|
ผู้หญิงกับงานเคลื่อนไหว
: บางมุมของผู้หญิงมุสลิมค้านท่อก๊าซฯ
7 ปี เต็มของการขบวนการเคลื่อนไหว คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซฯไทย-มาเลย์
ที่ อ.จะนะ สงขลา ซึ่งสังคมไทยรู้จักและคุ้นชินกับภาพข่าวที่ถูกสื่อมวลชนนำเสนอออกมาในแง่มุมต่างๆ
อย่างมากมาย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะธงแดงที่โบกสะพัดพริ้วอยู่เหนือขบวน
และข้อความที่เด็ดขาด มึงสร้าง
กูเผา ปรากฎอยู่ตั้งแต่หน้าขบวน ตลอดจนถึงท้ายขบวน
อย่างฮึกเหิม กล้าหาญและเด็ดเดี่ยว ซึ่งถ้าหากพิจารณาให้ถี่ถ้วน
เฝ้าสังเกตขบวนการเคลื่อนไหวที่ออกมาคัดค้านแต่ละครั้ง และการกระตือรือร้นทำคิดและร่วมกิจกรรมในแต่ละวัน
ทั้งในพื้นลานหอยเสียบ และพื้นที่บนท้องถนน จะพบว่า ปริมาณผู้หญิงที่มาร่วมจะหนาตามากเป็นพิเศษ
ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตัวเองอย่างแข็งขัน และส่งเสียงปลุกกำลังใจให้แก่กันอย่างไม่เคยเหนื่อยท้อ
ตลอดเวลา 7 ปี พลังและความกระตือรือร้นไม่เคยเงียบหาย กลิ่นข้าวที่หอมพร้อมรับประทานตรงเวลา
การอยู่ร่วมกิจกรรมจนเสร็จสิ้นแต่ละวันไม่ถอยหนี นั่นคือภาพแห่งความจริงอีกด้านหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซฯ
ไทย-มาเลย์ ที่ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
เฝ้าสังเกตเห็นจนถึงวันนี้

หลังจากเหตุการณ์ 20 ธันวาคม 2545 ผ่านพ้นไป
ดูเหมือนว่าความรุนแรงครั้งล่าสุดนั้น เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผู้หญิงไม่ได้ถูกพูดถึง
ความเจ็บปวดของผู้หญิง ที่เดินออกมาจากพื้นที่ครัวอันคุ้นชินในบ้าน
มาต่อสู้บนถนนสาธารณะ ที่ซึ่งมีไม่น้อยที่ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกทุบตีจากอำนาจรัฐ
จากกำลังของผู้ชายในครั้งนั้น แต่ความรุนแรงนั้น ก็ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวแต่อย่างใด
กลับตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เราไม่กลัวตำรวจอีกแล้ว
ทำไมผู้หญิงต้องต่อสู้ เคลื่อนไหว ความเป็นผู้หญิงกับงานเคลื่อนไหว
โดยเฉพาะผู้หญิงมุสลิม ที่ซึ่งมีกรอบปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเข้มงวด
มีภารกิจทางครอบครัวที่รัดตัว แต่ออกมาต่อสู้ได้อย่างไร เพราะอะไร
ที่สำคัญอะไรคืออาวุธของผู้หญิง
จุไรวรรณ เจ๊ะนิ (ครูนะ)
แม่ลูก 3 วัย 42 ปี จากบ้านตลิ่งชัน ต.ตลิ่งชัน จะนะ สงขลา ผู้กล้าย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของตนถึงการก้าวออกมาจากวิถีชีวิตประจำวัน
ในครัวเรือนและที่ทำงาน มาสู่งานเคลื่อนไหวสาธารณะว่า เพื่อปกป้องทรัพยากรของชุมชนและวิถีชีวิตว่า
ส่วนตัวนั้นทำงานเป็นผู้แลเด็กเล็กอยู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ตอนนั้นก็มีบริษัท ปตท. เข้ามาสนับสนุนเด็ก ๆ ก็ชอบใจเขามาให้ทุนสนับสนุน
