ข่าวรายวัน

แถลงการณ์ด่วน

แถลงการณ์ด่วน

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2556

ให้รัฐบาลกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ กรณีการสิ้นสุดระยะเวลาทำงานของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อ 1.นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) 086-336-1110

2.นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมาฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) 089-030-9178

3.โก ทุน ผู้ประสานงาน MWRN ประเทศพม่า + (95) 9313-89989

4.มา สามอญ ผู้ประสานงาน HRDF มหาชัย 086756-0835

ปัจจุบันมีจำนวนแรงงานข้ามชาติกว่า 3 ล้านคนทำงานอยู่ในประเทศไทย ในจำนวนนั้นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่า ตั้งแต่ปี 2523 ที่ผ่านมาแรงงานเหล่านี้เดินทางเพื่อเขามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่มีเอกสาร แรงงานข้ามชาติส่วนมากทำงานประเภทงานสกปรกที่คนไทยปฏิเสธ ที่จะไม่ทำและงานประเภทงานอันตราย พวกเขาถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจไทย แต่อย่างไรก็ตามคนงานเหล่านี้ยังคงเผชิญกับการเอารัดเอาเปรียบและนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติที่ยัง ไม่ชัดเจน เมื่อปี พ.ศ. 2546 ได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาล (MOU) ในการยกสถานะแรงงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยให้เป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย จนเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 แรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าได้รับโอกาสในการพิสูจน์สัญชาติ โดยแรงงานข้ามชาติเหล่านี้จะต้องเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารเป็น หนังสือเดินทางชั่วคราวประเภท 3 ปี ที่ใช้เดินทางได้เฉพาะในประเทศไทยและประเทศพม่าเท่านั้น วีซ่า 2 ปี ที่สามารถต่ออายุวีซ่าได้ทุกๆสองปี และใบอนุญาตทำงาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 มีแรงงานพม่ากว่า 70,000 คนเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยผ่านระบบ MOU ปี พ.ศ. 2555 มีการจัดตั้งศูนย์เพื่อพิสูจน์สัญชาติ 7 แห่งทั่วประเทศ การจัดตั้งศูนย์เพื่อพิสูจน์สัญชาติย่อยๆ อีก 11 แห่ง พร้อมทั้งรัฐบาลได้ขยายกรอบของเวลาการพิสูจน์สัญชาติจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา มีแรงงานข้ามชาติเพียง 750,000 คนเท่านั้นที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติและได้รับใบอนุญาต

ทำงานที่ถูกต้อง และในจำนวนนี้มีแรงงานข้ามชาติเพียงแค่ 200,000 คน ที่เข้าถึงหลักประกันสังคมและหลักประกันทางสุขภาพ ทั้งๆที่รัฐบาลพม่าได้ออกหนังสือเดินทางให้กับแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่า 1.7 ล้านคน ตามข้อตกลง MOU เมื่อปี พ.ศ. 2546 ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า แรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าที่อยู่ในประเทศไทยครบ 4 ปี จำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังประเทศพม่าเป็นระยะเวลา 3 ปีก่อนที่เดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่ในประเทศไทยได้ แต่นโยบายนี้ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติไม่ว่าจะเป็น ตัวแรงงานเอง นายจ้าง หรือแม้แต่รัฐบาล เนื่องจากทุกฝ่ายคำนึงถึงด้านเศษรฐกิจเป็นหลัก กล่าวคือ แรงงานข้ามชาติจำเป็นต้องทำงานอยู่ในประเทศไทยเพื่อทำงานหาเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวที่ประเทศพม่า ส่วนนายจ้าง ไม่ต้องการสูญเสียคนงานที่มีทักษะในการทำงานอยู่แล้วโดยเฉพาะในช่วงขาดแคลนแรงงาน ในขณะที่รัฐบาลพม่ายังไม่พร้อมที่จะรับแรงงานสัญชาติพม่ากลับบ้านเกิดในช่วงพัฒนาและการเปิดประเทศ แต่ในทางกลับกัน มีข้อมูลปรากฎออกมาว่าแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าที่ทำงานในประเทศไทย ครบ 4 ปี จะต้องเดินทางกลับไปประเทศพม่า อาจจะเป็นระยะเวลา 1 วัน 1 เดือน หรือ 1 ปี หากพวกเขาต้องการที่จะเดินทางกลับมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีนโยบายหรือคำประกาศของรัฐที่ชัดเจนออกมาให้เห็นในขณะนี้ แรงงานข้ามชาติสัญชาติสัญชาติพม่าหลายแสนคน ทำงานครบและเกินกำหนด 4 ปีแล้ว และไม่สามารถต่อวีซ่าเพื่อที่จะทำงานได้อีก จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ของนโยบายที่ไม่ชัดเจนของรัฐทำให้แรงงานข้ามชาติหลายแสนคนจากประเทศพม่ากำลังเผชิญกับชะตากรรมที่ท้าทายอยู่ในประเทศไทย คนงานถูกหลอก ถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกขมขู่จากนายหน้าทั้งชาวไทยและชาวพม่า หรือแม้แต่จากบริษัทจัดหางานและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยการให้ข้อมูล ที่ไม่ถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับการต่ออายุวีซ่าหรือความจำเป็นในการเดินทางกลับไปประเทศพม่าแล้วกลับเข้าประเทศไทยใหม่อีกครั้งโดยผ่านขั้นตอนนายหน้าแบบระบบ MOU ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตอนนี้มีแรงงานข้ามชาติหลายคนยอมเสียค่าใช้จ่ายกว่า 15,000 บาท/ต่อคน (500 เหรียญสหรัฐ) ในการทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ หรือเพื่อเปลี่ยนชื่อและนามสกุลของตนเอง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าจะมีผลต่อการใช้สิทธิประกันสังคมที่คนงานเหล่านั้นถืออยู่จากการทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ แต่ยังมีคนงานและนายจ้างเลือกที่จะใช้เอกสารปลอมและ ทิ้งหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานเล่มจริงเพื่อให้ตนเองมีสถานะผิดฏหมาย และในที่สุดนโยบายที่ให้คนงานอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฏหมายต้องล้มเหลวต่อไป

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ร่วมดัวย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ และมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา มีความกังวลอย่างมาก ต่อการพัฒนาในเชิงลบที่เป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนต่อนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติของรัฐดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าตามข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลไทยมีการเปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพได้มากขึ้นพร้อมทั้งให้มีความชัดเจนในการดำเนินการเกี่ยวกับประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ

2. ขอให้รัฐบาลไทยกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติและแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยผ่านระบบ MOU และแรงงาน ข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยหลังจาก 4 ปี พร้อมทั้งรณรงค์ให้แรงงานข้ามชาติ นายจ้าง และส่วนที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

3. ขอให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าดำเนินการอย่างจริงจังกับขบวนการนายหน้าค้าแรงงาน ข้ามชาติเพื่อให้แรงงานข้ามชาติไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

4. ขอให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบอย่างทั่วถึง

สมาพันธ์แรงงานรัฐวสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

เครือข่ายเพื่อแรงงานข้ามชาติ (MWRN.)

