แรงงาน คนพิการและกลุ่มคนชายขอบ

“มุสลิม กุยอูร์” ท่าทีมนุษยธรรม, ความเป็นกลาง, หรือการค้ามนุษย์

“กระบวนการนี้มันอันตราย ข้าราชการตัวเล็กๆที่รักประเทศจะไปจับได้ไงมันทำไม่ได้ เข้าใจใหมถ้ามีคน มาอุ้ม ครอบครัวผมๆจะทำยังไงใครจะมาช่วยรับผิดชอบครับ” 

 

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 เวลา 09.00.ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่รายหนึ่งรายงานว่า ปัจจุบันมีชาวมุสลิมกุยอูร์ ลักลอบมากบดานตามแนวตะเข็บชายแดน จ.สระแก้วจำนวนมาก เช้าวันที่ 18 เมษายน 2557 ทีมงานไทยเอ็นจีโอรีบเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบ แถว ต.คลองไก่เถื่อน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว พบว่า ชาวมุสลิม อุยกูร์ เดินทางเข้าประเทศไทยโดยมี แก๊งค้ามนุษย์เป็นคนพาเข้ามาและมีนักการเมืองท้องถิ่นเป็นคนชักใยอยู่เบื่องหลัง โดยจะทำเป็นขบวนการ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะชำนาญเรื่องเส้นทางหลบหนีมาก สนิทกับชาวบ้าน มีการจ่ายเงินให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองด่านทหารพราน ให้ตำรวจและนักการเมืองท้องถิ่นให้ทำ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปิดหูปิดตาไม่รู้ไม่เห็น
                มุสลิม อุยกูร์ จะเดินทางจากจีน มาที่ประเทศ กัมพูชา แล้วไปกบดานที่ พระตะบอง เพื่อรอเดินทางต่อไปที่จังหวัด สงขลา แล้วเดินทางต่อไปที่ประเทศ มาเลเซีย แล้ว มาเลเซีย ก็จะส่งต่อไปประเทศที่สามคือประทศ ตูรกี
โดยอาศัยการเดินทางด้วยรถตู้และใช้เส้นทางหลวงเหมือนการใช้เส้นทางปรกติของคนในประทศไทยซึ่งผ่านการอำนวยความสะดวกของคนนำพาที่เป็นคนไทยและประสานงานกับคนในพื้นที่อีกทอด กลุ่มคนกลุ่มนี้จะอาศัยขบวนการขนย้ายและนำพาซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นมีความชำนาญในพื้นที่ เดินทางลงสู่ภาคใต้ของไทยจากการสืบค้นข้อมูลพบว่าชาว อุยกูร์ เดินทางมาทางภาคตะวันออกของไทยและใช้เส้นทางจากอำเภออรัญประทศ จ.สระแก้ว ก่อนที่จะมุ่งหน้าเดินทางไปที่ จังหวัดสงขลา  

ทางด้านประเทศสหรัฐอเมริกาองค์การสหประชาชาติ มีคำสั่งให้ประเทศไทยดูแลคนกลุ่มนี้เป็นอย่างดีโดยใช้หลักสิทธิมนุษยชน แต่ในทางกลับกันทางประเทศจีน กล่าวว่าหากเจอคนกลุ่มนี้ให้รีบส่งกลับทันทีเพราะคนกลุ่มนี้อันตรายหากปล่อยไปอาจไปฝึกอาวุธแล้วกลับมาทำลายประเทศจีนก็ได้ ล่าสุด นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์บน Face Book ว่ให้ช่วยเหลือมุสลิมอุยกูร์เต็มที่ตามหลักมนุษยธรรม โดยระบุว่า จะให้รัฐบาลช่วยเหลือมุสลิม อุยกูร์ เต็มที่ ตามหลักมนุษยธรรม

                วันนี้ (19 มี.ค. 57) รัฐบาลไทยกำลังประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ในขณะนี้ รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กและสตรี ทั้งในรูปของอาหาร ที่พัก ยารักษาโรค และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ ตามมาตรฐานสากลและธรรมเนียมปฏิบัติอันยาวนานของไทย ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจได้ว่า ฝ่ายไทยจะดำเนินการเรื่องนี้โดยคำนึงถึงความละเอียดอ่อน ความเอื้ออาธร และคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนพื้นฐานของหลักการมนุษยธรรม
แต่คำถามที่ตามมาคือประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆจะแก้ใขปัญหาในความเป็นกลางได้อย่างไรจะไม่ก่อการร้ายเป็ยภัยคุกคามประเทศเราหรือประเทศเพื่อนบ้าน  

 

พิษณุพร ขันพรมมา ทีมงานไทยเอ็นจีโอ  รายงาน

การศึกษาลำดับบ๊วย : ครูช่วยได้

 

โดย พ่อลูกจันทน์


อันสืบเนื่องมาจากผลรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันโลก ประจำปี 2555-2556 จากเวทีเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ในด้านคุณภาพการศึกษา ปรากฏว่าคุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในกลุ่มสุดท้ายอันดับที่ 8 เป็นกลุ่มที่มีคะแนนต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน สำหรับอันดับที่จัดเรียงจากสูงไปหาต่ำมีดังนี้คือ 1) สิงคโปร์ 2) มาเลเซีย 3) บรูไน 4) ฟิลิปปินส์ 5) อินโดนีเซีย 6) กัมพูชา 7)เวียดนาม  และ 8)ไทย ส่วนลาวกับพม่าไม่ได้รับการประเมิน

                จากรายงานดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งวงการศึกษาตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงขงกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งต่างก็งุนงงสงสัยว่า จริงหรือ? ทำไม? เพราะอะไร?...และสุดท้ายก็ลงมาที่ แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

                หลายฝ่ายทั้งผู้ที่รับผิดชอบ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา ต่างออกมาให้ความเห็นกันมากมาย บ้างก็ว่าผลการประเมินไม่รอบด้าน บ้างก็ว่าเพราะหลักสูตร บ้างก็ว่าเพราะครู บ้างก็ว่าเพราะการเมืองเลี่ยนแปลงบ่อย นโยบายเปลี่ยนบ่อย สารพัดที่จะหาสาเหตุ อีกทั้งหลายท่านยังแคลงใจถึงที่มาที่ไปของอันดับรั้งท้ายของอาเซียนนี้ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ อย่างไร แม้แต่ระดับรัฐมนตรี ศธ.

แต่ก็ไม่ใช่องค์กรเดียวที่ระบุถึงความตกต่ำของคุณภาพการศึกษาไทย เพราะ สถาบันวิจัยของสำนักพิมพ์ตำรา Pearson ก็เคยจัดอันดับการศึกษาของไทยอยู่ในกลุ่มสุดท้ายในอาเซียนเช่นกัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคะแนนต่ำที่สุด โดยในระดับอุดมศึกษา ถูกจัดอยู่อันดับ 8 ตามหลังกัมพูชาและฟิลิปปินส์

ในที่นี้ผมจะมองคุณภาพการศึกษาที่เป็นรากฐานที่สุดคือระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากรายงานฉบับเดียวกันของ WEF พบว่าในระดับประถมศึกษาไทยถูกจัดอยู่อันดับที่ 7 ในอาเซียน และอัตราเข้าเรียนประถมของไทยอยู่อันดับที่ 9 ในอาเซียน จากขอมูลดังกล่าวทำให้ผมหันไปดูข้อมูลอีกด้านที่มีส่วนสัมพันธ์กันกับข้อมูลข้างต้นก็คือ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย เปิดเผยการจัดอันดับปัญหาสตรีตั้งครรภ์ในภาวะไม่พร้อม ว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชีย อันดับที่ 2 ของโลก  และมีแนวโน้มว่าจะตัวเลขอายุจะน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากพบอายุต่ำสุดคือ 12 ปี ซึงเป็นเด็กที่อยู่ในวัยเรียนระดับประถมศึกษา

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากระดับคุณภาพการศึกษาและการตั้งครรภ์ในภาวะไม่พร้อมในวัยใสจะมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยยะสำคัญ  เพราะนี่คือสาหตุที่สำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้เด็ก ออกกลางคัน” / “ออกกลางครรภ์เป็นจำนวนมาก อันมีส่วนกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของประชาชนคนไทยโดยรวม

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับความเป็นจริงว่าสภาพแวดล้อมทางสังคมของเด็กในปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุที่ขาดการควบคุมดูแลมากเกินไป อีกทั้งสภาพครอบครัวส่วนใหญ่มักมีปัญหาและแตกแยก เด็กต้องอยู่กับปู่ย่าตายายที่วิ่งตามยุคของเด็กไม่ทันอยู่แล้ว  อีกทั้งระบบการศึกษาก็ไม่เอื้อให้เกิดทักษะการเรียนรู้ของเด็กได้เพียงพอ  และที่สำคัญคือการขาดการเอาใจใส่ดูแลเด็กของสถานศึกษาอย่างเหมาะสม  ครูไม่ได้มีเวลาทีจะอยู่ใกล้ชิดนักเรียนเหมือนเช่นในอดีตที่จะคอยตักเตือนดูแล  เพราะภาระงานของครูที่มากเกินไป รวมทั้งการนำครูออกนอกโรงเรียนเพื่อไปอบรมพัฒนาหรืออื่น ๆมากเกินไป แทนที่ครูจะได้มีเวลาอยู่กับนักเรียนไอย่างเต็มที่  จากการได้มีโอกาสพูดคุยกับครู ผู้บริหารโรงเรียน และการสังเกต พอประเมินได้ว่าในภาคเรียนหนึ่ง ๆ ครูน่าจะได้เข้าจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนจริง ๆ ไม่น่าจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของเวลาเรียนทั้งหมด  แล้วอย่างนี้คุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในขณะที่ผู้รับผิดชอบในระดับนโยบาย หรือนักวิชาการด้านการศึกษา มักมองสาเหตุของคุณภาพการศึกษาและวิธีแก้ที่ค่อนข้างคล้ายกัน เป็นต้นว่า เป็นเพราะหลักสูตรไม่เหมาะสม จึงจะต้องรื้อหลักสูตรใหม่ (ทั้ง ๆ ที่หลักสูตรปัจจุบันก็เพิ่งใช้และยังไม่ได้มีการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม)  เป็นเพราะคุณภาพผู้สอน จึงต้องมีการปฏิรูปวิธีการเรียนการสอน และปฏิรูปครู (ทั้ง ๆ ที่มีการอบรม พัฒนากันจนแทบเปลี่ยนที่ทำงานครูจากโรงเรียนเป็นโรงแรมหรือเขตพื้นที่การศึกษา)  เป็นเพราะโรงเรียนขนาดเล็กมีมากเกินไป จึงต้องยุบ (ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยดูแลเรื่องคุณภาพและความเท่าเทียมทางการศึกษา) เป็นต้น และสุดท้ายนำไปสู่แนวคิดที่ดูยิ่งใหญ่ คือ ปฏิรูปการศึกษาซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว ๑ ทศวรรษ แต่ไม่เห็นมรรคผลให้ชื่นใจ มาสู่การขับเคลื่อนในทศวาษที่ 2 อีก ขณะนี้ก็ดูท่าว่ายังไปไม่ถึงไหน และหากสถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็คงจะมีรอบ ๓ รอบ ๔ และรอบต่อ ๆ ไป หากยังคิดปฏิรูปการศึกษาโดยใช้แต่แนวคิดทฤษฎีข้างบนของนักวิชาการห้องแอร์  ขาดการลงมาทำงานเชิงลึกในระดับภาคสนามของผู้ปฏิบัติ(ครูผู้สอน)อย่างเป็นรูปธรรมก็ยากยิ่งที่จะแก้ปัญหาได้แม้จะปฏิรูปสักกี่รอบก็ตาม

การศึกษาไทย(ในระดับพื้นฐาน)เราปล่อยให้นักวิชาการส่วนกลาง นักวิชาการห้องแอร์ เข้ามาวุ่นวาย วางกรอบโน่น กำหนดนี่ มีตัวชี้วัด ตัวบ่งชี้ที่ออกแบบมาบนหน้ากระดาษจำนวนมหาศาลแล้วให้ครูมาดำเนินการจนเกิดเป็นงานเอกสารที่กองทับท่วมหัวครู   เราให้โอกาสบรรดานักวิชาการเหล่านี้มามากพอแล้วกระมัง  แต่ระดับคุณภาพการศึกษาก็ไม่กระเตื้องขึ้น มีแต่ถอยหลังเข้าคลองลงทุกที 

หากถามว่าใครรู้ดีที่สุดว่าคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำเพราะอะไร  ตอบได้เลยว่าครูผู้สอนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการโดยตรงเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด  ทุกคนรู้ดีว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อคุณภาพนักเรียน และทำอย่างไรถึงให้นักเรียนมีคุณภาพเหมาะสมกับระดับ/วัยของเขา  แต่ในฐานะผู้ปฏิบัติการที่รู้เห็นปัญหา พร้อมทั้งมีวิธีแก้ไขที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แบบมีผลสำรวจทีก็เต้นทีแบบปัจจุบัน กลับไม่ได้มีโอกาสสะท้อน หรือนำเสนอวิธีคิด วิธีการในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม

ลองหันกลับไปที่ต้นทางสู่ผู้ปฏิบัติการที่อยู่กับสนาม และรู้จริง โดยการให้โอกาสครูผู้ปฏิบัติการเป็นผู้ออกแบบการจัดการศึกษาตามความรู้ประสบการณ์อย่างเต็มที่ เต็มเวลา  ถามว่าทำอย่างไร  วิธีการก็ง่ายมาก คืออย่าขโมยเวลาครูไปจากเด็ก  ให้ครูได้ทำหน้าที่ของเขาในโรงเรียนให้เต็มที่ อย่านำเขาไปอยู่แต่โรงแรม(อบรม สัมมนา ประชุมเชิงปฏิบัติการ ฯลฯ) เพราะตอนนี้ความรู้ที่ได้จากการอบรมของครูมันแน่นจุกอกจนแทบทะลักออกมาแล้วจากการออกแบบของนักวิชาการผู้ทรงภูมิรู้ 

ผมท้าทายให้ลองทำดู โดยการหยุดคิดเรื่องใหม่ ๆ (ที่ไม่ทันได้ปฏิบัติก็เปลี่ยนเสียอีกแล้ว) เสียที แล้วให้ครูเขาได้ทำหน้าที่ของเขาให้เต็มที่ ฝ่ายนโยบายเพียงแต่ลงไปนิเทศ กำกับ ติดตามตามสมควร แต่ไม่ใช่สั่งให้ครูมารับการนิเทศตามเขตพื้นที่หรือโรงแรมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่)  ขอเวลาสัก ๔ ปี แล้วเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง  ไม่เชื่อผมก็ไม่เป็นไร แต่ลองไปถามครูที่ปฏิบัติการจริงดู แล้วจะรู้คำตอบ

หากยังปล่อยให้ครูที่มีแทบไม่ครบชั้นอยู่แล้วในแต่ละโรงเรียน (ไม่นับโรงเรียนขนาดใหญ่) ออกไปรับการพัฒนาศักยภาพ(ที่ไม่มีโอกาส/เวลา ได้นำมาใช้) เราก็คงเห็นภาพครูได้รับการพัฒนา แต่เด็กนักเรียนกลับแย่ลง 

และถ้าหาก WEF หรือองค์กรทางการศึกษาอื่นใดมาประเมินกันทุกปี   เราก็อาจจะได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า  “....ตอนนี้ระดับการศึกษาของไทยอยู่ในลำดับที่ ๘ ของอาเซียน  ยังมีเวลาอีกตั้ง ๒ ปี กว่าจะถึงลำดับที่ ๑๐

หรือจะเอาอย่างนั้น.

 

 

ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ : พัฒนาการการทำงาน

 นที สรวารี [expo2513@hotmail.com]

เมื่อพูดถึงผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเชื่อว่าหลายคนยังไม่คุ้นชินกับคำ ๆ นี้ เพราะส่วนมากยังหลงวนอยู่ในวาทกรรม คนเร่ร่อน  คนไร้บ้านหรือแม้กระทั่งยังติดบ่วงคำว่า คนจรจัดอยู่ด้วยซ้ำไป ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีหลากหลายชีวิตที่อยู่ในที่สาธารณะ ทั้งที่โลดแล่นอยู่ด้วยนิยามความหมายที่ว่า โดยสมัครใจหรือ รักอิสระทั้งหมดนั่นเป็นเพียง การให้นิยามที่ตัดความรำคาญเมื่อถูกรุกไล่เพื่อซักถามจาก คนนอกมากจนเกินความพอดีที่จะอดทนสนทนาอยู่ได้.....

 

จากการคลุกคลีในพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในที่สาธารณะ ทำให้ค้นพบความหลากหลายของสรรพชีวิตในที่สาธารณะจนจำแนกแยกแยะออกมาได้ 10 กลุ่ม เมื่อราวปลายปี 2553ซึ่งได้แก่ คนเร่ร่อน ,ผู้ติดสุรา ,คนที่ใช้ที่สาธารณะในการหลับนอน ,ผู้ป่วยข้างถนน ,คนจนเมือง ,คนไร้บ้าน ,เด็กเร่ร่อนและครอบครัวเร่ร่อน ,คนเร่ร่อนไร้บ้าน ,พนักงานบริการอิสระ และผู้พ้นโทษ และจากากรทำงานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ เราพบว่ายังคนอีกอย่างน้อย 3 กลุ่มอยู่ในพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ,เพื่อนบ้านแถบอาเซียน และผู้มีความหลากหลายทางเพศ

ประเด็นที่น่าสนใจกับสถานการณ์ดังกล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา หน่วยงานภาครัฐเริ่มปรับตัวในการให้บริการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่มีการระบุในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก ที่ระบุให้รัฐต้องมีนโยบายในการดูแลกลุ่มคนที่ยากไร้ไร้ที่พึ่งไม่มีอาชีพและที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงออกแบบการให้บริการพลเมืองในกลุ่มที่ตกหล่นจากการรับสวัสดิการของรัฐในรูปแบบของ ศูนย์คนไร้บ้านที่ต่อมา ได้มีการปรับรูปแบบการให้บริการ เน้นการทำงานทั้ง รุกและรับ อีกทั้งยังมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่หลากหลายมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค ภายใต้ชื่อ บ้านมิตรไมตรี

 

บ้านมิตรไมตรี ในระยะเริ่มแรกเปิดเพียง 4 บ้านในระยะแรก และเพิ่มเติมเป็น 5 บ้านในระยะ 2 ปีแรก หลังจากปี 2554 เป็นต้นมา บ้านมิตรไมตรี ขยายงานออกในส่วนภูมิภาคทั้งสิ้น 10 บ้านได้แก่ กรุงเทพมหานคร ,ชลบุรี ,นครราชสีมา ,ขอนแก่น ,อุบลราชธานี ,พิษณุโลก ,เชียงใหม่ ,นครศรีธรรมราช ,สงขลา และภูเก็ต โดยในแต่ละบ้าน ได้สร้างอัตตลักษณ์ในการทำงานได้อย่างชัดเจนและตรงความต้องการ และสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ อีกทั้งยังมีแนวโน้มการพัฒนารูปแบบการทำงานอย่างไม่หยุดนิ่ง

 

 

ในขณะที่ฟากขององค์กรพัฒนาเอกชนเองที่กลับหยุดนิ่งในการพัฒนารูปแบบการทำงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ส่วนใหญ่ยังหลงวนอยู่กับงานประจำของตัวเอง สาละวนกับการเรียกร้องในเรื่องเดิม ๆ ที่ยังมองไม่เห็นการต่อยอดในการพัฒนา หรือการบูรณาการในการทำงานที่เป็นรูปธรรม ไม่มีข้อเสนอใหม่ ๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการให้บริการที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพของปัญหาและความต้องการที่ในแต่ละกลุ่มของ ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ มีแตกจต่างกันออกไป

  

มูลนิธิอิสรชน และ สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณได้เดินสายถอดบทเรียนการทำงานของบ้านมิตรไมตรีและสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ โดยการสุ่มสำรวจและสอบถามพูดคุย ถอดบทเรียนการทำงานของภาครัฐ จนสามารถจัดทำ คู่มือการทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและกระตุ้นให้บ้านมิตรไมตรี 10 แห่ง คิดค้นรูปแบบการทำงานที่แต่ละบ้านเผชิญอยู่ในแต่ละพื้นที่ และมีแน้วโน้มที่จะนำไปสู่การทำงานในรูปแบบใหม่ ที่ภาครัฐปรับตัวมีการทำงานนอกเวลาราชการในระดับพื้นที่เพิ่มมากขึ้น มีการสร้างความคุ้นเคยกับ ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ในแต่ละจังหวัดเพิ่มมากขึ้น มีกระบวนการนำไปสู่การสร้างฐานข้อมูล เพื่อให้เกิดการจัดสรรงบประมาณในการทำงานให้สอดคล้องกับขนาดของปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยเกือบทั้งหมด เกิดจากการสอบถามจากความต้องการของ ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ กลุ่มต่าง ๆ ที่เป็นผู้รับบริการเองโดยตรง และยังมีการผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. .. ที่เป็นกฎหมายสำหรับสนับสนุนการทำงานกับผู้รับบริการกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ

 

  จากสถานการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ณ วันนี้ ภาครัฐ โดยเฉพาะ บ้านมิตรไมตรี  สำนักบริการสวัสดิการสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานภาครัฐที่เริ่มทำงานเชิงรุกและรับ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ อย่างครบวงจร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองกันต่อไปว่า หากมีการจัดการอย่างเป็นระบบและมีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของปัญหานี้ แล้ว ปัญหา ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ จะสามารถคลี่คลายตัวเองลงได้บ้างหรือไม่อย่างไร

 

ครม.รับข้อเสนอแนะของกสม.เรื่องสิทธิรับบริการสาธารณสุขทั้ง ๓ ระบบ

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมาย ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอ ในเรื่องสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการข้าราชการ

คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ มีมติต่อข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขตามระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการข้าราชการ ดังนี้ 

๑)   รับทราบข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

๒)   ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงาน ก.พ. รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายของ กสม. ไปพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน โดยให้อยู่ในกรอบกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย หากเห็นว่าจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายเรื่องใดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมกันศึกษารายละเอียดและแนวทางดำเนินการก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี

ข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่าการจัดบริการสาธารณสุขของรัฐบาลไทยยังไม่สอดคล้องกับสิทธิด้านสาธารณสุขตามพันธกรณีที่เป็นภาคีและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยยังไม่จัดให้มีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และสิทธิการเข้าถึงได้รับบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง   ดังนั้นเพื่อให้ระบบบริการสาธารณสุขทั้ง ๓ ระบบและระบบอื่นที่คล้ายกัน สามารถจัดบริการสาธารณสุขที่สอดคล้องตามสิทธิด้านสุขภาพข้างต้น จึงมีข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                                            ๑)      ข้อเสนอแนะนโยบาย

                                                      ๑.๑)  คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุข สมควรทบทวนแนวคิดและวิธีจัดบริการและระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ บนฐานหลักความเสมอภาค โดยให้ประเภทและมาตรฐานของบริการสาธารณสุขตามระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นบริการฯ ขั้นพื้นฐานและที่จำเป็นที่ทุกคน ไม่ว่าอยู่ภายใต้ระบบบริการสาธารณสุขใดพึงได้รับโดยไม่เสียค่าบริการ ผู้รับบริการหรือผู้มีสิทธิที่มีกองทุนหรือระบบบริการสาธารณสุขอื่นดูแลโดยเฉพาะ สามารถได้รับบริการสุขภาพหรือสาธารณสุขอื่นเพิ่มเติมได้

                                                      ๑.๒)  คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สมควรพิจารณาทบทวนแนวคิดและวิธีการจัดบริการสาธารณสุข โดยแยกบทบาทระหว่างผู้ให้บริการและผู้ซื้อบริการ โดยให้กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้ให้บริการ เป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การบริการสาธารณสุข และกระจายอำนาจการบริหารจัดการหน่วยบริการหรือโรงพยาบาล   ไปยังเขตพื้นที่ ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบกองทุน/ระบบบริการสาธารณสุข ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม กรมบัญชีกลางหรืออื่นใด ซึ่งเป็นผู้ซื้อบริการ ให้หารือกระทรวงสาธารณสุข/เขตพื้นที่ ในการกำหนดนโยบายการจัดบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบบริการ ฯ นั้น ๆ

                                                      ๑.๓)  คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักงาน ก.พ. องค์กรกลางบริหารงานบุคคลทุกแห่ง หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอื่นใด สมควรทบทวนนโยบายและแนวคิดว่าด้วยสวัสดิการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัด รวมถึงสวัสดิการด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับแนวทางตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ข้อ ๑๒ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๕๑ และมาตรา ๘๐ (๒) โดยจัดให้มีกลไกรับผิดชอบดูแลสวัสดิการ และสวัสดิการด้านสุขภาพของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัด เพื่อประกันว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจะได้รับการดูแลสวัสดิการต่างๆ รวมถึงด้านสุขภาพ สาธารณสุข อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าบริการฯ ขั้นพื้นฐาน ตามระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถรับการบริการฯ ในโรงพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลรัฐได้ รวมถึงดูแลด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมการทำงานหรือสถานประกอบการ และศึกษาเกี่ยวกับการนำระบบ Medisave[1] มาใช้ในระบบสวัสดิการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

                                                      ๑.๔)  คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นใด สมควรทบทวนการจ่ายเงินให้แก่หน่วยบริการหรือเครือข่าย     หน่วยบริการเพื่อจัดบริการสาธารณสุข ซึ่งกำหนดให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร โดยให้แยกค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวออกมาต่างหาก