แต่ก็มีชาวบ้านเข้ามาด่า ก็ฟังว่า เขาด่าทำไม เขามาให้ แต่ยังถูกด่าอีก
ก็เลยเริ่มสนใจ และเข้าใจ และเกิดความคิดว่า เดี๋ยวนี้ ผู้หญิงลุกขึ้นมาได้แล้วเพราะผู้หญิงไม่ใช่ช้างเท้าหลังแล้ว
แต่ผู้หญิงเป็นรถล้อหลังที่ดันรถล้อหน้าให้เดิน เลยจึงต้องลุกขึ้นมาดัน
ทั้งดันตัวเองให้เดินและดันล้อหน้าซึ่งก็คือสามี ให้ขับเคลื่อน
มากกว่านั้นก็ดันเพื่อนบ้านรอบๆ ข้างให้เดินต่อไปอีกด้วย เพื่อมาร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเรา ที่เราได้มาจากการใช้ทรัพยากรในทะเล
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร เราจึงต้องร่วมกันมาปกป้อง
เพราะถ้าโครงการนี้เกิดขึ้น คิดว่าคงต้องหาที่อยู่ใหม่ ถ้าหากไปหาที่อยู่ใหม่
คงไม่ชินกับสถานการณ์อย่างนั้น เพราะที่อยู่ใหม่คงลำบาก จริงๆ
แล้วแม้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่นี้โดยกำเนิด แต่ก็มาอยู่ที่นี่นาน
และคิดว่าไม่สำคัญ คนเราเกิดที่ไหนก็ได้ แต่ความสำคัญคือ ที่นี่คือที่ทำมาหากินของเรา
เราจึงเลือกที่จะปกป้องที่นี่ ซึ่งก็เริ่มสู้มาตั้งแต่ปี 2541
แล้ว ส่วนงานในครอบครัวก็ยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะงานที่นี่ที่เราทำงานร่วมกันนั้น
ไม่ได้มีใครจ้างเรามา เรามาด้วยตัวเอง เราจึงต้องแบ่งเวลา เวลาหนึ่งต้องมาคัดค้าน
เราต้องออกเงินนค่ารถ ต้องออกเงินช่วยกันซื้อกับข้าว เช่นมีเงิน
100 บาท แทนที่จะได้กินทั้งครอบครัวครบ 100 บาท ก็ต้องแบ่ง 70
บาท ให้ครอบครัว อีก 30 บาท ไปเพื่อการชุมนุม มันก็หนักขึ้นกว่าเดิม
บ้างครั้ง ลูกๆ ก็ถามว่าแม่มาทำอะไร ก็บอกเขาไปว่า ที่แม่มาทำให้ลูกนั้น
ก็เพื่ออนาคตของเขาเหมือนกัน ซึ่งที่คิดอย่างนี้ เพราะว่า ถ้าหากเราปล่อยให้โครงการเกิดขึ้น
นั้น ก็เท่ากับว่าเราทำลายลูกของเรา ก็ต้องต่อสู้กันก่อนถ้าโครงการไม่เกิดลูกของเราก็สบาย
แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ก็ตอบให้เขาฟังได้ ว่า แม่นั้นได้ทำหน้าที่ของแม่ดีแล้ว
สู้เต็มที่แล้ว
เรื่องบทบาทของเราสำหรับที่นี่ก็เป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม เพราะเราไม่มีแกนนำ
บทบาทการเป็นผู้นำก็เช่น ชวนชาวบ้านพูดคุยว่า ถ้าโครงการเกิดขึ้นเราจะกระทบอะไรบ้าง
อย่างไร นอกนั้นก็ให้ความรู้ชาวบ้านทางด้านกฎหมายด้วย เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ว่า เรานั้นมีสิทธิอยู่ตรงไหน แต่ถึงเราพยายามทำให้ถูกกฎหมายแล้ว
แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าเราทำผิดกฎหมาย
ส่วนระดับวางแผนยุทธศาสตร์นั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมมากนัก แต่ในระดับที่ว่า
เราจะทำอะไร ทำอย่างไรกันในกิจกรรมการเคลื่อนไหว ตรงนี้มีบทบาทอยู่
หรือเวลาเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนขบวน เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่แนวหน้า
ถ้าระดับวางแผนในพื้นที่ก็มีส่วนนะ เพราะแต่ละหมู่บ้านต้องส่งตัวแทนไปเข้าร่วมประชุมวางแผน
เราก็ได้ร่วมประชุมเหมือนกัน ดังนั้น จะมองเห็นว่า บทบาทผู้หญิงก็มีส่วนในผลสำเร็จมากเหมือนกัน
เพราะบอกแล้วไง ว่า ผู้หญิงเป็นรถล้อหลังคอยดันล้อหน้าให้เคลื่อนไปได้
ถ้าว่าผู้ชายไม่มีความอดทน มีแต่ความแข็งแรง ซึ่งหมายถึงว่า
จะทำยังไงก็ได้ ให้แต่แรงออกไปปะทะเข้าไว้ แต่ผู้หญิงไม่ใช่อย่างนั้น
ผู้หญิงมีความรู้สึกนึกคิด รู้จักประเมินผ่อนสั้นผ่อนยาวมากกว่า
ดังนั้น เรามักจะให้ผู้ชายอยู่แนวหลัง ส่วนผู้หญิงอยู่แนวหน้าเพราะว่า
ผู้หญิงผ่อนสั้นผ่อนยาวได้ แต่ผู้ชายนี่จะดันจนหักไปเลย
สุดท้ายการที่ผู้หญิงอย่างเราออกมาเคลื่อนไหวทั้งหมดนั้น ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนข้างนอกรับรู้ว่า
การที่เราออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการนี้ พวกเราไม่ได้ถ่วงความเจริญ
แต่พวกเราต้องการปกป้องแหล่งทำมาหากิน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญคุ้มครองเท่านั้นเอง
อลิสา หมานล๊ะ แม่ลูก
2 วัย 40 ปี จากบ้านในไร่ ต.ตลิ่งชัน เป็นผู้หญิงมุสลิมที่น้อยคนมาก
ที่จะก้าวมามีบทบาทในประเทศนี้ได้ ซึ่งสื่อมวลชนสายเคลื่อนไหวรู้จักดีที่สุด
กลไกรัฐก็รู้จักดีที่สุด เพราะเธอวิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมา หรือแม้แต่การอภิปรายบนเวทีก็ทำได้อย่างมีมนต์ขลัง
หนักแน่นด้วยข้อมูลและเผ็ดร้อนรุกเร้าอารมณ์ ที่สำคัญไม่เคยเห็นภาพผู้หญิงคนนี้อ่อนแอ
หรืออ่อนหล้าเลยตลอด 7 ปี แม้ว่า โครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซฯ
ได้ดำเนินการไปมากแล้ว ความเข้มแข็งและจิตใจที่กล้าหาญขึ้นเวทีเผชิญหน้านั้น
ถูกถ่ายทอดออกมาเพื่อให้เห็นเรื่องราวเบื้องหลังผ่านเจ้าตัว
ว่า
สำหรับตัวเอง
นั้น มีกระบวนการเรียนรู้แตกต่างจากผู้หญิงชาวบ้านคนอื่นๆ ตรงที่
ก่อนมาต่อสู้คัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ นั้นตัวเองมีประสบการณ์อื่นๆ
ที่เป็นกระบวนการเรียนรู้เติบโตทางความคิด เริ่มตั้งแต่เมื่อปี2528
นั้น ได้เป็นผู้สื่อข่าวสาธารณสุขประจำตำบลตลิ่งชัน ทำให้ตัวเองพลิกผันมาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขต่อมา
และได้ทำงานช่วยเหลือชาวบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพ
ต่อมาก็อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม. ) เป็นประธานกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาหมู่
7 และเป็นประธานระดับตำบล แล้วก็ยังเป็นรองประธาน อสม.ตำบล จนมาเป็นคณะกรรมการระดับอำเภอ
