|
ประมงพื้นบ้านตันหยงเปาว์
ชัยชนะของประชาชน
บ้านตันหยงเปาว์ ต.ท่ากำซำ
อ.หนองจิก ปัตตานี ในอดีตเป็นหมู่บ้านติดชายทะเล
มีป่าชายเลนผื่นใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้หมู่บ้านตันหยงเปาว์ในอดีตนั้น
อุดมสมบูรณ์ มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ดำรงอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ
ด้วยอาชีพหลักคือการทำประมงแบบพื้นบ้าน เนื่องจากส่วนใหญ่กว่าร้อยละ
99 นั้นเป็นชาวไทยมุสลิม จึงมีความผูกผันและยึดแน่นในหลักคำสอน
ในการดำเนินวิถีชีวิต ทำให้บ้านตันหยงเปาว์ ที่มีอาชีพประมงพื้นบ้าน
ใช้เครื่องมือหลักจำพวก อวนลอยกุ้ง อวนปู และอวนปลา โดยมีเรือหางยาวติดเครื่องยนต์หรือเรือกอและเป็นยานพาหนะในการประกอบอาชีพ
ในกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีการแย่งชิงตักตวงทรัพยากรธรรมชาติ
เพื่อสร้างความมั่งคั่งโดยรัฐให้การสนับสนุน ผ่านนโยบายและกฎหมายต่างๆ
ทำให้บ้านตันหยงเปาว์ เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ผ่านบทเรียน อันเจ็บปวดและการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน
มาหลายทศวรรษ เนื่องจากเมื่อทะเลที่เรียบสงบ ถูกเรือประมงพาณิชย์ทั้งในจังหวัดและจังหวัดอื่นๆ
เข้ามาลาก รุน เก็บกวาดเอาทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์ไปอย่างคลุ้มคลั่ง
จากความทรงจำของชาวบ้านที่บอกเล่าถึงเรือประมงพาณิชย์จำพวกอวนลาก
อวนรุนเข้ามา ไถคราดเป็นแทรกเตอร์ทะเล ตั้งแต่ยุคที่ประเทศไทยปรารถนาจะเป็นเสือเศรษฐกิจ
จนถึงยุคประชาธิปไตยใสสะอาดนั้น นับสิบปี ที่ชาวประมงพื้นบ้านเฝ้ามองท้องทะเลหน้าบ้านไร้ปู
ปลา เงียบเหงาเสียงเครื่องยนต์จากหมู่บ้าน สิ้นเนื้อประดาตัวไม่มีทุน
ไม่มีเครื่องมือทำประมง เพราะถูกกวาดทิ้ง ถูกทำลายทุกวัน หลายครอบครัวหนีออกไปขายแรงงานที่ประเทศมาเลเซีย
ชุมชนแตกแยก วัยรุ่นตกงานและติดยา แล้ววันระเบิดความคลั่งแค้น
และจิตใจที่ต้องลุกขึ้นต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ ปี2532
เป็นต้นมา ที่ชาวประมงพื้นบ้านตันหยงเปาว์ หันมาเผชิญหน้าและดิ้นรน
หาทางออกให้กับตัวเองและชุมชน
ความสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่เคยมีกิน มีใช้ เลี้ยงครอบครัว
ความสูญเสียเครื่องมือประมงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของชาวประมงในการประกอบอาชีพหล่อเลี้ยงครอบครัว
และสูญเสียวิถีชีวิตที่เรียบง่ายสงบ ตามหลักปฏิบัติของศาสนาทำให้
