|
วิถีป่า
วิถีคน ในชุมชนไร่เหนือ - กระบวนการจัดการป่าเพื่อสิทธิชุมชนและที่ดินทำกิน
เราออกไปหาของป่ามาเลี้ยงครอบครัวซึ่งไม่บ่อยหรอกรับ
และก็ไม่ใช่ว่าเราจะได้กลับมาทุกครั้ง นักหาของป่ารายหนึ่งกล่าวเริ่มต้นเล่าเรื่อง
หลังพักจากรับประทานอาหารมื้อค่ำอย่างเอร็ดอร่อยจากการเหน็ดเหนื่อยเพาะการเดินทางมาหลายชั่วโมง
ในกลางป่าลึกของเทือกเขาบรรทัด ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า
วงคุยแบบสภากาแฟเคลื่อนที่ก็เริ่มบทสนทนาถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตร่วมกับป่า
ทั้งในความหมายวิถีวัฒนธรรม ในมูลค่าทางเศรษฐกิจและในขบวนการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ทำกินของชาวบ้านไร่เหนือ
ต.ในเตา อ.ห้วยยอด ตรัง ก็เริ่มต้นขึ้น
เมื่อวันที่ 7-8 กันยายน 2547 ทีมงานไทยเอ็นจีโอ และ
โครงการวิจัยวิถีชีวิตชุมชนกับการจัดการป่า ได้ร่วมกิจกรรมการสำรวจป่าชุมชนบ้านไร่เหนือ
เพื่อหาวิธีการจัดการป่าร่วมกันของชาวบ้านไร่เหนือ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อจะนำไปสู่กระบวนการจัดตั้งองค์กรเต็มรูปแบบของชุมชนไร่เหนือในการจัดการป่าอย่างยั่งยืนต่อไป
หนึ่งในคณะผู้ชำนาญการเรื่องป่าในชุมชนบ้านไร่เหนือและยังมีอาชีพหาของป่าเป็นหลัก
ได้เล่าถึงเรื่องราวของตนและเพื่อนบ้าน เกี่ยวกับการใช้และการจัดการทรัพยากรป่า
ในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะการออกล่าสัตว์ป่าตัวเล็กๆ เพื่อมาเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัวว่า
จริงๆ แล้ว เราออกไปหาของป่ามาขายเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น อย่างเรื่องหาสัตว์ป่าเล็กๆ
มาเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัวนั้น ผมอยากบอกว่าเป็นผลพลอยได้มากกว่า เพราะไม่ได้หาจริงจังอะไร
อีกอย่างเราก็สงวนสัตว์ป่าเหมือนกัน พวกเรารักษาป่า รักษาสัตว์ป่านะครับ
นักหาของป่ารายหนึ่งกล่าวนำก่อนจะเริ่มเรื่องราวในวิถีชีวิตตน
เวลาเราออกไปหาของป่าแล้วคิดอยากจะหากับข้าวมาเลี้ยงครอบครัว
เราก็ยังมีข้อห้ามมากมายด้วย เช่น ถ้าอยู่สูงเราจะไม่ยิง ไม่ทำร้าย หรือสัตว์ที่คิดจะล่ามาเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว
เราก็ต้องดูด้วยว่าคืออะไร เมื่อดูแล้วก็คิดก่อน หรือบอกเพื่อนๆ ว่า ตัวนั้นอย่าทำร้าย
ตัวนี้อย่ายิง หรือว่าเอาตัวอื่น อย่างสัตว์ที่ห้ามแตะต้องทำร้ายเป็นอันขาดก็มี