                                                      ๑.๕)  คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุข สมควรสนับสนุนและผลักดันให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้รับบริการ เมื่อได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาล ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ภายใต้ระบบบริการสาธารณสุขใด

                                                      ๑.๖)  คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมควรหารือกันเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการ รวมทั้งสวัสดิการด้านสุขภาพสำหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่น เช่น จัดตั้งเป็นกองทุนการรักษาพยาบาล ตลอดจนการหาแนวทางเพื่อให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสามารถใช้ระบบการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลได้เช่นเดียวกับข้าราชการอื่น

                                                      ๑.๗)  คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  สมควรพิจารณาทบทวนนโยบายการปฏิรูประบบสาธารณสุขแก่ผู้บริหารองค์กรด้านสุขภาพ ประกอบด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์กรมหาชน) (สรพ.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์กรมหาชน)  และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (National Health Authority) ขึ้นมาดูแลระบบสาธารณสุขทั้งหมดนั้น  โดยควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรสุขภาพหรือคณะกรรมการด้านสุขภาพอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว  และให้องค์กรหรือคณะกรรมการดังกล่าวตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้ส่วนเสียสำคัญอื่นใดเกี่ยวกับตน เช่น ค่าตอบแทน วิธีการประเมินผลงาน จำนวนบุคลากรในหน่วยปฏิบัติ และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาเรื่องดังกล่าว  ทั้งนี้ โดยให้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐานและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้รับบริการสาธารณสุขเป็นสำคัญ

 

๒)        ข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย

                                                      ๒.๑)  รัฐสภา คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุข สปสช. สมควรเร่งรัดการจัดทำและประกาศใช้พระราชกฤษฎีกามาตรา ๙[2] และมาตรา ๑๐[3] แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ หรือ

          ๒.๒)  รัฐสภา คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุข สปสช. สมควรแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ มาตรา ๙ และ ๑๐ จากที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิรับบริการสาธารณสุขตามกฎหมายอื่นต้องไปใช้สิทธิตามกฎหมายนั้น เป็น ให้ผู้รับบริการต้องใช้สิทธิจากระบบบริการอื่นที่ตนเองมีสิทธิอยู่ก่อน หากสิทธินั้นด้อยกว่าหรือไม่ครอบคลุมเท่ากับสิทธิที่จะได้รับตามระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ได้รับสิทธิเท่ากับที่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด โดยให้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนต่าง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้มีสิทธิเป็นหลัก

          ๒.๓)  คณะรัฐมนตรี โดยกรมบัญชีกลาง สมควรปรับปรุงหรือแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการหรือกลไกอื่นใด รับผิดชอบบริหารจัดการและควบคุมการเบิกจ่ายค่ายาและค่ารักษาพยาบาล หารือกับผู้ให้บริการ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข เขตพื้นที่ ในการกำหนดประเภทและมาตรฐานบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบสวัสดิการข้าราชการ โดยต้องไม่ต่ำกว่าบริการฯขั้นพื้นฐาน สามารถรับบริการฯจากโรงพยาบาลต่างๆ โดยไม่จำกัดเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ ฯลฯ

          ๒.๔)  คณะรัฐมนตรี โดย สปสช. สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง บุคคลที่ไม่ต้องร่วมจ่ายค่าบริการ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยเพิ่มสาระสำคัญของบุคคลที่ไม่ต้องร่วมจ่ายค่าบริการอีก ๑ ข้อ คือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร คนเร่ร่อน คนไร้ที่พักพิง และคนไร้รากเหง้า

          ๒.๕)  รัฐสภา คณะรัฐมนตรี โดย สปสช. สมควรแก้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๖ ว่าด้วยการจ่ายเงินให้หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการ โดยให้เปลี่ยนจาก (๒) ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร เป็น (๒) คำนึงถึงค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ (basal utilization) ของโรงพยาบาล และให้แยกบัญชีเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรออกจากงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

          ๒.๖)  รัฐสภา คณะรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุข สมควรผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... ซึ่งให้ผู้เสียหายได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุน โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด  เว้นแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น หรือซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้เกิดจากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ หรือเมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขแล้วไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ

          ๒.๗) รัฐสภา คณะรัฐมนตรี โดยสำนักงานประกันสังคม สมควรผลักดันร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ซึ่งมีเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลผู้ประกันตนด้านการป้องกันโรค การให้ผู้ประกันตนซึ่งจงใจหรือยินยอมก่อให้เกิดอันตรายหรือเจ็บป่วย เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ การให้ผู้จ่ายเงินสมทบตามกฎหมายประกันสังคมได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และคลอดบุตร ทันที การให้แรงงานนอกระบบ (งานบ้าน) เป็นผู้ประกันตนรวมทั้งการให้ผู้ประกันตนได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 




[1] Medisave เป็นระบบที่เริ่มนำมาใช้ในประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๗ (ค.ศ.๑๘๘๔) โดยเป็นส่วนหนึ่งในโครงการออมเงินเพื่อการรักษาพยาบาล (Medical Saving Scheme) โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการหักรายได้บางส่วนเข้าในบัญชี Medisave สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าผ่าตัด หรือค่ารักษากรณีเป็นผู้ป่วยนอก (http://www.moh.gov.sg/content/moh)

[2] มาตรา ๙ ขอบเขตของสิทธิรับบริการสาธารณสุขของบุคคลดังต่อไปนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มติคณะรัฐมนตรีหรือคำสั่งใดๆที่กำหนดขึ้นสำหรับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้ใช้สิทธิดังกล่าวตามพระราชบัญญัตินี้...

การกำหนดให้บุคคลตามวรรคหนึ่งประเภทใด หรือหน่วยงานใด ใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัตินี้ได้เมื่อใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

[3] มาตรา ๑๐ ขอบเขตของสิทธิรับบริการสาธารณสุขของผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมเป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม การขยายบริการสาธารณสุขนี้ไปยังผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการและคณะกรรมการประกันสังคมตกลงกัน

                ให้คณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมในการให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และเมื่อได้ตกลงกันเกี่ยวกับความพร้อมให้บริการสาธารณสุขกับคณะกรรมการประกันสังคมแล้ว ให้คณะกรรมการเสนอรัฐบาลเพื่อตราพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาการเริ่มให้บริการสาธารณสุขจากหน่วยบริการตามพระราชบัญญัตินี้แก่ผู้มิสิทธิดังกล่าว       

การฟื้นตัวของขบวนการแรงงานอียิปต์

 

กองบรรณาธิการ นสพ. เลี้ยวซ้าย

ขบวนการแรงงานอียิปต์เริ่มลุกขึ้นต่อสู้เมื่อมีคลื่นการนัดหยุดงานใหญ่เกิดขึ้นในปี 2006 แนวหน้าในยุคนั้นคือคนงานสิ่งทอ แต่ในไม่ช้ามีคนงานท่าเรือและขนส่ง และพนักงานปกคอขาว เช่นเจ้าหน้าที่สรรพากร ร่วมนัดหยุดงานด้วย คลื่นการนัดหยุดงานนี้มาจากความไม่พอใจในนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดที่เผด็จการมูบารักใช้มานาน และห้าปีหลังจากนั้นมันเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระแสปฏิวัติที่สามารถล้มมูบารักในปี 2011 เพราะสาเหตุสำคัญที่กองทัพอียิปต์ปลดมูบารักออกจากตำแหน่ง ก็เพราะมีการนัดหยุดงานทั่วไปเกิดขึ้น และกองทัพมองว่าถ้าไม่รีบออกมา ชนชั้นกรรมาชีพจะลุกขึ้นยึดประเทศและทำลายอำนาจชนชั้นปกครองเก่ารวมถึงผลประโยชน์การเมืองและธุรกิจของกองทัพด้วย

     ในปี 2012 หลังจากที่มูบารักถูกล้ม และประธานาธิบดีมูรซี่ชนะการเลือกตั้ง กระแสนัดหยุดงานพุ่งขึ้นอีก เพราะรัฐบาลพรรคมุสลิมยังคงใช้นโยบายกลไกตลาดเสรีและจับมือกับองค์กรไอเอ็มเอฟ ซึ่งมีผลในการขยายความเหลื่อมล้ำและไม่แก้ปัญหาว่างงานเลย นอกจากนี้รัฐบาลพรรคมุสลิมเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของคนงานในอดีตรัฐวิสาหกิจที่ถูกขายให้นายทุนเพื่อนฝูงของมูบารัก บ่อยครั้งศาลตัดสินให้คืนกิจการเหล่านั้นให้ภาครัฐ แต่มูรซี่ไม่ทำอะไร ศูนย์สิทธิเศรษฐศาสตร์และสังคมอียิปต์คาดว่าในช่วงรัฐบาลใหม่ปี 2012 มีการนัดหยุดงานประมาณสามพันครั้ง และในสามเดือนแรกของปี 2013 มีการนัดหยุดงาน 2,400 ครั้ง ซึ่งทำให้เราเห็นชัดว่ากระแสนัดหยุดงานมีความสำคัญในการล้มมูรซี่ด้วย และไปควบคู่กับการออกมาชุมนุมของมวลชน 17 ล้านคน

     การต่อสู้ของกรรมาชีพคนทำงาน ประกอบไปด้วยการนัดหยุดงานและการยึดสถานที่ทำงานด้วย และครอบคลุมถึง คนงานขนส่งรวมถึงรถไฟ สนามบิน คลองซูเอส และท่าเรือ นอกจากนี้มีการนัดหยุดงานในภาคอุตสาหกรรม ปูนซีเมน และภาคบริการ แม้แต่กองกำลังตำรวจปราบจลาลจล ที่ประกอบไปด้วยคนจนที่ถูกเกณฑ์มาจากชนบท ก็เริ่มออกมาประท้วงรัฐบาล

     ท่ามกลางกระแสการต่อสู้แบบนี้ มีการก่อตั้งสภาแรงงานใหม่ที่อิสระจากรัฐ เพราะในสมัยเผด็จการมูบารักรัฐควบคุมสภาแรงงานอย่างเบ็ดเสร็จ ในขณะเดียวกันมีการสร้างเครือข่ายแรงงานในรูปแบบกลุ่มย่านอุตสาหกรรม เพื่อประสานงานการต่อสู้ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ในระดับรากหญ้า กลุ่มย่านแบบนี้ถูกสร้างขึ้นในซูเอส และซาดัดซิตตี้

     ถึงแม้ว่าการก่อตั้งสภาแรงงานอิสระเป็นก้าวสำคัญ แต่สองรูปแบบการจัดตั้ง คือสภาแรงงานอิสระ กับเครือข่ายกลุ่มย่าน เริ่มขัดแย้งและสวนทางกัน เพราะสภาแรงงานมักหันมาเน้นผลประโยชน์ของสภาและประเด็นเศรษฐกิจ ผู้นำก็เริ่มมีลักษณะ ข้าราชการด้วย แต่เครือข่ายกลุ่มย่านนำโดยคนงานรากหญ้าและผสมประเด็นการเมืองกับเรื่องปากท้อง เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ผู้นำแรงงานในสภาอิสระเริ่มหลงรักองค์กรแรงงานสากล เช่น ITUC, AFL-CIO และองค์กรแรงงานยุโรป นักเคลื่อนไหวแรงงานผู้หนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เราไม่ต้องการให้องค์กรแรงงานสากลเข้ามาเชิญผู้นำแรงงานของเราไปสัมมนาต่างประเทศ เพราะเราต้องการสร้างขบวนการแรงงานรากหญ้าที่เข้มแข็ง ไม่ใช่สร้างผู้นำข้าราชการ

(ข้อมูลจาก Egypt: The Workers Advance. โดย Philip Marfleet ใน International Socialism Journal, Summer 2013)

--

Giles Ji Ungpakorn

UK mobile:+44-(0)7817034432

UK landline +44(0) 1865-422117

http://redthaisocialist.com/

สภาชูรอเทศบาลตำบลบุดีกับการพัฒนาการศึกษาชุมชนด้วยวิถีชุมชน

 

เรียบเรียงโดย :  อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ฝ่ายวิชาการโครงการพัฒนาเครือข่ายตำบลสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้

Shukur2003@yahoo.co.uk

 

ด้วยพระนามของอัลลอฮ.ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนฑูตมูฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

 

      คำว่า "บุดี" เป็นชื่อของตำบล หมายถึง ต้นโพธิ์ ซึ่งเดิมมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่และเป็นที่ยอมรับของประชาชน จึงได้ตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า "บูดี" ซึ่งเป็นภาษามลายู ต่อมาแผลงเป็นภาษาไทยว่า "บุดี" จนกระทั่งทุกวันนี้ 

            ตำบลบุดีแบ่งการปกครองออกเป็น 8 หมู่บ้าน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 23.408 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 14,375 ไร่ 

             อาณาเขตตำบล :

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบันนังสาเรง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลโกตาบารู อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 

 

 แผนที่ตำบลบุดี

                 

                 

สภาพเศรษฐกิจของตำบลบุดี

 