ยุคแรกๆ ชาวประมงพื้นบ้านคิดสร้างขบวนการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ทั้งออกไปยิง ทั้งออกไปจับทารุณ เรียกค่าเสียหายและวางทุ่นทำลายเครื่องมือประมงพาณิชย์กลุ่มเรืออวนลาก
อวนรุน แต่กำลังของชุมชนเล็กๆ ยากนักที่จะต่อกรกับกระแสคลื่นของทุนและผลประโยชน์ของเรือประมงแบบทำลายล้างนี้ได้
เพราะยิ่งเผชิญหน้ายิ่งทวีปริมาณ และยิ่งถูกตอบโต้กลับมาอย่างรุนแรงมากขึ้น
และยังแย่งชิงกันอาศัยกลไกรัฐเป็นเครื่องมืออีกด้วย
ในที่สุดก็เริ่มค้นพบบทเรียน และหันมาคิดสร้างกระบวนการใหม่ๆ
ตั้งแต่ปี 2536 ชมรมประมงพื้นบ้านปัตตานีก็กำเนิดขึ้น โดยนำภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาทบทวนใหม่อีกครั้งและเพื่อยุติการแก้ปัญหาแบบรุนแรง
ซึ่งก็คือการกลับมาของ ซั้ง หรือปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์
แล้วเพื่อให้ได้รับการร่วมมือที่ดีจากหน่วยงานรัฐให้มาช่วยดูแล
จากวันที่วางซั้ง จนถึงปัจจุบันบ้านตันหยงเปาว์ ได้สร้างกระบวนการออกมากมาย
ทั้งวางซั้ง ปล่อยพันธุ์ปลา รณรงค์ผ่านสื่อ ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องประกาศกระทรวง
ประสานงานกับเครือข่ายสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านซึ่งทำงานด้านนโยบาย
กับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งประเทศไทยและเชิญนักวิชาการลงมาวิจัย
ทำให้ปัจจุบันนี้ ประมงพื้นบ้านบ้านตันหยงเปาว์ เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างที่สุดในการดูแลและร่วมกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับรัฐ
และเครือข่ายพันธมิตรอื่นๆ จนได้บทสรุปหนึ่งซึ่งชาวบ้านนิยามขึ้นมาอธิบายบทเรียนตนเองคือ
อาชีพประมงพื้นบ้านมีตัวตนมากขึ้น ในสายตารัฐและในสังคมไทย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกของคนทำงานพัฒนา ได้ร่วมรับฟังบทเรียนของการต่อสู้และบันทึกถึงประสบการณ์และกระบวนการครั้งนี้จาก
ป๊ะดอและ หรือ นายสาเละ เจ๊ะนิ ผู้เฒ่าชาวประมงวัย
54 ปี ซึ่งยอมเล่าย้อนประสบการณ์ครั้งนี้ว่า

ป๊ะดอและ |
เรืออวนรุนเราเริ่มเห็นมา 40 ปีมาแล้ว
ตอนแรกๆ ที่เรืออวนรุนเข้าไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ทำแถบทะเลลึก
แต่พอสักพักก็เริ่มเข้ามา ลากอวนใกล้ชายฝั่ง ซึ่งชาวบ้านก็เริ่มเอะใจแล้ว
แต่ก็ยังไม่เห็นผลกระทบ ที่ชัดเจน ผ่านไปสัก 10 ปี จึงได้รู้สึกว่ามันมีผลกระทบ
และพอเกิดความเดือดร้อนขึ้นมาก็เริ่มพูดกันกับอีกหมู่บ้านหนึ่ง