มูลนิธิเพิ่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF.)

วันที่ 21 สิงหาคม 2556

ทหารไทใหญ่ RCSS/SSA ปะทะทหารพม่าดับ 2 เจ็บ 2

Khonkhurtai : 22 ธันวาคม 2555

 

ทหารกองกำลังไทใหญ่ RCSS/SSA และทหารพม่าปะทะกันอีกระลอกในรัฐฉานภาคเหนือ ผลฝ่ายพม่าดับ 2 เจ็บ 2 โดยหลังการปะทะทหารพม่ามีการจับกุมชาวบ้านใกล้ที่เกิดเหตุไปสอบสวนด้วย....

 

มี รายงานว่า เมื่อเวลา 9.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นพม่าวานนี้ (21 ธ.ค.) ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทใหญ่ SSA ของสภากอบกู้รัฐฉาน RCSS หรือกองกำลังไทใหญ่ SSA ใต้ กับทหารกองทัพพม่าไม่ทราบสังกัด บริเวณด้านเหนือเส้นทางสายหลักระหว่างเมืองมัณฑะเลย์- เมืองล่าเสี้ยว ในรัฐฉานภาคเหนือ โดยจุดปะทะอยู่ห่างจากเมืองจ๊อกแม ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 10 กม.

 

การปะทะเกิดขึ้นขณะทหารไท ใหญ่ RCSSS/SSA นำกำลังพลซึ่งเป็นทหารที่เพิ่งผ่านการฝึกใหม่จากทางด้านใต้เส้นทางสายเมือง มัณฑะเลย์-เมืองล่าเสี้ยว ขึ้นไปทางด้านเหนือเพื่อเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ด้านเหนือ ระหว่างนั้นได้พบกับทหารพม่าไม่ทราบสังกัดกำลังพลราว 60 นาย ทั้งสองฝ่ายจึงเปิดฉากปะทะกันขึ้นนานกว่า 30 นาที ผลเป็นเหตุให้ฝ่ายทหารพม่าเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บอีก 2 นาย ส่วนฝ่ายทหาร RCSS/SSA ไม่ทราบความสูญเสีย

 

มีรายงานด้วยว่า หลังเหตุปะทะทหารพม่าได้นำทหารที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเมืองจ๊อกแม ขณะเดียวกันทราบว่า ทหารพม่าได้มีการจับกุมชาวบ้านอย่างน้อย 2 ครอบครัวที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุไปทำการสอบสวนด้วย

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

กองกำลังคะฉิ่นระเบิดรถทหารพม่าดับ 3 เจ็บ 4 ในรัฐฉาน

กองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA ระเบิดรถบรรทุกทหารพม่าในรัฐฉานดับ 3 เจ็บ 4 หวังสังหารนายทหารระดับสูงแต่พลาด ล่าสุดเกิดการปะทะของทหารสองฝ่ายอีก ….

แหล่งข่าวในรัฐฉานรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วานนี้ (8 ก.ค.) เกิดเหตุรถบรรทุกทหารพม่าคันหนึ่งถูกกองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA (Kachin Independent Army) ที่เคลื่อนไหวอยู่ในรัฐฉานภาคเหนือ วางระเบิดได้รับความเสียหายและทำให้ทหารพม่าที่นั่งมาบนรถเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 4 นาย เหตุเกิดบนเส้นทางระหว่างเมืองหมู่แจ้ – เมืองน้ำคำ ตรงบริเวณใกล้กับเนินเขาแจ้ล้าน ตำบลแจ้ล้าน เขตเมืองหมู่แจ้

รถบรรทุกทหารพม่าที่ถูกระเบิดเป็นหนึ่งในสองคันซึ่งเดินทางจากเมืองหมู่ แจ้ มุ่งหน้าไปทางเมืองน้ำคำ โดยรถคันถูกกับระเบิดเป็นรถบรรทุกเสบียงซึ่งมีทหารพม่านั่งด้วยจำนวนหนึ่ง ส่วนอีกคันซึ่งวิ่งไปก่อนหน้าบรรทุกทหารเต็มคัน มีนายทหารระดับผู้บัญชาการกองพันยุทธการนั่งไปด้วย เพื่อไปตรวจเยี่ยมกำลังพลชายแดนรัฐฉานและรัฐคะฉิ่นซึ่งอยู่ในพื้นที่เมือง น้ำคำ ของรัฐฉาน

แหล่งข่าวเผยว่า ระเบิดที่กองกำลังคะฉิ่น KIA วางดักรถบรรทุกทหารพม่าเป็นระเบิดชนิดจุดชนวนด้วยรีโมทย์ แรงระเบิดทำให้รถบรรทุกเสียหายทั้งคันและทำให้ทหารพม่าที่นั่งมาบนรถเสีย ชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 4 นาย เสียชีวิตที่เกิดเหตุ 1 นาย ที่โรงพยาบาล 2 นาย โดยทหารที่เสียชีวิตเป็นนายทหารยศจ่าสิบเอก 1 นาย และสิบเอก 1 นาย หลังเกิดเหตุทหารพม่าได้เรียกเกณฑ์เอารถชาวบ้านที่วิ่งผ่านเส้นทางเกิดเหตุ นำทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในเมืองหมู่แจ้ พร้อมกันนั้นทหารพม่าได้ทำการปิดเส้นทางสายดังกล่าวกระทั่งช่วงเย็นจึงเปิด ให้ประชาชนสัญจรไปมา

ทั้งนี้ มีรายงานว่า หลังเกิดเหตุทหารพม่าได้ระดมกำลังออกติดตามไล่ล่ากองกำลังคะฉิ่น KIA ที่เคลื่อนไหวในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ โดยช่วงเช้าของวันนี้ (9 ก.ค.) ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารพม่าและทหารกองกำลังคะฉิ่น KIA บริเวณบ้านน้ำแดง ตำบลแจ้ล้าน แต่ยังไม่มีรายงานความสูญเสียจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่ล่าสุดมีรายงานว่า ตลอดช่วงวันนี้ทหารพม่าได้มีการตรวจตราบนเส้นทางสายเกิดเหตุระเบิดอย่างเข้ม งวด

