|
กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำตรัง
: ขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิชุมชน
บ้านเขาหลัก ต.น้ำผุด อ.เมือง ตรัง เป็นหมู่บ้านในหุบเขาอากาศเย็นร่มรื่น
อุดมสมบูรณ์ทั้ง พืช ผัก ผลไม้ ปลา สัตว์ป่านานาชนิด และต้นไม้เก่าแก่หายากอีกนับแน่น
ที่สำคัญยังซุกซ่อนผืนป่าโบราณ ที่ซึ่งคนรักธรรมชาติทั่วไปเชื่อว่ามีเพียงเทือกเขาหลวง
นครศรีธรรมราชเท่านั้น ว่ายังอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ที่บ้านเขาหลักยังมีผืนป่าเช่นนี้ซุกซ่อนอยู่อย่างสงบเงียบเป็นบ้านหลังเล็กของสัตว์ป่า
2539 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศให้พื้นที่ตำบลปากแจ่ม อ.ห้วยยอด ตรัง เป็นแหล่งหินอุตสาหกรรม
ต่อมาปี 2540 สภา อบต.ปากแจ่มได้อนุญาตให้ดำเนินการทำเหมืองได้และปี 2542
อุตสาหกรรมจังหวัดตรังก็ได้ออกประทานบัตรเขาจำปาให้นายสาธิต โชคสกุลวัฒนา
นอกจากนั้นยังผ่านการอนุญาตจากรมป่าไม้ และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
แต่กระบวนการทั้งหมด ไม่ผ่านชาวบ้าน ไม่กระบวนการให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ไม่สอบถาม
ไม่ชี้แจง

กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำบ้านเขาหลัก
เป็นกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันลุกขึ้นต่อสู้และทวงถามถึงสิทธิของชุมชน
เนื่องจากโครงการและการอนุญาตให้เข้ามาทำประโยชน์เอาทรัพยากรของชาวบ้านและของชุมชนไปนั้น
ขัดกับหลักสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน ซึ่งการเคลื่อนไหวนั้นมีหลายรูปแบบ
ทั้งรวมตัวชุมนุม ยื่นหนังสื่อถึงจังหวัดและร้องเรียนคณะกรรมสิทธิมนุษยชน
เมื่อปี 2546
นางดรุนี ด้วงห้อย ประธานกลุ่มอนุกรักษ์ป่าต้นน้ำตรัง ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิกองทุนไทย
ใน "โครงการสิทธิชุมชนเขาหลักในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ"
ได้ยืนยันกับทีมงานไทยเอ็นจีโอ
เกี่ยวกับกระบวนการของกลุ่มว่า
"การเคลื่อนไหวของกลุ่มเริ่มอย่างจริงจัง
เมื่อปี 2543 เกิดโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำชอน ชาวบ้านเรียกเขื่อนน่ะ
และจะสร้างขึ้นในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า อีกทั้งเป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจของชาวบ้านด้วย
ทั้งๆ ที่ชาวบ้านได้มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับป่าผืนนี้ ได้อาศัยของป่า พืชพันธุ์ต่างๆ
จำพวก สะตอ ลูกเหรียง สมุนไพร และอื่นๆ ดังนั้น ถ้าป่าผืนนี้สูญไป ชีวิตของชาวบ้านที่นี่ต้องมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเลย
และคนที่นี่จะไม่คุ้นเคยกับชีวิตความเป็นอยู่แบบคนในเมืองมากนัก เลยมีการเริ่มรวมตัวขึ้นมาตั้งเป็นกลุ่มรักษ์ป่าต้นน้ำตรังขึ้นมาและได้มีทางสมาคมหยาดฝน
เช่น คุณพิสิษฐ์ ชาญเสนาะ คุณเตือนใจ ชาญเสนาะ อ.เปลื้อง คงแก้ว
เข้ามาช่วยเหลือข้อมูล เอกสารต่างๆ กับชาวบ้าน หรือประสานให้ความรู้ ให้แนวทาง