แต่ยังไม่ได้ทำอะไรกับพวกอวนรุน แรกๆ ก็ไปหา ศอ.บต. ก่อน ยังไม่ได้ไปหากำนัน
อำเภอ หรือผู้ว่าฯ ที่เลือกไปหา ศอ.บต. เพราะแกนนำคนหนึ่งรู้จักผู้ใหญ่ในนั้น
เป็นคนพาไป แต่ไม่เจอ ศอ.บต. ซึ่งผ่านมาสัก 15 ปีมาแล้ว (2532)
ระยะแรกๆ ที่โดนเรืออวนลาก อวนรุนทำลายจนหมดนั้น โกรธมาก เพราะเดือดร้อนกันมาก
ที่เครื่องมือประมงถูกทำลาย ปลาก็หายากก็เลยคิดกันว่าต้องออกไปแก้แค้นคืน
และเราก็ที่จะออกไปเลือกยิงเพราะว่า อย่างน้อยๆ อาทิตย์หนึ่ง เขาคงจะไม่กล้าเข้ามาหาปลาอีก
ทำให้ขยาดไปพักหนึ่งเลย เราไปกัน 2 ลำ ลำละ 10 คน เขาไม่ยิงตอบโต้
เรายิงไปที่เรือ ไม่ได้เน้นใคร แต่ก็เชื่อว่าน่าจะเคยโดนคนบาดเจ็บและตายก็มี
ซึ่งทำอย่างนี้มาได้สัก 2 ปี เรืออวนรุน อวนลากไม่ได้ลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้น
ซึ่งในช่วงที่ยิงก็พยายามจะจับเหมือนกัน เอาทั้งเรือมาเผา เอาคนมาตัดใบหู
ตอกตะปูฝามือ เรือหนึ่งเอาหนึ่งคน เพราะว่ามีหลายลำ ถึงอย่างไร
ตอนนั้นชาวบ้านสู้เองไม่ได้ ติดต่อหน่วยงานรัฐไม่ได้ จึงรวมกลุ่มออกไปยิงอย่างเดียว
ทางเรือเรืออวนรุนก็พยายามมาหา มาพบผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ให้ยุติการออกไปยิงเรืออวนรุน
ปีะดอและเกริ่นนำและเล่าเพิ่มอีกว่า
ต่อมาก็เปลี่ยนจากใช้ปืน มาเป็นทุ่นมะพร้าวพันลวด
เพื่อให้ได้ทำลายเครื่องมือของอวนรุน ให้ได้รับความเสียหายบ้าง
เพราะหลังจากหยุดใช้ปืน ชาวบ้านเริ่มมาประชุมกันว่าจะทำอย่างไร
กับพวกอวนรุน หลังจากนั้นจึงใช้วิธีวางทุ่น ทำลายเครื่องมือ ใช้วิธีวางทุ่นอยู่
1 ปี เรืออวนลากอวนรุนก็ยังมีมามาก และเครื่องมือเขาก็พร้อมหรือมีสำรองไว้มาก
เพราะปลาเยอะมากทำให้ไม่กลัวกับการสูญเสียเครื่องมือ และตอนนั้นก็ยังไม่ได้ร้องเรียนปัญหากับหน่วยงานใดๆ
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ภายนอกก็ไม่มีเข้ามา ช่วยแก้ไข
หลังจากนั้น ไม่นานก็มีกลุ่มคนจากข้างนอกเข้ามา อาทิ NGOs จากมูลนิธิคุ้มครองฯ
อาจารย์ จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เข้ามาให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน
เพราะชาวบ้านแจ้งว่า ชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องอวนลากอวนรุน หลังจากนั้นก็รับปากว่าจะช่วย
โดยให้ชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังอำเภอ ปี 2534 แต่ทางอำเภอ พอได้รับหนังสือก็วางเฉย
ทำให้ชาวบ้านกลับมาบ้านเฉยๆ อีก 1 ปี โดยไม่มีใครออกไปไล่ล่า หรือออกวางทุ่น
แต่ระหว่างนั้น ทางอำเภอก็ส่งตำรวจออกมาดูแล มาตรวจตราบ้าง และจากจุดนั้นชาวบ้านก็เริ่มไปหาหน่วยงานรัฐกันบ่อยมากขึ้น
