"แม่มูนมั่นยืน" การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของสายน้ำ
|
by : วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ IP : (124.120.179.78) - เมื่อ : 21/12/2008 11:36 PM |
"แม่ คือสายเลือดเลี้ยง ชีพชน มูน เก่ากลับปลอมปน เขื่อนกั้น มั่น หมายเพื่อคนจน คืนสุข สงบแฮ
ยืน หยัดอย่างอดกลั้น สันติ สู้อธรรม" โคลงสี่สุภาพบทนี้ แต่งโดย คุณวุฒิพงศ์ สัตยวงศ์ทิพย์ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
แต่งให้แก่ชาวบ้านหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน เมื่อคราวมาเยือนในเดือนสิงหาคม 2542 หลายท่านที่ได้ติดตามข่าวสารของชาวบ้านจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด
คงพอจะจำชื่อ "หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน" ได้ จึงขอใช้โอกาสนี้ในการเล่าสู่ให้ฟังถึงความเป็นมา
ดังนี้
หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน
ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2542 จากการรวมตัวของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน
6 เขื่อน และอีก 2 กรณีปัญหาเกี่ยวกับที่ทำกิน เขื่อนต่างๆ ดังกล่าวได้แก่ เขื่อนปากมูล
เขื่อนสิรินธร เขื่อนห้วยละห้า เขื่อนลำคันฉู สำหรับเขื่อนลำคันฉูตั้งอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ
แต่ชาวบ้านที่เดือดร้อนก็เดินทางมาร่วมชุมนุมที่นี่ด้วย ทั้ง 4 เขื่อนนี้เป็นเขื่อนที่สร้างเสร็จมาแล้วเนิ่นนาน
เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากมาย ส่วนอีก 2 เขื่อนที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง
แต่ถูกกรมชลประทานผลักดันให้ก่อสร้างโดยไม่ยอมรับฟังความเห็นของชาวบ้านและนักวิชาการ
คือเขื่อนโป่งขุนเพชร จังหวัดชัยภูมิ และเขื่อนลำโดมใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี ล่าสุด
ได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 กันยายน 2542 ให้จัดการรับฟังความเห็นของประชาชนและนักวิชาการก่อน
แต่กระนั้นการข่มขู่คุกคามชาวบ้านในพื้นที่โดยหน่วยงานของรัฐและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นก็ยังมีตลอดเวลา
สำหรับอีก 2 กรณีปัญหา กรณีหนึ่งคือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการประกาศเขตป่าอนุรักษ์
อุทยานแห่งชาติ และป่าสงวนแห่งชาติทับพื้นที่อยู่อาศัยและทำกิน ทำให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยและทำกินกันมาช้านานกลายเป็นคนผิดกฎหมาย
บุกรุกที่ดินและบ้านของตนเอง เท่านั้นยังไม่พอ กรมป่าไม้ยังเอาที่ดินเหล่านี้ไปยกให้หน่วยงานอื่นๆ
จนเกิดความวุ่นวายไปทั่ว อีกกรณีหนึ่งคือ โครงการพัฒนาด่านช่องเม็ก ที่รัฐต้องการพัฒนาการค้าชายแดนไทย-ลาวในจังหวัดอุบลราชธานี
ให้เปลี่ยนจากแผงลอยและร้านค้าเล็กๆ เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โดยไม่เคยสำรวจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปริมาณการซื้อขายต่อวัน
เงินหมุนเวียน ชนิดของสินค้า ฯลฯ กลับสร้างศูนย์การค้าใหญ่โต (ด้วยเงินภาษีอากร)