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

ฟ้อง กนอ.เพิกถอนนิคมหลักชัยเมืองยาง เผยรัฐข้ามขั้นตอนของกฎหมาย

เผย กนอ. แอบเซ็นต์ตั้งนิคมมลพิษในพื้นที่สีเขียวทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านคัดค้านมาตลอด แถมยังละเลยขั้นตอนของกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ชาวบ้านสุดทนยื่นฟ้องศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง

       วันนี้ (10 ก.ค.55) เวลา 11.00 น.ที่ศาลปกครองระยอง นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน พร้อมทีมงานทนายความสิ่งแวดล้อม และนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ได้ร่วมมือกับชาวบ้าน ต.กะเฉด และ ต.สำนักทอง 133 คน มายื่นฟ้องประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำนักทอง อำเภอเมืองระยอง ต่อศษลปกครองระยอง  ฐานเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ  กรณี ได้อนุมัติหรือเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง” ขึ้นในพื้นที่ตำบลสำนักทองบนเนื้อที่กว่า 2,441  ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวตามร่างผังเมืองรวมจังหวัดระยอง โดยที่ชาวบ้านไม่เห็นชอบด้วย และไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550  มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 67 วรรคสอง

          ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ชาวบ้านทั้ง 2 ตำบลได้รวบรวมรายชื่อผู้ที่คัดค้านการตั้งนิคมอุตสาหกรรมหลักชัย เมืองยางได้กว่า 2,000 คน และได้ยื่นให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้ว่า กนอ. และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาแล้ว แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดสนองตอบต่อข้อคัดค้านดังกล่าวของชาวบ้านเลย

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่านิคมแห่งนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามอนุมัติจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ขึ้นมาในพื้นที่ ต.สำนักทอง อ.เมืองระยอง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ขณะที่กระบวนการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ยังไม่ได้จัดทำเลย และที่ผ่านมาการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็ได้รับการคัดค้านอย่าง หนักจากชาวบ้านมาโดยตลอด แต่หน่วยงานรัฐทั้งสองก็ยังดื้อที่จะผลักดันตั้งนิคมอังกล่าวขึ้นมาจนได้ ถือได้ว่าเป็นการท้าทายกฎหมาย และท้าทายมติมหาชนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านจึงต้องรวมตัวกันมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองระยองในวันนี้…

 

คำขอท้ายฟ้อง  5  ข้อ

          1)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนประกาศคณะกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรื่อง ้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนองคดีได้ ปรากฎตามสำเนาจดหมายของผู้ถูกฟ้องคดีจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ในท้องที่ตำบลสำนักทอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2555 เสีย

2)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอาญา ต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในความผิดเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ตามขั้นตอนที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ

3)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีประสานงานหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องจัดให้มีวิธีการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยให้ประชาชนออกเสียง ประชามติตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 287 เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ในพื้นที่จังหวัดระยองทั้งจังหวัด

4)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามกฎหมายที่ เกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างครบถ้วนก่อนใช้อำนาจทางปกครองใด ๆ ในกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะการต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 26 มาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 66 มาตรา 67 มาตรา 78 มาตรา 85 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 87 มาตรา 287 มาตรา 290 อย่างเคร่งครัด ประกอบพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 11 พระราชบัญญัติผังเมือง พ.ศ.2518 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 และหรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 โดยยึดถือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 3/2552 เป็นหลักด้วย

5)ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการศึกษาการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA : Strategic Environmental Assessment ในท้องที่จังหวัดระยองและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติและคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฯก่อน

บริษัทขายมือถือตกมาตรฐานต้องรับผิดชอบผู้บริโภค ที่ซื้อเครื่องไปแล้วทั้งหมด

คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม ระบุบริษัทขายมือถือควรสำนึกผิดชดใช้ค่าเสียหายผู้บริโภคที่ซื้อเครื่องไป แล้วทั้งหมด พร้อมแนะ เร่งเผยแพร่รายชื่อ ๒๘๐ รุ่นให้ประชาชนตรวจสอบ เพื่อเร่งคืนและเลิกใช้สินค้าตกมาตรฐาน

วันนี้ (๔ มิ.ย.๕๕)  ในการประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม ได้มีการหารือกันอย่างกว้างขวางกรณีที่บริษัทผู้นำเข้าอุปกรณ์โทรศัพท์ เคลื่อนที่ ๒๗ รายถูก กสทช. สั่งเพิกถอนใบรับรองเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ จำนวน ๒๘๐ รุ่น โดยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากกว่า ๙ แสนเครื่องที่อยู่ในข่ายต้องถูกทำลายทิ้งนั้น

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า กรณีนี้ผู้ประกอบการทั้ง ๒๗ บริษัท ต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายรวมทั้งรับผิดชอบต่อความเสียหายที่ เกิดขึ้นกับผู้บริโภคจากการใช้เอกสารเท็จเพื่อจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคมใน ท้องตลาด  จึงสนับสนุนให้ กสทช. เร่งรัด ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ประกอบการทั้ง ๒๗ บริษัทอย่างเร่งด่วน รวมถึง สำนักงาน กสทช. ควรนำรายชื่อทั้ง ๒๘๐ รุ่น เผยแพร่ลงหนังสือพิมพ์รายวันให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบว่า ใช่โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ตัวเองใช้อยู่หรือไม่

“ เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะหากโทรศัพท์มือถือทั้งหมดได้จำหน่ายไปหมดแล้วเท่า กับว่า มีผู้บริโภคที่ใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานเพราะใช้หลัก ฐานเท็จอยู่มากกว่า ๙ แสนเครื่อง และแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าอุปกรณ์นั้นมีความปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยก็ตาม แต่ถือว่าเป็นมือถือที่ไม่ผ่านการตรวจสอบผู้บริโภคจึงไม่ควรจะเสี่ยงใช้มือ ถือทั้ง ๒๘๐ รุ่นนี้  และสำนักงาน กสทช. ควรประกาศแจ้งผู้บริโภคด้วยการนำรายชื่อทั้ง ๒๘๐ รุ่นนี้ลงสื่อสิ่งพิมพ์รายวันอย่างชัดเจน ให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบเพื่อนำเครื่องทั้งหมดมาคืนให้กับ สำนักงาน กสทช. หรือบริษัทเพื่อทำลาย” นางสาวสารีกล่าว