อาทิ กวางนี่ห้ามยิงเด็ดขาด หมี เสือ พวกนี้ก็เหมือนกันเราจะห้ามกันเด็ดขาดเลย
ถ้าเป็นสัตว์อื่นๆ อย่างสัตว์แม่ลูกอ่อนก็ห้ามเหมือนกัน เพราะสัตว์แบบนี้มันยิงไม่ได้
เขาแม่ลูกอ่อนเขาอยู่กับบ้าน นอกเสียจากว่าไม่รู้จริงๆนะครับ
ส่วนการออกหาของป่าเราไม่มีการแบ่ง เขตกัน นอกเสียจากว่าเดินไปพบกันในป่า
ก็อาจจะแบ่งทิศกัน ว่าคนนั้นไปทางเหนือ ส่วนเราไปทางใต้ แต่จะไม่แบ่งเขตกันเด็ดขาด
กับชาวบ้านอื่นๆ ที่เข้ามาหาของป่าในพื้นที่หมู่บ้านเรา เราก็ไม่เคยขัดแย้ง
เราไม่แบ่งเขต เราใช้ระบบใครมาก่อนก็ได้ก่อนไม่มีใครเป็นเจ้าของหรอกครับ
เราส่วนใหญ่ ออกหาของป่ากันได้สะตอ ก็เอาสะตอ
ได้ผึ้งก็เอาผึ้ง ชีวิตผมหาของป่ามานานแล้ว กับเรื่องล่าสัตว์ใหญ่ ผมคนหนึ่งที่กล้ายอมรับว่าในชีวิตนี้ไม่เคยยิงสัตว์ใหญ่เลย
ส่วนเรื่องป่าชุมชนที่อาจจะมีกติกาในการใช้ป่าเพิ่มขึ้น หรือว่าต้องเข้ามาดูแลร่วมกันก็ยอมรับได้
อย่างเรื่องข้อห้ามต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้ใช้ป่ายั่งยืน ผมก็อยากดูก่อนว่า
เขาห้ามอะไรบ้าง แต่ก็พร้อมปรับตัวนะครับ
อย่างรายได้จากการหาของป่ากับเศรษฐกิจในครอบครัวนั้น
ผมคิดว่าในหมู่บ้านนี้นั้น จะยึดเป็นอาชีพหลักก็ได้ เพียงแต่ก็เป็นความถนัดของคนบางคนมากกว่านะครับ
อย่างคนเข้าไปหาลูกประวันนี้ ก็เห็นแล้วว่าไม่ได้ไปหมดทั้งหมู่บ้าน ซึ่งผมอยากย้ำว่านี่ไม่ใช่การไม่อนุรักษ์นะครับ
แต่มันคือผลพลอยได้ในป่าที่ชุมชนเขาได้ ...กับครอบครัวผม
ผมคิดว่าเป็นรายได้เสริม อย่างเรื่องออกไปหากับข้าว จริงๆ แล้วหาซื้อของตลาดของในร้านค้าในหมู่บ้านก็ได้
แต่ว่าถ้าหามาจากป่าบ้างก็ช่วยประหยัดครอบครัว อยากออกไปหาลูกประวันหนึ่งผมได้สัก
40 กก. บางปี กก.ละ 20 บาท คิดดูครับวันหนึ่งเรามีรายได้เสริมให้กับครอบครัวเท่าไหร่
และถ้าในครอบครัวที่มีลูกหลายคนช่วยกันออกไปหาจะมีรายได้เท่าไหร่
ยังไงก็ตาม เดินป่าหาของป่านั้น ไม่แน่นอนหรอกครับ
ปีไหนลูกประมีลูก หรือสะตอติดฝักดี ก็เข้าป่าไปหากัน ปีไหนไม่มีก็ไม่ได้เข้าป่า
บางทีไม่ติดลูกเลยหลายปีก็ไม่ได้เข้าป่ากันยาวเลยครับ ดังนั้น จึงอยากให้ป่าเหล่านี้
อยู่ภายใต้การดูแลของชาวบ้าน อย่างป่าเสื่อมโทรมก็ให้ชาวบ้านเขาทำกิน หากินได้
ส่วนป่าแก่หรือป่าสมบูรณ์ ก็ให้ชาวบ้านช่วยกันรักษา เพราะอย่างที่เห็นอยู่ป่าแก่ชาวบ้านเขาก็ห้ามกันอยู่แล้ว
อย่างห้ามถาง ห้ามโค่น ห้ามบุกรุก ห้ามแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มออกเก็บลูกประ
