|
เครือข่ายกัลยาณมิตร
พลังประชาชนในการจัดการทรัพยากรตรัง
แม้ว่าสถานการณ์การบุกรุกป่าชายเลนจะเริ่มลดลงไปมากในรอบ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านๆ
มา หลังจากมีการยกเลิกสัมปทานป่าไม้โกงกาง หรือป่าชายเลนไป แต่กระบวนการฟื้นฟูและดูแลปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
ชายฝั่ง ทะเลและภูเขา อย่างจริงๆ จังๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้น อย่างเป็นระบบ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ เจาะลึกถึงวิธีคิดและวิธีการทำงานของคนทำงานพัฒนาที่ซึ่งได้เสนอกระบวนการฟื้นฟู
ดูแลและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการดึงพลังความร่วมมือจากภาคประชาชน
จากชุมชน ในการเข้ามาดูแลจัดการทรัพยากร อีกทั้งยังใช้ความสำเร็จของชุมชนบางชุมชนเป็นสื่อสร้างกระบวนการและความร่วมมือดับเครือข่าย
จนปัจจุบันทะเล ป่าชายเลน นิเวศชายฝั่ง ป่าสาคูและป่าต้นน้ำลำธาร ในจังหวัดตรังที่ซึ่งมีชุมชนอาศัยพึ่งพิงมานาน
กำลังกลับมาฟื้นคืนเป็นสภาพป่าที่สมบูรณ์อีกครั้ง จากแนวคิด เครือข่ายกัลยาณมิตร
นายพิสิษฐ์ ชาญเสนาะ ผู้จัดการสมาคมหยาดฝน นักอนุรักษ์รางวัลโกลด์แมน
ด้านสิ่งแวดล้อม ปี 2545 กล่าวถึง กระบวนการดูแลป่าชายเลนของชุมชนในลุ่มน้ำปะเหลียน
อีกพื้นที่หนึ่งในการทำงานของสมาคมและยังกล่าวถึงปัจจัยของการไปสู่ความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ
ตลอดจนถึงปัญหาและทางออกของการอนุรักษ์ฟื้นฟูนั้นต้องมาจากพลังภาคประชาชน
ลุ่มแม่น้ำปะเหลียน ซึ่งปากน้ำอยู่ที่นี่ มีเกาะที่ชื่อเหลาตำ ซึ่งแปลว่า
ปูดำ แล้วถ้าขึ้นมาเรื่อยๆ ก็เป็นบ้านทุ่งเกษตร ต่อมาเป็นแนว 2 ฝั่งในเขตอิทธิพลน้ำเขียวน้ำกร่อย
ล้วนเป็นพื้นที่ป่าชายเลนทั้งสิ้น หมายถึงว่า ป่าชายเลนช่วงน้ำเค็ม น้ำกร่อยนั้น
เป็นป่าชายเลยที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดตรัง อันนี้ต่อยอดไปจนถึงเทือกเขาบรรทัด
ซึ่งเป็นป่าสาคูครับ
สิ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คือว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ชาวบ้านจากระบบภูมินิเวศต่างๆ
กำลังหันหน้าเข้าหากัน แล้วจัดการทรัพยากรหน้าบ้านของตน แบ่งปันการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
เพื่อที่จะทำให้ฐานทรัพยากรของชุมชน นั้นเข้มแข็ง
ในส่วนของปากแม่น้ำในเขตน้ำกร่อย มีชุมชนประมาณ 40 ชุมชน ที่ช่วยกันดูแลอนุรักษ์ป่าชายเลน