เป็นกรรมการองค์กรพัฒนาชุมชน (อช.) ระดับตำบล เป็นกรรมการการศึกษาตำบลตลิ่งชัน
และเป็นประธานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลตลิ่งชัน ด้วย นี่คือบทบาทแต่ก่อนๆ
ที่ตัวเองได้เข้าไปเรียนรู้ สั่งสมเป็นประสบการณ์
ถามว่าตัวเองเป็นแม่บ้านไหม ก็ยังเป็นแม่บ้าน ก็ยังทำงานของตัวเอง
ซึ่งแฟนตัวเองก็เป็นชาวประมงก็ไปออกเรือ ในขณะที่เราก็มีบทบาท
รับปลามาขายที่ตลาด มาแปรรูปตากแห้ง เช่นช่วงเช้าถ้าจะออกไปประชุมข้างนอกซึ่งจะมีประชุมแทบทุกวัน
ตอนเช้าตื่นมาก็จะต้องเอาปลามาใส่น้ำแข็งไว้ กลับมาจากข้างนอกกลางคืนก็นั่งทำให้เสร็จ
รุ่งขึ้นก็เอาไปตาก ตอนเย็นก็เก็บ ช่วงเช้าอีกวันก็เอาออกไปขาย
ก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน ซึ่งจะยุ่งมากๆ เรื่องลูกๆ ก็ต้องใส่มากๆ
เพราะตัวเองให้ความสำคัญที่สุด เรื่องกับข้าวกับปลาของแฟนก่อนออกเรือ
ซึ่งเขาออกกลางคืนก็ต้องเตรียมไว้ให้เขา แล้วเขากลับมาตอนเช้า
เราก็ต้องเตรียมเอาไว้ให้ ก่อนออกไปข้างนอก หรือบางทีก็จะเขียนโน้ตเอาไว้ว่าไปประชุมข้างนอกน่ะ
เพื่อให้เขาจะได้มีข้าวกิน และถึงจะยุ่งขนาดไหน ลูกๆ นี่ต้องดูแลเขาอย่างดี
ตรงนี้เป็นปณิธานของตัวเองเลย ไม่ว่าจะยุ่งขนาดไหนลูกของเราต้องดูแลอย่างดีระดับหนึ่ง
จะต้องไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหนก็ตาม ก็ต้องทำ ทำเพราะตัวเองรักที่จะทำงานช่วยเหลือสังคมด้วย
เพราะทำมานาน และตัวเองรู้สึกตลอดว่าอยากจะทำ
ที่สำคัญ ถ้าจะทำงานสังคมแบบนี้ก็ต้องทำจากในครอบครัวเราก่อน
คนในครอบครัวต้องสุขภาพดี อาหารการกิน บริเวณบ้าน ต้องสะอาด
เพราะแม้ว่าเราไม่ใช่คนร่ำรวยแต่บ้านเราต้องสะอาด ในช่วงแรกๆ
นั้นอยู่คนเดียวด้วย แฟนไปทหาร 2 ปี เราต้องหาเงินเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง
และไม่เคยขอเงินพ่อแม่เลยแม้แต่บาทเดียว ก็ต้องออกไปทำงานจ้างด้วย
เช่น ไปซื้อกุ้งมาแกะ ก็พอได้กำไรบ้าง ซื้อปลาหมึกมาตากแห้งเก็บไว้
พอขายก็ได้เงินเป็นก้อน ดังนั้น พอช่วงงานเราซึ่งต้องหารายได้ก็ทำเต็มที่
เสร็จแล้วก็ออกไปช่วยงานกลุ่ม หรืองานสังคม มันทำให้ชีวิตเราได้ทั้งเงินได้ทั้งการช่วยเหลือ
และเราเองก็มีงานให้เกี่ยวข้องกับสังคมมาโดยตลอด
การที่เราทำงานข้างนอกมากขึ้นทุกวัน บางครั้งก็ยอมรับเหมือนกันว่า
มีปัญหากันบ้างในครอบครัว แต่เราก็คุยกัน ซึ่งก็โชคดีที่แฟนตัวเองค่อนข้างเข้าใจ
แต่ถึงอย่างไรก็ถูกมองว่า ครอบครัวของเราอยู่กันได้อย่างไร ซึ่งจากจุดตรงนี้
ทุกคนมองว่าครอบครัวนี้อยู่กันอย่างไร เมื่อคนในชุมชนสนใจและเขาเองก็มีปัญหาด้วย
ก็เลยแวะเวียนมาปรึกษากัน ทั้งๆ จริง เราเองก็มีทะเลาะกันบ้าง
เพียงแต่ไม่ได้ทะเลาะให้ใครเห็น เราก็เลยกลายเป็นครอบครัวที่ถูกมองว่าดีเท่านั้นเอง
อีกอย่างเขาเองก็ทำมาหากินในส่วนของเขาไป ตรงไหนที่เป็นบทบาทเราก็ทำให้ดี