ไปจี้บ่อยๆ ออกไปตรวจจับร่วมกับตำรวจ แต่จับได้ก็ปล่อย หรือจับได้เขาจ่ายแค่
4,000 บาท ก็ปล่อยแล้ว
บางครั้งชาวบ้านออกไปจับกันเองโดยไม่มีตำรวจไปด้วยก็มี จับเอาแต่คนเข้ามา
แล้วให้เถ้าแก่ลงมาประกันคนละ 20,000 บาท การออกตรวจจับกุม จนมาถึงยุค
ผู้ว่าฯ พลากร ย้ายมาค่อนข้างเอาจริงเอาจัง
ลงพื้นที่ดูปัญหา ส่งกำลังตำรวจมาร่วมกับชาวบ้าน ทำเขต 3,000
เมตร สนับสนุนและร่วมทำซั้งกับชาวบ้าน ตั้งแต่นั้นมาทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจมากขึ้นและพยายามจัดกิจกรรมการจัดการ
การดูแล ตรวจตราและประสานงานกับหน่วยงานรัฐมากขึ้น ทำให้แม้ว่าเรือไม่ได้ลดลงแต่ก็อยู่นอกเขต
3000 เมตร แต่กระนั้น ก็ตาม กลางคืนก็จะลักลอบเข้ามาเหมือนเดิม
- หลังเคลื่อนไหวใหญ่ ทางอวนรุนเขาขอสัญญาอีก
2 ปี แล้วจะเลิก แต่พอถึงเวลากลับไม่เลิก ไม่ยอมทำตามคำประกาศจังหวัด
- ในขณะที่ความขัดแย้งกับอวนรุนจังหวัดอื่นๆ ก็เอาประมงพื้นบ้านไปตัดสิน
ขับไล่ อวนรุนจังหวัดอื่น เพราะอวนรุนปัตตานี ไม่กล้าทะเลาะกับอวนจังหวัดอื่น
กลัวหากินน่านน้ำเขาไม่ได้ 2 ปีที่ยอม นั้นชาวบ้านก็กระทบมาก
แต่เพื่อแลกกับการยอมหยุดของเรือประมงพาณิชย์ และเมื่อครบ 2
ปี แต่เรืออวนรุนไม่หยุดจริงก็เริ่มเคลื่อนไหวทวงสัญญา ที่เลือกออกไปชุมนุมกันนั้น
เพราะว่ายื่นหนังสือไปกี่ครั้งๆ ก็เงียบ ก็เลยต้องออกไปแสดงพลังบ้าง
ไปครั้งแรก 6 อำเภอ 200-300 คน ตอนไปทวงสัญญาไปกัน 50 คน ทางรัฐบอกว่าจะจัดการให้
หลังจากนั้น 2 เดือน จึงออกไปชุมนุมใหญ่

เรือตรวจการณ์ของชมรมประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นโครงการนำร่องฯ
ลุงเป็าะเส็ง คงอินทร์ ชาวประมงพื้นบ้านวัย
50 ปี ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่ร่วมต่อสู้มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม
กล่าวย้อนถึงกระบวนการต่อสู้ ในช่วงที่มีการนำเอา ซั้ง
ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน มาใช้ปฏิบัติการของกลุ่มว่า
เริ่มต้นชาวบ้านที่นี่ร้องเรียนไปตั้งแต่
ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด ตามขั้นตอน ตั้งเป้าหมายแค่ว่าให้ผู้ว่าฯ
ท่านได้เห็นคุณค่าของซั้ง ซึ่งในที่ประชุมกับผู้ว่าฯ ครั้งนั้น
มีนายอำเภอและประมงร่วมด้วย ชาวบ้านไปกัน 2 คัน 20-30 คน ในที่ประชุมผู้ว่าฯเห็นด้วยกับชาวบ้านและเห็นแย้งกับทางนายอำเภอ
จนผู้ว่าฯ(นายพลากร วุวรรณรัตน์)ได้มอบเงินส่วนตัว จำนวน 10,