อยู่ในขณะนี้ และ มีอยู่ 8 ชุมชน ที่มีป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ที่สุด เป็นแหล่งหอย
แหล่งปู ปลา รวมป่าชายเลนแถบนี้ประมาณ 4,000 ไร่ จึงได้รับการประกาศ เป็นป่าชายเลนชุมชน
โดยความร่วมมือของหน่วยจัดการป่าที่ 15 กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เหนือปากแม่น้ำขึ้นมาหน่อยก็เป็น
บ้านทุ่งไคร้ ที่มีป่าชายเลนที่เหลือจากการถูกทำลาย ทำบ่อกุ้ง กว่า 3,500
ไร่ ก็ได้ประกาศเป็นป่าชายเลนด้วยเช่นกัน
ขึ้นมาส่วนบนอีก เป็นบ้านแหลม ก็เคยมีป่าชายเลนจำนวนมาก ปัจจุบันมีป่าชายเลนที่เหลือจากการถูกทำลาย
600-700ไร่ ชุมชนได้นำมาทำเป็นป่าชุมชนแล้ว ขึ้นมาข้างบนอีก จะเป็นเกาะกลาง
คือหมู่บ้านวังวน ที่นี่ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านช่วยกันปกป้อง เป็นเกาะแก่งกลางที่ทำให้เกิดแหล่งหอยอุดมสมบูรณ์ที่สุด
และขึ่นมาถึงบ้านกำนัน คือบ้านปะเต ก็มีเนื้อที่ประมาณ 1,000-1,500 ไร่ เข้าใจว่า
อยู่ระหว่างดำเนินงาน ทำเป็นป่าชุมชน อยู่นครับ
มองอีกฝั่งของแม่น้ำปะเหลียนนั้น ก็มีบ้านหินคอกควายก็ทำป่าชายเลนชุมชน จัดการดูแลมาหลายปีแล้ว
แถบนี้เป็นแหล่งหอยนางรม หอยตลับ หรือหอยประ ซึ่งอุดมสมบูรณ์มาก ส่วนบ้านทุ่งตาเสะ
ทำป่าชายเลนชุมชนก็ได้รับรางวัลหลายครั้ง บ้านหัวควนตลอดแถบนี้ก็ทำป่าชายเลนอยู่
ดังนั้น พูดได้ว่าป่าชายเลนโดยส่วนใหญ่ในเขตอิทธิพลของน้ำกร่อย และน้ำเค็ม
ตลอดลุ่มน้ำปะเหลียนตรงนี้ ได้รับการปกป้องแล้วระดับหนึ่ง และยังต้องดำเนินการอีก
2 หมู่บ้าน ซึ่งมีแนวโน้มว่า จะได้รับการขานจากชาวบ้านพอสมควร
การที่ชุมชน 10 ชุมชน หรือ 8 ชุมชน ที่กำลังจะเกิดขึ้นมาร่วมไม้ร่วมมือ ดูแลจัดการทรัพยากรป่าชายเลน
เพื่อที่จะรักษาระบบนิเวศแม่น้ำปะเหลียนตอนล่าง ให้อุดมสมบูรณ์ วันนี้ได้ก็บังเกิดขึ้นแล้ว
ทุ่งตาเสะทำมา 10 ปี บ้านหัวควนทำมา 7-8 ปี ส่วนบ้านแหลมก็อนุรักษ์หอยทะเลต่างๆ
มาหลายปี ล่าสุดที่บ้านแตะรำ ซึ่งอยู่ติดกับปากแม่น้ำตรัง ถูกประกาศเป็นเขตแรมซาร์ไซต์
เมื่อเดือนมกราคม แต่ว่าแนวคิดการจัดการพื้นที่ชุมน้ำมันยังไม่เกิดขึ้น
ชุมชนแถบนี้ต้องทำให้เป็นโครงการนำร่องโดยประชาชน เป็นตัวอย่าง ดังนั้น ป่าชายเลนแถบนี้จึงได้รับการดูแลและการจัดการที่ค่อนข้างจะ
ดีพอสมควร โดยความร่วมมือ และโดยการประสานของสมาคมหยาดฝน และองค์กรต่างๆ
อาทิ ส่วนบริหารจัดการป่าชายเลนที่ 3 ที่ตั้งอยู่ที่อ.กันตัง เขาก็ร่วมมือ
และร่วมมือตั้งแต่ระดับกระทรวงเรื่อยลงมา ความร่วมมือถือว่าพอใช้ได้ทีเดียว
เพราะฉะนั้น โครงการของเราที่ทำกับลุ่มน้ำปะเหลียน ตั้งแต่ปากน้ำจนถึงภูเขาซึ่งยาว