       อาชีพ ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทางด้านเกษตรกรรม ได้แก่ การทำสวนยางพารา ทำนา ทำสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน ลองกอง เป็นต้น

           รายได้เฉลี่ยต่อคน เฉลี่ยประมาณ 37,101 บาท/คน/ปี

 หน่วยธุรกิจในเขต ตำบล

 

           ปั๊มน้ำมันและก๊าซ 2 แห่ง

           โรงงานอุตสาหกรรม 5 แห่ง

           โรงสี 11 แห่ง

สภาพทางสังคม

 

          เป็นผู้มีเชื้อสายไทยทั้งหมด ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ประมาณร้อยละ 98.67 และนับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 1.33 ภาษาที่ใช้ ได้แก่ ภาษามลายูพื้นเมือง ภาษาไทยกลางและภาษาท้องถิ่นภายใต้ การดำเนินชีวิตเป็นไปในรูปแบบสังคมชนบท คือนิยมอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเครือญาติ มีความผูกพันกันทางภาษาและศาสนา

การศึกษา

                            โรงเรียนประถมศึกษา 5 แห่ง

                            โรงเรียนมัธยมศึกษา 2 แห่ง

                            สถาบันอุดมศึกษา 1 แห่ง

                            ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 2 1 แห่ง

               สถาบันและองค์กรทางศาสนา

                            มัสยิด 14 แห่ง

               สาธารณสุข

                            สถานีอนามัยประจำตำบล/หมู่บ้าน 2 แห่ง

 

               ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

                            ตำบลบุดี มีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนประมาณ 1,646 ไร่

               ประชากร

                            ในปี พ.ศ.2551 มีประชากร 9,794 คน โดยแยกเป็นผู้ชาย 4,846 คน เป็นผู้หญิง 4,948 คน จำนวนครัวเรือน 2,117 ครัวเรือน ขนาดสมาชิกในครอบครัวโดยเฉลี่ยประมาณ 5 คนต่อครอบครัว                   

 

แนวคิดหลักการพัฒนาชุมชนด้วยกระบวนการชูรอ

 

                เทศบาลตำบลบุดี   อำเภอเมือง    จังหวัดยะลา   ใช้กระบวนการชูรอ ใน การพัฒนาและดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อมาจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ในตำบล  ด้วยกิจกรรมหลัก 3  กิจกรรม คือกิจกรรมการศึกษาคัมภีร์อัลกุรอานด้วยหลักสูตรกีรออาตีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก   กิจกรรมการศึกษาบูรณาการ/ตาดีกา  ฐานกิจกรรมศูนย์เด็กเล็ก  โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีจุดประสานงานในการส่งเสริมด้านคุณธรรมจริยธรรมของตำบลบุดี  ให้ความรู้ ทางด้านคุณธรรมจริยธรรมกับเยาวชนและประชาชน  ดำเนินกิจกรรมต่างๆในด้านคุณธรรมจริยธรรมของเยาวชนและประชาชนในชุมชน  สร้างความปรองดองให้เกิดในชุมชน  สร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชน  และแก้ปัญหาสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน

นิยามปฏิบัติการ  

                สภาชูรอ  หมายถึง  คณะทำงานชุดหนึ่งที่มีความเหมาะสมซึ่งได้รับการสรรหาจากหลากหลายองค์กร(ผู้นำศาสนา  ท้องถิ่น  ท้องที่  และอื่น ๆ )  โดยใช้กระบวนการชูรอในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเครือข่ายตำบลสุขภาวะในพื้นที่ 

                กระบวนการชูรอ  หมายถึง  การประชุม ปรึกษาหารือเพื่อหามติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการเครือข่ายตำบลสุขภาวะในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับศาสนบัญญัติ

 

 

การบริหารจัดการสภาชูรอตำบลสุขภาวะ

                ได้มาจากการที่ในชุมชนมีปัญหา จนนำไปสู่การประชุม วางแผน พบปะพูดคุยและได้เสนอรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาทำงานเป็นคณะกรรมการ ซึ่งเป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วนโดยพิจารณาจากคุณสมบัติ ดังนี้  มีภาวะความเป็นผู้นำ  มีความสามารถในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย    มีจิตอาสาในการพัฒนาชุมชน   เพื่อเป็นตัวแทนในการทำงานให้กับชุมชน สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการสภาชูรอมีดังนี้

 

คณะทำงานสภาชูรอตำบลสุขภาวะตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

 

ลำดับที่   ชื่อ สกุล  ตำแหน่งคณะกรรมการ  ชูรอตำบลสุภาวะ        ตำแหน่งทางสังคม

1.                            นายดาโอ๊ะ เจะดู   ประธานสภาชูรอ   นายกเทศมนตรีตำบลบุดี

2.                            นายสะมะแอ    ลือแมหะมะ รองประธาน           สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบุดี

3.                            นายยา   สามะ      รองประธาน           รองนายกเทศมนตรีบาลตำบลบุดี

4.                            นายวิโรจน์  อรุณรัตน์           เลขานุการ              ปลัดเทศบาล ทต.บุดี

5.                            นายสการียา     โต๊ะแว         เหรัญญิก               สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบุดี

6.                            นายอับโรอเม็ง  ยามา                          กรรมการ                สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบุดี

7.                            นายมะไลลา          มะดงแว  กรรมการ                สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบุดี

8.                            นายมะพีเยาะ   มะนุง           กรรมการ                สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบุดี

9.                            นายมะแกเสาะ  ดาละซู       กรรมการ                ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  หมู่ 3

10.                          นายมาเล๊ะ  บือราเฮง                           กรรมการ                ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  หมู่ 7

11.                          นายตอพา   อีแต                   กรรมการ                ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  หมู่ 6

12.                          นายอุสมาน   สะนิ                 กรรมการ                ประธานอิหม่าม

13.                          นายลุกมาน   อาแย                              ประชาสัมพันธ์       ประธานตาดีกา

14.                          นายดอรอแม    อีแต                              กรรมการ                ตัวแทนชุมชน

15.                          นายอาหะมะ   โดยี                               กรรมการ                ตัวแทนชุมชน

16.                          นายดอรอแมง  ดามาลี                         กรรมการ                ตัวแทนชุมชน

17.                          นายดนัย    ปะจิ                     กรรมการ                ตัวแทนชุมชน

18.                          . นายอุเซ็ง   วาเด็ง                                กรรมการ                ตัวแทนชุมชน

19.                          นายหนุ   ลายี                                        กรรมการ                ตัวแทนชุมชน

20.                          นายอาหามะ   อุกะอะ          กรรมการ                สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบุดี

21.                          นายสมศักดิ์  เหมรักษ์           ที่ปรึกษา                นักวิชาการศึกษา ทต.บุดี

 

 

           บทสรุปที่ได้จากการถอดบทเรียน

สำหรับการถอดบทเรียนการดำเนินงาน ได้ผลสรุปจากการถอดบทเรียนเป็นประเด็น ดังนี้

องค์กรที่ทำงานร่วมประเด็นสภาชูรอตำบลสุขภาวะ

                องค์กรที่ทำงานประเด็นชูรอตำบลสุขภาวะ ร่วมกันในเทศบาลตำบลบุดี  อำเภอเมือง จังหวัดยะลานั้น มีทั้งที่เป็นองค์กรหลักและองค์กรร่วม ซึ่งมีหน้าที่ในการดำเนินงาน มีดังนี้

องค์กรหลัก

                1. ศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาเครือข่ายตำบลสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้สาขายะลา เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวกลางในเชื่อมประสาน  นิเทศติดตาม ให้คำปรึกษาตลอดจนสนับสนุนงบประมาณและจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับสภาชูรอ เพื่อดำเนินงานการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะด้วยวิถีศาสนธรรม อย่างมีประสิทธิภาพ

                2. สภาชูรอตำบลสุขภาวะ เป็นคณะทำงานที่ได้รับการสรรหาจากผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น  ผู้นำท้องที่  ผู้นำทางธรรมชาติ  ผู้นำทางการศึกษา  กลุ่มสตรี  อาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐานประจำหมู่บ้าน    (อสม.) แกนนำเยาวชน พนักงานราชการ และตัวแทนชุมชน โดยใช้กระบวนการชูรอ เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนใน 2 กิจกรมหลักคือ กีรออาตี และ ศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก ซึ่งเป็นระบบการศึกษา ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว  กล่าวคือ กีรออาตีผู้ใหญ่  ผู้ใหญ่มีความต้องการอยากเรียน  โดยโต๊ะครูในหมู่บ้านเป็นคนสอน โดยผ่านกิจกรรมการศึกษาดูงาน การจัดอบรมเพื่อให้เกิดการสอนกีรออาตีผู้ใหญ่  ศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก เพื่อเพิ่มพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์และสติปัญญาของเด็กๆ

ในขณะที่การสนับสนุนให้ชุมชนเกิดระบบการจัดการสุขภาวะประเด็นการศึกษาของโรงเรียนตาดีกานั้นจะดำเนินการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2554

องค์กรร่วม

1.            คณะกรรมการมัสยิด  เป็นบุคคลที่คอยส่งเสริม สนับสนุนในการทำกิจกรรมต่างๆ  และเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ทางด้านศาสนาภายในชุมชน

2.            องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ มีความใกล้ชิดและเข้าใจถึงสภาพปัญหา สภาพพื้นที่เป็นอย่างดี และเป็นหน่วยงานที่คอยให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาวะชุมชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

3.            โรงเรียนต่างๆ  เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมด้านการเผยแพร่ความรู้  ความเข้าใจ ให้กับคนในชุมชน และสนับสนุนบุคลากรของโรงเรียนในการทำงานร่วมกับชุมชน

 

จะเห็นได้ว่า การขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะตามวิถีศาสนธรรมนั้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ องค์กรทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งการทำงานในลักษณะของพหุภาคีที่เป็นความร่วมมือกันของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการมัสยิด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน ที่เข้ามาร่วมกันทำงานโดยมีศูนย์ประสานโครงการ เป็นองค์กรหลักที่ทำให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปอย่างหลากหลายบนฐานความร่วมมือในลักษณะของพหุภาคี ดังนั้น องค์กรที่ทำงานร่วมด้านนี้จึงมีลักษณะของความร่วมมือที่หลากหลาย ดังภาพต่อไปนี้ 

กิจกรรมขับเคลื่อนการดำเนินงาน

                กิจกรรมที่ขับเคลื่อนด้านนี้นั้น เป็นรายละเอียดเนื้องานที่องค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนได้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานด้านสุขภาวะให้มีประสิทธิภาพ จากการศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งทำให้เห็นภาพการปฏิบัติออกมาใน 2 ลักษณะ คือ

ลักษณะที่ 1 กิจกรรมแนวรับ เป็นกิจกรรมหลักที่สภาชูรอตำบลสุขภาวะของตำบลบุดี ได้ดำเนินการอยู่ ส่วนมากจะเป็นการประชุมเพื่อขับเคลื่อนงาน แต่ยังขาดการประเมินและติดตามผลการดำเนินงาน

                ลักษณะที่ 2 กิจกรรมเชิงรุก เป็นกิจกรรมที่เน้นในเรื่องการศึกษาดูงาน การประชุม อบรม จะรณรงค์และจัดนิทรรศการวันสำคัญต่าง ๆ ในต้นปี 2555

ดังนั้น กิจกรรมที่งานด้านนี้ได้ดำเนินการอยู่นั้นประกอบด้วยกิจกรรมทั้งเชิงรุกและแนวรับ ดังภาพต่อไปนี้

เครื่องมือและกลไกการทำงาน

                การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะด้วยกระบวนการชูรอ ของตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ที่ผ่านมาได้อาศัยความร่วมมือจากองค์กรต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสามารถสรุปเครื่องมือและกลไกหลักที่ใช้ขับเคลื่อนงานได้ ดังต่อไปนี้

1)            ตำบลสุขภาวะทีม เป็นทีมงานที่ร่วมขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะด้วยวิถีศาสนธรรม ทั้งหมดในตำบล ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการมัสยิด  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสำนักงานโครงการพัฒนาเครือข่ายตำบลสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ สาขายะลา เป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นทีมปฏิบัติการด้านสุขภาวะทีม  (Health  Team)

2)            ระบบทุนข้อมูลตำบล  เป็นข้อมูลด้านประชากร คนสำคัญ  ผู้นำ คนเก่งและอาสาสมัคร ซึ่งมีตำแหน่งทางการ ความชำนาญ ความสามารถพิเศษ การทำประโยชน์ต่อชุมชน ข้อมูลแหล่งเรียนรู้ พื้นที่เรียนรู้  หน่วยงาน  องค์กรและสถาบันที่ทำงานในชุมชน ข้อมูลทุนเงินตำบล  ข้อมูลทรัพยากรและแหล่งประโยชน์ ข้อมูลการสื่อสาร  การได้รับข้อมูล การให้ข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล ข้อมูลการดูแลสุขภาพ ปัญหาสุขภาพและบริการ  ข้อมูลสิ่งแวดล้อม ข้อมูลเศรษฐกิจ  ข้อมูลการเมืองการปกครอง ที่นักวิจัยชุมชนได้เข้าไปสำรวจข้อมูล

