Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

ปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 2 หรือทำลายระบบให้ยิ่งเลวร้าย

by : มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ
IP : (124.120.155.92) - เมื่อ : 25/12/2008 04:29 PM

ภายหลังจากที่ได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ คนแรกที่ผมสนใจ คือ ใครจะมานั่งเก้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เสียงที่ออกมาได้ยินในตอนแรกบอกว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะนั่งควบเก้าอี้ตัวนี้ คนทำงานในแวดวงวิชาการ ปรากฏว่า ก็ขานรับ กระทั่งท้ายสุดมาลงเอยที่ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

ถ้าใช้ภาษามลายูเรียกว่า ทือรา แตเงาะ (ลองดูก่อน)
บางส่วนก็บอกว่ารับได้ แต่ต้องขอดูก่อนว่าจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ?

มีข่าว คุณจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ทางทีวีว่าจะเร่งดำเนินการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 2 ไม่รู้ว่าดีหรือกันแน่ แต่เท่าผมทราบ การปฏิรูปการศึกษาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ได้พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับปี 2542 ซึ่งขณะนั้นผู้คนในแวดวงวิชาการส่วนใหญ่ชื่นมื่นเพราะเข้าใจว่าจะทำให้การศึกษาในบ้านเราดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี พิสูจน์ได้ชัดเลยว่าการปฏิรูปการศึกษาในไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ..!!

ลองมาดูกันว่าสาเหตุที่ไม่สำเร็จ คือ

ซาตู (หนึ่ง) -เรื่องบุคลากรทางการศึกษา ที่ผ่านไป จำนวนบุคลากรครู คุณภาพการเรียนการสอนขาดยังไรก็ยังคงเหมือนเดิม ความไม่สอดคล้องของงานการสอนครู เรียนจบมาด้านคณิต แต่ต้องสอนเกือบทุกวิชา นี่ก็ยังเป็นปัญหาที่ยังคงเดิมโดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้

ดูวอ (สอง) - นโยบายที่ทำไม่ได้จริง เรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ อนุบาล จนถึง มัธยมปลาย แท้ที่จริงสามารถทำได้หรือไม่

คำว่า "ฟรี" มีคำจำกัดความว่าอย่างไร อะไรบ้างที่ฟรี แล้วถ้าฟรี ค่าอื่นที่ไม่ได้ระบุในระเบียบ ทางโรงเรียน สถาบันการศึกษาสามารถเรียกเก็บได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อค่าเล่าเรียนฟรี แต่ทางโรงเรียนเก็บค่าเสื้อกิจกรรม ค่าสอนพิเศษ อุกปกรณ์การเรียน เครื่องทดลอง เฉลี่ยแล้วมากกว่าค่าเทอมที่รัฐของให้เสียอีก แม้จะบอกว่าเรียนฟรี แต่เอาเข้าจริงคนเป็นพ่อแม่ก็รู้อยู่ว่า ความจริงไม่ได้เรียนฟรีเลย ใบเสร็จอาจจะไม่มีค่าเล่าเรียน แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ไม่สามารถทำให้พ่อแม่ไม่จ่ายไม่ได้ หนำซ้ำกลับมีค่าใช้จ่ายจุกจิกโน่นนี่ตลอดทั้งปีอีกต่างหาก เพราะช่องว่างของนโยบายนั่นเอง
และความวุ่นวายทางการเมืองที่ส่งผลให้เปลี่ยนตัวผู้นำกระทรวงบ่อยๆ แถมคนที่มานั่งเป็นเจ้ากระทรวงก็เข้าข่ายมือใหม่หัดขับ ส่วนคนเก่งมีความรู้ความสามารถก็ไม่รู้ว่าเหตุไฉนอยู่ไม่ได้สักราย ท้ายสุดก็เลยทำให้การแก้ปัญหาการศึกษาในบ้านเราไปไม่ถึงไหน

ตีกฺอ (สาม) - เน้นการแข่งขันด้านวิชาการเกินเหตุ โครงสร้างการศึกษาให้ความสำคัญเรื่องการแข่งขันเพื่อมุ่งเข้าสู่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งที่ความสำคัญของช่วงชีวิตมนุษย์ที่ควรจะได้รับการเรียนรู้และส่งเสริมศักยภาพทางศีลธรรม จริยธรรม

ถึงแม้ว่าเยาวชนจะได้รับโอลิมปิกวิชาการมากี่เหรียน ได้รับโล่ทางวิชาการเท่าใด แต่ไม่เคยมีการอบรมประเมินความซื่อสัตย์ ความมีศีลธรรม จริยธรรม การใช้ชิวิตอย่างมีประโยชน์ มีคุณค่าต่อสังคม ไม่เคยสอนอย่างจริงจังสักทีในระบบการศึกษา