ด้านนางสาวสุภัทรา นาคะผิว อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ควรมีการออกมาตรการในการเรียกคืนเครื่องโทรคมนาคมทั้งหมดและมีมาตรการเยียว ยาผู้บริโภค ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ใช้เครื่องโทรคมนาคมทั้ง ๒๘๐ รุ่นนี้ ถือว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายใน ๒ ประเด็นคือ ความเสียหายจากการซื้อเครื่องที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน หรือความเสียหายจากตัวเครื่อง และความเสียหายจากการไม่ได้ใช้เครื่อง ซึ่งประเด็นหลังนี้ผู้บริโภคสามารถรวมตัวกันเพื่อฟ้องแพ่งกับผู้ประกอบการ ได้

“ผู้ประกอบการควรหยุดโต้แย้งเพราะมีการใช้เอกสารปลอมในการขออนุญาต แต่ควรรับผิดชอบกับความเสียหายของผู้บริโภค ” นางสาวสุภัทรากล่าว

ทั้งนี้จากการรับเรื่องร้องเรียนของกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้ม ครองผู้บริโภคพบว่า มีผู้ร้องโทรเข้ามาสอบถามและแจ้งว่า เป็นผู้ซื้อโทรศัพท์ในกลุ่ม ๒๘๐ รุ่นนี้ไปแล้วพบว่า มีปัญหาแบตเตอรี่บวม หลังจากใช้ไปได้ประมาณ ๑๐ วัน

ทหารพม่าและกองกำลังไทใหญ่ เหนือ รบกันเดือดหลายพื้นที่ในรัฐฉาน

ทหารพม่ากับกองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" เปิดฉากรบกันหนักในหลายพื้นที่ของรัฐฉาน เผย แนวโน้มสองฝ่ายรบกันรุนแรงขึ้น หลังพม่าสั่ง SSA "เหนือ" ถอนกำลังออกพื้นที่ ขณะที่แม่ทัพพม่าไปปักหลักสั่งการด้วยตนเอง …

 

มีรายงานจากแหล่งข่าวในรัฐฉานว่า ขณะนี้เกิดการสู้รบกันอย่างหนักระหว่างทหารกองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" กับทหารกองทัพพม่าในหลายพื้นที่ของรัฐฉานภาคเหนือ โดยเมื่อวานนี้ (3 ก.ค.) สองฝ่ายสู้รบกันอย่างหนักบริเวณดอยกองไม้ฮุง เขตเมืองสู้ และขณะนี้การสู้รบได้ลุกลามไปในพื้นที่เมืองต้างยาน รัฐฉานภาคเหนือ โดยทหารพม่าได้ทำการโจมตีฐานดอย 7 หลัก ของ SSA "เหนือ"

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การสู้รบระหว่างทหารพม่าและกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ในพื้นที่เมืองต้างยาน ตรงบริเวณฐานดอย 7 หลัก เกิดขึ้นหลังจากทหารพม่าบุกขึ้นโจมตี โดยวานนี้ (3 ก.ค.) ทหารสองฝ่ายเปิดฉากสู้รบกันอย่างหนักตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า กระทั่ง 5 -6 โมงเย็น เสียงปืนยังไม่สงบ ฝ่ายทหารพม่าใช้ปืนใหญ่หลายชนิดระดมถล่มเข้าใส่ฐานของ SSA "เหนือ" อย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ทหารพม่าได้บุกโจมตีฐานกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ตรงบริเวณดอยกองไม้ฮุง แล้วครั้งหนึ่ง สองฝ่ายเปิดฉากสู้รบกันอย่างดุเดือด มีรายงานว่า ฝ่ายทหารพม่าได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมกว่า 20 นาย ขณะที่ฝ่าย SSA "เหนือ" มีบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง 

ทั้งนี้ ทหารพม่าที่ทำการโจมตีกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ครั้งนี้มี 3 กองพัน ประกอบด้วยกองพันทหารราบ 33 (เมืองก๋าว) กองพันทหารราบเบา 326 (เมืองต้างยาน) กองพันทหารราบ 136 (เมืองปาด)

การสู้รบระลอกใหม่ระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ครั้งใหม่ ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยทหารพม่าได้ส่งกำลังเข้าพื้นที่เคลื่อนไหว SSA "เหนือ" และทำการโจมตี SSA "เหนือ" อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางฝ่าย SSA "เหนือ" ได้ทำการตอบโต้อย่างหนักเช่นกัน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ทหารพม่าสังกัดกองพันทหารราบ 516 โจมตีฐานทหาร SSA "เหนือ" บริเวณระหว่างบ้านต๋องเฮวและเมืองออด เขตเมืองสู้ สองฝ่ายสู้รบกันนานกว่า 4 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 – 17.00 น. ฝ่ายทหารพม่าเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บอีกหลายนาย การสู้รบสองฝ่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งวันที่ 20 มิ.ย. ทหารทั้งสองฝ่ายเกิดการสู้รบกันอย่างหนักอีกที่บริเวณบ้านห้วยหลอด เขตเมืองสู้ การสู้รบครั้งนี้เกิดขึ้งหลังจากทหารพม่าเสริมกำลังจำนวน 4 กองพันเข้าไปในพื้นที่ของ SSA "เหนือ" สองฝ่ายสู้รบนานกว่า 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 5.00 – 7.00 น.