เมื่อไม่มีนายทุนมาลงทุนเข้าอยู่ สุดท้ายก็จะบีบบังคับให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย
ย้ายจากตลาดเก่าเข้าไปเสียเงิน นั่งตบยุงอยู่ในศูนย์การค้า พอชาวบ้านไม่ยินยอมก็ข่มขู่จะเผาไล่ที่
ทั้งหมดทั้งปวงก็เลยต้องมาชุมนุมกันอยู่ที่เขื่อนปากมูลในนามของสมัชชาคนจน และเรียกที่ชุมนุมประท้วงว่า
"หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน" ตามคำภาษิตว่า "รวมกันเราอยู่"
หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนตั้งเรียงรายเลียบแม่น้ำมูนล้อมเขื่อนปากมูลทั้งด้านเหนือเขื่อนและใต้เขื่อน
กินเนื้อที่กว่า 50 ไร่
แปดกรณีปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่ายต่างๆ ที่เคยร่วมกันต่อสู้ในนามสมัชชาคนจนที่หน้าทำเนียบรัฐบาลยาวนาน
99 วัน ในยุคสมัยของพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หลังจากเปลี่ยนเป็นรัฐบาลชวน หลีกภัย
ข้อตกลงที่ชาวบ้านกว่า 30,000 คนช่วยกันผลักดันที่หน้าทำเนียบฯ ก็เป็นอันถูกยกเลิกไปทั้งหมด
และยังโดนข้อกล่าวหาว่าการที่รัฐบาลพลเอกชวลิตตกลงกับสมัชชาคนจนนั้นเป็นการทำผิดกฎหมาย
สมคบกับชาวบ้านทุจริต คอร์รัปชัน การกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยไร้หลักฐานปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ
การข่มขู่คุกคามชาวบ้านที่เคยร่วมสู้กับสมัชชาคนจนตลอดจนนักวิชาการที่เห็นอกเห็นใจชาวบ้าน
เปรียบเสมือนการไล่ล่าเข่นฆ่าประชาชนด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ในอดีต ข้อกล่าวหาที่ชาวบ้านโดนในระยะหลังก็ไม่ต่างจากเมื่อ
40 ปีที่แล้ว เช่น คอมมิวนิสต์ ก่อกบฏ ตั้งรัฐอิสระ ก่อความไม่สงบ บุกรุกที่ดินของรัฐ
ถ้าเผลอๆ ก็จะโดนข้อหาค้ายาเสพติด หรือตัดไม้ทำลายป่าเป็นของแถม แม้เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในสายตาของชนชั้นกลาง
แต่ในสายตาของคนจน ไม่ว่าจะมาจากทหารหรือพลเรือน ไม่ว่าจะมาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง
ล้วนแต่เป็นเผด็จการทั้งสิ้น การบังคับข่มขู่ เข่นฆ่าเกิดขึ้นทุกที่ที่ต้องการสร้างเขื่อนไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน
มีดินแดนหรือประเทศใดบ้างที่คนจนจะอยู่ได้อย่างเสรี หรือจะต้องหันหน้ามาต่อสู้เยี่ยงหมาจนตรอก
ดังที่กำลังเกิดขึ้นที่สันเขื่อนปากมูลขณะนี้
จากวันเป็นเดือน
จากเดือนเคลื่อนมาจนจะกลายเป็นปี 8 เดือนแล้วจากการรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งภายใต้ความเย็นชาและเฉยเมยของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แต่ชาวบ้านก็ยังรวมตัวกันอย่างสงบ โดยมีกิจวัตรประจำวันเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากกิจวัตรของหมู่บ้านทั่วไป
คือการสร้างกิจกรรมรณรงค์ให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจในปัญหา เช่น การไปลงแขกดำนา ลงแขกเกี่ยวข้าว
เผยแพร่ปัญหาในพื้นที่ต่างๆ การเปิดเวทีปราศรัยตามชุมชนต่างๆ ในจังหวัดอุบลฯ การส่งจดหมายเชิญชวนให้คนมาเยี่ยมเยียน