51 กม.นั้น ในส่วนนี้ 20 กม. ได้ร่วมมือกันจัดการไปแล้ว ซึ่งก็คิดว่าบรรลุผลพอสมควร
มีเรืออวนรุน อยู่ 3-4 ลำซึ่งแอบมาลักๆ ลากอวนเป็นครั้งคราว แต่โดยส่วนใหญ่เป็นเขตปลอดเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย
ซึ่งคิดว่าในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้าเขากำลังผลักดันกันอยู่ โดยไม่ต้องเสียเงินทดแทนจ้างให้เลิกแต่อย่างใด
แต่กอนเราทำงานที่บ้านทุ่งตาเสะ บ้านหัวควน และบ้านแหลมที่นี้สามแห่งนี้
เขาได้ทำป่าชุมชน บางแห่ง 8-9 ปี มาแล้ว ต่อมาแนวความคิดนี้มันได้พิสูจน์แล้วว่าทุ่งตาเสะนั้นดีมาก
ดูจำนวนปูทะเล ที่ทางนักศึกษาปริญญาเอกของเอไอที มาสำรวจพบว่า ป่าชายเลนที่ดูแลดีกับป่าชายเลนทั่วๆ
ไปนี้ มีความแตกต่างมาก มากจนเด่นชัดเลย
หมู่บ้าน บ้านทุ่งตาเสะ บ้านหัวควน บ้านแหลม นั้นใช้เวลาตั้ง 4-5 ปี ปัจจุบัน
สามารถดึงความเข้าใจ ความร่วมมือ จากประชาชาชนมารักป่าชายเลนตลอด 2 ฝั่ง
ซึ่งตรงนี้เราเรียกว่า เกาะเหลาตำ ซึ่งเรียกว่าปูดำนี่ นั้น เป็นเขตที่การกระจายพันธุ์ของปูดำมากที่สุด
อาจจะมีเหตุหลายปัจจัยเราจะทำการศึกษาต่อไป เพราะฉะนั้นชาวบ้าน เขาก็ต้องการรักษาเกาะนี้
ให้เป็นเกาะแห่งการฟื้นฟู ประชากรปูทะเล เพื่อให้คนหากินกับป่า ตกปูอย่างเดียวในช่วงน้ำตาย
ที่ซึ่งวันหนึ่งๆ มีคนได้ 3 กก. ต่อวัน วันหนึ่งทำงาน 3-4 ชม.ก็พอ วางลอบเสร็จแล้วก็ไปบ้านพอน้ำลงก็มาเอาขึ้น
สัก 3 กก. กก.ละ 125 บาท เฉลี่ยวันหนึ่งเท่าไหร่ ก็ 300 กว่าบาทในเวลาไม่นาน
คนเล็กคนจนมีเรือเล็กๆ ออกมาหากินกันได้ และยังมีแหล่งหอย เลี้ยงคนได้ 400-500
ครอบครัว เก็บทุกวันไม่มีวันหมด แต่นี่ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการว่าเก็บเกี่ยวยังไง
ถึงเอาแต่ตัวโตๆ ได้
ปัจจุบันพวกกลุ่มอาชีพนากุ้งนั้นฉลาด เข้ามาซื้อหอยเหล่านี้โลละ 7-10 บาท
ตัวเล็กตัวน้อยไม่เลือกเอาหมด แต่ถ้าตัวไหนจะซื้อกิน หรือขายจะคัดขนาด ดังนั้นการจัดการหอย
เพื่อให้เพียงพอกัน ก็ได้พูดคุยกันมา 4-5 ปีแล้ว อย่างเกาะหอไหร้เป็นเกาะดินทรายอยู่ตรงกลาง
เหมือนเขื่อนแกนดินเหนียวจะเป็นแหล่งที่มีหอยเยอะมาก แต่แหล่งมีหอยมากนั้นจะสัมพันธ์อยู่
2 ปัจจัย คือ เป็นเกาะที่เบรคโคลน ตะกอนไว้ ทำให้อีกด้านหนึ่งเป็นเนินทราย
มีโคลนเจือบ้างนิดหน่อย ซึ่งเป็นลักษณะกายภาพที่หอยชอบ มีหอยแครงธรรมชาติเยอะมาก
แถบหาดเลนน้อย และหาดเลนใหญ่
โดยสรุปก็คือว่า ชาวบ้านดูแลป่าชายเลนตลอดคลอง ดูแลหาดเลนตลอดคลอง โดยเฉพาะหาดเลนที่มีความสำคัญทางทรัพยากร