สาเหตุทหารสองฝ่ายเปิดฉากรบกันนั้น ก่อนหน้านี้ฝ่ายทหารพม่าอ้างว่า ทหาร SSA "เหนือ" พกพาอาวุธไปมาในพื้นที่ของตน ขณะเดียวกันพ.อ.อ่องตู่ รมต.ความมั่นคงชายแดนของพม่า เรียกร้องให้ SSA "เหนือ" ถอนกำลังทหารที่ประจำอยู่ในพื้นที่เมืองออด เขตเมืองสู้ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวกองทัพรัฐบาล ขณะที่ SSA "เหนือ" ระบุเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของตน ทำให้กองทัพพม่าไม่พอใจและส่งกำลังโจมตีฐานประจำการของ SSA "เหนือ" บริเวณดอยผาผึ้งอย่างหนัก จนทำให้ SSA "เหนือ" ต้องถอนกำลังออกจากฐานดังกล่าว

ด้านพ.ต.จายละ โฆษก กองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" เปิดเผยว่า หลังถูกทหารพม่าโจมตีติดต่อกันหลายวัน ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. ตนได้เดินทางไปเมืองมัณฑะเลย์ พบกับอูเต็งจ่อ รองประธานดำเนินการสร้างสันติภาพของพม่า รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอูเต็งจ่อ ได้ทำหนังสือส่งถึงประธานาธิบดีทันที จากนั้นอูเต็งจ่อ แจ้งว่า ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ได้สั่งให้ทหารพม่าหยุดโจมตี SSA "เหนือ" แล้ว แต่หลังจากตนเดินทางถึงบ้านไฮ (ที่ตั้งบก. SSA "เหนือ") วันที่ 30 มิ.ย. ทราบว่าทหารพม่าได้เสริมกำลังเตรียมโจมตี SSA "เหนือ" อีก

พ.ต.จายละ เผยด้วยว่า ทหารพม่าที่เข้าทำการโจมตี SSA "เหนือ" ครั้งนี้ เป็นทหารในสังกัดกองทัพภคตะวันออกกลาง (โขหลำ) และกองทัพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ล่าเสี้ยว) มีกำลังพลรวมกว่า 10 กองพัน โดยอาวุธหนักที่ทหารพม่ามาใช้ถล่ม SSA "เหนือ" มีทั้งปืนค.81 ค.82 และค. 120 นอกจากทหารยังมีการใช้ลูกระเบิดเคมีโจมตีด้วย โดยมีทหาร SSA "เหนือ" อย่างน้อย 2 นาย ได้บาดเจ็บจากการสุดดมควันสารเคมี 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นับตั้งแต่ทหารกองทัพพม่าเริ่มโจมตีกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ครั้งใหม่ ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. ส่งผลให้มีชาวบ้านในพื้นที่กว่า 300 คน จาก 10 หมู่บ้านต้องละทิ้งบ้านเรือนอพยพออกนอกพื้นที่

แหล่งข่าวในพื้นที่รายงานว่า แนวโน้มการสู้รบระหว่างทหารกองทัพพม่ากับกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ในพื้นที่รัฐฉานภาคเหนือส่อเค้าจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้พลจัตวา ทุนทุนหน่อง แม่ทัพภาคตะวันออกกลางพม่า ได้ไปปักหลักสั่งการด้วยตนเองอยู่ที่เมืองสู้ ขณะที่พลจัตวาติ่นลวิน ผบ.กองบัญชาการยุทธการ 2 เมืองหนอง ไปปักหลักสั่งการอยู่ที่เมืองออด (เขตเมืองสู้) เพื่อกวาดล้างกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ"

กองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" หรือ กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" มีองค์กรการเมืองชื่อ พรรครัฐฉานก้าวหน้า (Shan State Progressive Party – SSPP) มีพล.ท.ป่างฟ้า เป็นผู้นำสูงสุด เคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของรัฐฉาน โดย SSA/SSPP ได้ลงนามหยุดยิงสร้างสันติภาพกับรัฐบาลพม่ารอบใหม่เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทหารทั้งสองฝ่ายยังคงสู้รบกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้สองฝ่ายสู้รบกันแล้วกว่า 20 ครั้ง

 

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

พม่าเคืองไทยให้รางวัล SSA ร่วมปราบยาเสพติด

ทางการพม่าทักท้วงไทยกรณีมอบรางวัลปราบยาเสพติดให้กองทัพรัฐฉาน SSA เผย แทรกแซงภายใน แถมแสดงท่าไม่พอใจไทยประกาศตั้งค่าหัวผู้นำกลุ่มติดอาวุธในพม่าเอี่ยวยาเสพติด …

มีรายงานข่าวจากวงในหน่วยความมั่นคงไทยว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา สถานทูตพม่าประจำประเทศไทยได้ทักท้วงมายังกระทรวงการต่างประเทศของไทย กรณีทางการไทยมอบรางวัลร่วมปราบปรามยาเสติดให้สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS กองทัพรัฐฉาน SSA ภายใต้การนำของพล.ท.เจ้ายอดศึก

"เจ้าหน้าที่สถานทูตพม่าได้ทักท้วงมายังกระทรวงต่างประเทศไทยด้วยวาจา ไม่ได้ทักท้วงมาเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ เนื้อหาถ้อยคำนัยว่าทางการไทยแทรกแซงกิจการภายในพม่า" เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง ระบุ

เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงคนเดิมเผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ทางการพม่ายังแสดงท่าทีไม่พอใจกรณีที่ทางการไทยประกาศตั้งค่าหัว 3 บุคคลในพม่าเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา ข้อหาเกี่ยวข้องยาเสพติด ซึ่งประกอบด้วย 1.จายหน่อคำ 2. พลตรีนะคันมวย ผู้นำกะเหรี่ยง DKBA และ นายยี่เซ ผู้นำกองกำลังอาสาสมัคร โดยเจ้าหน้าที่ทางการพม่าระบุ ทางการไทยควรประสานหารือกับรัฐบาลพม่าก่อนจะประกาศเรื่องนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทางการไทยโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ได้มอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ในด้านการรณรงค์ ส่งเสริมในการป้องกันต่อต้านอาชญากรรมและยาเสพติดเพื่อความมั่นคงแห่งปี  “คนดี คิดดี ทำดี สังคมดี ตามรอยพระยุคคลบาท” รางวัล “อินทรีทอง Award” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2555 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก วันที่ 26 มิ.ย. ของทุกปี

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ สโมสรบุณยะจินดา (ดุริยางค์ตำรวจ) กองสวัสดิการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี  มีพล.อ พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี เป็นประธานมอบในพิธีมอบรับรางวัล ซึ่งผู้ได้รับมอบรางวัลมีทั้งบุคคล องค์กร และหน่วยงานต่างๆ

ขณะที่สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน RCSS (Restoration Council of Shan State) องค์กรการเมืองกองทัพรัฐฉาน SSA (Shan State Army) ภายใต้การนำของพล.ท.เจ้ายอดศึก ได้รับรางวัลดังกล่าวด้วย ในฐานะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการต่อต้านยาเสพติด ประเภทเครือข่ายความร่วมมือการข่าวเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ด้านพล.ท.เจ้ายอดศึก กล่าวว่า ได้ทราบข่าวทางการพม่าทักท้วงทางการไทยเรื่องมอบรางวัลให้สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS อยู่ และมีหลายฝ่ายถามเรื่องนี้แต่ไม่ได้พูดอะไรได้มาก จริงๆ แล้วตนก็ไม่ทราบมาก่อนว่า RCSS/SSA จะได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งเมื่อทราบเรื่องแจ้งมาว่าให้ไปรับรางวัลตนยังงงอยู่เลย