เขาออกทะเลหากุ้ง หอย ปู ปลา ส่วนหน้าที่ของเราก็คือเอาไปขาย
หรือเอาไปแปรรูป เราก็ทำของเรา ส่วนลูกๆเราก็ช่วยกันดูแล อย่างเวลาที่ออกไปประชุม
สัมมนาข้างนอก เขาก็ดูแลลูกๆ แทนเรา
หากมองในส่วนของมิติผู้หญิงมุสลิม จริงๆ แล้วก็ถูกปิดกั้นเยอะ
การจะออกมาโลดแล่นอยู่ในสังคมภายนอกนั้น มันก็คงจะยาก ซึ่งเราก็ต้องทำความเข้าใจกับชุมชน
เช่น เวลาที่เราทำเรื่องเกี่ยวกับอาสาสมัคร หรือ งานข้างนอก
เราต้องออกจากหมู่บ้านไปเก็บข้อมูลพื้นฐาน หรือเวลาที่ชาวบ้านเข้ามาปรึกษาปัญหาที่บ้าน
เราก็จะไม่เปิดเวทีให้ใครเห็น เราจะนั่งประชุมกันเงียบๆ ซึ่งก็จะเป็นภาพที่ไม่ได้ให้เห็นอย่างชัดเจน
หรือ เวลาออกไปสัมมนาข้างนอก เราก็เริ่มจากตัวเราเองว่า เราเป็นผู้หญิงมุสลิมเราต้องละหมาด
5 เวลาให้ครบ เราต้องแต่งตัวให้เข้ากับหลักศาสนาด้วย จุดตรงนี้เองที่เวลาเราออกไปข้างนอก
เขาก็จะเห็นเราว่าปฏิบัติอย่างไร เราออกไปทำงานทางสังคมนอกบ้านมาตั้งแต่ปี
2528 ไล่มาเรื่อยๆ เราถามตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรให้สังคมของเราเสื่อมเสียไหม
ซึ่งเป็นจุดพิสูจน์ให้เห็นว่า เราเสียคนหรือไม่ เราเปลี่ยนแปลงไปไหม
ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังเป็นตัวของเราอย่างนี้ กี่ปีผ่านไป
เรายังเป็นตัวเราสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะไปเจออะไรข้างนอกก็ตาม
กับการเริ่มต้นต่อสู้เรื่องโครงการท่อส่งก๊าซฯ ไทย-มาเลย์นั้น
มันทำให้เราต้องออกไปพูดให้กับพี่น้องเรารับรู้ ให้ข้อมูลเรื่อยๆ
ซึ่งก็ทำให้เราโดนเพ่งเล็งอีกไปแบบหนึ่งด้วย แต่เราก็จำเป็นต้องไปพูดตามเวทีของหมู่บ้านปาวๆ
ทั้งๆ ที่นั่น ไม่ใช่วิสัยของผู้หญิงมุสลิมเขาทำกัน แต่ในส่วนของตัวเอง
ณ ตรงนี้ ก็ยอมรับว่า กลัวอยู่เหมือนกัน เพราะในหมู่บ้านเรานั้นเป็นสังคมมุสลิม
แต่ถึงอย่างไร เราก็ได้ไปศึกษาดูในมิติศาสนาพบว่า ในประวัติศาสตร์ของศาสนาเราก็เคยมีผู้หญิงออกมาต่อสู้เพื่อศาสนา
ในสมัยโบราณ นั่นก็คือว่าผู้หญิงก็มีบทบาทเหมือนกัน และสิ่งที่เราทำเราก็ไม่ได้ทำผิดอะไร
และผู้หญิงในอดีต ที่เรียกว่า โซฮาบิยะ หรือ ผู้ชาย โซฮาบัจ
คือเหล่าบรรดาผู้ชายผู้หญิงที่ออกไปเสียสละต่อสู้เพื่อศาสนา
ทำให้เราคิดว่าในส่วนของเราก็น่าจะทำได้ในจุดตรงนี้ เพียงแต่เราต้องเคารพและปฏิบัติตามหลักศาสนา
ต้องละหมาดวันละ 5 ครั้ง ต้องแต่งตัวให้ถูกหลักศาสนา และนั่นทำให้เราสามารถออกมาได้
ซึ่งเราเองก็ทำหน้าที่เฉพาะ แต่งตัวให้ดี เวลาไปพูด ก็พูดไปตามหลักเกณฑ์
หลักการ ไปตามข้อมูล ไม่ได้พูดเรื่องไร้สาระ พูดเสร็จก็กลับมาอยู่ในที่ของเรา
เป็นแม่บ้าน มาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข จนสุดท้าย คนอื่นๆ ก็เริ่มจะเห็นว่าตัวเรา
ปฏิบัติตัวอย่างไร จนถึงวันนี้