3)            ผู้นำชุมชน โรงเรียน นักเรียนและปราชญ์ชาวบ้าน เป็นกลุ่มผู้นำที่คอยทำหน้าที่ในการเอื้ออำนวยให้การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของสภาชูรอให้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

4)            องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นองค์กรที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ (ชุมชนหมู่บ้าน) มากที่สุด ทำให้ทราบข้อมูล ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถเอื้อข้อมูลต่อการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี

5)            เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดำเนินของสภาชูรอตำบลบุดี ได้มีการจัดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  การถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานและการดำเนินกิจกรรม ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังเป็นเสริมแรงเชิงบวกในการปฏิบัติพร้อมกันนี้ยังเป็นการลดแรงต้านทานเชิงลบ เพราะกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกัน เกิดความเอื้ออาทร เกิดความรู้สึกถึงความเป็นกลุ่มเดียวกัน จนสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้

6)            แผนปฏิบัติงาน   การดำเนินของสภาชูรอตำบลบุดี ได้มีการจัดแผนปฏิบัติงานเพื่อให้การดำเนินงานของสภาชูรอได้มีการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนดไว้

                ดังนั้น เครื่องมือและกลไกในการดำเนินงานของสภาชูรอทั้ง 6 ประการนั้นสามารถทำหน้าที่ในแต่ละจุด แต่ละเรื่อง แต่ละพื้นที่ แล้วแต่องค์กรร่วมขับเคลื่อนว่าจะต้องใช้เครื่องมือและกลไกใดในการขับเคลื่อนประเด็นใด แต่ทั้ง 6 เครื่องมือที่ใช้เพื่อปฏิบัติงานของสภาชูรอตำบลสุขภาวะตำบลบุดี ได้สะท้อนออกมาให้เห็นดังภาพต่อไปนี้ (แผนภาพที่ 3)

 

 กระบวนการทำงาน

                กระบวนการทำงานของสภาชูรอตำบลสุขภาวะตำบลบุดี มีทั้งกระบวนการเชิงรับและกระบวนการเชิงรุกที่ผสมผสานอยู่ด้วยกันซึ่งสามารถอธิบายกระบวนการทำงานได้ดังต่อไปนี้

                กระบวนการที่ 1 เป็นกระบวนการประชุมโดยใช้กระบวนการชูรอซึ่งมีทั้งประชุมสภาชูรอและประชุมกลุ่มเพื่อขับเคลื่อนงาน

กระบวนการที่ 2 ศึกษาดูงานจากหลายๆพื้นที่ เช่นเทศบาลตำบลปริก อำเภอสะเดา  จังหวัดสงขลา  ศูนย์เรียนรู้ชุมชนตำบลโล๊ะจูด อำเภอแว้ง  จังหวัดนราธิวาส

                กระบวนการที่ 3 ถอดบทเรียน เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหลายระดับ ระดับกลุ่มกับกลุ่ม กลุ่มภายในกับกลุ่มภายนอก  ตำบลกับตำบล  จังหวัดกับจังหวัด 3 เวที คือ ปัตตานี สงขลาและนราธิวาส

                กระบวนการที่ 4 เป็นกิจกรรมอบรมคณะทำงานและจะจัดวันสำคัญทางศาสนา รณรงค์ในโอกาสต่าง ๆและแสดงนิทรรศการ ในต้นปี 2555

กระบวนการทำงานทั้ง 4 กระบวนการเป็นแนวทางการปฏิบัติที่สภาชูรอตำบลสุขภาวะตำบลบุดี ได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งในความเป็นจริงทั้ง 4 กระบวนการนั้นไม่ได้แตกแยกออกจากกัน หากแต่เกื้อหนุนกันอยู่ในลักษณะปฏิบัติการ แต่ที่ถอดออกมาเพื่อให้เห็นภาพการปฏิบัติงาน ดังนั้นกระบวนการทำงานทั้ง 4 นั้นจึงสามารถขับเคลื่อนไปด้วยกันได้  

พื้นที่ และกลุ่มเป้าหมายในการปฏิบัติงาน

                การปฏิบัติงานของสภาชูรอตำบลสุขภาวะ ตำบลบุดีเป็นการดำเนินงานผ่านพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่เห็นได้ชัดเจนจากผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานของกิจกรรมเชิงรับและเชิงรุก ทำให้สามารถประมวลผลการปฏิบัติงานได้ว่าสภาชูรอตำบลสุขภาวะ ตำบลบุดี ดำเนินการผ่านกลุ่มใดบ้าง ดังต่อไปนี้

1)  กีรออาตี มีครูกีรออาตี ประชาชนในตำบลบุดี เป็นพื้นที่เป้าหมาย ส่วนกลุ่มเป้าหมายกีรออาตี คือชาวบ้านและเยาวชนในตำบลบุดี

2) ศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก มีพื้นที่เป้าหมาย คือ ศูนย์พัฒนาการเด็กเล็กในตำบลบุดี   กลุ่มเป้าหมายคือ เด็กเล็กในตำบลบุดี  

ในขณะที่การสนับสนุนให้ชุมชนเกิดระบบการจัดการสุขภาวะ ประเด็นการศึกษาของโรงเรียนตาดีกานั้นจะดำเนินการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2554

จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานของสภาชูรอตำบลสุขภาวะ ตำบลบุดี เป็นการดำเนินงานร่วมกับ กลุ่มประชาชน กลุ่มเยาวชน เด็กเล็ก  และอื่น ๆ อีกมากมายทั้งที่อยู่ในชุมชน หมู่บ้าน

                จากการศึกษาถอดบทเรียนพบว่า เงื่อนไขปัจจัยที่ทำให้การดำเนินงานของสภาชูรอตำบลสุขภาวะ เทศบาลตำบลบุดี ที่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ปรากฏว่าองค์ประกอบที่สำคัญของการดำเนินต้องมีส่วนประกอบทั้งหมด 5 ส่วนด้วยกัน คือ องค์กรที่ทำงานร่วมประเด็นสภาชูรอตำบลสุขภาวะ กิจกรรมขับเคลื่อนการดำเนินงาน เครื่องมือและกลไกในการทำงาน กระบวนการทำงาน พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมาย สุดท้ายเกิดผลลัพธ์ที่กลายเป็นความภาคภูมิใจในการดำเนินงานของสภาชูรอตำบลสุขภาวะ ตำบลบุดี โดยองค์กรร่วมขับเคลื่อนจะเป็นตัวหลักที่จะขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมการดำเนินงานของสภาชูรอตำบลสุขภาวะ ตำบลบุดี โดยอาศัยเครื่องมือและกลไก กระบวนการทำงาน และพื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ จะเห็นได้ว่า การดำเนินงานของสภาชูรอเทศบาลตำบลสุขภาวะตำบลบุดี เป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยใช้กระบวนการชูรอตามวิถีศาสนธรรมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะในการจัดการกับปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยมีแกนนำจากทุกภาคส่วน เช่น ผู้นำศาสนา  ผู้นำท้องถิ่น  ผู้นำท้องที่และตัวแทนภาคประชาชน เพื่อให้เกิดพลังร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน จากภาพจะเห็นได้ว่า การดำเนินงานของสภาชูรอตำบลสุขภาวะตำบลบุดี ที่ผ่านมานั้นประกอบด้วย 3 กิจกรรม ซึ่งแต่ละกิจกรรม มีกระบวนการดำเนินงานที่แตกต่างกัน แต่มีพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายเดียวกันโดยอาศัยเครื่องมือและกลไกต่าง ๆ ในการจัดดำเนินการกิจกรรมของตนจนสามารถนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยใช้กระบวนการชูรอตามวิถีศาสนธรรมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนเกิดสังคมที่เป็นสุขได้

 

ข้อเสนอแนะนโยบายสาธารณะ

1.            ข้อเสนอแนะต่อองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (เทศบาลตำบลบุดี)

1. ควรให้มีการผลักดันให้กิจกรรมของสภาชูรอตำบลสุขภาวะไปอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ของ เทศบาลตำบลบุดี

2. ควรให้การสนับสนุนและเผยแพร่และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

               3. ควรมีการนำการเรียนการสอนกีรออาตีสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่เข้าสู่แผนยุทธศาสตร์ของเทศบาลตำบลบุดี

                     4. ควรนำกระบวนการชูรอไปใช้ในเวทีประชาคม 

 

2.            ข้อเสนอแนะต่อศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

1.            ควรนำกระบวนการชูรอในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่จะเข้าสู่การพัฒนาชุมชนมุสลิมใน

จังหวัดชายแดนภาคใต้

2.            ควรสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการและงบประมาณ เรื่องการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน

3.            ควรสนับสนุนให้ชุมชนอื่นๆได้มาดูงานการจัดการเรียนการสอนกีรอาตีสำหรับผู้ใหญ่ที่ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา  ในขณะเดียวกันสนับสนุนการวิจัยชุมชนเพื่อเป็นฐานการพัฒนาในแต่ละด้าน

 

                3.  ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล

                      1. ควรมีนโยบายให้เกิดกระบวนการชูรอในทุกมิติและองค์การที่เกี่ยวกับมุสลิม

                2.  ควรมีนโยบายขับเคลื่อนการศึกษาบูรณาการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตโดยเฉพาะการศึกษาทางเลือกให้เป็นรูปธรรม

                3.  ควรมีการส่งเสริมทางด้านสุขภาพทางเลือกให้กับประชาชน

      4.  ควรกำหนดให้มีการอนุรักษ์ส่งเสริมวิถีวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับหลักศาสนาของชุมชนเป็น      วาระแห่งชาติ

                      5.  ควรกำหนดนโยบายการศึกษาอัลกุรอ่านสำหรับผู้ใหญ่และหนุนเสริมการทำความเข้าใจหลักคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานเพื่อนำไปสู่สันติสุขของชุมชนอย่างแท้จริง

เรื่องเล่าจากฮ่องกง ตอน Domestic helpers in Hong Kong

กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมายสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ[1]

27 พฤษภาคม 2556


                หากใครเคยเดินไปแถวเขต Central ที่เกาะฮ่องกง เดินออกมาจากMTR exit A ในวันอาทิตย์ แม้ว่าอากาศจะเหน็บหนาวสักเพียงใด จะเห็นคนจำนวนมากที่ไม่น่าจะใช่คนฮ่องกงนั่งพูดคุยบ้าง ล้อมวงทานข้าวบ้าง บางคนมีกล่องลังกระดาษมากั้นลมหนาว ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่ชินตาสำหรับคนฮ่องกง ไม่ใช่เฉพาะที่นี่เท่านั้น ตามสวนสาธารณะต่างๆ เราก็จะพบเห็นคนเหล่านี้เช่นกัน ฉันมาทราบภายหลังว่า คนเหล่านี้เป็นแรงงานต่างด้าวประเภทที่เรียกว่า “Domestic helpers” หรือจะเรียกในภาษาไทยว่า “ผู้ช่วยแม่บ้าน”

                ผู้ช่วยแม่บ้านในฮ่องกงจำนวนมากมาจากประเทศฟิลิปปินส์ รองลงมาคืออินโดนีเซีย และลำดับสามคือประเทศไทย

                ฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณ Rey Asis เจ้าหน้าที่จาก APMM  (Asia-Pacific Mission for Migrants) Rey เล่าให้ฉันฟังว่าคนฟิลิปปินส์มาเป็นผู้ช่วยแม่บ้านที่นี่เยอะมาก เป็นหลักแสน เนื่องจากนายจ้างพอใจที่คนฟิลิปปินส์พูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งแรงงานในฮ่องกงนั้นจะเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายทั้งหมด จะไม่มีแรงงานนอกระบบเลย และนายจ้างก็ไม่กล้าจ้างแรงงานผิดกฎหมาย เพราะค่าปรับที่ฮ่องกงสูงมาก ไม่คุ้มกับความเสี่ยง แรงงานจะเดินทางเข้ามาโดยมีหนังสือเดินทางและวีซ่าตามประเภทงานที่ทำ ใบอนุญาตทำงาน (work permit) และอยู่ได้ตามระยะเวลาในสัญญาจ้าง หากใครอยู่เกินกำหนดเวลาที่อนุญาตไว้ ก็จะถูกกักขังและส่งออก