"ตนในฐานะผู้นำ RCSS/SSA ได้ดำเนินตามนโยบายปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากเป็นหน้าที่ เพราะยาเสพติดเป็นภัยต่อมนุษยชาติ ซึ่งตนไม่เคยหวังที่จะได้รับรางวัล ส่วนที่ทางการไทยได้มอบรางวัลให้นั้นเข้าใจว่าเป็นการรับรองการทำความดีของ RCSS/SSA ซึ่งถือเป็นสิ่งดีและยินดีเป็นอย่างยิ่ง" พล.ท.เจ้ายอดศึก กล่าว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS กองทัพรัฐฉาน SSA ถูกร้องขอให้ลบภาพและข่าวการได้รับรางวัล “อินทรีทอง Award” ออกจากเว็บไซท์ไตฟรีดอม (www.taifreedom.net) ซึ่งเป็นเว็ปไซท์ของ RCSS/SSA แล้ว

 

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

ทางการพม่าร้องขอ SSA “เหนือ” ถอนทหารแนวหน้าเพื่อลดการสู้รบ

กองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" ตัดสินใจถอนทหารประจำการฐานแนวหน้าบางส่วน หลังทางการพม่าร้องขอ เพื่อหวังลดการสู้รบระหว่างกัน …

พ.ต.จายละ โฆษกกองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" เปิดเผยว่า หลังเกิดการสู้รบกันอย่างหนักตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างทหารกองทัพพม่าและทหารกองทัพรัฐฉาน SSA "เหนือ" ทางฝ่าย SSA "เหนือ" ได้ทำหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลพม่าเพื่อหยุดทำการโจมตี และเมื่อบ่ายวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา อูเต็งจ่อ รองประธานคณะทำงานด้านสันติภาพของพม่า ได้แจ้งมายัง SSA "เหนือ" ว่า คณะทำงานด้านสันติภาพพม่ากำลังเร่งทำงานเพื่อให้เกิดสันติภาพ เพื่อเป็นการลดการเผชิญหน้าและการสู้รบของสองฝ่าย จึงได้ร้องขอให้ทาง SSA "เหนือ" อดทนและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารพม่า

"ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูการทำไร่ทำนา เพื่อไม่ให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการสู้รบ เมื่อวานนี้ (4 ก.ค.) SSA "เหนือ" ได้จัดการประชุมและมีมติร่วมกันว่า จะถอนกำลังที่ประจำการอยู่ตามฐานแนวหน้าบางส่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าตามที่ อูเต็งจ่อ รองประธานคณะทำงานสันติภาพพม่าร้องขอมา โดยฐานที่จะถอนนั้นมีอย่างน้อย 2 แห่ง อยู่ในพื้นที่เมืองสู้และเมืองต้างยาน ซึ่งเป็นฐานขนาดเล็กเท่านั้น" พ.ต. จายละ กล่าว 

ทั้งนี้ พ.ต.จายละ กล่าวด้วยว่า สองฝ่ายได้มีการตกลงกันว่าหาก SSA "เหนือ" ถอนกำลังออกจากฐานพื้นที่แนวหน้าแล้วทหารพม่าจะไม่ไปประจำการแทน ซึ่งหลังจากนี้ SSA "เหนือ" จะติดตามดูท่าทีของทหารพม่าว่าจะไปประจำการตามฐานที่ SSA "เหนือ" ถอนกำลังออกหรือไม่ ซึ่งหากทหารพม่าไปประจำการแทนทาง SSA "เหนือ" จะตอบโต้ทันที

 

ทั้งนี้ การสู้รบระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ครั้งใหม่ ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยทหารพม่าได้ส่งกำลังเข้าพื้นที่เคลื่อนไหว SSA "เหนือ" และทำการโจมตี SSA "เหนือ" อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางฝ่าย SSA "เหนือ" ได้ทำการตอบโต้อย่างหนัก โดยการสู้รบสองฝ่ายเกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ของเมืองสู้ และเมืองต้างยาน รัฐฉานภาคเหนือ

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า แนวโน้มการสู้รบระหว่างทหารกองทัพพม่ากับกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ" ในพื้นที่รัฐฉานภาคเหนือส่อเค้าจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยกองทัพพม่าได้ส่งกำลังเข้าไปในพื้นที่กว่า 10 กองพัน ซึ่งพลจัตวา ทุนทุนหน่อง แม่ทัพภาคตะวันออกกลางพม่า ได้ไปปักหลักสั่งการด้วยตนเองอยู่ที่เมืองสู้ ขณะที่พลจัตวาติ่นลวิน ผบ.กองบัญชาการยุทธการ 2 เมืองหนอง ไปปักหลักสั่งการอยู่ที่เมืองออด (เขตเมืองสู้) เพื่อกวาดล้างกองกำลังไทใหญ่ SSA "เหนือ"

ขณะที่มีรายงานว่า การสู้รบของสองฝ่ายในพื้นที่เมืองต้างยาน เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา ฝ่ายทหาร SSA "เหนือ" สามารถสังหารทหารพม่า 5 นาย เป็นนายทหารยศร้อยโท 1 นาย และยศร้อยเอก 1 นาย นอกจากนี้ SSA "เหนือ" ยังได้ตรวจยึดอาวุธปืนจากฝ่ายทหารพม่า ซึ่งมีทั้งปืนกล เครื่องยิงลูกระเบิดชนิดปืนค. พร้อมด้วยกระสุน และอาวุธปืนประจำกายอีกหลายกระบอก

 

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

Bangkok Music Forum ครั้งที่ 1 เคาะกะโหลก โขกกะลา ประสา Bruce Gaston

วันเสาร์ที่ 21 กรกฏาคม 2555 เวลา 16.00-18.30 น.
ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ขอเชิญร่วมรับฟังเรื่องราวการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีจากครูเพลงคนสำคัญ บรูซ แกสตัน ในกิจกรรม Bangkok Music Forum ครั้งที่ 1 “เคาะกะโหลก โขกกะลา ประสา Bruce Gaston”