ลูกสะตอมาขายกัน และถ้าเจอใครโค่นต้นสะตอ ต้นประพวกนี้ ชาวบ้านเขาจะออกไปห้ามกันเลย
เพราะมันไม่มีใครเป็นเจ้าของ ซึ่งถ้ายังมีใครฝ่าฝืนอีกผมคิดว่าเราคงต้องรบกันหน่อยครับ
นักหาของป่ามือฉมังรายเดิมเล่า

วงคุยหาวิธีการจัดการป่าร่วมกัน หลังมื้อค่ำในป่า
(คนใส่เสื่อกล้ามสีดำ คือ นายประพาส โรจน์พิทักษ์)
นายประพาส โรจน์พิทักษ์ ที่ปรึกษาโครงการวิจัยวิถีชุมชนที่อยู่กับป่า
อธิบายถึงความหมาย คุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจในวิถีชีวิตชุมชนบ้านไร่เหนือ
ผ่านการเดินสำรวจป่าร่วมกับชาวบ้านครั้งนี้ ซึ่งต่างมองเห็นว่าชาวบ้านพึ่งพิงทรัพยากรจากป่าและ
นอกจากนั้นยังนำเสนอรูปแบบการจัดการทรัพยากรป่าชุมชนแบบส่วนร่วมกับด้วยว่า
อย่างแรกต้องบอกก่อนว่า มันเป็นธรรมเนียมก็ว่าได้
ที่ชาวบ้านเขารู้สึกว่า เขาได้ประโยชน์จากป่า ไม่ว่าจะเป็นลูกประ ลูกสะตอ
ลูกเนียง ลูกเหรียง อย่างลูกเหรียง กก.ละ 80 บาทเชียว นะครับ ปีหนึ่งๆ ชาวบ้านที่นี่มีรายได้จากของป่าครอบครัวหนึ่งนับแสนบาทเลย
และ 80% ของรายได้ชาวบ้านที่นี่มาจากการเก็บหาของป่า เฉพาะลูกเหรียงนี่ก็นับแสนบาทแล้ว
บวกลูกสะตออีกปีหนึ่งหลายหมื่นบาท ลูกประก็นับแสนบาทอีก ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่กล่าวว่า
บางครอบครัวมีรายได้จากของป่าร่วมแสนบาทเลย
กระนั้นก็มีข้อจำกัดนะครับ คือของป่านั้นมันมีฤดูกาล
ออกผลเพียงฤดูเดียว เพียงแต่โชคดีที่มันมีไม้ผลอื่นๆ ออกมาเรื่อยๆ ดังนั้น
เฉพาะพืช ผัก ผลไม้ ที่ท้องถิ่นเขานิยมบริโภคก็คือมูลค่าส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่ไม่กล่าวถึงคือ
สมุนไพร ซึ่งผมคิดว่าก็มีมูลค่ามหาศาลด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ว่าชาวบ้านเขาไม่รู้วิธีเอามาทำให้เกิดเป็นมูลค่า
ซึ่งผมคิดว่า ที่นี่มีเป็นร้อยๆ ชนิดเลย จำพวกสมุนไพร
ปัญหาคือทุกอย่างมันมีในป่าทั้งนั้น และเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
เพราะว่าเราต้องทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่ากับประโยชน์ตรงนี้ อย่างเช่นข้อกังวลเรื่องสัตว์ป่า
เนื่องจากว่าสัตว์ป่าก็น่าจะมีสิทธิที่จะอยู่ในป่านี้ด้วยเช่นกัน แง่มุมหนึ่งชาวบ้านเขาจะหาสัตว์ป่ามาเป็นอาหารเลี้ยงปากท้องครอบครัว
แต่เราก็ต้องตระหนักกับเรื่องนี้ และทำให้ชาวบ้านเขาตระหนักด้วย

ถ่ายร่วมกับชาวบ้านนักของป่า