แม้กระทั่งการออกข่าวผ่านอินเทอร์เน็ตโดยมีองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นผู้ช่วยเหลือ และการพยายามเผยแพร่ปัญหาของตนเองผ่านช่องทางต่างๆ
เท่าที่จะทำได้
ภายในหมู่บ้านมีการประชุมใหญ่ประจำวันของผู้แทนกลุ่มต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันร่วมกัน
ภายใต้หลังคามุงหญ้ากว่า 700 หลังคาเรือน คือที่หลับนอน ประกอบอาหาร ทำงานฝีมือ
จักสานสิ่งทอ คนหนุ่มสาวที่พอมีอยู่เป็นกำลังสำคัญในการรักษาความปลอดภัย ผลัดเปลี่ยนกันดูแลเด็กเล็กๆ
ยามที่พ่อแม่ต้องออกหาอาหารหรือทำกิจกรรมรณรงค์ แม่มูนมั่นยืนมีระบบการประปาของตนเองโดยสูบน้ำจากบ่อบาดาลแล้วแจกจ่ายไปตามท่อ
แต่ก็เป็นไปตามอัตภาพ บ่อเดียวใช้กันถึง 700 หลังคาเรือน เพราะแม่น้ำมูนที่เคยใสสะอาดอาบกินได้
ปัจจุบันเน่าเสียแล้วทั้งสาย อย่าว่าแต่ใช้ดื่มกินแค่อาบก็เป็นผื่นคันเสียแล้ว
หลังการสร้างเขื่อนปากมูล ในน้ำนอกจากแทบจะไม่มีปลาเหลือแล้วกลับมีแต่พยาธิและหอยคันระบาดไปทั่ว
แม่มูนคือ "มูน ที่แปลว่ามรดกตกทอดกันมาหลายชั่วคน ชาวบ้านที่นี่ทำนาในน้ำ
นั่นหมายความว่า ความอุดมสมบูรณ์ของปลาในอดีตสามารถแลกเปลี่ยนเป็นข้าวได้อย่างเพียงพอและเหลือเฟือ
เมื่อ "มูน" ของชาวบ้าน กลายเป็น "มูล" (ขี้)
ไปจริงๆ ความวิบัติฉิบหายต่างๆ ก็ตามมาไม่มีที่สิ้นสุด
ปีนี้ฝนมาก ตกเกือบตลอดทั้งปีแม้ในฤดูการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านต้องยืนแช่น้ำเกี่ยวข้าวกันอย่างรีบเร่ง
การทำนาถึงแม้เป็นเรื่องยากลำบาก แต่การไม่มีนาทำกลับลำบากกว่าหลายเท่านัก แม่เฒ่าผู้หนึ่งพูดขณะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา
มีนาหรือไม่มีนาก็ลงแรงเท่ากัน เพียงแต่ถ้าเป็นนาของเราก็ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ถ้าเช่านาเขาทำก็จะได้เพียงครึ่งเดียว บัดนี้ชาวปากมูนไม่มีนาและไม่มีปลาที่จะไปแลกข้าว
อิสรภาพจากการทำงานหนักถูกพันธนาการไว้ตลอดกาลด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่ชื่อ เขื่อนปากมูล
ย้อนกลับไปในอดีต ก่อนปี 2534 ที่ กฟผ. จะลงมือก่อสร้างเขื่อนปากมูล บนเกาะแก่งต่างๆ
ตามลำน้ำมูนกว่า 60 กิโลเมตร จากอำเภอพิบูลมังสาหารถึงอำเภอโขงเจียม คลาคล่ำไปด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัย
เครื่องมือประมงพื้นบ้านหลากหลายชนิด เรือเครื่องเรือพายวิ่งสับไปมา เสียงเพลงเสียงกระเซ้าเย้าแหย่เพิ่มชีวิตชีวาของลำน้ำ
ปลาร้าเต็มไหหลายสิบใบเรียงรายอยู่ใต้ถุนบ้าน บนเรือนพ่อแม่ลูกญาติพี่น้องนั่งล้อมวงสำรับที่เต็มไปด้วยปลาปิ้ง
ปลานึ่ง ปลาเผา ผักหญ้าที่อุดมสมบูรณ์ น้ำมูนใสไหลเย็นทั้งอาบทั้งกินไม่เคยเน่าเสีย
ไม่เคยขาดแคลนด้วยการยังชีพแบบพออยู่พอกิน เมื่อ 8 ปีที่แล้วชาวปากมูนบางครัวเรือนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำไป
การเดินทางด้วยเกวียน และเรือมีให้พบเห็นได้ทั่วไป แต่หลังจากเขื่อนสร้างเสร็จ
ความทุกข์ยากลำเค็ญก็สาดกระเซ็นไปทั่ว เสาไฟฟ้าแรงสูง กับไหปลาร้าที่ว่างเปล่าคือสองสิ่งที่เคียงคู่ขนานกันไปบนถนนการพัฒนา
ทุกวันนี้พรานปลาทั้งหลายยังคงไปที่แม่น้ำมูนเพื่อหาปลาที่ไม่เคยได้อีกต่อไป ความผูกพันระหว่างสายน้ำกับผู้คนสองฝั่งยากที่จะอธิบายให้ชัดเจนได้