                Rey แนะนำฉันให้ไปคุยกับพี่บังอร สอนธรรม ซึ่งเป็นประธาน สมาคมรวมไทยในฮ่องกง Thai Regional Alliance in Hong Kong และแล้วบ่ายวันอาทิตย์ฉันมาพบพี่บังอรที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่เก๋าหล่งเซ่ง หรือ Kowloon city ที่แห่งนี้ฉันได้พบเจอผู้ช่วยแม่บ้านคนไทยจำนวนมาก ทางเครือข่ายฯ จะมีกิจกรรมทุกวันอาทิตย์ มีสอนภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกวางตุ้ง และบางทีก็มีกิจกรรมอื่นๆ บ้างตามโอกาส และที่สวนเล็ก Rose Garden มีจุดนัดพบกับอาสาสมัครแรงงานไทยในฮ่องกง เพื่อติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร ซึ่งเป็นบริการของสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง จะมีแรงงานไทยนั่งล้อมวงพูดคุย ทานข้าว ขายของจากเมืองไทย เช่น น้ำพริก ข้าวเหนียว วัตถุดิบทำอาหาร และรายรอบไปด้วยร้านอาหารไทยจำนวนมาก ทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ ป้ายชื่อร้านเป็นภาษาไทย สำหรับคนอยู่ไกลบ้านห่างเมืองแบบนี้ การได้มาพบปะพูดคุยภาษาเดียวกัน หัวอกเดียวกัน กับเพื่อนร่วมชาติเสียงพูดคุย ปนเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม แค่นี้คงทำให้เพิ่มพลังที่จะทำงานและอาศัยอยู่ต่างแดนต่อไป

แรงงานไทยในฮ่องกงมีประมาณ สองหมื่นกว่าคน แบ่งประเภทได้เป็น 3 ประเภท คือ

1.               แรงงานผู้เชี่ยวชาญ (Employment as Professional)

2.               การนําเข้าแรงงานต่างชาติ (Employment as Imported Workers) ภายใต้โครงการเสริมด้านแรงงาน (Supplementary Labour Scheme) (SLS)

3.               แรงงานผู้ช่วยแม่บ้าน (Employment as Domestic Helpers from Abroad) มีกําหนดระยะเวลาการจ้างงานคราวละ 2 ปีและนายจ้างสามารถต่อสัญญาจ้างต่อไปได้อีกโดยไม่จํากัดระยะเวลา อัตราค่าจ้างเดือนละ 3,740 เหรียญฮ่องกง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2554 โดยนายจ้างต้องจัดที่พักและอาหารให้กับลูกจ้าง หากไม่จัดอาหารให้ ต้องจ่ายค่าอาหารให้แก่ลูกจ้างไม่ต่ำกว่าเดือนละ 775 เหรียญฮ่องกง[2]

 

สำหรับผู้ช่วยแม่บ้านที่มาจากเมืองไทย ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะแรงงานไทยไม่สามารถสื่อสารกับนายจ้างได้ พูดกวางตุ้งไม่ได้ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้มีปัญหาในการสื่อสาร แม้ว่านิสัยของแรงงานไทยจะเป็นที่พอใจของนายจ้างก็ตาม คนที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่อยู่ที่นี่มานาน พูดภาษากวางตุ้งได้แล้ว ต่อสัญญากับนายจ้างเรื่อยๆ โดยปัจจุบันสัญญาจ้างผู้ช่วยแม่บ้าน มีระยะเวลา 2 ปี โดยหากทำงานกับนายจ้างคนเดิมเกิน 5 ปีติดต่อกันแล้วนายจ้างให้ออก ผู้ช่วยแม่บ้านคนนั้นมีสิทธิได้รับเงินที่เรียกว่า long service และหากถูกเลิกสัญญาแล้วสามารถอยู่ในฮ่องกงต่อได้เพียง 14 วันเท่านั้น แม้ว่าจะเหลือระยะเวลาที่อนุญาตไว้ในวีซ่ามากกว่านี้ แต่ถ้าหากเป็นแรงงานอาชีพอื่น หากถูกเลิกจ้าง แต่ระยะเวลาที่อนุญาตในวีซ่ายังเหลือ สามารถอยู่ได้จนสิ้นสุดการอนุญาต

สวัสดิการอื่นๆ ของผู้ช่วยแม่บ้าน เช่น ในเรื่องการรักษาพยาบาล นายจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบในค่ารักษาพยาบาลของผู้ช่วยแม่บ้าน ซึ่งแตกต่างจากแรงงานประเภทอื่น ที่สามารถซื้อประกันด้วยตัวเอง และมีกองทุนที่เรียกว่า Mandatory provident fund (MPF)

หรือในกรณีที่แม้จะอาศัยอยู่ในฮ่องกงต่อเนื่องเกิน 7 ปี ผู้ช่วยแม่บ้านก็ไม่สามารถมีสิทธิยื่นคำร้องขอสิทธิอาศัยถาวร Hong Kong Permanent Residence ได้ เพราะเป็นอาชีพที่อยู่ในข้อยกเว้นตาม Section 2(4) of the Immigration Ordinance[3]ข้อกฎหมายและทางปฏิบัตินี้ได้ถูกยืนยันอีกครั้งโดยคำพิพากษาในคดี FACV Nos 19&20 of 2012 in the court of final appeal of the Hong Kong Special Administrative Region

ชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ไม่ได้สุขสบาย ทั้งยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาการสื่อสาร วัฒนธรรม ในการใช้ชีวิตในต่างแดน แต่ก็ต้องอดทน เพราะแบกภาระทางบ้านไว้เยอะ เหมือนกับที่ชาวบ้านชอบพูดว่า “มาตกทอง” แต่ถ้าใครไม่ได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้คงไม่รู้ว่า กว่าจะได้เงินมานั้นลำบากเพียงใด

 




[1] บทความนี้เขียนขึ้นในขณะที่เป็นนักกฎหมายฝึกงานที่ Asian Human Rights Commission-AHRC เมื่อ 11 มกราคม – 10 พฤษภาคม 2556

[2] http://www.thai-consulate.org.hk/internet/attachments/640.pdf

[3]http://www.legislation.gov.hk/blis_pdf.nsf/6799165D2FEE3FA94825755E0033E532/ED717360D64A043E482575EE003DBF1A/$FILE/CAP_115_e_b5.pdf

เด็กเร่ร่อนยังคงอยู่

สถานการณ์และสภาพปัญหา                  

 

จากสถานการณ์ประเทศไทยที่ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมานั้นส่งผลกระทบโดยรวมสู่ประชากรทุกระดับชั้น ทำให้เกิดสภาพของปัญหาสังคมที่มีอยู่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยากจนและด้อยโอกาส ที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด อพยพเข้ามาแสวงหางานทำในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร จึงเกิดความหลากหลายของปัญหาและอาชีพ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ย่านชุมชนแออัด ริมคลอง ริมทางรถไฟ ใต้สะพาน สะพานลอย ที่สาธารณะ สถานีขนส่ง เป็นต้น และหรือที่รู้จักกันในนาม เด็กเร่ร่อน คนไร้ที่พึ่ง คนพเนจร ขอทาน และที่พบมากอีกกลุ่มคือ ครอบครัวเร่ร่อน กลุ่มคนเหล่านี้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นปัญหาต่อสังคม กล่าวคือมีพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตที่เสี่ยงและเกี่ยวพันกับเรื่องการแพร่ระบาดยาเสพติด โรคเอดส์ มั่วสุมอบายมุขต่าง ๆ เป็นกลุ่มมิจฉาชีพ ก่ออาชญากรรม มีพฤติกรรมที่รุนแรง ชอบความเป็นอิสระ หรือบางครั้งต่อต้านสังคม จากพฤติกรรมดังกล่าวก็เพื่อได้มาในปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพถึงแม้จะต้องเสี่ยงกับภัยอันตรายหรือความปลอดภัยต่อชีวิตแต่ก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า จึงเกิดปัญหาต่อสังคมดังกล่าว รวมทั้งการขาดความรู้ ด้อยโอกาสทางการศึกษา ไร้ญาติมิตร ตลอดจนมีปัญหาจากครอบครัวแตกแยกขาดความรักความอบอุ่น เร่ร่อนอยู่ในสังคมกับกลุ่มต่าง ๆ แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2545 แต่สภาพปัญหากลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น สืบเนื่องมาจากการแข่งขันกันประกอบอาชีพ ทำให้ พ่อแม่ ไม่มีเวลาให้กับเด็กและเยาวชนในครอบครัว เด็กและเยาวชนจึงมีความรู้สึกขาดความอบอุ่น ขาดที่ปรึกษาพูดคุย หันไปรวมกลุ่มกันเพิ่มมากขึ้น แต่ อยู่ในรูปแบบของการเร่ร่อนแอบแฝงมากยิ่งขึ้น   

 

เด็กเร่ร่อนบริบทที่เปลี่ยนไป                

 

เด็กเร่ร่อนในทุกวันนี้ พฤติกรรมการดำรงชีวิตได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก จากที่มีเพียงอาชีพ ขอทาน ขายดอกไม้ ขายทิชชู่ และเนื้อตัวสกปรกมอมแมม พักอาศัยตามซอกหลืบที่สาธารณะต่าง ๆ ปรับมาสู่การดำรงชีวิตใกล้เคียงกับคนปกติมากยิ่งขึ้น แต่ การได้มาของรายได้ กลับทวีความรุนแรงและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เด็กหลายคนก้าวเข้าสู่ขบวนการค่ายาเสพติด ในฐานะ ของ ผู้เสพ เด็กเดินยา หรือบางคน เป็นถึงเอเยนต์ค้ายา เนื่องมาจาก ขบวนการยาเสพติด ต้องการจะหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีบ้างที่เด็กเร่ร่อนบางคนบางกลุ่ม ที่พัฒนาตัวเองและ ก้าวสู่เส้นทางที่ดีกว่าวิธีการดังกล่าวข้างต้นในการดำรงชีวิต แต่ มีการพัฒนาตัวเองในด้านทักษะต่าง ๆ บางคน เป็นพนักงานขับรถท่องเที่ยว พานักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวระยะไกล จากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดภาคใต้ บางคน บางกลุ่มรวมตัวกันฝึกฝนกิจกรรมทางศิลปะ แล้วนำไปจำหน่ายเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง 

 

 

 ความร่วมมือจากสังคม 

 

ในขณะเดียวกันสังคมที่เด็กต้องอาศัยอยู่ต่อไปเองก็ต้องมีมาตรการในการรองรับการคืนกลับเด็กเข้าสู่สังคม ภายหลังที่เด็กได้รับการฟื้นฟูสภาพจิตใจ และพัฒนาศักภาพ  และพร้อมที่จะกลับสู่ ครอบครัว ชุมชน สังคม ที่เขาอาศัยอยู่ สังคมเองต้องไม่ตัดสิน แบบตีตรา หรือพิพากษาเด็ก กล่าวคือต้องให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองของเด็ก และที่สำคัญต้องยอมรับในศักยภาพที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ต้องยอมรับว่า เด็กมีความพร้อมจริง ๆ ที่จะกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมอย่างปกติ และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการพัฒนาชุมชน สังคม ที่เด็กอยู่ร่วมด้วย  ความต้องการและการแก้ไขจากภาครัฐ ถ้าถามว่าภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทอย่างไรในปัญหานี้ แน่นอนที่สุด    รับต้องเข้ามาสร้างกลไกในการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง การสร้างทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลายเหมาะสมกับเด้กที่มีความต่างในความสนใจด้านการเรียนรู้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กส่วนหนึ่ง ที่ต้องออกมาเร่ร่อน ตามที่สาธารณะนั้น นอกจากจะมีความไม่สบายใจเมื่ออยู่กับครอบครัวแล้ว ยังมีส่วนหนึ่งมีความเบื่อหน่ายในระบบการเรียนรู้ที่มีอยู่น้อยเช่นในปัจจุบัน จึงทำให้เลือกที่จะออกมาเรียนรูกับโลกกว้างภายนอก นอกจากนี้รัฐจำเป็นต้องสร้างงานที่หลากหลายเหมาะสมกับศักยภาพที่เด็กมีและต้องสนับสนุนในการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มรายได้ขยายฐานของลูกค้า ตลอดจนส่งเสริมในการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนารูปแบบสินค้าหรือบริการเมื่อเด้กได้คินค้น และ ดำเนินอาชีพตามที่ตนเองถนัดแล้ว เพื่อป้องกัน การเกิดใหม่ของครอบครัวเร่ร่อนถาวร อีกทั้ง ด้านการส่งเสริม รัฐสวัสดิการ ที่ มีความจำเป็นต้องส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของสังคมสามารถเข้าถึง รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม และที่สำคัญ ต้องมีการส่งเสริมในการค้นหาและแก้ไขปัญหานี้ที่ต้นตอโดยตรง 

 

 กลไกทางสังคมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา                 

 

กลไกหนึ่งที่มีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อน ที่นอกเหนือจากกลไกทางภาครัฐและสังคมที่ต้องได้รับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมแล้ว กลไกอีกประการหนึ่งที่สำคัญ เห็นจะหนีไม่พ้น กลไกทางสังคม ที่ภาคเอกชน ทั้งที่แสวงหากำไร และองค์ที่ไม่แสวงหากำไร ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมและงบประมาณที่จะนำไปขับเคลื่อนการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่น ให้ได้ขับเคลื่อนไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนช่องทางในการประกอบอาชีพ และ การสนับสนุนทุนในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กโดยตรง ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวที่ควรจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

 

  ทางออกสุดท้ายอยู่ที่ครอบครัว 

 