000 บาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรม นี้
ตั้งแต่ ปี 2537 ชาวบ้านก็จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เชิญผู้ว่าฯ
เชิญแม่ทัพ และชาวบ้านยังเริ่ม เก็บข้อมูลความคืบหน้าของกิจกรรมส่งให้ผู้ว่าฯ
เป็นระยะๆ อาทิ ความสมบูรณ์ของปลาต่างๆ ที่กลับมา รายได้ของประมงพื้นบ้าน
การปรากฏขึ้นของปลาฉลาม และปลาโลมา (ใน 2537) ปีเดียว เพื่อให้ผู้ว่าฯ
ได้รับทราบและได้ติดตามความคืบหน้า

ทีมงานออกร่วมชมการตรวจการณ์ |
จากนั้นเอาข้อมูลการถูกทำลายอีกครั้ง ไปเสนอผู้ว่าฯ ว่ามีเรืออวนรุน
อวนลากเข้ามา ที่ไหน เวลาไหน กี่ลำ ยกเว้น ชื่อเรือ ซึ่งมีถึง
30-60 ลำต่อวัน และในปีนั้นเอง(2537) ก็เริ่มขอกำลังเจ้าหน้าที่จากผู้ว่าฯ
ซึ่งบางทีผู้ว่าฯ ลงมาตรวจเอง และพบข้อเท็จจริง ทำให้ผู้ว่าฯ
นายเชื่อและย้ำถึงความสำคัญของข้อมูล ที่ชาวบ้านจัดทำขึ้น
ลุงเป๊าะเส็งกล่าวและย้ำถึงความสำเร็จของขบวนการประมงพื้นบ้านตันหยงเปาว์ว่า
จนในปี 2541 ก็ได้ประกาศกระทรวง ซึ่งห้ามเรืออวนลาก
อวนรุนเข้ามาในพื้นที่ทะเลปัตตานี ทำให้เรืออวนลากอวนุรน เริ่มต้นเดือดร้อนจริงๆจังๆ
กับประกาศกระทรวง ทำให้เรืออวนรุนพยายามต่อรองกับทางจังหวัด
แต่ทางจังหวัดตอบว่าทำไม่ได้ และต่อรองกับประมงพื้นบ้านว่าขอยืดเวลาทำต่ออีกเพียง
2 ปี และยังขอให้จำกัดสิทธิการลากอวนและรุนอวน ได้เฉพาะเรืออวนลากอวนรุนของจังหวัดปัตตานี
เท่านั้น ซึ่งผลการเจรจาชาวบ้านก็ให้โดยชาวบ้านมีเงื่อนไขว่า
ต้องการได้กลุ่มเรืออวนลากอวนรุนมาเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันฟื้นฟู
ทะเล โดยข้อสัญญานี้ ชาวบ้านได้ให้ทำเป็นหนังสือให้ถูกต้อง คือ
ใน 2 ปี แต่ห้ามเรืออวนลากอวนรุนเข้ามาในเขต 3,000 เมตร และให้เจ้าหน้าที่
ตรวจตราคุมเข้มเอาจริงเอาจัง และถ้าจับได้ก็ไม่ต้องคุยกันอีก
กระนั้นก็ตามตลอดปี 2541-2542 (2 ปี) เรืออวนรุนยังเข้ามา
และเจ้าหน้าที่ยังหละหลวม ชาวประมงพื้นบ้านมีการแจ้งความแต่ไม่ได้รับการใส่ใจ
แต่ก็เป็นเวลา 2 ปี ของการเดินทางสร้างเครือข่าย ครบ 6 อำเภอ สื่อสารรณรงค์กับประชาชน
ในปี 2542 ครบ 2 ปี ตามสัญญา ที่ประมงพาณิชย์ปัตตานีเคยให้ไว้
ประมงพื้นบ้านก็ออกไปทวงสัญญา ออกไปทั้ง 6 อำเภอ มาทวงสัญญากับผู้ว่าฯ
(นายไพบูลย์ บุญแก้วสุข สมัยนั้น)
ครั้งแรกมาประมาณ 2,000 คน ซึ่งเป็นผู้ว่าฯ คนละคนกันกับคนที่ทำสัญญาในปี
2541 ซึ่งผู้ว่าฯ ให้คำตอบว่า ไม่มีอำนาจ ไม่อุปกรณ์ และไม่มีงบประมาณ
หลังจากไม่ได้คำตอบที่ดี ชาวบ้านก็เริ่มขับเคลื่อนเครือข่ายทั้ง