ผู้ชำนาญการเรื่องป่า |
ปัจจุบัน การล่าสัตว์มาเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัวชาวบ้านเขาตระหนักกันมาก
เช่น เขาจะไม่หามาขาย หรือมาเป็นสินค้าเด็ดขาด อาจจะหาเฉพาะสัตว์เล็กๆ เช่น
กระรอก หนู กบ ปลา มาเพื่อบริโภคเท่านั้น ถ้าถามผมกับวิถีชีวิตตรงนี้ของชาวบ้าน
อาจจะไม่ถูกต้องมากนัก เพราะถ้าเราคิดกันอย่างนี้กันทุกคนก็คงหมด ป่าถ้าไม่มีสัตว์ก็คงเป็นป่าไม่ได้
เพราะสัตว์คือส่วนหนึ่งในระบบนิเวศของป่า เช่นกัน ซึ่งชาวบ้านเขาอาจจะไม่ตระหนักตรงนี้
ดังนั้น เราต้องทำให้เขาตระหนักตรงนี้นะครับ ดังนั้น ภารกิจของเราจึงพยายามเข้าไป
สร้างความเข้มแข็งให้เขาเห็นคุณค่าของท้องถิ่น ชุมชน เราต้องทำให้เขาตระหนักตรงนี้นะครับ
นายประพาสอธิบายและยังชี้แจงถึงวิถีชีวิตชาวบ้านต่ออีกว่า
ชาวบ้านตรงนี้โดยพื้นฐานของเขาเขามี วิถีชีวิตอยู่กับป่าอย่างแท้จริง
อีกอย่าง ป่าส่วนนี้น่าจะเป็นป่าที่ต้องดูแลรักษาอยู่ เพราะความสมบูรณ์ของป่านั้นมันมีอยู่มาก
จนต้องรักษาไว้ ทำให้เราต้องเลือกเข้ามาทำงานที่หมู่บ้านแห่งนี้ เนื่องจากว่า
ชาวบ้านเขาได้ประโยชน์จากป่าและเคยชินกับวิถีชีวิตเลยมองไม่เห็นคุณค่ารอบด้าน
จึงไม่ได้ร่วมกันจัดการให้เป็นป่าสมบูรณ์ อีกอย่างพื้นที่นี้เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า
ซึ่งรัฐก็มีหน้าที่อยู่แล้ว แต่ว่า ทางอุทยานฯ ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ชาวบ้านเขาก็มีสิทธิ
เพราะเขาอยู่มาก่อน และเขาก็ใช้ประโยชน์จากป่าด้วย
หมู่บ้านนี้ ถ้าเราไปสืบค้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์
ทางโบราณคดี หรือประวัติการตั้งหมู่บ้านจะพบว่า มีอายุเก่าแก่มาก อาจจะร้อยกว่าปี
ดังนั้น ถ้าเอากฎเกณฑ์ราชการว่าต้องมีเอกสารสิทธิ์น่ะ คงยาก เพราะมันจะมีได้อย่างไร
ในสมัยนั้นระบบราชการ การคมนาคมสื่อสาร หรือความเข้าใจของชาวบ้านมันไม่มีเลย
ชาวบ้านไม่รู้เลย
หมู่บ้านนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน ต้องตื่นแต่ดึกเที่ยงคืน
นัดเจอกันออกเดินเป็นคาราวานเพื่อเอาของป่าไปขายที่ตลาดช้าง หรือที่คลองมวล
หมู่บ้านข้างนอก มีทั้งของป่า ของสวนที่ปลูกเอง ช่วยกันแบก ช่วยกันหาบออกมา
เป็นวิถีที่เกิดขึ้นนานแล้ว จึงปี 2520-2530 ก็ยังมีวิถีแบบนี้อยู่ ดังนั้น
เรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ราชการอ้างมานั้น มันไกลจากความคิดชาวบ้านมาก สมัยก่อน