เสียงเพลงของคนหาปลายังดังก้องอยู่ในหูของข้าพเจ้า ผู้เป็นเพียงคนเห็นใจจากแดนไกล
ไม่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอีกต่อไป
พนักงาน
กฟผ. กว่า 30,000 คนทั่วประเทศกำลังเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พูดง่ายๆ
ว่ากำลังจะตกงาน แต่จะเข้าใจมากน้อยเพียงใดว่า อาชีพที่ทำอยู่นั้นได้ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องตกงานมากว่า
30 ปีแล้วจากเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ
แม้จะถูกกดขี่ข่มเหงเช่นไร ลูกแม่มูนทั้งหลายก็ยังลุกขึ้นสู้อย่างอาจหาญ ชาวราษีไศลจากจังหวัดศรีสะเกษ
สุรินทร์ และร้อยเอ็ด (ผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล)
ลูกแม่มูนเช่นกันได้รวมตัวกันเข้ายึดพื้นที่ในอ่างเก็บน้ำ ก่อตั้งเป็นหมู่บ้านคนจนประท้วงเรียกว่า
"หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน 2" โดยมีข้อเรียกร้องให้ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนให้หมดแล้วพิสูจน์กันว่าที่ดินที่อ้างว่าเป็นของรัฐและไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยนั้นแท้จริงเป็นเช่นไร
และพอกันทีสำหรับการเสียสละ ชาวบ้านขอที่ดินทำกินคืนโดยให้ยกเลิกเขื่อน แต่ด้วยความใจดำอำมหิตผิดมนุษย์ของรัฐไทย
กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานเจ้าของโครงการกลับปล่อยน้ำท่วมชาวบ้านจนต้องยืนแช่น้ำทั้งวันทั้งคืนอยู่ในขณะนี้
นโยบายลอยแพและลอยคอชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศกลับเป็นเชื้อไฟแห่งการต่อสู้ที่ปะทุขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
เพียง 1 เดือนที่ผ่านมาชาวบ้านจากเขื่อนจุฬาภรณ์ (เขื่อนน้ำพรม)
จังหวัดชัยภูมิ ก็รวมตัวกันเข้ายึดสันเขื่อนประท้วง กฟผ. ที่แย่งน้ำไปจากชาวบ้านเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้ามานานกว่า
26 ปี คราวนี้ข้อเรียกร้องคือให้ยกเลิกเขื่อนจุฬาภรณ์เพื่อให้แม่น้ำพรมได้มีน้ำอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนที่เขื่อนหัวนา จังหวัดศรีสะเกษ หนึ่งในโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล ชาวบ้านรวมตัวกันประท้วงไม่ให้ติดบานประตูเก็บกักน้ำ
แม่น้ำมูน สายน้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของชาวอีสาน มีชาวบ้านเรียกร้องให้ยกเลิกเขื่อนต่างๆ
ที่กั้นแม่น้ำมูนและแม่น้ำสาขากว่า 9 เขื่อน ล้วนแต่เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนปากมูล
เขื่อนสิรินธร เขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบคือ กฟผ., เขื่อนลำคันฉู
เขื่อนห้วยละห้า เขื่อนลำโดมใหญ่ เขื่อนโป่งขุนเพชร หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบคือกรมชลประทาน
ส่วนเขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ กฟผ. กำลังเร่งรัดให้ตำรวจเข้าจับกุมแกนนำชาวบ้านที่หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนในข้อหาบุกรุกที่ของ