6 อำเภอ ประมาณ 10,000 กว่าคน ปักหลังชุมนุมใหญ่โดยไม่ขอพูดคุยกับผู้ว่าฯอีกแล้ว
หรือกับเจ้าหน้าที่ของจังหวัด แต่จะขอเจรจากับผู้มีอำนาจแก้ปัญหาโดยตรง
ซึ่งก็คือ รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอนุรักษ์
จุรีมาศ ในสมัยนั้น) ชุมนุมเป็นเวลา 3 วัน โดยมีข้อเสนอดังนี้คือ

เป๊าะเส็ง คงอินทร์ |
1. ตรวจตราดูแล ทะเลปัตตานีอย่างเข้มงวด
2. ประกาศเขตปลอดเรืออวนลากอวนรุน ตามกฎกระทรวง
3. ตั้งกองทุนโครงการนำร่องเพื่อการดูแลทะเลฟื้นฟู ตรวจการณ์และเป็นกองทุนปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมง
(ที่มาของงบประมาณซื้อเรือตรวจการณ์) ซึ่งได้มา 25 ล้านบาท
พร้อมทั้งให้เรือใหม่มาประจำ 1 ปี และเรือเล็ก 1 ลำ
ถึงกระนั้นก็ตาม เรืออวนรุนยังไม่หยุด แต่เริ่มน้อยลงไปบ้าง ปัญหาในระยะนี้คือ
เมื่อจับได้ กลับไม่สามารถระบุเขตกระทำผิดได้ ว่าเขตน่านน้ำปัตตานีนั้น
อยู่ตรงไหน เนื่องจากประกาศกระทรวงที่ออกมาให้นั้น ไม่มีแผนที่ระบุเขตน่านน้ำไว้
ทำให้ยึดเรือไม่ได้ แล้วก็ยุติไม่ได้
จนเมื่อปี 2544 ชาวบ้านจึงกลับมาเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง และกดดันเรื่อยมา
ปี 2546 จึงได้ประกาศกระทรวงที่มีแผนที่แนบท้าย ซึ่งเป็นจุดแตกหักครั้งสำคัญอีกครั้งของการต่อสู้กับเรืออวนลากอวนรุน
จนตัวแทนประมงอวนรุน พูดจาข่มขู่ไว้ในเวทีประชุม รมต.เนวิน ชิดชอบ
เมื่อครั้งลงมาพบปะพี่น้องประมงที่อ.หาดใหญ่ สงขลา
ลุงเป๊าะเส็งเล่าพร้อมกับสรุปสถานการณ์ปัจจุบันว่า
ในปัจจุบันนี้ทางอำเภอ ยังประสานเฉพาะชุดกำลัง
หรือให้ชุดเฉพาะกิจเข้าจับกุม ตรวจการณ์ร่วม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
แม้ว่าชมรมประมงพื้นบ้านปัตตานีจะประสบผลสำเร็จที่สุด แต่ทางชมรมฯ
ก็ยังขับเคลื่อนเตรียมการสำหรับอนาคต โดยเฉพาะการสร้างฐานให้เข้มแข็ง
กิจกรรม ซั้ง ยังต้องทำต่อ เครือข่ายต้องเหนียวแน่น
และการทำวิจัยก็ต้องทำต่อเนื่อง ด้วย เพราะในปัจจุบันนี้ ชาวบ้านเริ่มมีตัวตนมากขึ้น
หน่วยงานราชการเจอะเจอชาวบ้าน ทักทายก่อนเลย เห็นชาวบ้านมากขึ้น
เป็นมิตรมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น จนทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าผลของการต่อสู้เคลื่อนไหวทำให้หน่วยงานราชการมองเห็นชาวบ้านมากขึ้น
และชาวบ้านเองก็รู้สึกดีกับข้าราชการมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ลุงเป๊าะเส็งกล่าวย้ำ
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
24 พฤษภาคม 2547
|