หาดเลนก็เหมือนทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ของสัตว์บก หาดเลนเวลาน้ำลงหาดจะโผล่รับแสงแดดบางช่วงจะมีนกทะเลมาหากิน
พอตากแดดระยะหนึ่งน้ำจะขึ้นท่วม กุ้ง หอย ปู ปลา จะมาหากินเต็มไปหมด เหมือนวัวควายที่แทะเล็มหญ้าอยู่ในทุ่งใหญ่ตอนเย็นๆ
เวลาน้ำแห้งเลนจะรับแดดมันจะหอม เพราะพวกแพลงตอน พวกสัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์หน้าดิน
สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จะได้แดด พอน้ำท่วมหรือน้ำขึ้น ก็จะหอม ซึ่งแหล่งตรงนี้
จะเป็นแหล่งที่มีเรืออวนลาก อวนรุน เข้ามามาก ทำให้ชาวบ้าน ตำรวจ ต้องช่วยกันเข้ามาดูแล
กล่าวได้ว่าในแถบนี้ ในคลองปะเหลียน มีเรืออวนรุนเหลืออยู่นั้นไม่มากแล้ว
ทำให้ทรัพยากรมันเพิ่มพูน ตรวจสอบดูได้ที่บ้านทุ่งไคร้ บ้านแหลม ทุ่งตาเสะ
บ้านหัวควน ว่าเขตอนุรักษ์หอยของเขาอุดมสมบูรณ์มาก เกาะสองเป็นเกาะที่มีป่าจาก
มีป่าชายเลน มีคลองเล็กคลองน้อยมากสาย ซึ่งดึงธาตุอาหารมาจากป่าต้นน้ำข้างบนภูเขา
เข้ามาหล่อเลี้ยงแถบนี้ ทำให้หอยมีปริมาณมาก
ดังนั้น แนวทางการจัดการทรัพยากร ไม่ใช่แค่การจัดการป่าชายเลนหรือ ป่าไม้
แต่มันรวมถึงการจัดการหาด คลอง หาดเลน โคลน หอย ปู ปลา ด้วย เช่น การห้ามจับหอย
ก็เพราะต้องการแพร่แม่พันธุ์ บางคลองห้ามใช้เครื่องมือที่ทำลายล้าง เช่นบริเวณหน้าหินคอกควาย
และบ้านหัวควน ตลอดลำคลองซึ่งยาวประมาณ 3 กม แต่หากินกับมือได้ กับเครื่องมือพื้นบ้านก็ได้
แต่ห้ามใช้ เครื่อมือที่มันทำลายล้างบริเวณที่ห้าม
การกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จึงไม่ใช่การทำอย่างเดียวหรือด้านเดียว แค่เรื่องป่าเลน
แต่ต้องบูรณาการการจัดการทรัพยากรทั้งหมด ทั้งเรื่องหญ้าทะเล ปะการัง ป่าต้นน้ำ
หาดเลน โคลน ลำคลอง เพื่อให้เป็นระบบนิเวศทั้งระบบ หรือเรียกว่าการบูรณาการ
ฉะนั้น จากแนวคิดตรงนี้นั้น ผมมองว่าในภาคใต้ทั้ง 2 ฝั่ง เรามีแม่น้ำเค็มสายสั้นๆ
เยอะแยะมาก เรามีทรัพยากรที่สามารถจะดูแลฟื้นฟูได้ ซึ่งคลองสายสั้นๆ เหล่านั้น
ถ้าได้รับการดูแลดีๆ ชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ก็จะทำมาหากินสะดวกขึ้น
อีกคลองหนึ่งในพื้นที่ อำเภอหาดสำราญ เรียกว่า คลองตาเสะ มีหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชิดติดคลอง
หากินกับคลองเต็มที่ถึง 8 หมู่บ้าน และสภาพตั้งแต่ปลายคลองจนถึงต้นคลอง มีภูเขาบ้าง
มีสายน้ำเล็กๆ บ้าง ปัญหาก็คือว่า หลังจากเลิกสัมปทานไม้ป่าชายเลนไปแล้วนั้น
เกิดภาวะ สุญญกาศ ซึ่งก็คือมีคนเข้าไปทำประโยชน์ เพราะเจ้าหน้าที่ค่อนข้างมีน้อย