กฟผ. และทำลายทรัพย์สิน ด้วยการที่ชาวบ้านไปขุดบ่อบาดาลเพื่อนำน้ำมาใช้ในที่ชุมนุม
แต่ใครเล่าจะช่วยจับคนที่บุกรุกแม่น้ำ ที่ดินทำกิน ทำลายเกาะแก่งต่างๆ ของชาวบ้าน
จะมีศาลไหนที่ช่วยให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของตนเอง
จะมีสื่อไหนบ้างที่ช่วยเป็นปากเสียง และจะมีนักธุรกิจคนไหนที่จะลงทุนเรื่องการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติเพื่อคนรุ่นต่อไปดังเช่นที่ชาวบ้านทำ
มีนักวิชาการหลายสถาบันทั้งในและต่างประเทศได้ทำการวิจัยผลกระทบที่เกิดขึ้นในอดีต
ปัจจุบัน และอนาคตจากการสร้างเขื่อนต่างๆ ตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหา เกือบจะมีข้อสรุปตรงกันว่า
เขื่อนต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนอกจากจะไม่สามารถให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนแล้วยังก่อผลกระทบต่อเนื่องยาวนาน
เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ความล่มจมหายนะของครอบครัวนับแสนๆ ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ด้วยการใช้เงินเพียงอย่างเดียว
บางทีการใช้เงินเข้าทดแทนธรรมชาติที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตและชุมชนอาจจะทำให้ปัญหาหนักกว่าเดิม
แม้กระนั้นก็ตามรัฐเองก็ยังปฏิเสธที่จะจ่ายเงินชดเชย ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถ้ารวมเอาปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว
จะกลายเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าจนไม่น่าจะลงทุน ดังนั้นการแก้ปัญหาที่บางทีมองดูสุดขั้วแต่อาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดก็คือ
การยกเลิกโครงการเขื่อนที่กำลังการผลิตไฟฟ้าที่ได้ในปัจจุบันไม่คุ้มค่ากับความเสียหายในระยะยาว
และถูกกว่าการจ่ายค่าชดเชยที่ต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งก็ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้าน
"เราไม่ต้องการเงินแม้แต่บาทเดียว ขอให้เอาเขื่อนออกไป เราพอใจจะกลับไปใช้วิถีชีวิตที่เราเคยอยู่มา
ฝูงปลาและธรรมชาติทั้งหลายจะกลับคืน ชุมชนจะฟื้นขึ้นมาใหม่" แม่ใหญ่เจริญ
กองสุข แกนนำบ้านหัวเห่ว ผู้ต่อสู้คัดค้านโครงการเขื่อนปากมูลมาตั้งแต่เริ่มต้นกล่าว
"แม่มูนมั่นยืน" ยังคงเป็นป้อมปราการที่เข้มแข็งตราบเท่าที่หัวใจคนยังมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
ในภาวะที่มืดมนเช่นนี้ชาวแม่มูนมั่นยืนยังคงยืนหยัดต่อไปอย่างอดทน เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการปล่อยข่าวว่าจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่และกองกำลังต่างๆ
เข้าสลายการชุมนุม หลายคนอาจเสียชีวิตหรือถูกจับด้วยข้อหาต่างๆ ในอนาคต แต่การต่อสู้ของชาวบ้านจะกลายเป็นตำนาน
จะเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของสังคมไทย ดังที่วอลเดน เบลโล นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังได้พรรณนาไว้
ในหนังสือเล่มล่าสุดชื่อ โศกนาฏกรรมสยาม
วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
14 พฤศจิกายน 2542
|