แล้วอะไรล่ะคือต้นตอปัญหานี้ คำตอบที่เป็นอมตะตลอดกาลก็คือ ครอบครัวนั่นเอง ทำไมถึงต้องโยนไปให้ครอบครัว  ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าครอบครัวคือสถาบันแรก ที่เด็กซึมซับและเรียนรู้จากครอบครัว แทบจะเรียกได้ว่าครอบครัวเป็นอย่างไรเด็กก็จะเป็นแบบนั้นเลยทีเดียว แล้ว ครอบครัวจะช่วยลดปัญหาสังคมได้อย่างไร นี่ล่ะคือเรื่องใหญ่ที่ครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสบาย ๆ เพียงแต่ให้ความใส่ใจในการมีส่วนร่วมกับปัญหานี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ เท่านั้นครอบครัวจะทำอะไรได้บ้าง ครอบครัว หรือคนในครอบครัวต้องเข้าใจก่อน นะว่าเด็กคือสมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งของครอบครัวไม่เพียงวัตถุในครัวเรือนที่ใครจะ ทำอะไรก็ได้โดยไม่ใส่ใจความรู้สึกของเด็ก พ่อหรือแม่ต้องรู้ว่าเด็กในวัยต่าง ๆ ต้องการอะไรแล้วลองนึกย้อนเปรียบเทียบกับตัวเองว่าสมัยที่ตนเองยังเด็กนั้นต้องการให้ผู้ใหญ่ทำอะไรให้ตัวเองบ้าง ไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่ขัดใจตนเองเรื่องอะไรบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เลี้ยงเด็กในครอบครัวแบบตามใจไปเสียทุกอย่าง หากตัวเราเองในสมัยเด็กเชื่อว่าเราเองเป็นคนมีเหตุผล เด็กสมัยนี้ก็เป็นเช่นนั้น ก็ต้องลองใช้เหตุผลคุยกันเพื่อหาข้อสรุปให้ทุกฝ่ายมีความสุขกับข้อสรุปนั้น ๆสำหรับเด็กที่ได้รับผลกระทบแล้วล่ะ จะทำอย่างไร การเยียวยาสำคัญที่สุด ครอบครัวต้องไม่ซ้ำเติมเด็กแต่ต้องให้กำลังใจเพื่อที่เขาจะได้มีแรงสู้ต่อไป อะไรที่ผ่านเลยมาแล้วก็ให้มันผ่าน ๆ ไปอย่าเก็บเอามาใส่ใจ หรือ พูดทับถมเด็กอีกเป็นอันขาดเพราะเด็กได้รับบทเรียนที่สาสมพอตัวอยู่แล้วก้าวย่างต่อไป ต้องให้ครอบครัวคอยเป็นกำลังใจอย่างใกล้ชิด แต่ก็อย่าชิดมากจนเกินอบอุ่น และกลายเป็นความร้อน หรือรำคาญมากจนเกินไป ต้องรักษาจังหวะและความห่างให้ดี เพื่อที่เด็กเองจะได้รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย และไม่โดนควบคุมมากจนเกินไป 

 

                 ครอบครัวนอกจากจะเป็นสถานที่แห่งแรกในการบ่มเพาะนิสัยให้เด็กแล้วท้ายที่สุดครอบครัวเองก็ยังจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่จะเยียวยาให้แก่เด็กที่ผ่านพ้นสภาพปัญหาและแรงกดดันจากภายนอกมา ดังนั้นผู้ใหญ่เองนั่นล่ะต้องคอยทบทวนตัวเองและอย่าได้ลืมความเป็นเด็กของตัวเองไปเป็นอันขาด เพราะเมื่อใดก็ตามผู้ใหญ่ลืมความเป็นเด็กของตัวเองไปเสียแล้ววันนั้นผู้ใหญ่ ก็จะไม่ต่างอะไร กับศาลที่คอยพิพากษาเด็กด้วยความไม่ยุติธรรมแล้วเด็กจะไปพึงใคร เมื่อพึ่งคนในครอบครัวตัวเองไม่ได้แล้ว   

 

นที  สรวารี

มูลนิธิอิสรชนโทร 086-687-0902

นายฟัรดี บิน การี ซาและ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร

นายฟัรดี บิน การี ซาและ นัม.ราชภัฎยะลา ชั้นปีที่ 4 และเลขาธิการ PERMAS YALA กล่าวว่า “พวกเราลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์งานในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมามีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาเพื่อสันติภาพของตนเองด้วย

สำหรับนักศึกษาจังหวัดยะลาร่วมกับนักศึกษาจากภาคใต้ตอนบน ในนาม PERMAS YALA เราได้ลงไปหลายพื้นที่มาก โดยใช้เวลาสามวันด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 17-19 มีนาคม 2556 หากจะจำแนกตามอำเภอก็มี อ.เมือง อ.รามัน อ.กรงปีนัง อ.บือนังสตา อ.ธารโต อ.กาบัง อ.ยะหา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย เป็นต้น และคาดว่าวันที่ 23 มีนาคม 2556 ชาวบ้านคงจะทยอยออกมาอย่างมากจากการประเมินถึงความสนใจของชาวบ้านเอง” ฟัรดี กล่าว

นายอัสมาดี บิน อาห์หมัด บือเฮง นักศึกษาคณะวิทยาลัยอิสลาม มอ.ปัตตานี ชั้นปีที่ 3 และกรรมการบริหาร PERMAS PATTANI กล่าวว่า “ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจมาก บางคนถึงกับขอบคุณและขอให้พวกเรา หรือนักศึกษายึดมั่นในการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพปาตานีต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความสนใจจากทุกฝ่าย ทุกชนชั้น ในสังคมปาตานี รวมทั้งประชาชนจากต่างพื้นที่ และหวังว่าคู่ขัดแย้งหลักอย่างรัฐไทย และ BRN จะให้ความสำคัญต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริงเป็นหลัก” อัสมาดี กล่าว

นางสาวนาซูฮา บินตี อับดุลลอฮฺ มามุ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมสาสตร์ มอ.ปัตตานี ชั้นปีที่ 2 และสมาชิก PERMAS PATTANI กล่าวว่า “การลงพื้นที่ครั้งนี้เราร่วมกับนักศึกษาจากสงขลา เราได้ลงไปหลายหมู่บ้านตามมติ PERMAS ให้ลงพื้นที่กระจายข่าวสารให้ถึงก้นบึ้งของชายขอบจริงๆก็จะมี อ.สายบุรี อ.ไม้แก่น อ.กะพ้อ อ.มายอ อ.ทุ่งยางแดง อ.ยะหริ่ง อ.ปานาเระ อ.โคกโพธิ์ อ.แม่ลาน อ.ยะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี และเทศบาลต้นไทร จ.นราธิวาส

คาดว่าประชาชนที่พวกเราได้เข้าไปพูดคุยน่าจะเข้าร่วมงานครั้งนี้อย่างมากและหลากหลาย เพราะเสียงตอบรับมานั้นประชาชนเห็นด้วยและพร้อมที่จะเข้ามาร่วมทำความเข้าใจด้วยกัน พวกเขาบอกว่า เขาจะต้องออกมาแสดงถึงสิทธิของตนเองในการกำหนดเงื่อนไขต่างๆเพื่อนำไปสู่โต๊ะการเจรจาสันติภาพให้ได้” นาซูฮา กล่าว”
นายอาซัน บิน ยะห์ยา สนิเจ๊ะนะ นักศึกษาสถาบันอิสลามและภาษาอาหรับศึกษา ม.นราธิวาสราชนครินทร์ ชั้นปีที่ 4 และกรรมการบริหาร PERMAS NARATHIWAT กล่าวว่า “การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือว่าท้าทายมากสำหรับพวกเราในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างวันนี้ที่ตำบลสากอ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ก็มีรถตำรวจขับตามหลังรถประชาสัมพันธ์ของพวกเราด้วย และยังซิ่งตัดหน้าพร้อมสั่งให้พวกเราจอดรถแล้วลงมาถามเราว่า “คิดจะมาแจกใบปลิวหรอ?” นี่คือส่วนหนึ่งของความท้าทายต่อผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในประเด็นสันติภาพ ก็รู้สึกระแวงอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยินดีขับเคลื่อนต่อไปเพื่อคนส่วนรวมและสันติภาพที่จริงที่สุด” อาซัน กล่าว

นายอาซันกล่าวต่อว่า “ส่วนพื้นที่ที่พวกเราลงไปนั้นก็จะมี อ.เมือง อ.ตากใบ อ.สุไหงโกลก อ.สุไหงปาดี ต.สาคออ.แว้ง อ.เจาะไอร้อง อ.ตันหยงมัส อ.รือเสาะ อ.ระแงะ อ.ยี่งอ อ.ศรีสาคร และ อ.บาเจาะ เป็นต้น ในส่วนของประชาชนก็มีสนใจบ้าง บ้างก็ไม่เคยรู้ข่าวการเจรจาเลยว่าเมื่อไร ใคร กับใคร ที่ไหน และอย่างไร” อาซัน กล่าว
แซนดี บิน อับดุลรอเซะ ดือราแม รองเลขาธิการ PERMAS SONGKHLA กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ลงพื้นที่พวกเราจะเจอแต่แรงกดดันจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับนักกิจกรรมในพื้นที่อย่างพวกเรา แต่มาวันนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดให้ความสนใจต่องานรณรงค์และประชาสัมพันธ์งานของพวกเราเลย
ในทางกลับกันสิ่งใหม่ที่เราพบเจอในครั้งนี้ หรือเป็นความท้ายทายสำหรับพวกเราในครั้งนี้ก็คือ คำอธิบายและคำตอบต่อข้อสงสัยต่างๆที่หลุดออกมาจากปากชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้าในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครทราบข่าวการเจรจาในครั้งนี้เลย บางส่วนที่รู้มาจากสื่อกระแสหลักทางช่องทีวีต่างๆมันก็ไม่สามารถตอบโจทย์ข้อสงสัยได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งสำหรับพวกเราวันนี้ หวังว่างานที่พวกเราร่วมจัดกันขึ้นครั้งนี้ จะสากศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร

ความเห็นทางกฎหมายต่อร่างกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ.....

กรกนก วัฒนภูมิ[1]

ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล[2] 

สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT)

ฉบับวันที่ 6 มีนาคม 2556

 

 

สืบเนื่องจากมาตรา 7 ทวิ วรรคสามแห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 มีวัตถุประสงค์ที่จะเยียวยาผลกระทบที่เกิดกับเด็กและอดีตเด็กที่เกิดในดินแดนของรัฐไทย แต่ไม่สามารถมีสัญชาติไทยภายใต้หลักดินแดน (Jus Soli) โดยผลของมาตรา 7 ทวิวรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535[3] และถูกกำหนดสถานะบุคคล (Legal Status) ให้เป็นคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายโดยผลของกฎหมาย นับตั้งแต่มาตรา 7 ทวิ วรรคสาม แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535[4] จนถึงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551[5]

โดยเจตนารมณ์ทางกฎหมายก็คือ เด็กหรืออดีตเด็กที่เกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนกลุ่มนี้ฯ จะต้องไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย และหนทางของการเยียวยาก็คือมาตรา 7 ทวิวรรคสามแห่งพ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ กำหนดให้กระทรวงมหาดไทยต้องดำเนินการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดสถานะบุคคลของเด็กและอดีตเด็กกลุ่มดังกล่าวว่า ควรมีสิทธิในสถานะบุคคลเป็นอย่างไรและภายใต้เงื่อนไขอย่างไร โดยมีกรอบว่าสถานะบุคคลดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน และในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวง เด็กหรืออดีตเด็กดังกล่าวจะยังคงมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย 

หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ความเป็นคนต่างด้าวที่มีสถานะเป็นผู้เข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กหรืออดีตเด็กที่เกิดในรัฐไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนโดยผลของมาตรา 7 ทวิวรรคหนึ่งฯ นั้นจะต้องสิ้นสุดลง เมื่อกฎกระทรวงภายใต้มาตรา 7 ทวิวรรคสามฯ ประกาศใช้บังคับ

 

นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 ที่พ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับที่ 4 บังคับใช้ จนถึงวันนี้กระทรวงมหาดไทยใช้เวลาร่วม 5 ปีในการยกร่างกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ..... แต่ภายใต้ระยะเวลาที่ยาวนานกลับมิได้ประกันถึงสิทธิในสถานะบุคคลของเด็กและอดีตเด็กกลุ่มดังกล่าวฯ เนื้อหาของร่างกฎกระทรวงฯ ภายใต้มาตรา 7 ทวิวรรคสามฯ ได้ก่อให้เกิดข้อกังวลและเกิดกระแสทักท้วงอย่างกว้างขวางจากภาควิชาการ[6] และองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย[7] รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch for Research and Development Institute of Thailand) ซึ่งติดตามสถานการณ์ดังกล่าวมาโดยตลอดมีความเห็นว่าเพื่อให้ร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับดังกล่าวนี้ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบ ควรมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย มีความชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมถึงไม่ขัดหรือแย้งต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันรัฐไทยในฐานะรัฐภาคี ประการสำคัญต้องไม่ขัดหรือแย้งต่องหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม

ทางสถาบันฯ จึงมีความเห็นสนับสนุนแนวคิดจากภาควิชาการ รวมถึงองค์กรอื่น โดยทางสถาบันฯ มีประเด็นดังต่อไปนี้

 

1.                             ร่างกฎกระทรวงกำหนดฐานะและเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรไทยของผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ..... มีเนื้อหาที่ขัดต่อเจตนารมณ์ และบทบัญญัติแห่งมาตรา 7 ทวิ วรรคสาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ย่อมถือได้ว่ากระทรวงมหาดไทยกำลังกระทำการทางปกครอง โดยการใช้อำนาจที่บิดเบือน (Abuse of Power)

ภายใต้หลักวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล การได้มาซึ่งสัญชาติของรัฐหนึ่งๆ ย่อมเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้นเองที่จะกำหนด ทั้งนี้โดยหลักการก็คือ พิจารณาจากสภาพความเป็นจริงของสังคม บริบทของโลก โดยยืนอยู่บนฐานความสมดุลระหว่างหลักความมั่นคงแห่งรัฐและหลักสิทธิมนุษยชน และดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามาตรา 7 ทวิ วรรคสามแห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 นั้นมุ่งหมายที่จะเยียวยาเด็กและอดีตเด็กที่เกิดในดินแดนของรัฐไทยซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและถูกกฎหมายสันนิษฐานโดยเด็ดขาดว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากบริบทความหวาดกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีต (ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2515) จนถึงการติดยึดกับแนวคิดเรื่องความมั่นคงอย่างตึงแข็ง จึงมุ่งหมายให้(ร่าง)กฎกระทรวงในฐานะกฎหมายลำดับรอง (Subordinate Legislation) ทำหน้าที่กำหนดเนื้อหาแห่ง “ฐานะการอยู่” หรือ “สิทธิอาศัย” ในรัฐไทย

แต่ร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับนี้กลับยังยืนยันว่าเด็กและอดีตเด็กกลุ่มดังกล่าวมีสถานะทางกฎหมาย “ถือเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง” หรือกำหนดเนื้อหาแห่งสถานะการเข้าเมือง ซึ่งเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเป็นแหล่งที่มา (source) ของอำนาจ

จึงอาจกล่าวได้ว่ากระทรวงมหาดไทยกำลังกระทำการทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่ให้อำนาจ เป็นการกระทำทางปกครองที่เกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นการใช้อำนาจโดยบิดเบือน (Abuse of Power) ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาความปกครอง พ.ศ. 2542

 

2.                             ร่างกฎกระทรวงฯ มีเนื้อหาที่ขัดต่อมาตรา 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา[8] และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 39[9] รวมถึงข้อ15 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง[10] และข้อ 11 (2) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[11]

2.1                       การที่ร่างกฎกระทรวงฯ กำหนดให้เด็กและอดีตเด็กกลุ่มดังกล่าวมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการกำหนดให้บุคคลต้องรับโทษโดยที่ไม่มีการกระทำความผิด เนื่องจากเด็กและอดีตเด็กกลุ่มดังกล่าวมิได้มีการกระทำในลักษณะเข้าเมือง ทั้งยังส่งผลให้เด็กและอดีตเด็กกลุ่มดังกล่าวอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้กฎหมาย คือการส่งตัวออกนอกราชอาณาจักรในฐานะคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย และระหว่างรอการส่งกลับ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวได้ตามความจำเป็น ซึ่งความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมายและการถูกกักตัวถือเป็นโทษทางอาญา แต่เมื่อไม่ปรากฎว่ามีการกระทำ (มาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายอาญา)[12] จึงไม่สามารถมีความผิดตามมาตรา 2 ได้ จึงรับโทษไม่ได้ ตามหลัก “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย” (nullum crimen, nulla poena, sine lege) อันเป็นหลักการที่ข้อ15 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง และข้อ 11 (2) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้ยืนยันไว้เช่นกัน

 

2.2                       เช่นเดียวกัน การที่ร่างกฎกระทรวงฯ กำหนดให้ฐานะการอาศัยอยู่ในรัฐไทยของเด็กให้สิ้นสุดลงตามบิดามารดา (ข้อ 3 แห่งร่างกฎกระทรวงฯ) ก็เท่ากับเป็นการกำหนดให้บุคคลต้องรับผิด รับโทษตามกฎหมายในผลแห่งการกระทำของบุคคลอื่น

 

3.                             ร่างกฎกระทรวงฯ มีเนื้อหาที่ขัดต่อหลักการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็กตามมาตรา 22 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546[13] รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 3[14]

เนื้อหาของร่างกฎกระทรวงฯ นอกจากในข้อ 1 แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 2 ที่กำหนดให้อดีตเด็กหรือเด็กที่เกิดจากบิดาและมารดา หรือบิดาหรือมารดาที่เป็นผู้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองตามมาตรา 7 ทวิวรรคหนึ่ง (3) แห่งพ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ.2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 โดย “ให้ถือว่าเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เว้นแต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย ด้วยเพราะมีข้อเท็จจริงที่ว่ามีเด็กและอดีตเด็กจำนวนไม่น้อยอาจมีถิ่นที่อยู่ถาวร หรือมีสิทธิอาศัยตามบิดาหรือมารดา แต่ร่างกฎกระทรวงฯ กลับเขียนบทสันนิษฐานเป็นโทษแก่เด็ก ซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็กตามมาตรา 22 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 3

รวมถึงกรณีที่ร่างกฎกระทรวงฯ มีเนื้อหาที่เลือกปฏิบัติต่อการกำหนดรับรองสิทธิในสถานะอาศัยอยู่ในรัฐไทย และการกำหนดการสิ้นสุดลงของสิทธิอาศัยในรัฐไทย (ดูข้อ 4)

 

4.                             ร่างกฎกระทรวงฯ มีเนื้อหาเลือกปฏิบัติต่อการกำหนดรับรองสิทธิในสถานะการอาศัยอยู่ในรัฐไทยของเด็กและอดีตเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดน ซึ่งขัดต่อมาตรา 30 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                   ปรากฏตามข้อ 1 แห่งร่างกฎกระทรวงฯ ที่พบว่าเนื้อหาได้กำหนดรับรองสิทธิในสถานะการอาศัยอยู่ให้แก่เด็กและอดีตเด็กฯ เพียง 4 กลุ่มเท่านั้น กล่าวคือ หนึ่ง-เด็กที่มีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (กรณีชนกลุ่มน้อยที่มีมติคณะรัฐมนตรีรับรองกำหนดสถานะบุคคล), สอง-เด็กที่มีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยมีหนังสือเดินทาง, สาม-เด็กที่มีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีมติคณะรัฐมนตรีรับรองสถานะ และสี่-เด็กที่มีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเข้าเมืองมาโดยมีหนังสือเดินทาง เด็กและอดีตเด็กกลุ่มอื่นๆ ยังคงต้องอยู่ในสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายต่อไป อาทิ เด็กที่เกิดจากบิดาและมารดาที่เป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง, เด็กที่เกิดจากบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ส่วนอีกคนเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิอาศัยถาวรในรัฐไทย

 

5.                             ร่างกฎกระทรวงฯ ซึ่งมีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ และบทบัญญัติแห่งกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศที่ผูกพันรัฐไทยในฐานะรัฐภาคี ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เท่ากับว่ากระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานทางปกครองกำลังกระทำการทางปกครองที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ ด้วยเพราะขัดและแย้งต่อองค์ประกอบที่สำคัญสองประการคือ หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง (Principle of the Legality of Administrative Action) และหลัก “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ”

 

6.                             หากร่างกฎกระทรวงฯ ถูกประกาศบังคับใช้ ก็ย่อมมีสถานะเป็นกฎ และเป็น “กฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เนื่องจากเป็นการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่ให้อำนาจ เป็นการกระทำทางปกครองที่เกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542)

ที่แม้ว่าพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ จะรับรองสิทธิให้แก่เด็กและอดีตเด็กที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางปกครองเข้าทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกฎที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย แต่ภาระต่างๆ หรือต้นทุนในระหว่างกระบวนการยุติธรรมย่อมมีความหมายเพียงการซ้ำเติมมนุษย์คนหนึ่งๆ ที่มีความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพียงเพราะเกิดในแผ่นดินไทย จากบิดามารดาที่เข้าเมืองในลักษณะไม่ถาวร ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อเสนอแนะ

7.                        กฎกระทรวงในฐานะกฎหมายลำดับรอง ควรเคารพต่อเจตนารมณ์ ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่ให้อำนาจ คือมาตรา 7 ทวิ วรรคสาม แห่งพ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ที่ประสงค์กำหนดสถานะบุคคลบนพื้นฐานของการคำนึงถึงความมั่นคงและหลักสิทธิมนุษยชน โดยจะต้องมีเนื้อหาในเชิงคุ้มครอง ป้องกันมิให้เด็กหรืออดีตเด็กคนใดถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยกำหนดรับรองสิทธิการอาศัยอยู่ในรัฐไทยให้แก่บุคคลโดยเสมอภาค

8.                        ร่างกฎกระทรวง ภายใต้มาตรา 7 ทวิวรรคสามฯ จะต้องมีเนื้อความที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเคารพต่อพันธกรณีที่ผูกพันรัฐไทยในฐานะรัฐภาคี และประการสำคัญเคารพต่อหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม

9.                        เช่นเดียวกับการกำหนดเงื่อนไขแห่งการสิ้นสุดของสิทธิอาศัยอยู่ในรัฐไทย ย่อมควรต้องกำหนดขึ้นบนพื้นฐานของการคำนึงถึงความมั่นคงและหลักสิทธิมนุษยชนด้วย

10.                  การพิจารณาเนื้อหาร่างกฎกระทรวงฯ กระทรวงมหาดไทยควรเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเข้ามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การกำหนดรับรองสิทธิในสถานะบุคคลให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าวที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั้งกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศ หลักความยุติธรรม เคารพต่อหลักนิติรัฐ

 

----------------------------------------------------------




[1] นักกฎหมาย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT)

[2] อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, นักกฎหมายอาวุโส  สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT)

[3] มาตรา 7 ทวิ วรรคแรก พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาหรือมารดาของผู้นั้นเป็น

(1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ

(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

[4] มาตรา 7 ทวิวรรคสาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

ให้ถือว่าผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เว้นแต่จะมีการสั่งเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

[5] มาตรา 7 ทวิ วรรคสาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งจะอยู่ในราชอาณาจักรไทยในฐานะใด ภายใต้เงื่อนไขใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง  ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

[6]  ความเห็นทางกฎหมายเรื่อง “มาตรา 7 ทวิวรรค 3 ใหม่แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ซึ่งถูกแก้ไขโดยพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และโดยพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ภายใต้ร่างกฎกระทรวงมหาดไทยที่รอเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี โดยรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจะจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สืบค้นได้ที่ http://www.mediafire.com/?8y6v5np4lfjsja9

[7]  บันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะ ขอให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย พ.ศ.…”, สืบค้นได้ที่ http://www.lrct.go.th/?p=5466

[8] มาตรา 2 ประมวลกฎหมายอาญา

          บุคคลจะต้องได้รับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติให้เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย     

[9] มาตรา 39 วรรคแรก แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้

[10] ข้อ 15 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง

1. บุคคลย่อมไม่ต้องรับผิดทางอาญา เพราะกระทำหรืองดเว้นกระทำการใดซึ่งในขณะที่กระทำไม่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายภายในหรือกฎหมายระหว่างประเทศ และจะลงโทษให้หนักกว่าโทษที่มีอยู่ในขณะที่ได้กระทำความผิดอาญาไม่ได้ หากภายหลังการกระทำความผิดนั้นได้มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดโทษเบาลง ผู้กระทำผิดย่อมได้รับประโยชน์จากบทบัญญัตินั้น

[11] ข้อ 11  ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

(2)  จะถือบุคคลใดๆว่ามีความผิดทางอาญาเนื่องด้วยการกระทำหรือละเว้นใด ๆ อันมิได้จัดเป็นความผิดทางอาชญาตามกฎหมายแห่งชาติหรือกฎหมายระหว่างประเทศในขณะได้กระทำการนั้นขึ้นไม่ได้ และจะลงโทษอันหนักกว่าที่ใช้อยู่ในขณะที่ได้กระทำความผิดทางอาชญานั้นไม่ได้

[12] มาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

          บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

[13] มาตรา 22 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

การกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็กหรือไม่ ให้พิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในกฎกระทรวง

[14] อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 3

1. ในการกระทำทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็ก ไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันสังคมสงเคราะห์ของรัฐหรือเอกชน ศาลยุติธรรม หน่วยงานฝ่ายบริหาร หรือองค์กรนิติบัญญัติ ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก