warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวรายวัน

ผู้บริโภคร้องคอลเซนเตอร์บริษัทมือถือรอสายนานเกินแถมกินตังผู้ใช้บริการ

          คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เสนอสั่งปรับทางปกครองบริษัทมือถือ กรณี คอลเซนเตอร์ให้รอสายนานเกิน ๖๐ วินาที หลังพบแทบทุกบริษัทฝ่าฝืน พร้อมจี้ผู้ให้บริการเร่งประชาสัมพันธ์เบอร์ร้องเรียนฟรีให้มากขึ้น

          นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมครั้งที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ร้องเรียนรายหนึ่งร้องเรียนกรณีถูกคิดค่าบริการจากการโทรเข้าศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์หรือคอลเซนเตอร์   โดย ผู้ร้องเรียนต้องรอสายนานและต้องทำตามขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์แนะนำ เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๓๐ นาที ทำให้ผู้ร้องเรียนต้องเสียค่าบริการเป็นเงิน ๓๐ กว่าบาท เนื่องจากบริษัทฯ คิดค่าบริการนาทีละ ๑ บาทในการติดต่อคอลเซนเตอร์

                   นางสาวสารี กล่าวต่อไปว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคจำนวนมากเจอ ซึ่งตามประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง ได้กำหนดว่าระยะเวลาที่ต้องรอในการ     ขอใช้บริการดูแลลูกค้าจากศูนย์ตอบรับโทรศัพท์ต้องไม่นานเกินกว่า ๖๐ วินาที แต่ก็พบว่า ผู้ให้บริการยังไม่ได้ปฏิบัติตาม นอกจากนี้ตามประกาศ กทช. เรื่อง กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการข้อ ๑๕ กำหนดว่า ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่จัดให้มีบริการรับแจ้งเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งแม้ผู้ให้บริการจะมีการให้บริการดังกล่าวอยู่ แต่กลับไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการรับทราบ

                     “ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ครั้งที่ผ่านมาจึงได้มีมติให้บริษัทฯ คืนเงินค่าโทรให้กับผู้ร้องเรียน และขอให้มีคำสั่งปรับทางปกครองกับบริษัทฯ กรณีที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทฯ ได้ดำเนินการขัดต่อประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง นอกจากนี้ผู้ให้บริการทุกรายและสำนักงาน กสทช. ควรร่วมกันประชาสัมพันธ์ เลขหมายโทรฟรี เรื่องร้องเรียน และให้สำนักงาน กสทช. บังคับให้บริษัทฯ จัดหมายเลข ๔ ตัวสำหรับให้บริการร้องเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย” ประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ กล่าว

                   นางสาวสารี กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ขอให้สำนักงาน กสทช. ช่วยตรวจสอบระยะเวลาในการรอสายของผู้ใช้บริการ และผลจากการตรวจสอบระยะเวลารอสายของศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ของผู้ให้บริการพบว่า ผู้ให้บริการมีระยะเวลารวมตั้งแต่สัญญาณรอสายจนถึงเจ้าหน้าที่รับสายโดยเฉลี่ยแล้วเกินกว่า ๖๐ วินาทีทุกราย ยกเว้น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่มีระยะเวลาการรอสายจนถึงเจ้าหน้าที่รับสายโดยเฉลี่ยแล้วไม่เกิน ๖๐ วินาที

          ข้อมูลเพิ่มเติมปัจจุบันผู้ให้บริการมีเบอร์ร้องเรียนฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายดังนี้

          ๑.บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เอไอเอส

          หมายเลขโทรศัพท์ ๐๒-๒๗๑-๙๒๖๓ โทรฟรีจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ เอไอเอส จันทร์-ศุกร์                     เวลา ๐๙.๐๐-๑๘.๐๐ น. เว้นวันหยุดราชการ   

          ๒. บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ดีแทค

          หมายเลขโทรศัพท์ ๐๒-๒๐๒-๘๒๖๗ โทรฟรีจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดีแทค จันทร์-ศุกร์

          เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น.  เว้นวันหยุดราชการหรือโทรศัพท์ไปยังหมายเลข ๐๘๙-๔๔๖-๙๓๔๔                        โดยใช้วิธีโทรแบบ Missed Call แล้วเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับมาเอง        

          ๓. บริษัท ทรูมูฟ  จำกัด  และ บริษัท เรียบมูฟ จำกัด ผู้ให้บริการ ทรูมูฟ เอช

          หมายเลขโทรศัพท์ ๐๒-๙๐๐-๘๐๘๘  โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทรู โทรฟรีทุกวัน ๐๘.๐๐-๒๐.๐๐ น.                         มี ๑๐ คู่สาย        

         ๔. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  ผู้ให้บริการ ทีโอที  ๓จี

             ผู้ใช้บริการสามารถโทรศัพท์ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์  ๑๑๗๗ ให้บริการ ๒๔    ชั่วโมง   (โทรฟรีเฉพาะเครือข่าย ทีโอที ๓จี)

         ๕. บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท

            หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘๑-๓๕๒-๐๔๔๔ และ ๐๘๑-๓๕๒-๐๖๖๖ ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๐๘.๐๐                                                              - ๑๖.๓๐ น. โทรฟรีจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA

 

                              .........................................................................

การห้ามเยี่ยมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

กรณี นายสมบัติ บุญงามอนงค์

โดย พรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ

ใน สภาพการณ์การบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศมีสิ่งใหม่ใหม่ด้านสิทธิมนุษยชน ที่คนในกรุงเทพและทั่วประเทศจะต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า ห้ามเยี่ยม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราขยาดและหวาดกลัวกับว่าห้ามเยี่ยม มาตลอดระยะเวลา10 ปีที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก

การห้ามเยี่ยมในบริบทจชต. หมายถึงทางเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินกรรมวิธี หรือในกระบวนการยุติธรรมปกติ น่าจะหมายถึงการสอบสวน การหาข่าว การขยายผล เจ้าหน้าที่ก็พยายามพูดกับญาติหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า "ขอความร่วมมือ" แต่เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนที่ติดตามการควบคุมตัวบุคคลภายใต้กฎอัยการศึกพบ ว่า นอกจากที่เราห่วงกังวลว่าการควบคุมตัว 7 วันเป็นการควบคุมตัวไม่ชอบ (arbitrary detention) ยังอาจหมายถึงการซ้อมทรมานให้รับสารภาพ หรือบังคับให้ชี้ภาพ ชี้รูป ระบุชื่อคนที่รู้จัก แล้วนำไปสู่การซัดทอดเป็นเหตุผลเดียวที่จนท.ใช้ในการจับกุมตัวบุคคลอื่น เพิ่มเติม เราเรียกติดปาก ว่า "ซัดทอด"

ในบริบทจังหวัดชายแดนใต้เจ้าหน้าที่มักอ้างเหตุสงสัยแต่ไม่เหตุผลเพียงพอ ในการควบคุมตัวตามกฎหมาย จึงได้ควบคุมตัวบุคคลตามอำนาจกฎอัยการศึก หรือถ้ามีหมายจับ หรือหลักฐานเบื้องต้นว่าอาจกระทำความผิดต่อความมั่นคง (ซึ่งก็ตีความได้กว้างมาก) ก็นำเข้าสู่กระบวนการ "ซักถาม" หรือ "ดำเนินกรรมวิธี" เสียก่อน 7วันหรือน้อยกว่า แล้วนำเข้าสุู่่กระบวนการยุติธรรมตามพรบ.ฉุกเฉินแล้วค่อยนำตัวเข้าสู่กระบวน การยุติธรรมปกติที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยมีการนำบันทึกการซักถามมาประกอบการดำเนินคดีด้วย สิ่งนี้สร้างความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้มาหลายปี จนมีการเปิดเผย สร้างความเข้าใจกับองค์กรตุลาการทำให้หลายคดีมีบรรดทัดฐานที่จะไม่รับฟัง พยานหลักฐานในชั้นซักถามตามกฎหมายพิเศษในการพิจารณาคดีของศาลพลเรือนในคดี ความมั่นคง

ย้อนมาถึงการ "ห้ามเยี่ยม" ในจังหวัดชายแดนใต้ เราได้รณรงค์และสร้างความเข้าใจกับจนท.ทหารที่มีอำนาจกักตัวตามกฎอัยการ ศึก7วันจนกระทั่งมีคำสั่งแก้ไข ข้อห้ามที่ว่า ไม่ให้ญาติเยี่ยมเป็นเวลาสามวัน ออกไปได้จากระเบียบกอรมน. ทำให้ญาติใกล้ชิดสามารถเยี่ยมบุคคลที่ถูกกักตัวได้ตั้งแต่วันแรก อีกทั้งจนท.ทหารในพื้นที่หรือชุดจับกุมจะต้องบอกสถานที่ควบคุมตัวบุคคคลอ ย่างชัดเจนกับญาติ ญาติมีสิทธิที่จะติดตามและขอเยี่ยมบุคคลได้ตั้งแต่วันแรก สามารถส่งมอบสิ่งจำเป็นต่างๆ ได้ (แต่ก็มีบางหน่วยที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้ หรือให้แค่มองตา ส่งของ ห้ามพูด ห้ามพูดภาษามลายู หรือให้พูดคุยกันสองสามนาที รายละเอียดเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเราก็ต้องทำงานทาง ความคิดกันต่อไป)

เมื่อมาสังเกตการใช้อำนาจที่เข็มข้นที่แตกต่างในการใช้อำนาจการกักตัว 7 วันมาใช้ในกรุงเทพและพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พค. 2557 เช่นกรณีการควบคุมตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดยไม่ระบุสถานที่ควบคุมตัว ไม่อนุญาตให้ญาติเยี่ยมตลอดระยะเวลา 7 วัน นั้นเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะเป็นการควบคุมตัวมิชอบ (Aribritary Detention) ที่ห้ามไว้ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แม้จะอ้างถึงการขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นกฎหมายในประเทศแต่การใช้อำนาจจำกัดเสรีภาพบุคคล ต้องมีกฎหมายรองรับ กิจกรรมทางการเมืองของบก.รายจุดรายนี้ แม้จะดูน่ารำคาญในสายตาของคณะคสช. แต่นับว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองทีี่เป็นไปในแนวทางสันติ วิธี ที่ควรได้รับการเคารพ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่เพียงเป็นนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน (human rights defenders) ปัจจุบันเขาได้รับอีกสถานะหนึ่งคือเป็นนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) อีกทั้งเมื่อการควบคุมตัว 7 วันของเขาที่จะครบกำหนดในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของนายสมบัติและครอบครัว เนื่องจากที่เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวนายสมบัติ และบุคคลอีกจำนวนหนึ่งในเวลาเดียวกัน โดยไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก (incommunicado detetion) หรือถ้าการควบคุมตัวที่ไม่อนุญาตให้ติดต่อโลกภายนอกยาวนานออกไปก็อาจเข้า ข่ายการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานด้วย

เราหวังว่าดำเนินการโดยไม่โปร่งใสตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจของทหารภายใต้ กฎอัยการศึกยังคงได้สัดส่วนและเหมาะสม หากล้ำเส้นไปมากอาจเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางภายใต้กรอบกฎหมาย ระหว่างประเทศหลายฉบับที่ประเทศไทย แม้ภายใต้รัฐบาลทหารก็มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเมื่อจะมีตัวแทนของคสช.ไปชี้แจงที่กรุงเจรีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สำนักงานขององค์การสหประชาติในเดือนมิถุนายนนี้ หรือกรณีที่ทูตไทยจากประเทศต่างๆ ที่จะต้องมารับฟังข้ออ้างเพื่อนำไปอธิบายกับประชาคมโลก ในเรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ฉีกรัฐธรรมนูญทำลายหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไปหมดสิ้น อีกทั้ง มีคำสั่งประกาศออกมาโดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ การใช้ศาลทหารกับพลเรือน เป็นต้น เราขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์และบุคคลที่ถูกจับกุมพร้อมกันโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อรักษาไว้ซื่งความเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของคสช. ได้คำนึงถึงการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนจริงดังที่ประกาศไว้ หากพบหลักฐานในการกระทำความผิดอื่นๆ ควรนำกระบวนการยุติธรรมปกติมาใช้เพืื่อรักษาหลักนิติธรรมไว้แม้นในสถานการณ์ คืนความสุขนั้นยังไม่เป็นปกติ

สรุปการประชุมตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด

สรุปการประชุมตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด  

วันที่ 10 มิถุนายน 2557

 

จากข้อเสนอของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด 5 ข้อ ที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ มาตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2557 จนถึงวันนี้ 

 


ข้อเสนอของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในความเห็นของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด

1.บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขอขนแร่ทั้งหมดในสต๊อก 

แร่ทั้งหมดที่มีอยู่ในสะต๊อกของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่แต่งแล้ว 1,900 ตัน ยังไม่แต่อีก 31,140 ตัน ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นแร่ที่ถูกกฎหมาย 

ส่วนแร่จำนวน 176 ตันที่บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขนไม่ทันในคืนวันที่ 15 พฤษภาทมิฬ (พิสูจน์ได้จากใบอนุญาตที่ออกให้ทุ่งคำเป็นผู้ได้รับอนุญาตในการขนแร่ออกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม จำนวน 476 ตัน) หากจะมีการขน จะต้องรอจนกว่าคดีขนแร่ “คืน15 พฤษภาทมิฬ” จะมีการสืบสวนสอบสวน บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่เป็นเจ้าของแร่และเป็นผู้ขนแร่ และได้ตัวผู้กระทำผิดทั้งหมด รวมถึงการกระทำผิดของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ

การใช้ถนนร่วมกับชุมชน ต้องเป็นไปตามระเบียบชุมชน ว่าด้วยการใช้ถนนชุมชนและการควบคุมน้ำหนักบรรทุกที่กำหนดน้ำหนักบรรทุก รถทุกประเภทบรรทุกน้ำหนักวิ่งบนถนนชุมชนได้ไม่เกิน 15 ตัน ว่าด้วยระเบียบชุมชนและบรรทุกน้ำหนักบนทางหลวงได้ไม่เกิน 25 ตัน ตาม พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 (ฉบับปรับปรุงปี 2549) 

 

2. บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขอขนอุปกรณ์ทั้งหมดออก

อุปกรณ์ทั้งหมดเป็นของบริษัท ทุ่งคำ จำกัดบริษัทฯ มีสิทธิที่จะขนย้ายได้ ยกเว้นอุปกรณ์บางชนิดที่เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดในเหตุการณ์คืน 15 พฤษภาทมิฬ

อุปกรณ์เหล่านี้จะต้องได้รับการตรวจสอบพิสูจน์ เช่น รถเกรดดินที่นำมากระทำความผิดโดยการทำลายกำแพง รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ

และหากจะมีการขนย้ายอุปกรณ์ต่างๆ ออกจากเหมืองทองบริษัทฯ ก็ไม่มีสิทธิที่จะขนน้ำหนักเกินกว่า 15 ตันและไม่เกิน 25 ตัน บนทางหลวงชนบท

 

3. บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะปิดกิจการชั่วคราว  

                บริษัท ทุ่งคำ จำกัด อ้างไม่ได้ว่า ปิดกิจการชั่วคราว เพราะตอนนี้บริษัทฯ ถูกกฎหมายบังคับให้เหมืองทองปิดกิจการอยู่แล้ว เนื่องจากใบอนุญาตต่างๆ ยังไม่ได้รับอนุญาตเช่น ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดิน สปก. ในอนุญาตให้ใช้ที่ดินป่าไม้ ยกเว้น ใบประกอบโลหะกรรม บริษัทฯ จึงไม่มีเหตุผล เป็นการเสนอเพื่อให้สังคมเห็นว่า เป็นการยอมชาวบ้านเท่านั้น

 

4. บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะทำการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด จากผลกระทบการทำเหมืองแร่

                เป็นข้อเสนอที่ดี เนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบคือทั้งหมด 6 หมู่บ้าน โดยเฉพาะเรื่อง อาหาร และน้ำ น้ำกินจะทำอย่างไร ทั้งที่ต้องซื้อกินไปแล้ว และที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า น้ำใช้ที่ยังไม่ได้มาตรฐาน

 

5. บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ภายหลังหยุดกิจการ  

                บริษัท ทุ่งคำ จำกัดไม่ได้พูดถึง การเพิกถอนประทานบัตร ซึ่งแสดงหมายถึงว่า ต้องรอถึงการหยุดกิจการ (อายุประทานบัตร 25 ปี)

คำว่า“ภายหลังหยุดกิจการ” หมายถึงอะไร หมายความว่า จะทำเหมืองไปจนหมดอายุแล้วจึงฟื้นฟู หรือ ทำไป ฟื้นฟูไป แต่ถึงจะเป็นอย่างไรก็ตาม ความเห็นของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน คือ เพิกถอนประทานบัตร 112 แปลง หมายถึง ประทานบัตรทั้งหมดของทุ่งคำ

                ทั้งนี้และทั้งนั้น การจะดำเนินการอะไรที่เสนอมาได้ จะมีการดำเนินการเอาทุ่งคำมาลงโทษก่อน เนื่องจากชัดเจนว่า ทุ่งคำเป็นผู้ขนแร่ตามใบอนุญาต และทำให้เกิดความบาดเจ็บ ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย

 

ข้อเสนอของตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน

1. เพิกถอนประทานบัตรทั้ง 6 แปลงของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด หลังจากนั้นบริษัทฯ สามารถขออุปกรณ์ของบริษัทฯ ออกไปได้

2. หลังจากการเพิกถอนประทานบัตรทั้งหมดของบริษัทฯ แล้ว การขนแร่ของบริษัทฯ จะต้องมีการตรวจสอบโดยภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าสินแร่ทั้งหมดที่เหลืออยู่ถูกกฎหมาย โดยไม่รวมแร่จำนวน 176 ตันที่บริษัทฯ ขนไม่ทันในคืนวันที่ 15 พฤษภาทมิฬ

และการขนแร่ต้องเป็นไปตามระเบียบชุมชน ว่าด้วยการใช้ถนนชุมชนและการควบคุมน้ำหนักบรรทุกที่กำหนดน้ำหนักบรรทุก รถทุกประเภทบรรทุกน้ำหนักวิ่งบนถนนชุมชนได้ไม่เกิน 15 ตันและบรรทุกน้ำหนักบนทางหลวงได้ไม่เกิน 25 ตัน ตาม พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 (ฉบับปรับปรุงปี 2549) 

4. คดีขนแร่ “คืน15 พฤษภาทมิฬ” จะต้องมีการสืบสวนสอบสวน บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่เป็นเจ้าของแร่และเป็นผู้ขนแร่ และได้ตัวผู้กระทำผิดทั้งหมด รวมถึงการกระทำผิดของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ

5. ทหารกำลังเข้าหมู่บ้านมาดำเนินการนอกเหนือไปจากที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ร้องขอให้ทหารเข้ามาช่วยเหลือเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับชาวบ้าน และดำเนินการเอาผิดกับนายทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดร่วมกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในการขนแร่ที่ทำร้ายชาวบ้านเท่านั้น

 

สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ วันที่ 10 มิถุนายน 2557

1. ช่วงเช้าของวันนี้ พนักงานของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด จำนวนหนึ่งเดินทางเข้าไปในโรงงานเพื่อขนของส่วนตัวและอุปกรณ์บางอย่างออก เมื่อขนของออกมาหมดแล้ว ชาวบ้านทราบว่าจะมีพนักงานของบริษัทฯ15 คนเพื่อดูแลโรงงานที่เริ่มปิดกิจการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา

2. ทหารแจ้งกับชาวบ้านว่า กองกำลังทหารจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านประมาณ 10 วัน ถ้าอยากจะให้อยู่ต่อ ก็ให้ชาวบ้านแจ้งความประสงค์ได้

3. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในหมู่บ้าน มาขอเคลียร์พื้นที่ทำความสะอาดบริเวณสี่แยกกำแพงใจ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุจุดหนึ่งในเหตุการณ์ คืน 15 พฤษภาทมิฬ และเกี่ยวข้องกับคดีความอาญาและแพ่งทั้งหมด 7 คดีที่บริษัทฯ ได้ฟ้องร้องชาวบ้าน โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 270 ล้านบาท

ชาวบ้าน ได้ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว เนื่องจาก บริเวณดังกล่าว เป็นที่เกิดเหตุและเป็นวัตถุแห่งพยาน จึงต้องรักษาสภาพเดิมไว้เพื่อการต่อสู้คดี

                หมายเหตุชาวบ้านกำลังนัดเจ้าหน้าที่ทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่มาพูดคุยเจรจาภายในวันนี้

ขอขอบคุณภาพเเละข้อมูลจาก เเม่ป๊อบ

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนนาหนองบง จังหวัดเลย กำลังเผชิญภัยคุกคามต่อชีวิต

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียรับทราบว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้องชุมชนของตนเองจากผลกระทบในการทำเหมืองแร่ในจังหวัดเลย กำลังเผชิญภัยคุกคามต่อชีวิต

รายละเอียด:

สืบเนื่องจากจดหมายอุทธรณ์ฉุกเฉินฉบับที่ AHRC-UAC-073-2014 ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ในคืนวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 มีชายฉกรรจ์ประมาณ 100 คนสวมชุดสีดำบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ชุมชนนาหนองบง จังหวัดเลย โดยเข้าทำร้ายและจับสมาชิกชุมชนกว่า 30 คนเป็นตัวประกันรวมถึงผู้นำชุมชนสองคนที่ต่อสู้คัดค้านการทำเหมือง สมาชิกชุมชนที่ถูกจับเป็นตัวประกันโดนจับกดหน้าลงกับพื้นและมัดมือและขา กำแพงใจซึ่งเป็นกำแพงที่ชุมชนสร้างขึ้นมิให้รถบรรทุกสารเคมีผ่านเข้าออกเหมืองถูกทำลายลงเพื่อขนแร่ออกมา สมาชิกที่ถูกจับเป็นตัวประกันถูกปล่อยตัวราว 4.00 น. โดยรายงานว่าถูกทำร้ายและข่มขู่ด้วยอาวุธปืนในขณะที่ถูกมัดมือและขา ในขณะเกิดเหตุ ชุมชนได้ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีเพียงตำรวจบ้านสองนายได้เข้ามาดูสถานการณ์และกลับออกไปเมื่อพบชายฉกรรจ์ติดอาวุธจำนวนมาก จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบว่าผู้บุกรุกกลุ่มดังกล่าวเป็นใครและไม่มีความพยายามจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการจับคนผิดมารับโทษ

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ชุมชนรอบเหมืองทองคำในจังหวัดเลยถูกบุกรุก โดยมีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนถูกทุบตีและจับกุมตัวโดยชายฉกรรจ์ ที่ปิดคลุมใบหน้า และพบว่ามีการขนแร่ออกจากเหมืองไป คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียรับทราบจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ว่า บริษัทได้วางแผนที่จะขนแร่ออกจากเหมืองอีกครั้งในช่วงที่มีการบังคับใช้ กฏอัยการศึกและการตั้งข้อกล่าวหาจากการฝ่าฝืนกฏดังกล่าวโดยคณะรัฐประหาร เป็นผลให้ชุมชนกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรงจากการถูกทำร้าย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียยังได้รับทราบว่า ทนายความซึ่งทำงานกับชุมชนถูกติดตามในขณะขับรถไปยังศาลเพื่อยื่นเอกสารขอ ความคุ้มครองชั่วคราวมิให้บริษัทดำเนินกิจการ รวมถึงการขนแร่ทองแดงออกจากเหมือง ทั้งสองประการถือเป็นการคุกคามอย่างชัดเจนต่อนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียรับทราบเพิ่มเติมว่า มีการจ้างมือปืนเพื่อสังหารผู้นำชุมชนแปดคน โดยบ่ายวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้แจ้งสมาชิกชุมชนว่ามีการจ้างทีมมือปืนราว 30 คนเพื่อมุ่งเป้าสังหารผู้นำชุมชนทั้งแปดโดยตั้งค่าหัวเป็นจำนวนเงิน 300,000 บาทและให้บรรลุผลภายในหนึ่งสัปดาห์ ในเย็นวันเดียวกัน พบกลุ่มชายฉกรรจ์ราว 5-6 คนยืนอยู่หลังแนวต้นยางพาราตรงข้ามบ้านนายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ หนึ่งในผู้นำชุมชน ถัดมาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 มีรถกระบะสี่ประตูสีดำขับวนรอบชุมชนฟากห้วย และในวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ราวสองทุ่ม มีเสียงปืนสองนัดดังมาจากหลังบ้านผู้นำหญิงคนหนึ่งของชุมชน ในช่วงสองวันที่ผ่านมา สมาชิกชุมชนหวาดกลัวที่จะออกไปกรีดยางและกลัวอันตรายต่อชีวิต ชุมชนจะปิดประตูและอยู่ในบ้านหลังช่วงพระอาทิตย์ตกเป็นต้นไปเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม:
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่ง เอเชียมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและ สมาชิกชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากกิจการเหมือง ความเสี่ยงของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในจังหวัดเลย ยังเพิ่มสูงขึ้นจากภาพรวมการประกาศใช้กฏอัยการศึกและการตั้งข้อหาการร่วม ชุมนุมภายใต้กฏดังกล่าวในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ตามมาด้วยการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอให้ผู้ซึ่งมีความกังวลใจเกี่ยวกับ สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยร่วมกันเรียกร้องให้คสช.และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องร่วมประกันความปลอดภัยของชุมชน รวมถึงสิทธิในชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนที่จะต้องได้รับการปกป้องด้วย

ท่านสามารถสนับสนุนเราได้อย่างไร:

โปรดส่งจดหมายถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนในจังหวัดเลย:

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียได้ส่งจดหมายถึงผู้ตรวจการพิเศษของ สหประชาชาติด้านสถานการณ์ของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญ พิเศษเรื่องสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด และยั่งยืน เพื่อดำเนินการอย่างเร่งด่วนในกรณีนี้

To support this appeal, please click here: send-small.gif


ตัวอย่างจดหมาย
:

เรียน ...........................

ประเทศไทย: นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนนาหนองบง จังหวัดเลย กำลังเผชิญภัยคุกคามต่อชีวิต

ผู้ได้รับผลกระทบ: สมาชิกชุมชนจากหกหมู่บ้านในตำบลเขาหลวง รวมถึงหมู่บ้านนาหนองบง ผู้ซึ่งคัดค้านการทำเหมืองและขยายเหมืองแร่ทองคำภูทับฟ้าในเขตพื้นที่จังหวัดเลย

ผู้ที่สงสัยว่าก่อการคุกคาม:
1. บริษัททุ่งคำ (TKL)
2. เจ้าหน้าที่ทหารและอดีตเจ้าหน้าที่ทหาร

วันเกิดเหตุ: ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 16พฤษภาคม 2557; ความเสี่ยงต่อความรุนแรงในวันที่ 29 พฤษภาคม 2557
สถานที่เกิดเหตุ: จังหวัดเลย ประเทศไทย 

ดิฉัน/ผมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า การคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ปกป้องชุมชนของตนจากผลด้านลบการทำเหมือง ในจังหวัดเลยได้ยกระดับขึ้นเป็นการคุกคามต่อชีวิต บริษัททุ่งคำ (TKL) ซึ่งเป็นบริษัทสาขาการสำรวจแร่ทองคำและการทำเหมืองของบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินคดีทางกฏหมายกับกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิกชุมชนจากหกหมู่บ้าน รวมถึงหมู่บ้านนาหนองบงในตำบลเขาหลวง ผู้คัดค้านกิจการเหมืองและการขยายเหมืองทองคำภูทับฟ้าในพื้นที่จังหวัดเลย สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ธรรมชาติในหมู่บ้านของตนเพื่อคงไว้ซึ่งวิถีทางการเกษตรดั้งเดิมของชุมชน

ชุมชนถูกบุกรุกในคืนวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 โดยที่ชายฉกรรจ์ติดอาวุธพร้อมปกคลุมใบหน้าจำนวนหลายร้อยคน จับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนเป็นตัวประกันโดยมัดมือและขาและกดหน้าตัวประกันลงกับพื้น เพื่อขนแร่ทองแดงออกจากเหมือง ผม/ดิฉันรับทราบจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า มีการจ้างวานมือปืนเพื่อสังหารผู้นำชุมชนที่เคลื่อนไหวคัดค้านเหมือง และยังมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อภาพรวมการประกาศใช้กฏอัยการศึกและการตั้งข้อหาต่อการชุมนุมคัดค้านกรณีต่างๆ ผ่านการใช้กฏหมายฉบับดังกล่าวในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ซึ่งตามมาด้วยการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เพิ่มแนวโน้มการใช้ความรุนแรงที่ทำให้หนทางการแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยากขึ้นด้วย

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอให้ผู้ซึ่งมีความกังวลต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เรียกร้องให้คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกันความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิในชีวิตและความเป็นอยู่ที่จะต้องได้รับการปกป้อง

ผม/ดิฉันจึงขอให้มีการดำเนินการ ดังนี้

1. ขอให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติประกันว่าการประกาศใช้กฏอัยการศึกและ การรัฐประหารจะไม่สร้างเงื่อนไขให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนเกิด ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

2. ขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ท้อง ถิ่นที่ยังไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุการคุกคามสมาชิกชุมชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ ข่มขู่ด้วยระเบิดปลอมหน้าบ้านผู้นำกลุ่ม และการปกป้องชุมชนในคืนวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 รวมถึงการปกป้องผู้นำและสมาชิกในชุมชนจากการคุกคามตัวบุคคลและชีวิต ความคุ้มครองอย่างแข็งขันจากตำรวจคือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครอง ชุมชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในกรณีนี้

3. ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมสอบสวนการซื้อ-ขายแร่ของบริษัททุ่งคำ นอกจากนี้ ขอให้มีมาตรการปกป้องและความปลอดภัยต่อผู้นำกลุ่มและสมาชิกชุมชนผู้คัด ค้านบริษัทเหมืองและพยานในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในชุมชนโดยทันที

4. ขอให้คณะอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ร่วมกับคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสอบสวนการละเมิดสิทธิและสิทธิมนุษยชน การข่มขู่คุกคามที่เกิดขึ้นต่อผู้นำและสมาชิกชุมชน นอกจากนี้ ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เพื่อประกันความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในกรณีนี้

ด้วยความเคารพอย่างสูง 

---------------- 
โปรดส่งจดหมายฉบับนี้ไปยัง

1. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ผู้บัญชาการทหารบก
สำนักงานผู้บังคับบัญชา
ถนน ราชดำเนินนอก
กรุงเทพฯ 10200
E-mail: prforeign@gmail.com

2. นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน
กรรมการสิทธิมนุษยชน
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี)  ชั้น 6-7
120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ
แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
E-mail: niran@nhrc.or.th

3. อัยการสูงสุด
สำนักงานอัยการสูงสุด
ตึกหลักเมือง ถนนหน้าหับเผย
พระบรมมหาราชวัง
กทม. 10200
Email: oag@ago.go.th

4. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ตึก 1 ชั้น 7
ถนนพระราม 1 ปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330
E-mail: feedback@police.go.th

5. Mr. Jesús Miguel Sanz
เอกอัครราชทูต
คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย
อาคารเคี่ยนหงวน 2 ชั้น 19
140/1 ถนนวิทยุ
กรุงเทพฯ
Email: delegation-thailand@eeas.europa.eu

6. สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
สำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตึกสหประชาชาติ ชั้น 6
ถนนราชดำเนินนอก
กทม. 10200
แฟกซ์: +66 2 288 1039
Email: ohchr.bangkok@un.org

ขอขอบคุณ

send-button.gif

Thank you.

Urgent Appeals Programme
Asian Human Rights Commission (ua@ahrc.asia)



Visit our new website with more features at www.humanrights.asia.

 

You can make a difference. Please support our work and make a donation here.

-----------------------------

Asian Human Rights Commission

Unit 1 & 2, 12/F.,

Hopeful Factory Centre,

10-16 Wo Shing Street Fotan,

New Territories Hongkong S.A.R.

Tel: +(852) 2698-6339 Fax: +(852) 2698-6367

Web: humanrights.asia

twitter/youtube/facebook: humanrightsasia


Please consider the environment before printing this email.

แถลงการณ์ด่วน

แถลงการณ์ด่วน

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2556

ให้รัฐบาลกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ กรณีการสิ้นสุดระยะเวลาทำงานของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อ 1.นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) 086-336-1110

2.นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมาฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) 089-030-9178

3.โก ทุน ผู้ประสานงาน MWRN ประเทศพม่า + (95) 9313-89989

4.มา สามอญ ผู้ประสานงาน HRDF มหาชัย 086756-0835

ปัจจุบันมีจำนวนแรงงานข้ามชาติกว่า 3 ล้านคนทำงานอยู่ในประเทศไทย ในจำนวนนั้นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่า ตั้งแต่ปี 2523 ที่ผ่านมาแรงงานเหล่านี้เดินทางเพื่อเขามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่มีเอกสาร แรงงานข้ามชาติส่วนมากทำงานประเภทงานสกปรกที่คนไทยปฏิเสธ ที่จะไม่ทำและงานประเภทงานอันตราย พวกเขาถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจไทย แต่อย่างไรก็ตามคนงานเหล่านี้ยังคงเผชิญกับการเอารัดเอาเปรียบและนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติที่ยัง ไม่ชัดเจน เมื่อปี พ.ศ. 2546 ได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาล (MOU) ในการยกสถานะแรงงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยให้เป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย จนเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 แรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าได้รับโอกาสในการพิสูจน์สัญชาติ โดยแรงงานข้ามชาติเหล่านี้จะต้องเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารเป็น หนังสือเดินทางชั่วคราวประเภท 3 ปี ที่ใช้เดินทางได้เฉพาะในประเทศไทยและประเทศพม่าเท่านั้น วีซ่า 2 ปี ที่สามารถต่ออายุวีซ่าได้ทุกๆสองปี และใบอนุญาตทำงาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 มีแรงงานพม่ากว่า 70,000 คนเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยผ่านระบบ MOU ปี พ.ศ. 2555 มีการจัดตั้งศูนย์เพื่อพิสูจน์สัญชาติ 7 แห่งทั่วประเทศ การจัดตั้งศูนย์เพื่อพิสูจน์สัญชาติย่อยๆ อีก 11 แห่ง พร้อมทั้งรัฐบาลได้ขยายกรอบของเวลาการพิสูจน์สัญชาติจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา มีแรงงานข้ามชาติเพียง 750,000 คนเท่านั้นที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติและได้รับใบอนุญาต

ทำงานที่ถูกต้อง และในจำนวนนี้มีแรงงานข้ามชาติเพียงแค่ 200,000 คน ที่เข้าถึงหลักประกันสังคมและหลักประกันทางสุขภาพ ทั้งๆที่รัฐบาลพม่าได้ออกหนังสือเดินทางให้กับแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่า 1.7 ล้านคน ตามข้อตกลง MOU เมื่อปี พ.ศ. 2546 ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า แรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าที่อยู่ในประเทศไทยครบ 4 ปี จำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังประเทศพม่าเป็นระยะเวลา 3 ปีก่อนที่เดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่ในประเทศไทยได้ แต่นโยบายนี้ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติไม่ว่าจะเป็น ตัวแรงงานเอง นายจ้าง หรือแม้แต่รัฐบาล เนื่องจากทุกฝ่ายคำนึงถึงด้านเศษรฐกิจเป็นหลัก กล่าวคือ แรงงานข้ามชาติจำเป็นต้องทำงานอยู่ในประเทศไทยเพื่อทำงานหาเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวที่ประเทศพม่า ส่วนนายจ้าง ไม่ต้องการสูญเสียคนงานที่มีทักษะในการทำงานอยู่แล้วโดยเฉพาะในช่วงขาดแคลนแรงงาน ในขณะที่รัฐบาลพม่ายังไม่พร้อมที่จะรับแรงงานสัญชาติพม่ากลับบ้านเกิดในช่วงพัฒนาและการเปิดประเทศ แต่ในทางกลับกัน มีข้อมูลปรากฎออกมาว่าแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าที่ทำงานในประเทศไทย ครบ 4 ปี จะต้องเดินทางกลับไปประเทศพม่า อาจจะเป็นระยะเวลา 1 วัน 1 เดือน หรือ 1 ปี หากพวกเขาต้องการที่จะเดินทางกลับมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีนโยบายหรือคำประกาศของรัฐที่ชัดเจนออกมาให้เห็นในขณะนี้ แรงงานข้ามชาติสัญชาติสัญชาติพม่าหลายแสนคน ทำงานครบและเกินกำหนด 4 ปีแล้ว และไม่สามารถต่อวีซ่าเพื่อที่จะทำงานได้อีก จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ของนโยบายที่ไม่ชัดเจนของรัฐทำให้แรงงานข้ามชาติหลายแสนคนจากประเทศพม่ากำลังเผชิญกับชะตากรรมที่ท้าทายอยู่ในประเทศไทย คนงานถูกหลอก ถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกขมขู่จากนายหน้าทั้งชาวไทยและชาวพม่า หรือแม้แต่จากบริษัทจัดหางานและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยการให้ข้อมูล ที่ไม่ถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับการต่ออายุวีซ่าหรือความจำเป็นในการเดินทางกลับไปประเทศพม่าแล้วกลับเข้าประเทศไทยใหม่อีกครั้งโดยผ่านขั้นตอนนายหน้าแบบระบบ MOU ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตอนนี้มีแรงงานข้ามชาติหลายคนยอมเสียค่าใช้จ่ายกว่า 15,000 บาท/ต่อคน (500 เหรียญสหรัฐ) ในการทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ หรือเพื่อเปลี่ยนชื่อและนามสกุลของตนเอง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าจะมีผลต่อการใช้สิทธิประกันสังคมที่คนงานเหล่านั้นถืออยู่จากการทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ แต่ยังมีคนงานและนายจ้างเลือกที่จะใช้เอกสารปลอมและ ทิ้งหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานเล่มจริงเพื่อให้ตนเองมีสถานะผิดฏหมาย และในที่สุดนโยบายที่ให้คนงานอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฏหมายต้องล้มเหลวต่อไป