ในการคัดค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำในระยะต้นๆ และหลังจากนั้นประมาณ ปลายปี
2543 ก็มีคำสั่งให้มีการชะลอโครงการ เป็นโครงการของกรมชลประทาน
สาเหตุที่ต้องคัดค้านและเป็นสิ่งสำคัญของชุมชนเพราะป่าที่นี่มีพื้นที่ประมาณ
1,500 ไร่ หรือประมาณ 2.5 ตร.กม. เป็นป่าที่สมบูรณ์มาก มีไม้หายากจำพวกหลุมพอ
ไม้ยาง ไม้ตะเคียน สัตว์ป่าจำพวก หมี กระจง ค่าง ลิง และเลียงผา สัตว์พวกนี้ก็ยังมี
เพราะชาวบ้านที่นี่เข้าไปจะเจอรอยเท้า เจออุจจาระ ของมันเรื่อยๆ ดังนั้น
สิ่งที่ชาวบ้านคิดต่อสู้นั้นก็เพื่อจะทำยังไงก็ได้ ให้ป่าผืนนี้ยังคงอยู่
กับที่นี่ กับวิถีชีวิต อีกทั้งที่นี่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำตรังด้วย ซึ่งมันจะไหลลงแม่น้ำตรังที่ตำบลลำภูรา
อ.ห้วยยอด
ส่วนการเคลื่อนไหว ตอนแรกๆ ก็มีการพยายามเข้าไปพูดคุย พบปะ โดยเครือข่ายกลุ่มผู้หญิง
ตอนนั้นผลักดันโดยสมาคมหยาดฝน ก็มี 10 เครือข่าย มีการพูดคุยกันเดือนละครั้ง
เพราะกลุ่มผู้หญิงที่นี่ค่อนข้างจะเข้มแข็งมาก แม้ว่าผู้ชายจะเข้มแข็ง แต่ก็จะเป็นเฉพาะช่วงแรกๆ
เท่านั้น พอชะลอโครงการชลประทานได้สำเร็จ ผู้ชายก็จะเงียบหลังจากนั้นส่วนใหญ่เป็นบทบาทผู้หญิง
เข้ามาสู่ต่อ เพราะว่าผู้หญิงเขาคิดว่าถ้าป่าผืนนี้หมดไป เขาจะลำบาก
ความเข้มแข็งของผู้หญิงมาจากความรู้ ที่ได้เดินทางไปดูงาน ที่อื่นๆ แล้วพบว่าป่าที่อื่นๆ
นั้นแตกต่างจากที่นี่มาก แม้ว่าจะเป็นป่าลุ่มน้ำแต่ก็ขาดแคลนน้ำ สภาพป่าก็แตกต่างจากที่นี่
มีผลกับรายจ่ายต่างๆ ของครอบครัว ซึ่งก็สูงขึ้นตามสภาพป่าที่ถูกทำลายลงไปด้วย
กิจกรรมหลักๆ
ที่กลุ่มผู้หญิงทำกันตอนนั้น ก็จะเป็นกิจกรรมแปรรูปผลผลิต เช่น ทำกล้วยฉาบ
เครื่องจักรสาน เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมแบบนี้นั้นมันทำให้แม่บ้านได้มานั่งจับกลุ่มคุยกัน
พบปะแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งกลุ่มแม่บ้านก็จะมีการแบ่งช่วงเวลาหลังจากเสร็จงานประจำก็จะแวะเข้ามาประชุมกัน
หลังจากนั้น พอเศรษฐกิจต่างๆ ดีขึ้นราคายางดีขึ้น กิจกรรมกลุ่มก็ค่อยห่างๆ
กันไป ผลงานเด่นๆ ของกลุ่ม ก็เช่นกลุ่มจักรสานผลิตภัณฑ์ของป่า จำพวกหวาย
สร้างรายได้และชื่อเสียงของชาวบ้านมาก
ที่สำคัญการเกิดการเรียนรู้ว่า การที่ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่านั้น
ชาวบ้านก็มีวิธีการเลือกใช้ เช่น เลือกหวายที่มีขนาดเป็นกอๆ เท่านั้น เลือกลำที่ใช้งานได้
เลือกกอละ 2-3 ลำ เพื่อให้เหลือสำหรับแตกกอต่อไป ก็จะทำให้ใช้ได้อย่างยั่งยืน
หรืออย่างไม่ไผ่ ขลุ้ม พวกนี้จะมีลักษณะเฉพาะของมันที่จะใช้งานได้ ซึ่งชาวบ้านเขาจะรู้โดยวิถีชีวิตของเขา
เพราะเขาใช้มาแต่ดั้งเดิม
ส่วนเรื่องกิจกรรมกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำนี้เป็นกิจกรรมใหม่มาก สาเหตุเนื่องมาจากแต่ก่อนนี้นั้นปลาในลำคลองนี้เยอะมาก
คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เล่าว่า สมัยเขานั้นถ้าลงคลองตำพริกแกงรอไว้ได้เลย