อัมปัต (สี่) - ความไม่เท่าเทียมกันในระบบการศึกษา

ในอดีตมาตรฐานการศึกษาไม่เท่าเทียมกันในสังคมเมืองและชนบท ต่างจังหวัด
แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้ามองลงให้ลึก ว่าในชุมชนชนบท หรือที่เรียกว่าบ้านนอก (กัมปง) ครูผู้สอนแน่นอนคือบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมาย แต่เรามองข้ามชาวบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน (โอรัง ตูวอ) ที่มีความสามารถในด้านที่ครูนั้นไม่มี เช่น เรื่องราวในหมู่บ้าน ต้นไม้ อาชีพ สมุนไพร ภาษา และศาสนา ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เมือง (บานา) ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเรา ถึงระบบการเรียนการสอนในระบบ ในเรื่องของวิชาการ โรงเรียนในเมืองเป็นเลิศ แต่คนชนบทอย่างเราๆ มีความคิด รัก และศรัทธา มั่นในสิ่งที่เรามี การที่ถูกสอนมาเพื่อให้เสียสละเพื่อส่วนรวม เรามั่นใจว่าเราเหนือกว่าคนในเมือง และแน่นอนว่า พ่อแม่ทุกคนต่างอยากให้ลูกได้เรียนทุกห้องยกเว้นห้องเรียนธรรมดา

ห้า - หลักสูตรการศึกษาในระบบมีปัญหา ในอดีตการเรียนกวดวิชาจะเน้นเฉพาะเด็กที่เรียนอ่อน หรือเด็กที่ต้องการติวเพิ่มเติมเพราะเรียนไม่ทัน หรือเฉพาะช่วงต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ ค่านิยมของการกวดวิชากลายเป็นว่าต้องเรียนให้เหนือกว่าในห้องเรียน ต้องเหนือกว่าเพื่อนคนอื่น หรือต้องเหนือกว่าระดับชั้นเรียนในปัจจุบัน จากที่เคยเรียนกวดวิชากันในระดับชั้นมัธยมปลาย ก็เริ่มขยับลงเรื่องๆ มาสู่มัธยมต้น ระดับประถม และปัจจุบันบางคนก็ติวตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลด้วยซ้ำ คนแห่ไปกวดวิชา เพระไม่เชื่อมั่นการศึกษาในระบบ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะความคาดหวังของพ่อแม่ที่เปลี่ยนไป

ในขณะที่โรงเรียนเองก็มีการเรียนพิเศษทั้งช่วงเย็นและวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าโรงเรียนไม่เปิดสอนเอง คุณครูหรืออาจารย์ก็จะเปิดสอนพิเศษเอง โดยสอนเด็กที่อยู่ในชั้นเรียนของตนเองนั่นเอง ส่วนหนึ่งเพราะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับคุณครู แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ แล้วทำไมถึงต้องเรียนพิเศษ เรียนเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้นไม่พอเพียงหรือ แล้วโรงเรียนไม่มีมาตรการในการตรวจสอบเพียงพอหรือในการดูแลการเรียนการสอนของแต่ละสายชั้นหรือ ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนกลับสนับสนุนให้พ่อแม่พาลูกไปเรียนพิเศษ กวดวิชากันเอง
ปัจจุบันมีสถาบันกวดวิชาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่คุณครูในโรงเรียนสอนพิเศษเอง ทั้งที่เกิดขึ้นมาใหม่และสอนเฉพาะรายวิชานั้นๆ และสถาบันกวดวิชาข้ามชาติที่เข้ามาเปิดสาขาในเมืองไทยมากมาย

มหาวิทยาลัยเปลี่ยนระบบการสอบเอนทรานซ์ มาเป็นแอดมิชชัน ให้มีสอบโอเน็ต เอเน็ต เก็บคะแนนจีพีเอ รวมทั้งสังคมที่แข่งขันสูง ทำให้มีการกวดวิชามากขึ้น และกวดกันตั้งแต่ระดับอนุบาลด้วยซ้ำ เชื่อว่ามีเด็กที่กวดวิชาไม่น้อยกว่า 40-50% ในปี 2549 ประมาณการณ์ว่ามีเด็กอยู่ในระบบการศึกษา ระดับ ป.1-ป.6 จำนวน 5,700,000 คน ระดับ ม.1 - ม.6 จำนวน 4,660,000 คน รวม 10,360,000 คน ในจำนวนนี้กวดวิชา 40% จำนวน 4,144,000 คน หากเรียนกวดวิชาอย่างน้อยคนละ 2 วิชา วิชาละ 2,500 บาท ก็เป็น 5,000 บาท คิดเป็นมูลค่า 20,720 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนี่คิดจากค่าเฉลี่ยต่ำสุด ถ้าคิดว่ากวดวิชาราว 50% จะเป็นเงิน 25,900 ล้านบาทต่อปี จึงน่าจะมีเงินหมุนเวียนตลาดนี้ปีละ 20,000-25,000 ล้านบาทต่อปี

นี่คือการประเมินคร่าวๆ จากผม การศึกษาคือสิ่งสำคัญที่จะนำพาสังคม บ้านเมือง ศาสนา ให้ไปสู่สิ่งที่เป็นความหวังสูงสุดของเราได้

เยาวชน
คือ พลังสำคัญในสังคม การศึกษาเรียนรู้เริ่มตั้งแต่บนเปล จนถึงหลุมฝังศพ

 

มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ
ทีมข่าว bungarayanews


ความคิดเห็นที่: 1
การที่คุณอภิสิทธิ์ไม่รับตำแหน่ง รมว.ศึกษา เป็นไปได้ว่า ตำแหน่งที่มีก็แย่งกันจะแย่ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาภายในพรรคฯที่มีไปก่อน แต่นโยบายของประชาธิปปัตย์มันก็ไม่น่าจะเป็นจริงได้ภายในปีการศึกษาที่จะถึงนี้ คุณภาพการศึกษาของเด็กใน 3 จังหวัดชายแดนด้อยกว่าทุกภาค แต่ก็มีเปอร์เซนต์คนเรียนหนังสือมากกว่าภาคอีสาน นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และสงขลาบางส่วน พ่อแม่เน้นให้ลูกเรียนตาดีกา (เรียนศาสนา) มากกว่าการเรียนในภาคบังคับ การใช้ภาษาในชุมชุนจะใช้ภาษาท้องถิ่นซะเป็นส่วนมาก ถึงแม้ภาษากลางจะเป็นตัวกลางในการสื่อสารของทุกคน แต่ก็มีความสำคัญน้อยมากเมื่อเทียบกับภาษายาวี ถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวตามหมู่บ้าน คุณจะทราบได้ทันทีว่า การเดินเข้าไปในชุมชนที่เค้าไม่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร เราเหมือนอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาด จนทำให้เราต้องฝึกภาษาที่สี่ นอกเหนือจาก ภาษากลาง ภาษาใต้ ภาษาอังกฤษ จากประสบการณ์ที่ได้เรียนที่นราธิวาส ตั้งแต่ ป.3 ถึง ปวส. รวมเวลา 12 ปีกับการศึกษาที่นั่น บอกได้เลยว่า พื้นฐานการให้ของผู้ที่เรียกว่า "ครู" ไปยังเด็กที่เรียกว่า "นักเรียน" ไม่แน่น การปลูกฝั่งมันต้องเริ่มจากครอบครัว ไม่อยากบอกว่า เรียนที่บ้านเกิดได้ที่สุดท้าย แต่ไปเรียนที่นั่นเรียนได้อันดับต้นๆ และไม่เคยเกินอันดับ 3 ด้วย

ถ้าคุณอภิสิทธิ์ หรือคุณจุลินทร์ ได้อ่านบทความนี้ ควรสร้างนโยบายให้บุคลากรมีการพัฒนาความรู้ความสามารถในการสื่อสารกับนักเรียน เพื่อให้เค้าได้มีพื้นฐานด้านการศึกษาที่ดี เพื่อมาร่วมกันพัฒนาประเทศและลดปัญหาที่เกิดขึ้น

อีกอย่างคนที่ 3 จังหวัดจริงๆเค้าเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นมิตรกับบุคคลภายนอกเสมอ แต่คนนอกกำลังสร้างปัญหาในพื้นที่เค้า ทำให้ไม่เป็นสุขสักกะที เป็นเพราะอำนาจของนักการเมืองรุ่นเก่าที่กลัวว่าตนเองจะต้องสูญเสียประโยชน์ ซึ่งคนในพื้นที่ทุกคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว.....

by : nicharpras_j
Mail to nicharpras_j nicharpras_j@hotmail.com
IP : (222.123.46.87) - เมื่อ : 27/12/2008 01:20 AM


สมัครสมาชิก เพื่อตั้งกระทู้ :
Click to Apply!
User: Password:


 Search Word:
สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...

ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org