และในแต่ละวันเราก็ใช้ชีวิตปกติ เป็นชาวบ้านคนหนึ่งและเป็นแม่บ้านในครอบครัว
ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่อย่างไร อยู่กับพี่กับน้อง ปกติน่ะ
ก็เคยมีอยู่บ้างที่ญาติพี่น้องเขาหวงไม่อยากให้เราทำตรงนี้ โดยเฉพาะการมาสู้เรื่องท่อก๊าซฯ
เขาบอกว่ามันเสี่ยง อันตราย และเราทำไปเพื่ออะไร ซึ่งเรากลับคิดและบอกว่า
ผลกระทบต่อศาสนาเราจะมีเยอะมาก หากโครงการนี้เกิดขึ้น ที่ซึ่งชีวิตเราต้องเดินไปตามแนวทางของท่านนบีมูฮัมมัด
พระศาสดาของเรา แต่ขณะนี้สถานการณ์ศาสนาอิสลามของเราอ่อนแอ ตามกระแสสมัยใหม่มาก
โดยเฉพาะการพัฒนาของโลก ที่ทำให้วัฒนธรรม วิถีชีวิตต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ทำให้เราต้องออกมาต่อสู้ กับสิ่งที่มากระทบกับศาสนาของเรา เป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเรานั่งดูไม่ได้
จึงต้องพาตัวเองออกมาต่อสู้ด้วย อีกอย่างการออกมาตรงนี้ เรายังมองเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ใกล้ตัวเรามาก
ดังนั้น การที่เราออกมาต่อสู้เราคิดว่าเราไม่ผิด เมื่อพูดเราก็ต้องบอกก่อนเลยว่าเราห่วงใยศาสนาของเรา
และเรายืนจุดนี้เราก็ไม่ได้ทำอะไรขัดหลักศาสนา
แต่ถึงอย่างไร กับชีวิตตัวเองที่ออกมาต่อสู้นั้น คาดหวังแต่เพียงว่า
เราอยากให้วิถีวัฒนธรรมในชุมชนของเรามีสีสัน มีวิถีวัฒนธรรมที่สันติ
สงบ ในมิติงานสาธารณสุขที่เราทำงาน ก็อยากให้คนมีสุขภาพดี ร่างกายและบ้านสะอาด
ซึ่งเราพยายามรณรงค์มากอย่างไข้เลือดออก เรื่องสิ่งแวดล้อม และการทำให้ชุมชนไม่มีโรคภัย
ดังนั้น โครงการท่อก๊าซฯ ที่เราต่อสู้สุดชีวิตเพื่อยุติโครงการฯ
ก็เพราะเราเชื่อว่า โครงการนี้จะทำให้เราไม่เหลืออะไรเลย ไม่ว่าจะเรื่อง
น้ำใต้ดิน บ่อน้ำตื้น อากาศบริสุทธิ์ที่เราใช้หายใจ และสภาวะแวดล้อมที่ดี
ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของสุขภาวะจิตวิญญาณที่ทำให้คนอยู่กับมันได้
เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องการสิ่งเหล่านี้ เราต้องยุติโครงการนี้ให้ได้
แต่ปัจจุบันด้วยอำนาจของรัฐที่เข้ามานั้น มันทำให้มีความรู้สึก
อยู่อย่างหนึ่ง รัฐได้เข้ามาใช้อำนาจกลไกต่างๆ กระทำกับชาวบ้าน
ทั้งๆ ที่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ว่าประชาชน ชุมชน มีสิทธิ์ที่จะปกป้อง
มีสิทธิ์ที่จะกำหนดวิถีดั้งเดิมของเขา แต่รัฐกลับละเมิดสิทธินั้นเอง
ทำให้เราคิดว่า ถ้าเรา การที่เราสู้นั้น คำว่าชนะอยู่ที่การสร้างโครงการ
หรือไม่สร้างโครงการนั้น ไม่ใช่แล้ว แต่เราได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการทำงานตรงนี้ว่าเราได้พบอะไรบ้าง
พบว่า อำนาจรัฐทำกับประชาชนอย่างไร และเรื่องของผลกระทบอย่างที่มาบตาพุด
ระยอง นั้น ถ้าโครงการออกมาในรูปแบบนี้ ที่รัฐพัฒนาแบบอุตสาหกรรม
ย่อมต้องส่งผลกระทบ ต่อสุขภาวะ ต่อจิตวิญญาณ ต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างไร
และผลประโยชน์ต่อประเทศชาติในอีกระดับหนึ่งนั้น เราได้พยายามอธิบายให้สังคมไทยได้รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ดังนั้น โครงการจะล้มได้ หรือ ไม่ได้ ก็แล้วแต่ แต่เรายังตั้งใจที่จะอธิบายให้สังคมไทยรับรู้ต่อไปว่า
ทำไมรัฐบาลถึงได้ทำกับประชาชนแบบนี้ และคิดว่า ตัวเราคงไม่หยุดอยู่แค่นี้
ไม่มีเป้าหมายสูงสุดของการทำงาน มีแต่ว่า วันนี้เราได้ข้อมูลที่ดีที่สุด
แค่ไหน และทำได้แค่ไหนกับชีวิตเรา อย่างน้อยๆ ก็ให้รู้ว่า ประเทศเรา
ลูกๆ เรา อยู่กันอย่างไร
ที่สำคัญชีวิตเรา ถ้าเกิดมาแล้วไม่ได้ช่วยสังคม ส่วนรวม ไม่รู้จะเกิดมาทำไม
เพราะอีกไม่กี่วันเราก็คงต้องตายจากโลกนี้ไป และคิดกับตัวเองเสมอว่าจะทำไปเรื่อยๆ
น่ะ
ส่วนเรื่อง ความเป็นผู้หญิง กับการต่อสู้นั้น ตัวเองคิดว่า นี่ไม่ใช่เรื่องมารยา
แต่ความเป็นผู้หญิงนั้นจะมองอะไรได้ละเอียด อย่างเช่น ปัญหาที่มันเกิดขึ้นในสังคม
เช่น ปัญหา ยาเสพติด ปัญหาในครอบครัว ผู้หญิงจะมองได้ละเอียดกว่า
ว่าปัญหามันมาจากสาเหตุไหน การที่ผู้หญิงเข้ามาต่อสู้ก็เหมือนกัน
เพราะการต่อสู้จะให้มันแข็งกร้าวมากก็ไม่ได้ ดังนั้น มันต้องใช้ให้ได้ตามครรลองมันเหมือนกัน
ดังนั้น การที่ผู้หญิงลุกขึ้นมาต่อสู้นั้นดี เพราะว่าการเป็นผู้หญิงซึ่งมันมาจากการละเอียดอ่อนอยู่แล้ว
ผู้หญิงจะมองการต่อสู้เหมือนกับวิถีชีวิตตัวเอง คือเป็นครรลองที่อ่อน-แข็ง
หาจังหวะได้ การวิเคราะห์งาน การประเมินงานก็เหมือนกัน อยู่ที่เราจะมองว่า
แข็งนั้นแข็งแค่ไหน ถ้าผู้ชายแข็งนั้น หักไปเลย แต่ผู้หญิงแข็งประมาณไหน
มันจะอีกครรลองหนึ่ง ซึ่งมันเกื้อหนุนกับผู้ชายได้ อีกทั้งความเป็นผู้หญิงมันก็คืออาวุธที่เข้าไปถึงตัวง่าย
คือเราเข้าถึงมันได้ เราใช้ความอ่อนหวานขนาดไหนก็ได้ เราใช้มันออกไปสู้ได้
แต่ในบางครั้งในความเป็นผู้หญิงมันก็มีความแข็งกร้าวเหมือนกัน
เพราะความแข็งแบบผู้หญิงนั้น มันแข็งกว่าผู้ชาย และยังทำงานได้เด็ดขาดกว่าผู้ชายเสียอีก
เราเชื่อแบบนี้น่ะ
อย่างในชุมชนนี้ ก็รู้ด้วยว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร เวลาเราพูดคำไหน
เรารักษาคำพูด เช่น ถ้ารับปากว่าจะช่วยเหลือก็จะหามาให้จนได้
แม้จะไม่มีก็ตาม เพราะฉะนั้น การที่เราออกมาสู้ตรงนี้ เราพบว่าความเป็นผู้หญิงก็คือความเป็นผู้หญิง
แต่สิ่งที่ลึกกว่านั้น คือจิตใต้สำนึกเขาเองด้วย อย่างตัวเราเองก็ยอมรับว่าด้านหนึ่งก็มีความแรง
แต่ในภาวะปกติเราก็อยู่กับบ้านเป็นแม่บ้าน เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
ไม่แตกต่างคนอื่นๆ เหนื่อย ท้อหล้า เป็นเหมือนกันนั่นแหละ
อัฎธิชัย ศิริเทศ รายงาน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
1 เม.ย. 2547
|