การประกาศอะไรก็ตาม ผ่านส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านออกมาทำใบแสดงกรรมสิทธิ์
อาทิ ใบจับจอง ใบ สค.1 ซึ่งนั่นเป็นปัญหามากสำหรับชาวบ้าน เมื่ออุทยานฯ ประกาศออกมา
ชาวบ้านก็กลายเป็นผู้อยู่อาศัย ในเขตที่ถูกประกาศ แล้วก็แจ้งว่า ผู้ที่มีสิทธิทำกินคือผู้ที่มีเอกสารสิทธิ์
แต่รัฐไม่เคยพูดถึงสิทธิโดยธรรมชาติเลย ที่เขาต้องมีที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยเลย
วันนี้การรักษาป่าที่อุทยานฯ พูดถึง เราก็เห็นแล้วว่า
ในบางพื้นที่มันไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว ซึ่งผมคิดว่ารัฐควรจะจัดระดับให้เป็นป่าเสื่อมโทรม
หรือป่าอะไรก็ได้ ให้ชุมชน ชาวบ้านเขาทำกินกันได้ ปัญหาคือจนถึงวันนี้ เราก็ยังใช้กฎหมายนี้อยู่
แล้วจะให้ชาวบ้านเขาไปไหน เพราะการทำลายป่าที่นี่ จริงๆ แล้วมาจากการสัมปทานทั้งนั้น
ไปสอบถามชาวบ้านหรือหน่วยงานของรัฐก็ได้ พอสัมปทานป่าไม้หมด ก็กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม
ชาวบ้านก็เข้ามาทำกินต่อ แต่ก็ไม่ได้เอามากมายเป็นร้อยไร่อะไรหรอกครับ ผมกล้ายืนยันเลย
สูงสุดไม่เกิน 50 ไร่ อย่างดีๆ ก็ 5 ไร่ 10 ไร่ หรือ 20 ไร่ สูงสุดแล้วครับ
ในส่วนนี้เอง กับการแก้ปัญหา เรื่องคนหรือชุมชนกับป่า มันควรจะแก้ปัญหาไปตามสภาพของข้อเท็จจริงในแต่ละพื้นที่
เพราะอย่างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทางโบราณคดี มันยืนยันสิทธิของชุมชนเหล่านี้ได้
ผมคิดว่า ทางออกคือ ถ้าชาวบ้านที่อยู่ในส่วนปัญหาตรงนี้นะครับ
ไม่รวมตัวกันเป็นองค์กร อย่างองค์กรชุมชน องค์กรหมู่บ้านแล้วให้องค์กรเป็นตัวจัดระบบให้ชาวบ้านเห็นคุณค่า
จนนำไปสู่การดูแลรักษาป่า ร่วมกัน อย่างน้อยสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่องชุมชน
มีส่วนร่วมดูแลป่าก็กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ

ที่ทำกินกับป่า พื้นที่ที่หาความแตกต่างไม่ได้ |
ดังนั้น ชาวบ้านต้องรวมตัวกันเป็นองค์กรและผลักดันเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินะครับ
เพราะพูดกันตรงๆ ที่ทรัพยากรหมดไปก็เพราะให้รัฐฝ่ายเดียวเป็นผู้ดูแลนั้น
เราหมดไปเท่าไหร่ ดังนั้น เราต้องให้คนที่อยู่กับป่า ได้ประโยชน์จากป่า มามีส่วนร่วมในการดูแลป่าด้วย
และรัฐต้องให้ชุมชนที่อยู่กับป่า ได้ประโยชน์จากป่า เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการดูแล
ส่วนขอบเขตการดูแลต้องให้รัฐลงมาสำรวจหาข้อเท็จจริง ว่า ชุมชนอยู่กันอย่างไรกันแน่
เช่นตรงไหนที่สมบูรณ์ องค์กรชุมชนต้องตระหนักร่วมกันว่า ไม่รุกแล้วน่ะ ส่วนป่าทำกินจะเอาอย่างไรก็หามติร่วมกันตามรายละเอียดนั้นๆ
ผมคิดว่าถ้าเรารีบแก้ปัญหามันจะต้อง หาข้อยุติปัญหาเหล่านี้ได้ระดับหนึ่ง
ทำให้ได้เข้ามาร่วมกันทำงานระดับหนึ่ง อีกอย่าง เราไม่สามารถทำงานเหล่านี้ได้อย่างแบบโดดๆ
เดี่ยวๆ ได้ เราต้องมีพันธมิตร มาร่วมกันทำงาน โดยเห็นปัญหาร่วมกัน ตรงกัน
ส่วนจะมีองค์กรไหนบ้าง ผมว่าเราต้องช่วยกัน เพราะเรื่องของป่ามันๆไม่ใช่เรื่องของคนที่อยู่กับป่าอย่างเดียว
แต่มันเป็นเรื่องของคนทั้งสังคม มีผลกับสังคมทุกส่วนนะครับ นอกจากองค์กรชาวบ้าน
องค์กรพันธมิตรอย่างองค์กรเอกชน องค์กรอิสระอื่นๆ ก็สำคัญ โดยเฉพาะองค์กรที่ทำงานเรื่องสิทธิชุมชน
ซึ่งทำอย่างไรถึงจะถอดบทเรียนเหล่านี้ออกมาได้ เพราะมันมีประโยชน์กับชาวบ้านนะครับ
จึงน่าจะนำมาพัฒนาการเรียนรู้ การเคลื่อนไหวของชาวบ้าน
อย่างจังหวัดตรัง ก็มีองค์กรพัฒนาทำงานกับรัฐ ในโครงการนำร่อง
เรื่องชุมชนที่อาศัยอยู่ในป่าอุทยานฯ ว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ซึ่งทั้งหมดผมคิดว่าต้องเอาข้อเท็จจริง
มาศึกษามาทำงานร่วมกันนะครับ นายประพาสอธิบายยาวก่อนที่จะกล่าวสรุปในเชิงเสนอแนะต่อภาครัฐว่า
อยากจะเสนอให้ภาครัฐยอมรับความจริงระดับหนึ่งว่า ปัญหาส่วนหนึ่งที่มันแก้ไม่ได้
ไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายที่ยืนอยู่บนฐานข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
ผมจึงอยากให้รัฐรับรู้ข้อมูลที่เป็นจริงมากกว่านี้ ตัวอย่างเช่น ต.ละมอ ตั้งอยู่ในเขตกฎหมายอุทยานฯ
มา 20 ปี สุดท้ายชาวบ้านได้ไปค้นเจอว่า ในใบแนบท้ายของพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศนั้น
ไม่มีตำบลละมอร่วมอยู่ในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งตลอดมาถูกอ้างว่านี่คือเขตอุทยานฯ
ครับ
อีกอย่าง ชาวบ้าน วันนี้มีการรวมกลุ่ม มีการศึกษา
เรียนรู้ ยอมรับกติกาเหล่านั้น และวันนี้เขาเองก็ห้ามกันอยู่ ว่า อย่าน่ะ
อย่าทำลาย อย่าบุกรุกป่าแถบนั้น ชาวบ้านเขาพร้อมเสมอนะครับ เพียงแต่รัฐไม่สามารถลงมาเสียที
และกฎหมายที่รัฐออกมาก็น่าจะอยู่บนฐานข้อมูลที่เป็นจริง ซึ่งผมคิดว่าก็น่าจะมีทางออกมากกว่านี้นะครับ
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
2 ตุลาคม 2547
|