เราก็เลยส่งเสริมให้ชาวบ้านทั้ง 8 หมู่บ้าน มาดูแลทรัพยากร มาเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกัน
สำหรับลำคลองเหล่านี้ชาวบ้าน ชาวประมง ต่างก็มาช่วยกันดูแล ทั้งคลองตาเสะ
และคลองปะเหลียน ซึ่งเพิ่งทำและเริ่มหันมาร่วมมือกันไม่กี่เดือนมานี้ โดยทุนของ
UNDP ก็พยายามจะชูแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลจัดการทรัพยากรตลอดลุ่มน้ำ
จากทะเลถึงภูเขา (From The Mountain to The Sea ) ถ้าเป็นอย่างนั้น ใน จ.ตรัง
คลองปะเหลียนจดไปจนถึงจังหวัดสตูล เราจะเห็นว่ามีคลองเยอะแยะมาก ถ้าเราปรึกษาหารือกับชาวบ้านให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของอาชีพของเขา
ที่ซึ่งพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ กับชีวิตที่มีความอุดมสมบูรณ์ ก็จะสามารถลดปัญหาเรื่องความยากจนได้
เราคิดว่าน่าจะเป็นคำตอบที่ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องทำเป็น SEA FOOD BANK เพราะ
SEA FOOD BANK นั้น แบ่งทะเลออกเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นแนวคิดตามโครงการของรัฐบาล
เพราะถ้าใครมาสัมปทาน ขออนุญาตเลี้ยงหอยในเขตนี้ ชาวบ้านอีก 10 หมู่บ้าน
หรือ 7-8 หมู่บ้าน ก็จะไม่ได้ประโยชน์เลย ในขณะที่ การเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงหอย
เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ในเขตนี้ นับวันก็จะยิ่งทำให้ ชายฝั่งเสียหายมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ถ้าทำแบบนี้ คือทำให้เป็นของชุมชนทั้งหมดเลย ชุมชนร่วมกันดูแล ร่วมกันใช้สอย
แบ่งปันกัน ดูแลร่วมกันเป็นเครือข่าย เครือข่ายทางนี้มาช่วยเครือข่ายทางโน้น
แต่เนื่องจากยังใหม่ จึงต้องสร้างระดับความสัมพันธ์ในเครือข่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
แล้วก็เชื่อมโยงกับเครือข่ายป่าสาคู ขึ้นไปข้างบน ถึงเขตภูเขา ซึ่งก็เป็นมิตรกัน
ดังนั้น เราเสนอทางเลือกว่า ต่อไป ขอให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการจัดการทรัพยากรตลอดลุ่มน้ำ
โดยเฉพาะลุ่มน้ำสายสั้นๆ เป็นโครงการทดลองเชิงนำร่อง เพื่อลดความยากจน เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร
และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเทศไทยของเราเพิ่งลงนามไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
เป็นการรักษาสภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพทางภูมินิเวศต่างๆ ให้มันคงที่ ให้มันคงอยู่ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด
