหมดสัญญาสัมปทานไปแล้ว
มาให้ประชาคมดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพต่างๆ อาทิ
เลี้ยงปลา ทำปศุสัตว์ ร้านค้าชุมชน กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนา กลุ่มส่งเสริมการท่องเที่ยว
และ สร้างสนามกีฬาชุมชน เป็นต้น7
โดยใช้แปลงที่ดินหมดสัญญาประทานบัตร 2 แปลงสุดท้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไปคือ
แปลงของบริษัทเหมืองแร่ลุ่นเส็ง เนื้อที่ 223 ไร่ หมดอายุไปเมื่อวันที่
1 กันยายน 2543 และแปลงของนายไสว โอทอง เนื้อที่ 52 ไร่ หมดอายุไปเมื่อวันที่
15 ตุลาคม 25418 แต่ทางราชการก็เงียบงันไป
หลังพึ่งพิงกลไกรัฐไม่คืบหน้า กลุ่มประชาคมหมู่บ้านท่ามะปรางเริ่มเดินหน้าต่อโดยเข้าไปสู่กลไกการเมือง
คือยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(2544
) และส.ส.ในพื้นที่จังหวัดตรังในสมัยนั้น ว่าขอใช้พื้นที่เหมืองแร่เก่าประกอบกิจกรรมต่างๆ
ของชุมชน และในปีนั้นเองก็ได้รับหนังสือตอบจากนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า
ยินดีสนับสนุนประสานงานเพื่อขออนุญาตให้ใช้พื้นที่เหมืองแร่ดีบุกเก่า
ซึ่งหมดสัมปทานไปแล้ว และได้มอบให้นายทวี สุระบาล ส.ส.ในพื้นที่9
รับไปพิจารณาประสานงาน ส่วนผลจะเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ทราบต่อไป
และก็เงียบจนถึงปัจจุบันเช่นกัน
ถึงอย่างไรก็ตาม ชาวบ้านท่ามะปรางไม่ได้หยุดเคลื่อนไหวเพียงเท่านั้น
เพราะเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2545 ที่ประชุมประชาคมหมู่บ้าน ก็พยายามเคลื่อนไหวอีก
เพื่อเข้าไปแสดงสิทธิ์โดยขอใช้ที่ดิน โดยเสนอ เรื่องขอใช้พื้นที่ว่างเปล่ากับทางจังหวัดอีกครั้ง
โดยขอมีกิจกรรมให้ประชาคมหมู่บ้านทำการปลูกป่าชุมชน เลี้ยงเป็ด
และเลี้ยงปลา ในอ่างน้ำเหมืองแร่เก่า และเสนอให้สมาชิกชุมชนเข้ากลุ่มวิชาชีพอย่างเร่งด่วนอีก10
ซึ่งกระบวนการเคลื่อนไหวที่รุกหนักขึ้นทุกวันของชุมชนบ้านท่ามะปรางนั้น
ก็เพื่อสร้างรากฐานและฟื้นฟูสิทธิชุมชน เพื่อดำเนินวิถีชีวิตบนที่ดินของตนขึ้นมาอีกครั้ง11
หลังจากถูกรัฐทำการยึดและกีดกันชาวบ้านออกไปจากชุมชน และต่อมาก็ถูกกลุ่มนายทุนเจ้าของเหมืองที่ขอประทานบัตรเหมืองจากรัฐกีดกัน
ข่มขู่ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์บนที่ดินที่บรรพบุรุษตนบุกเบิกมาแต่อดีต
ทำให้บทเรียนของบ้านท่ามะปราง คือบทเรียนของกระบวนการต่อสู้เรียกร้องเอาสิทธิชุมชน
และการจัดการทรัพยากรที่ดินของตนคืน โดยผ่านการเรียกร้องเรื่องที่ดินที่สูญเสียไปหลายทศวรรษก่อนกลับคืนมาสู่ชุมชนอีกครั้ง
อัฎธิชัย ศิริเทศ รายงาน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
16 มิถุนายน 2547
1. นายไท
แก้วลาย อายุ 72 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่ามะปราง ต.ปากแจ่ม
อ.ห้วยยอด ตรัง ผู้ใหญ่บ้านรุ่นที่ 1 คือนายแดง จุพัน รุ่นที่
2 นายรอด ศรีทอง รุ่นที่ 3 นายยิ้ม ไชยบุตร รุ่นที่ 4 นายช่วง
ศรีทอง รุ่นที่ 5 นายท่าย ทองนุ้ย รุ่นที่ 6 นายไท แก้วลาย และรุ่นที่
7 นายสมปอง สมบูรณ์ - คนปัจจุบัน
2. สัมภาษณ์ นายเคลื่อน สมบูรณ์ อายุ 77 ปี ชาวบ้านท่ามะปราง
ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด ตรัง 15 พฤษภาคม 2547
3. นายไท แก้วลาย
4. นายไท แก้วลาย
5. ปี 2544 ตามนโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
6. หนังสือโครงการ พัฒนาฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ดีบุกที่หมดสัมปทานบัตร
รับผิดชอบโครงการโดย คณะกรรมการชุมชนบ้านท่ามะปราง ต.ปากแจ่ม
อ.ห้วยยอด ตรัง 24 ตุลาคม 2544
7. บันทึกการประชุมตัวแทนประชาคมหมู่บ้าน บ้านท่ามะปราง 26 ตุลาคม
2544
8. บันทึกข้อความ เรื่องจังหวัดขอความร่วมมือในการตรวจสอบ ที่ดินบริเวณเหมืองแร่เก่า
สำนักงานทรัพยากรธรณีจังหวัดตรัง 31 ธันวาคม 2538
9. เอกสารตอบกลับจากพรรคประชาธิปัตย์ 30 พฤศจิกายน 2544
10. บันทึกการประชุมประชาคมหมู่บ้าน 24 มีนาคม 2545
11. สัมภาษณ์ นายสมใจ รัตนพันธุ์ อายุ 54 ปี 15 พฤษภาคม 2547
|