ร่วมรับฟังมุมมองทางการทำงานกว่า 20 ปีที่ร่วมสร้างสรรค์และสืบทอดวัฒนธรรมดนตรีไทยให้มีชีวิตและสร้างแรงบันดาล ใจและกำลังใจให้คนรุ่นใหม่เกิดพลังในการสืบทอดมรดกทางดนตรีไทยต่อไป ร่วมด้วยการแสดงดนตรีจากอาจารย์บรูซ แกสตัน การแสดงแตรวงในเพลงมหาชัยจากนักศึกษาวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต และการพูดคุยกับเหล่าลูกศิษย์ คนดนตรีแถวหน้า ผู้สืบทอดการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีในแวดวงดนตรีของไทยอย่างต่อเนื่อง

     แนวคิดของโครงการ Bangkok Music Forum เกิดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ชุมชนรู้รักศิลปะและเกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่าง ศิลปินกับประชาชน ทั้งยังต้องการสร้างคุณค่า แรงบันดาลใจทางด้านศิลปวัฒนธรรมแก่ชุมชน โดยการเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมและสนับสนุนในการรณรงค์ให้สังคมรู้รัก ศิลปการแสดงดนตรี ในแง่มุมที่เป็นดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของศิลปวัฒนธรรม เกิดการเรียนรู้การแลกเปลี่ยนทัศนะระหว่างศิลปินและผู้ชม นอกจากนี้หอศิลปกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่เผยแพร่ผลงานจากศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบที่ หลากหลายออกสู่สังคม และเกิดการเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่นดนตรีและผู้ฟังดนตรี โดยโครงการ Bangkok Music Forum นั้นจะมีขึ้นปีละ 4 ครั้ง ในแต่ละครั้งจะมีการนำเสนอศิลปินที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งในแนวคิดและ รูปแบบการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์และถ่ายเทความรู้ แนวคิด มุมมอง ทัศนคติทางด้านดนตรี รวมทั้งแบ่งปันประสบการณ์จากศิลปินไปสู่กลุ่มผู้ฟัง เป็นการเปิดรับการสร้างสรรค์ผลงานอันแตกต่างหลากหลาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดความคิดและจินตนาการสร้างสรรค์ให้แก่ผู้คนใน สังคมต่อไป  

—-

สอบถามเพิ่มเติม
คุณธนกร ยังให้ผล (แจ็คกี้)
ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
โทร. 02 2146630-8 # 520 email – prbacc@hotmail.com
Website – www.bacc.or.th   / facebook -  www.facebook.com/baccpage

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติจัดเวทีระดมสมอง ตีแผ่ข้อเท็จจริงผลได้ผลเสียนโยบายส่งกลับแรงงานข้ามชาติ

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติจัดเวทีระดมสมอง ตีแผ่ข้อเท็จจริงผลได้ผลเสียนโยบายส่งกลับแรงงานข้ามชาติท้องกลับบ้านของ รมว.แรงงาน  ประสานเสียง เกาไม่ถูกที่คัน ชี้เพิ่มช่องค้ามนุษย์ และเพิ่มยอดทำแท้ง ระบุมีคนไทยจำนวนมากที่แต่งงานกับแรงงานข้ามชาติจะถูกส่งกลับเข้าประเทศอื่น อย่างผิดกฏหมายเพราะต้องย้ายตามครอบครัวของตนเอง เสนอเพิ่มสัดส่วนของภาคประชาชนในคณะกรรมการของกระทรวงแรงงานระดับชาติ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา

วันนี้ (5 ก.ค.)ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant working group) และองค์กรภาคีเครือข่าย จัดเสวนาเรื่อง “นโยบายส่งกลับแรงงานหญิงข้ามชาติท้องกลับประเทศ กับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย : หรือกระทรวงแรงงานเกาไม่ถูกที่คัน” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องจากนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ออกมาให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่าจะดำเนิน นโยบายดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เด็กในประเทศไทย

นางสาวทัตติยา ลิขิตวงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) กล่าวถึงนโยบายส่งแรงงานหญิงข้ามชาติท้องกลับประเทศซึ่งเป็นแนวคิดของ รมว.แรงงาน ว่าถือเป็นความเจ็บปวดและส่งผลกระทบตามมาอีกหลายประเด็น คือ   1.ส่งผลกระทบต่อสถาบันครอบครัว และเกิดปัจจัยเสี่ยงเรื่องการข้ามไปข้ามมาของแรงงานข้ามชาติ 2.ทำให้สถิติการทำแท้งเพิ่มสูงขึ้น เพราะเมื่อแรงงานรู้ว่าท้อง 3 เดือนและจะถูกส่งกลับ จึงถูกบีบทางเลือกให้ต้องทำแท้ง 3.เด็กอ่อนจะต้องถูกทิ้งอยู่ในประเทศต้นทางและถูกเลี้ยงดูตามสภาพ สุดท้ายจะวนเวียนกลับมาเป็นแรงงานนอกระบบ นอกจากนี้นโยบายดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับกฎหมายในประเทศ  ทั้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ที่มุ่งหวังสร้างมาตรฐานในการเลี้ยงดูเด็กให้มีคุณภาพ  ดังนั้นแม้นโยบายดังกล่าวจะมีเจตนาดี และมุ่งหวังแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ แต่คงต้องทบทวนว่าแก้ถูกจุดหรือไม่ หรือในทางกลับกันจะเพิ่มประเด็นปัญหาหรือไม่

“ปัจจุบันมีบางกระทรวงก็มีนโยบายเชิงบวกที่ดี เช่น กระทรวงศึกษาธิการ จะเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติส่งลูกหลานเข้าเรียนในสถานศึกษาได้ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์จากต้นทาง แต่สำหรับกระทรวงแรงงานเอง คนที่ทำงานด้านนี้หลายฝ่ายไม่เห็นเหตุผลหรือหนทางที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา ได้จริง แต่กลับกันจะเพิ่มปัญหาอาชญากรข้ามชาติจากการค้ามนุษย์ คือทำให้เหล่านี้มีกลุ่มคนที่จะใช้แสวงหาประโยชน์ได้มากขึ้น นอกจากนี้คนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช้ประเทศไทย แต่จะเป็นกลุ่มนายจ้างเพราะจะได้โอกาศที่จะเลิกจ้างแรงงานหญิงตั้งครรค์ หรือบังคับให้แรงงานหญิงตัดสินใจทำแท้งเพื่อให้สามารถทำงานได้ต่อ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกรูปแบบหนึ่ง” นางสาวทัตติยากล่าว