ถ้าเป็นดังนี้ได้ สภาพธรรมชาติมันจะฟื้นฟู โดยไม่ต้องใช้งบประมาณถึง 2,000-3,000
ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูทะเลไทยแต่อย่างใด เพราะประชาชนจะช่วยกันเองครับ
นายพิสิษฐ์ กล่าวอธิบาย
 |
 |
นายโกวิทย์ พงศ์ฉบับนภา เจ้าหน้าที่ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ป่าชายเลน
สมาคมหยาดฝน ได้ฉายภาพกระบวนการทำงานเป็นเครือข่ายชุมชนในนามเครือข่ายอนุรักษ์ป่าชายเลน
ตลอดจนถึงแนวคิดการจัดการ การใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งระบบภูมินิเวศในนาม เครือข่ายกัลยาณมิตร
ว่า
เราได้ขยับขยาย เรื่องการจัดการป่าชายเลนของชุมชน
นอกจาก 2 พื้นที่ ที่พี่พิสิษฐ์กล่าวมาแต่ต้นแล้ว ยังมีพื้นที่ของชายฝั่งจังหวัดตรัง
เกือบทั้งหมด ทั้งอ่าวสิเกา อ่าวกันตัง ที่จะเชื่อมเป็นเครือข่ายกัน เราใช้ชื่อว่า
เครือข่ายกัลยา ณมิตรจังหวัดตรัง
ในการจัดการทรัพยากร จากภูเขาถึงทะเล แล้วก็มีชุมชนร่วมกันจัดการในลักษณะเดียวกัน
เริ่มมาตั้งแต่เขตภูเขา ลงมาก็พื้นที่น้ำจืด มาจนถึงเขตลุ่มน้ำปะเหลียน เขตลุ่มน้ำกร่อย
เขตบ้านทุ่งตาเสะบ้าง เกาะแก่งบ้าง อ่าวกันตัง อ่าวสิเกาบ้าง เราจะรวมพลคนเหล่านี้
ให้มามีการพบปะพูดคุยกัน อย่างเวทีที่เคยพูดกัน เราได้เอาแกนๆ ของแต่ละพื้นที่มาพูดคุยกัน
เพื่อเตรียมการประชุมเวทีเครือข่ายกัลยาณมิตร ซึ่งมาจากภูมินิเวศต่างๆ กว่า
200 คน ในจำนวน 50 หมู่บ้าน และคนในเมือง รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ ที่มีประเด็นร้อนเรื่องทรัพยากร
ทั้งประเด็นการระเบิดภูเขา การสร้างอ่างเก็บน้ำ การขุดลอกอะไรต่างๆ เราจะมีการวบรวมคนเหล่านี้มาพูดคุยกันในเวทีนี้
เราอาจจะมีการพูดคุยกันถึงการมีคณะทำงานระดับเครือข่ายในจังหวัดตรัง กับการริเริ่มในเชิงนโยบายไปจนถึงข้อเรียกร้องต่างๆ
ซึ่งเดี๋ยวนี้มีระบบราชการแบบ CEO มีกลุ่มคนในเมืองที่สนใจเรื่องทรัพยากร
มีกลุ่มคนที่พอมีอำนาจ ซึ่งถ้าเรามีเพื่อนพันธมิตรกับกลุ่มคนเหล่านี้ เราก็มีพลังอำนาจต่อรองกับรัฐ
เอางบประมาณเข้ามา ใช้กับกิจกรรมสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านได้
นอกจากนั้นเวทีชาวบ้านที่ผ่านๆ มา ยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่า แต่ละภูมินิเวศมีสถานการณ์กันอย่างไร
ทั้งอ่าวสิเกา อ่าวกันตัง ลุ่มน้ำปะเหลียน ทุ่งตาเสะ และลุ่มน้ำอื่นๆ แต่ละกลุ่มนั้นได้ทำอะไรไปบ้าง