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ร่วมดัวย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ และมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา มีความกังวลอย่างมาก ต่อการพัฒนาในเชิงลบที่เป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนต่อนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติของรัฐดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าตามข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลไทยมีการเปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพได้มากขึ้นพร้อมทั้งให้มีความชัดเจนในการดำเนินการเกี่ยวกับประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ

2. ขอให้รัฐบาลไทยกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติและแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยผ่านระบบ MOU และแรงงาน ข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยหลังจาก 4 ปี พร้อมทั้งรณรงค์ให้แรงงานข้ามชาติ นายจ้าง และส่วนที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

3. ขอให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าดำเนินการอย่างจริงจังกับขบวนการนายหน้าค้าแรงงาน ข้ามชาติเพื่อให้แรงงานข้ามชาติไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

4. ขอให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบอย่างทั่วถึง

สมาพันธ์แรงงานรัฐวสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

เครือข่ายเพื่อแรงงานข้ามชาติ (MWRN.)

มูลนิธิเพิ่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF.)

วันที่ 21 สิงหาคม 2556

ทหารไทใหญ่ RCSS/SSA ปะทะทหารพม่าดับ 2 เจ็บ 2

Khonkhurtai : 22 ธันวาคม 2555

 

ทหารกองกำลังไทใหญ่ RCSS/SSA และทหารพม่าปะทะกันอีกระลอกในรัฐฉานภาคเหนือ ผลฝ่ายพม่าดับ 2 เจ็บ 2 โดยหลังการปะทะทหารพม่ามีการจับกุมชาวบ้านใกล้ที่เกิดเหตุไปสอบสวนด้วย....

 

มี รายงานว่า เมื่อเวลา 9.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นพม่าวานนี้ (21 ธ.ค.) ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทใหญ่ SSA ของสภากอบกู้รัฐฉาน RCSS หรือกองกำลังไทใหญ่ SSA ใต้ กับทหารกองทัพพม่าไม่ทราบสังกัด บริเวณด้านเหนือเส้นทางสายหลักระหว่างเมืองมัณฑะเลย์- เมืองล่าเสี้ยว ในรัฐฉานภาคเหนือ โดยจุดปะทะอยู่ห่างจากเมืองจ๊อกแม ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 10 กม.

 

การปะทะเกิดขึ้นขณะทหารไท ใหญ่ RCSSS/SSA นำกำลังพลซึ่งเป็นทหารที่เพิ่งผ่านการฝึกใหม่จากทางด้านใต้เส้นทางสายเมือง มัณฑะเลย์-เมืองล่าเสี้ยว ขึ้นไปทางด้านเหนือเพื่อเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ด้านเหนือ ระหว่างนั้นได้พบกับทหารพม่าไม่ทราบสังกัดกำลังพลราว 60 นาย ทั้งสองฝ่ายจึงเปิดฉากปะทะกันขึ้นนานกว่า 30 นาที ผลเป็นเหตุให้ฝ่ายทหารพม่าเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บอีก 2 นาย ส่วนฝ่ายทหาร RCSS/SSA ไม่ทราบความสูญเสีย

 

มีรายงานด้วยว่า หลังเหตุปะทะทหารพม่าได้นำทหารที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเมืองจ๊อกแม ขณะเดียวกันทราบว่า ทหารพม่าได้มีการจับกุมชาวบ้านอย่างน้อย 2 ครอบครัวที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุไปทำการสอบสวนด้วย

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

กองกำลังคะฉิ่นระเบิดรถทหารพม่าดับ 3 เจ็บ 4 ในรัฐฉาน

กองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA ระเบิดรถบรรทุกทหารพม่าในรัฐฉานดับ 3 เจ็บ 4 หวังสังหารนายทหารระดับสูงแต่พลาด ล่าสุดเกิดการปะทะของทหารสองฝ่ายอีก ….

แหล่งข่าวในรัฐฉานรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วานนี้ (8 ก.ค.) เกิดเหตุรถบรรทุกทหารพม่าคันหนึ่งถูกกองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA (Kachin Independent Army) ที่เคลื่อนไหวอยู่ในรัฐฉานภาคเหนือ วางระเบิดได้รับความเสียหายและทำให้ทหารพม่าที่นั่งมาบนรถเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 4 นาย เหตุเกิดบนเส้นทางระหว่างเมืองหมู่แจ้ – เมืองน้ำคำ ตรงบริเวณใกล้กับเนินเขาแจ้ล้าน ตำบลแจ้ล้าน เขตเมืองหมู่แจ้

รถบรรทุกทหารพม่าที่ถูกระเบิดเป็นหนึ่งในสองคันซึ่งเดินทางจากเมืองหมู่ แจ้ มุ่งหน้าไปทางเมืองน้ำคำ โดยรถคันถูกกับระเบิดเป็นรถบรรทุกเสบียงซึ่งมีทหารพม่านั่งด้วยจำนวนหนึ่ง ส่วนอีกคันซึ่งวิ่งไปก่อนหน้าบรรทุกทหารเต็มคัน มีนายทหารระดับผู้บัญชาการกองพันยุทธการนั่งไปด้วย เพื่อไปตรวจเยี่ยมกำลังพลชายแดนรัฐฉานและรัฐคะฉิ่นซึ่งอยู่ในพื้นที่เมือง น้ำคำ ของรัฐฉาน

แหล่งข่าวเผยว่า ระเบิดที่กองกำลังคะฉิ่น KIA วางดักรถบรรทุกทหารพม่าเป็นระเบิดชนิดจุดชนวนด้วยรีโมทย์ แรงระเบิดทำให้รถบรรทุกเสียหายทั้งคันและทำให้ทหารพม่าที่นั่งมาบนรถเสีย ชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 4 นาย เสียชีวิตที่เกิดเหตุ 1 นาย ที่โรงพยาบาล 2 นาย โดยทหารที่เสียชีวิตเป็นนายทหารยศจ่าสิบเอก 1 นาย และสิบเอก 1 นาย หลังเกิดเหตุทหารพม่าได้เรียกเกณฑ์เอารถชาวบ้านที่วิ่งผ่านเส้นทางเกิดเหตุ นำทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในเมืองหมู่แจ้ พร้อมกันนั้นทหารพม่าได้ทำการปิดเส้นทางสายดังกล่าวกระทั่งช่วงเย็นจึงเปิด ให้ประชาชนสัญจรไปมา

ทั้งนี้ มีรายงานว่า หลังเกิดเหตุทหารพม่าได้ระดมกำลังออกติดตามไล่ล่ากองกำลังคะฉิ่น KIA ที่เคลื่อนไหวในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ โดยช่วงเช้าของวันนี้ (9 ก.ค.) ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารพม่าและทหารกองกำลังคะฉิ่น KIA บริเวณบ้านน้ำแดง ตำบลแจ้ล้าน แต่ยังไม่มีรายงานความสูญเสียจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่ล่าสุดมีรายงานว่า ตลอดช่วงวันนี้ทหารพม่าได้มีการตรวจตราบนเส้นทางสายเกิดเหตุระเบิดอย่างเข้ม งวด

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

ฟ้อง กนอ.เพิกถอนนิคมหลักชัยเมืองยาง เผยรัฐข้ามขั้นตอนของกฎหมาย

เผย กนอ. แอบเซ็นต์ตั้งนิคมมลพิษในพื้นที่สีเขียวทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านคัดค้านมาตลอด แถมยังละเลยขั้นตอนของกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ชาวบ้านสุดทนยื่นฟ้องศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง

       วันนี้ (10 ก.ค.55) เวลา 11.00 น.ที่ศาลปกครองระยอง นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน พร้อมทีมงานทนายความสิ่งแวดล้อม และนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ได้ร่วมมือกับชาวบ้าน ต.กะเฉด และ ต.สำนักทอง 133 คน มายื่นฟ้องประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำนักทอง อำเภอเมืองระยอง ต่อศษลปกครองระยอง  ฐานเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ  กรณี ได้อนุมัติหรือเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง” ขึ้นในพื้นที่ตำบลสำนักทองบนเนื้อที่กว่า 2,441  ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวตามร่างผังเมืองรวมจังหวัดระยอง โดยที่ชาวบ้านไม่เห็นชอบด้วย และไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550  มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 67 วรรคสอง

          ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ชาวบ้านทั้ง 2 ตำบลได้รวบรวมรายชื่อผู้ที่คัดค้านการตั้งนิคมอุตสาหกรรมหลักชัย เมืองยางได้กว่า 2,000 คน และได้ยื่นให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้ว่า กนอ. และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาแล้ว แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดสนองตอบต่อข้อคัดค้านดังกล่าวของชาวบ้านเลย

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่านิคมแห่งนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามอนุมัติจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ขึ้นมาในพื้นที่ ต.สำนักทอง อ.เมืองระยอง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ขณะที่กระบวนการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ยังไม่ได้จัดทำเลย และที่ผ่านมาการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็ได้รับการคัดค้านอย่าง หนักจากชาวบ้านมาโดยตลอด แต่หน่วยงานรัฐทั้งสองก็ยังดื้อที่จะผลักดันตั้งนิคมอังกล่าวขึ้นมาจนได้ ถือได้ว่าเป็นการท้าทายกฎหมาย และท้าทายมติมหาชนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านจึงต้องรวมตัวกันมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองระยองในวันนี้…

 

คำขอท้ายฟ้อง  5  ข้อ

          1)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนประกาศคณะกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรื่อง ้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนองคดีได้ ปรากฎตามสำเนาจดหมายของผู้ถูกฟ้องคดีจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ในท้องที่ตำบลสำนักทอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2555 เสีย

2)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอาญา ต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในความผิดเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ตามขั้นตอนที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ

3)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีประสานงานหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องจัดให้มีวิธีการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยให้ประชาชนออกเสียง ประชามติตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 287 เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ในพื้นที่จังหวัดระยองทั้งจังหวัด

4)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามกฎหมายที่ เกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างครบถ้วนก่อนใช้อำนาจทางปกครองใด ๆ ในกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะการต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 26 มาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 66 มาตรา 67 มาตรา 78 มาตรา 85 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 87 มาตรา 287 มาตรา 290 อย่างเคร่งครัด ประกอบพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 11 พระราชบัญญัติผังเมือง พ.ศ.2518 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 และหรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 โดยยึดถือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 3/2552 เป็นหลักด้วย

5)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการศึกษาการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA : Strategic Environmental Assessment ในท้องที่จังหวัดระยองและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติและคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯก่อน

บริษัทขายมือถือตกมาตรฐานต้องรับผิดชอบผู้บริโภค ที่ซื้อเครื่องไปแล้วทั้งหมด

คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม ระบุบริษัทขายมือถือควรสำนึกผิดชดใช้ค่าเสียหายผู้บริโภคที่ซื้อเครื่องไป แล้วทั้งหมด พร้อมแนะ เร่งเผยแพร่รายชื่อ ๒๘๐ รุ่นให้ประชาชนตรวจสอบ เพื่อเร่งคืนและเลิกใช้สินค้าตกมาตรฐาน

วันนี้ (๔ มิ.ย.๕๕)  ในการประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม ได้มีการหารือกันอย่างกว้างขวางกรณีที่บริษัทผู้นำเข้าอุปกรณ์โทรศัพท์ เคลื่อนที่ ๒๗ รายถูก กสทช. สั่งเพิกถอนใบรับรองเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ จำนวน ๒๘๐ รุ่น โดยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากกว่า ๙ แสนเครื่องที่อยู่ในข่ายต้องถูกทำลายทิ้งนั้น

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า กรณีนี้ผู้ประกอบการทั้ง ๒๗ บริษัท ต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายรวมทั้งรับผิดชอบต่อความเสียหายที่ เกิดขึ้นกับผู้บริโภคจากการใช้เอกสารเท็จเพื่อจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคมใน ท้องตลาด  จึงสนับสนุนให้ กสทช. เร่งรัด ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ประกอบการทั้ง ๒๗ บริษัทอย่างเร่งด่วน รวมถึง สำนักงาน กสทช. ควรนำรายชื่อทั้ง ๒๘๐ รุ่น เผยแพร่ลงหนังสือพิมพ์รายวันให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบว่า ใช่โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ตัวเองใช้อยู่หรือไม่

“ เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะหากโทรศัพท์มือถือทั้งหมดได้จำหน่ายไปหมดแล้วเท่า กับว่า มีผู้บริโภคที่ใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานเพราะใช้หลัก ฐานเท็จอยู่มากกว่า ๙ แสนเครื่อง และแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าอุปกรณ์นั้นมีความปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยก็ตาม แต่ถือว่าเป็นมือถือที่ไม่ผ่านการตรวจสอบผู้บริโภคจึงไม่ควรจะเสี่ยงใช้มือ ถือทั้ง ๒๘๐ รุ่นนี้  และสำนักงาน กสทช. ควรประกาศแจ้งผู้บริโภคด้วยการนำรายชื่อทั้ง ๒๘๐ รุ่นนี้ลงสื่อสิ่งพิมพ์รายวันอย่างชัดเจน ให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบเพื่อนำเครื่องทั้งหมดมาคืนให้กับ สำนักงาน กสทช. หรือบริษัทเพื่อทำลาย” นางสาวสารีกล่าว

ด้านนางสาวสุภัทรา นาคะผิว อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ควรมีการออกมาตรการในการเรียกคืนเครื่องโทรคมนาคมทั้งหมดและมีมาตรการเยียว ยาผู้บริโภค ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ใช้เครื่องโทรคมนาคมทั้ง ๒๘๐ รุ่นนี้ ถือว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายใน ๒ ประเด็นคือ ความเสียหายจากการซื้อเครื่องที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน หรือความเสียหายจากตัวเครื่อง และความเสียหายจากการไม่ได้ใช้เครื่อง ซึ่งประเด็นหลังนี้ผู้บริโภคสามารถรวมตัวกันเพื่อฟ้องแพ่งกับผู้ประกอบการ ได้

“ผู้ประกอบการควรหยุดโต้แย้งเพราะมีการใช้เอกสารปลอมในการขออนุญาต แต่ควรรับผิดชอบกับความเสียหายของผู้บริโภค ” นางสาวสุภัทรากล่าว

ทั้งนี้จากการรับเรื่องร้องเรียนของกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้ม ครองผู้บริโภคพบว่า มีผู้ร้องโทรเข้ามาสอบถามและแจ้งว่า เป็นผู้ซื้อโทรศัพท์ในกลุ่ม ๒๘๐ รุ่นนี้ไปแล้วพบว่า มีปัญหาแบตเตอรี่บวม หลังจากใช้ไปได้ประมาณ ๑๐ วัน

ทหารพม่าและกองกำลังไทใหญ่ เหนือ รบกันเดือดหลายพื้นที่ในรัฐฉาน

ทหารพม่ากับกองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" เปิดฉากรบกันหนักในหลายพื้นที่ของรัฐฉาน เผย แนวโน้มสองฝ่ายรบกันรุนแรงขึ้น หลังพม่าสั่ง SSA "เหนือ" ถอนกำลังออกพื้นที่ ขณะที่แม่ทัพพม่าไปปักหลักสั่งการด้วยตนเอง …

 

มีรายงานจากแหล่งข่าวในรัฐฉานว่า ขณะนี้เกิดการสู้รบกันอย่างหนักระหว่างทหารกองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" กับทหารกองทัพพม่าในหลายพื้นที่ของรัฐฉานภาคเหนือ โดยเมื่อวานนี้ (3 ก.ค.) สองฝ่ายสู้รบกันอย่างหนักบริเวณดอยกองไม้ฮุง เขตเมืองสู้ และขณะนี้การสู้รบได้ลุกลามไปในพื้นที่เมืองต้างยาน รัฐฉานภาคเหนือ โดยทหารพม่าได้ทำการโจมตีฐานดอย 7 หลัก ของ SSA "เหนือ"

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การสู้รบระหว่างทหารพม่าและกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ในพื้นที่เมืองต้างยาน ตรงบริเวณฐานดอย 7 หลัก เกิดขึ้นหลังจากทหารพม่าบุกขึ้นโจมตี โดยวานนี้ (3 ก.ค.) ทหารสองฝ่ายเปิดฉากสู้รบกันอย่างหนักตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า กระทั่ง 5 -6 โมงเย็น เสียงปืนยังไม่สงบ ฝ่ายทหารพม่าใช้ปืนใหญ่หลายชนิดระดมถล่มเข้าใส่ฐานของ SSA "เหนือ" อย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ทหารพม่าได้บุกโจมตีฐานกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ตรงบริเวณดอยกองไม้ฮุง แล้วครั้งหนึ่ง สองฝ่ายเปิดฉากสู้รบกันอย่างดุเดือด มีรายงานว่า ฝ่ายทหารพม่าได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมกว่า 20 นาย ขณะที่ฝ่าย SSA "เหนือ" มีบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง 

ทั้งนี้ ทหารพม่าที่ทำการโจมตีกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ครั้งนี้มี 3 กองพัน ประกอบด้วยกองพันทหารราบ 33 (เมืองก๋าว) กองพันทหารราบเบา 326 (เมืองต้างยาน) กองพันทหารราบ 136 (เมืองปาด)

การสู้รบระลอกใหม่ระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ครั้งใหม่ ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยทหารพม่าได้ส่งกำลังเข้าพื้นที่เคลื่อนไหว SSA "เหนือ" และทำการโจมตี SSA "เหนือ" อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางฝ่าย SSA "เหนือ" ได้ทำการตอบโต้อย่างหนักเช่นกัน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ทหารพม่าสังกัดกองพันทหารราบ 516 โจมตีฐานทหาร SSA "เหนือ" บริเวณระหว่างบ้านต๋องเฮวและเมืองออด เขตเมืองสู้ สองฝ่ายสู้รบกันนานกว่า 4 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 – 17.00 น. ฝ่ายทหารพม่าเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บอีกหลายนาย การสู้รบสองฝ่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งวันที่ 20 มิ.ย. ทหารทั้งสองฝ่ายเกิดการสู้รบกันอย่างหนักอีกที่บริเวณบ้านห้วยหลอด เขตเมืองสู้ การสู้รบครั้งนี้เกิดขึ้งหลังจากทหารพม่าเสริมกำลังจำนวน 4 กองพันเข้าไปในพื้นที่ของ SSA "เหนือ" สองฝ่ายสู้รบนานกว่า 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 5.00 – 7.00 น.

สาเหตุทหารสองฝ่ายเปิดฉากรบกันนั้น ก่อนหน้านี้ฝ่ายทหารพม่าอ้างว่า ทหาร SSA "เหนือ" พกพาอาวุธไปมาในพื้นที่ของตน ขณะเดียวกันพ.อ.อ่องตู่ รมต.ความมั่นคงชายแดนของพม่า เรียกร้องให้ SSA "เหนือ" ถอนกำลังทหารที่ประจำอยู่ในพื้นที่เมืองออด เขตเมืองสู้ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวกองทัพรัฐบาล ขณะที่ SSA "เหนือ" ระบุเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของตน ทำให้กองทัพพม่าไม่พอใจและส่งกำลังโจมตีฐานประจำการของ SSA "เหนือ" บริเวณดอยผาผึ้งอย่างหนัก จนทำให้ SSA "เหนือ" ต้องถอนกำลังออกจากฐานดังกล่าว

ด้านพ.ต.จายละ โฆษก กองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" เปิดเผยว่า หลังถูกทหารพม่าโจมตีติดต่อกันหลายวัน ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. ตนได้เดินทางไปเมืองมัณฑะเลย์ พบกับอูเต็งจ่อ รองประธานดำเนินการสร้างสันติภาพของพม่า รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอูเต็งจ่อ ได้ทำหนังสือส่งถึงประธานาธิบดีทันที จากนั้นอูเต็งจ่อ แจ้งว่า ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ได้สั่งให้ทหารพม่าหยุดโจมตี SSA "เหนือ" แล้ว แต่หลังจากตนเดินทางถึงบ้านไฮ (ที่ตั้งบก. SSA "เหนือ") วันที่ 30 มิ.ย. ทราบว่าทหารพม่าได้เสริมกำลังเตรียมโจมตี SSA "เหนือ" อีก

พ.ต.จายละ เผยด้วยว่า ทหารพม่าที่เข้าทำการโจมตี SSA "เหนือ" ครั้งนี้ เป็นทหารในสังกัดกองทัพภคตะวันออกกลาง (โขหลำ) และกองทัพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ล่าเสี้ยว) มีกำลังพลรวมกว่า 10 กองพัน โดยอาวุธหนักที่ทหารพม่ามาใช้ถล่ม SSA "เหนือ" มีทั้งปืนค.81 ค.82 และค. 120 นอกจากทหารยังมีการใช้ลูกระเบิดเคมีโจมตีด้วย โดยมีทหาร SSA "เหนือ" อย่างน้อย 2 นาย ได้บาดเจ็บจากการสุดดมควันสารเคมี 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นับตั้งแต่ทหารกองทัพพม่าเริ่มโจมตีกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ครั้งใหม่ ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. ส่งผลให้มีชาวบ้านในพื้นที่กว่า 300 คน จาก 10 หมู่บ้านต้องละทิ้งบ้านเรือนอพยพออกนอกพื้นที่

แหล่งข่าวในพื้นที่รายงานว่า แนวโน้มการสู้รบระหว่างทหารกองทัพพม่ากับกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ในพื้นที่รัฐฉานภาคเหนือส่อเค้าจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้พลจัตวา ทุนทุนหน่อง แม่ทัพภาคตะวันออกกลางพม่า ได้ไปปักหลักสั่งการด้วยตนเองอยู่ที่เมืองสู้ ขณะที่พลจัตวาติ่นลวิน ผบ.กองบัญชาการยุทธการ 2 เมืองหนอง ไปปักหลักสั่งการอยู่ที่เมืองออด (เขตเมืองสู้) เพื่อกวาดล้างกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ"

กองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" หรือ กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" มีองค์กรการเมืองชื่อ พรรครัฐฉานก้าวหน้า (Shan State Progressive Party – SSPP) มีพล.ท.ป่างฟ้า เป็นผู้นำสูงสุด เคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของรัฐฉาน โดย SSA/SSPP ได้ลงนามหยุดยิงสร้างสันติภาพกับรัฐบาลพม่ารอบใหม่เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทหารทั้งสองฝ่ายยังคงสู้รบกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้สองฝ่ายสู้รบกันแล้วกว่า 20 ครั้ง

 

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/