                นางสาวทัตติยา  กล่าวต่อว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดอันดับประเทศที่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาการค้า มนุษย์ โดยให้ไทยเป็นประเทศที่ต้องจับตามอง ระดับ 2.5 (Tier 2 Watch list) เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน คืออยู่ในระหว่างการเฝ้าระวังและติดตามว่าสามารถแก้ปัญหาได้ดีหรือไม่ แต่หากยังไม่มีแนวทางอาจมีแนวโน้มถูกปรับเป็นระดับ 3 ซึ่งถือว่าแย่ที่สุด และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม  ดังนั้นอยากเสนอทางแก้คือต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ ร่วมมือกันระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องแบะประเทศต้นทาง รวมทั้งหาแนวทางการจัดระบบที่ดีเพื่อให้เช็คจำนวนแรงงานได้ หรือเพิ่มมาตรการ เช่น อนุญาตให้แรงงานกลับไปคลอดที่บ้านแต่จะต้องสามารถพาเด็กกลับมาด้วยได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่จะริ่เริ่มนโยบายดังกล่าว รมว.แรงงานต้องทบทวนให้ดี รวมทั้งควรหามาตรการระยะยาวและยั่งยืนในการคุ้มครองสิทธิ แก้ปัญหาและมองว่าแรงงานต่างชาติคือมนุษย์เช่นเดียวกับเรา  

 

ด้านนางสาวทัศนัย ขันตยาภรณ์ ตัวแทนจากองค์กร (PATH) ที่ ทำงานด้านสาธารณสุขของผู้หญิงและเด็ก กล่าวว่า เมื่อเห็นนโยบายนี้ออกมาทำให้กังวลและเริ่มวิเคราะห์ตัวเลขเด็กที่จะต้องถูก ส่งกลับบ้าน ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาที่วนเวียนทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ ปัญหาสิทธิมนุษยชน และเรื่องแรงงาน  ซึ่งล่าสุดก็เริ่มมีสัญญารที่ดีจาก รมว.แรงงาน ที่เริ่มฟังเสียงสะท้อนแล้วโดยส่งสัญญาณที่จะทบทวนมาตรการดังกล่าว โดยใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน และจะดึงกลุ่มเอ็นจีโอเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

“ไม่อยากให้รมว.แรงงาน เห็นเรื่องการปลดล็อคการค้ามนุษย์เป็นเพียงแฟชั่น หรือเป็นเพียงความพยายามในสร้างผลงาน และอยากให้ดูบริบทโดยรวม และต้องไม่ใช่แต่ละกระทรวงจะพยายามจะออกนโยบายเอง เพราะในข้อเท็จจริงทุกกระทรวงมีส่วนแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น” นางสาวทัศนัยกล่าว

นางสาวทัศนัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อยากให้คิดถึงประเด็นด้านสาธารณสุข เพราะวิถีชีวิตแรงงานข้ามชาติมีปัจจัยจูงใจที่อยากจะท้องและคลอดในประเทศไทย เพราะมีความปลอดภัยสูงกว่า รวมทั้งเมื่อท้องก็สามารถทำงานไปด้วยได้ สรุปคือหากนโยบายตรงข้ามกับวิถีชีวิตก็คงไม่มีประโยชน์หากจะบังคับใช้ และท้ายที่สุดจะเป็นการเพิ่มภาระและช่องว่างในเรื่องกระบวนการควบคุมและ กฎหมายด้วย นอกจากนี้ข้อกังวลอีกประเด็นคือ หากนโยบายมีผลบังคับใช้ อาจส่งต่อไปยังกระทรวงสาธารณสุขไม่อนุญาติให้แรงงานหญิงต่างชาติฝากครรภ์ ซึ่งจะมีปัญหาตามมาคือเด็กที่เกิดมาติดเชื้อ สุขภาพไม่ดีและสุดท้ายประเทศจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ปัญหาด้าน สาธารณสุข           ทั้งนี้อยากให้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก เพราะการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไป

                ด้านนายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ  กล่าวว่า  โดยบริบทของแรงงานข้ามชาติ ไม่ใช่แค่การเข้ามาเป็นแรงงานเพียงอย่างเดียว ในระยะหลังพบว่าเป็นการข้ามวัฒนธรรมโดยการแต่งงาน เช่น คนไทยแต่งงานกับคนชาติอื่น  ดังนั้นนโยบายการส่งแรงงานข้ามชาติท้องกลับประเทศ อาจจะเป็นการส่งให้คนไทยกลับประเทศอื่นแบบผิดกฎหมาย นอกจากนี้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการคัดกรองยังมีปัญหา ไม่จริงจังกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ โดยปีที่ผ่านมานำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้เพียงไม่กี่คดี  และหลายครั้งเจ้าหน้าที่รัฐเลือกใช้กระบวนการไกล่เกลี่ย ให้ไทยยังไม่หลุดออกจากกระบวนการเฝ้าระวังจากประเทศคู่ค้า  ขณะเดียวกันนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ยังไม่มีมิติของการคุ้มครอง คือเราคิดแต่จะเอาคนมาทำงาน แต่ลืมให้ความคุ้มครอง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อแรงงานข้ามชาติและเป็นปัจจัยหลักของกระบวนการค้า มนุษย์  

                “อยากเสนอให้รมว.แรงงานเปิดพื้นที่ให้เอ็นจีโอเข้าไปนั่งในคณะกรรมการระดับ ชาติ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา เพราะกลุ่มเอ็นจีโอมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และจะร่วมแก้ปัญหาได้ดี โดยข้อเสนอเบื้องต้นคือ อยากให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว และสร้างกลไกการคุ้มครองแรงงานให้ชัด เช่น ต้องทำให้กระบวนการบังคับใช้จะต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจัง  แก้ปัญหาเรื่องค่าจ้างไม่เป็นธรรม มีมาตรการอย่างเร่งด่วนเรื่องการยึดเอกสารประจำตัว และการดูแลคุ้มครองสิทธิแรงงาน อีกทั้งควรรณรงค์เรื่องการตั้งศูนย์คุ้มครองเด็กในอุตสาหกรรมแรงงาน” นายอดิศรกล่าว

                ทั้งนี้เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติได้จัดทำการรณรงค์เพื่อให้รวม.แรงงานทบทวนนโยบายดังกล่าวผ่านทาง เว็บไซด์ www.change.org โดยขณะนี้ได้มีประชาชนกับการรณรงค์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

 

/////////////

หมายเหตุสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 086-335-1069