ก้าวหน้าอย่างไร มีปัญหาอะไรที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แล้วเอาประเด็นสำคัญๆ
มาระดมความคิดเห็นร่วมกัน จากนั้นก็เอาบทสรุปนี้ไปสู่เวทีใหญ่ในระดับเครือข่ายต่อไป
ในที่สุดแล้วเรื่องของการจัดการทรัพยากร โดยองค์กรชุมชนเป็นเป้าหมาย ก็เพื่อสิทธิต่างๆ
เพื่ออำนาจในการตัดสินใจ เพื่อการมีส่วนร่วม เพื่อความเท่าเทียมเท่าทัน ตลอดจนการอยู่อย่างมีศักดิ์มีศรีของคนกินอยู่กับทรัพยากรเหล่านี้ได้มีโอกาส
ได้มีส่วนร่วม เรื่องของสิทธิก็ดี เรื่องของการเมืองการปกครอง สิทธิที่จะได้จากการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญก็ดี
ว่าคนไทยนั้นมีศักดิ์มีศรีและเป็นคนอยู่ในสังคม รวมทั้งการพึ่งตนเองด้วย
นายโกวิทย์กล่าวย้ำและเผยถึงกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ในระดับเครือข่ายนี้ว่า
เราพยายามใช้กลยุทธ์คือ เอาความร่วมมือมาใช้ และก็ใช้เกาะหอไหร้เป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
เพราะเกาะหอไหร้ เป็นแหล่งหอยประ คนจากบ้านแตะหรำ บ้านทุ่งไคร้ บ้านแหลม
บ้านวังวน บ้านทุ่งตาเสะ บ้านท่าบันได บ้านหินคอกควาย เป็นต้น บ้านเหล่านี้ทำมาหากินบริเวณนี้ทั้งสิ้น
จึงจัดเวทีพูดคุย ประสานกันในการจัดการเกาะหอไหร้ ซึ่งมีพื้นที่เกาะ 60 ไร่
รอบๆ เกาะเป็นทราย แต่ถ้าเวลาน้ำลงจะมีพื้นที่ครอบคลุมกว้างมาก กว่า 200-300
ไร่ได้ ซึ่งเป็นแหล่งหอยประที่สมบูรณ์มาก
นอกจากนั้น ยังมีโครงการฟื้นฟู เกาะหอไหร้ขึ้น โดยให้ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านแวะเวียนเข้าไปเป็นเจ้าภาพในการแลกเปลี่ยนพูดคุยและ
มีคณะกรรมการเกาะหอไหร้ขึ้น ออกกฎระเบียบการใช้ประโยชน์ร่วมกันบนเกาะไหร้
เช่น ห้ามใช้ไม้จากเกาะหอไหร้ เป็นต้น กับการจัดการตรงนี้เราเน้นการมีส่วนร่วม
จากทุกๆ หมู่บ้านเป็นหลัก และแนวความคิดนี้ก็ขยายความร่วมไม้ ร่วมมือจนเกิดกิจกรรมของแต่ละหมู่บ้านจนถึงทุกวันนี้
อย่างบ้านแตะรำนั้นเราเข้าไปขับเคลื่อนน้อยมาก เพราะบ้านแตะรำนั้นมีแกนนำ
คือแกนนำชุมชนเก่าๆ เขามาเคลื่อนเอง มาทะลุทะลวง ส่วนเรามาช่วยนิดหน่อย ก็สามารถที่จะลุกขึ้นได้
ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยตัวชาวบ้านเองนั้น มันจะไปได้ดี ได้เร็วกว่าเราเข้าไปอีก
เพราะความเป็นเพื่อน เป็นญาติของเขาจะมีส่วนอย่างมาก เพราะเขาอธิบายได้ และเข้าถึงกันและกันกว่าในการชี้แจงถึงความสำคัญ
ว่ามันมีอย่างไรเรื่องป่าชายเลน กับการทำมาหากินครับ นายโกวิทย์ย้ำ
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
16 สิงหาคม 2547
|