แต่พอมาช่วงหลังก็ลดลง เนื่องจากคนภายนอกเข้ามาหาเยอะมากและมีคนใช้ยาเบื่อปลาด้วย
จึงพยายามคิดกิจกรรมทำเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาร่วมกันขึ้น
นอกปลาและริมคลองยังมีผักกูด อุดมสมบูรณ์มาก
นอกนั้น ก่อนหน้านั้นเราก็มีกิจกรรมดูแลป่าที่ไม่ได้กล่าวถึงแต่แรก ซึ่งมีมานานแล้ว
ก่อนมีการรวมตัวกันเรื่องคัดค้านการโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำและการออกประทานบัตรระเบิดหินเขาจำปา
เสียอีก กิจกรรมดูแลป่าของชาวบ้านในยุคนั้น ก็จะมีการออกไปสำรวจ ลาดตระเวนดูผืนป่า
ว่ามีการลักลอบตัดไม้ ถางป่าเพิ่มอีกไหม ซึ่งความจริงมันยังมีอยู่จนถึงปัจจุบันนี้แหละ
มีทั้งคนในพื้นที่และคนจากภายนอกที่เข้ามาลักลอบตัดไม้ ถางป่า ส่วนกลุ่มที่เกี่ยวข้องก็มีทั้งข้าราชการ
นายทุน และนักการเมืองท้องถิ่น
เพียงแต่ หลังจากมีการเผชิญหน้ากันปี 2543 กับขบวนการตัดไม้ มีการพูดคุยกัน
ก็มีข้อตกลงชัดเจนว่า จะไม่มีการบุกรุกป่า ถางป่าแผ้วถางเพิ่มอีก ก็ทำให้ปัญหานี้ลดลงไปมาก
ปัญหาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้แก้ไขให้จริงจังก็มาจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทั้งนั้น
ตัวชาวบ้านเองแม้ว่าต้องการอนุรักษ์ป่า แต่ก็ทำได้แค่พยายามให้ข้อมูลต่างๆ
แก่รัฐเพราะหวั่นเกรงอิทธิพลของนายทุน หรือทำได้แค่แจ้งความ กับตำรวจ" นางดรุนี
กล่าวก่อนจะสรุปถึงบทบาทภาครัฐที่เข้าสนับสนุนขบวนการสิทธิชุมชนนี้ว่า น้อยมาก
"กิจกรรมกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำตรังนี้
มีหน่วยงานรัฐที่เข้ามาสนับสนุนน้อยมาก กับกิจกรรมของชาวบ้าน จะมีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามาดูแลอยู่บ้าง
หลังจากปี 2543 กิจกรรมก็เริ่มซบเซา และมาเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อกระแสก่อสร้างโครงการชลประทานเริ่มเข้ามาอีกเมื่อ
2546 ซึ่งอนุมัติผ่านมาทาง อบต.ปากแจ่ม ที่ทำโครงการขอไป แต่เมื่อปี 2543
นั้น อบต.น้ำผุด ขอไป เขาอ้างว่าชาวบ้านที่นี่และใกล้เคียงขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้
นั่นปี 2543 แต่ปี 2546 อ้างว่าขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร และนอกจากนั้น
ปี 2542 อุตสาหกรรมจังหวัดได้ออกประทานบัตรและสภา อบต.ปากแจ่มก็ได้อนุมัติให้นายทุนทำการระเบิดหินในพื้นที่ป่าเขาหลักด้วย
เมื่อรวมปัญหาทั้งหมดแล้ว จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ขบวนการชาวบ้านเขาหลักพยายามเคลื่อนไหว
เพราะว่ามันเป็นพื้นที่ชาวบ้านต้องพึ่งพาอาศัย ส่วนหนึ่งก็เป็นพื้นที่ป่าสวนยางพาราของชาวบ้านด้วย
ซึ่งชาวบ้านต้องเข้าไปตัดยางพาราทุกวัน ด้านหนึ่งถูกน้ำท่วม อีกด้านกำลังระเบิดภูเขาทำเหมืองหิน
แล้วชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร เพราะแหล่งระเบิดหินเขาจำปาห่างจากชุมชนไปแค่
กิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้นเอง" นางดรุนีย้ำ
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
9 กรกฎาคม 2547
|