ปัญหาใต้ต้องแก้ด้วยกระบวนการทางการเมืองข้อเสนอต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์
|
by : อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ IP : (124.120.180.148) - เมื่อ : 29/12/2008 11:45 AM |
จากสถาบันข่าวอิศราได้รายงานว่า นักวิชาการชายแดนใต้ไม่เชื่อว่าไฟใต้จะสงบรัฐบาลใหม่ เชื่อภายใต้รัฐบาลใหม่เพราะใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็เจอเหมือนๆ กัน
ขณะที่ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงค์แก้ว สรุปว่า สถิติคดีความมั่นคงที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสี่อำเภอของ จ.สงขลา ตั้งแต่ต้นปี 2547 ถึงวันที่ 1 ธ.ค.2551 รวมระยะเวลา 4
ปี 11 เดือน มีคดีเกิดขึ้นทั้งสิ้น 6,103 คดี ร้อยละประมาณ 80 ไม่ทราบผู้กระทำผิด
แยกเป็น (โปรรดูสถาบันข่าวอิศรา - www.isranews.org)
หรือรัฐบาลประชาธิปัตย์กำลังจะจัดตั้งองค์กรใหม่เพื่อบริหารจัดการปัญหาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะมีต้นเหตุหลายปัจจัยแต่ผู้เขียนมีทัศนะว่า หากรัฐบาลใหม่ต้องการแก้ปัญหาใต้อย่างยั่งยืนต้องแก้ด้วยกระบวนการทางการเมืองการปกครอง
โดยควรกำหนดแผนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและระยะ ด้วยหลักการและเหตุผลดังนี้ (ข้อเสนอเป็นผลของการประชุมระดมสมองเวทีการเมืองภาคประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในช่วงปลายปีและต้นปี 50-51ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมและแสดงความคิดเห็น)
หลักการและเหตุผล
การปฏิรูปการปกครองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นวาระที่จะต้องพิจารณาปรับปรุง
แก้ไขโดยรีบด่วนและรอบคอบ นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475
มีประกาศให้ยุบเลิกการปกครองแบบเจ้าเมือง แล้วให้รวมเป็นมณฑลหนึ่งของสยาม ต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ผนวก ปัตตานี สายบุรี ยะลาและนราธิวาส ซึ่งเป็นเมืองในสังกัดเข้าเป็นดินแดนของสยาม
โดยจัดตั้งเป็นมณฑลปัตตานี และเป็นจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาสในที่สุด ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐมาโดยตลอด
และยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน และเหตุการณ์ความรุนแรงมีเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
จนประชาชนมีความรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และรัฐไม่สามารถปกป้อง
คุ้มครองให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุขได้ อย่างไรก็ตาม ในการเสนอมาตราการเพื่อปรับปรุง
แก้ไขและเปลี่ยนแปลงใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 78 กำหนดไว้ว่า รัฐจะต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
ดังต่อไปนี้
1.
บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน
โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ
2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขตอำนาจ
หน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจน เหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด
เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่
3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง
ส่งเสริมให้องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง
ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐาน
สารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่
โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น
4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน
เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐ
ใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ
5. จัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว
มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน
6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมาย
และตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม
7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ
เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม
|
การบริหารราชการส่วนภูมิภาคในปัจจุบัน ไม่สามารถสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนงานและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด
เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ข้าราชการในส่วนภูมิภาคไม่สามารถให้บริการพื้นฐานแห่งรัฐไปสู่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีข้าราชการส่วนภูมิภาคจำนวนมากเกินไป จนต้องใช้งบประมาณในส่วนของเงินเดือนและการบริหารจัดการ
(งบประจำ) มากเกินไป ทำให้มีงบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดน้อยเกินไป
ผู้ว่าราชการไม่มีอำนาจในการบริหารงบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดได้อย่างเต็มที่
และไม่มีอำนาจกำกับดูแลข้าราชการที่อยู่ในจังหวัดในฐานะหัวหน้าของทุกส่วนราชการได้เต็มที่
(เพราะแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ต่างพยายามรักษาอำนาจของตน) จึงทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ต้องรอให้ราชการส่วนกลางเข้ามีส่วนช่วยแก้ไข ทำให้การแก้ปัญหาของประชาชนเป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันการณ์
ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย ถ้าหากไม่พิจารณาปรับปรุง
แก้ไขการบริหารราชการให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาต่างๆ จะยิ่งเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น จนไม่สามารถที่จะดำเนินการแก้ไขได้
กำหนดระยะการแก้ปัญหาออกเป็น 3 ระยะ
หากพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรม พ.ศ. 2550 สามารถที่จะดำเนินการแก้ไขให้อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมฯ
ได้ จึงขอเสนอให้มีการปรับปรุง แก้ไปการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น
ดังต่อไปนี้
ระยะแรก
1.
ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการยกระดับผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
(ศอ.บต.) ให้เทียบเท่าปลัดกระทรวงฯ และควรให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์ดังกล่าว
เป็นผู้ที่มาจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีระบบการตรวจสอบโดยจัดตั้งสภาประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มาจากการสรรหาจากคนท้องถิ่น
โดยตรงพร้อมให้มีอำนาจการบริหารด้วยไม่ใช้เป็นแค่ที่ปรึกษา (สภา
ศอ.บต.)
2. ให้นำรัฐธรรมนูญ มาตรา 87 ว่าด้วยแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง ให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมือง
ให้การศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการเมือง และจัดให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมือง
ภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความคิดเห็น
และเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่ ระยะกลาง
1. ให้การบริหารราชการส่วนภูมิภาคมีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเฉพาะในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยความยุติธรรม
ตลอดจนให้การสนับสนุนการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปด้วยความราบรื่น
เรียบร้อย ส่วนการพัฒนาจังหวัด ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและด้านอื่นๆ
ให้เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณในการพัฒนาฯ รัฐจะต้องจัดสรรให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ
70 ราชการส่วนภูมิภาคมีหน้าที่เพียงควบคุม กำกับ ดูแล การปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของรัฐเท่านั้น
และควรมีข้าราชการในสังกัดส่วนภูมิภาคเพียงจำนวนเท่าที่จำเป็น
2. ให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
3. ให้ยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดก็ให้มีอำนาจ หน้าที่และรับผิดชอบ ดูแลการรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยความยุติธรรมภายในจังหวัด
โดยให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความสงบอื่นๆ ขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
4. กระบวนการยุติธรรมเพื่อนำคนกระทำผิดขึ้นสู่ศาล การสอบสวนของตำรวจจะต้องมีฝ่ายอัยการและฝ่ายปกครองร่วมสอบสวน
เพื่อให้มีการถ่วงดุลกัน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการสอบสวนเบื้องต้นก่อนคดีขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นอัยการและชั้นศาล
5. เปลี่ยนแปลงศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ
อันประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนต่างๆ ตลอดจนผู้ทรงความรู้ทางศาสนาและปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่นที่ประชาชนเคารพ
นับถือ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดเอกภาพและประสิทธิในการทำงาน ตลอดจนให้ความเห็นต่อราชการส่วนกลางในกรณีที่เกิดความขัดแย้งระหว่างราชการส่วนภูมิภาคกับราชการส่วนท้องถิ่น
สภาผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งได้คราวละ 6 ปี และคัดออกหนึ่งในสาม ทุกๆ
2 ปี ผู้ที่ดำรงตำแหน่งครบ 6 ปี ไม่มีสิทธิเป็นผู้ทรงคุณวุฒิได้อีก
6. ให้มีศาลชารีอะฮ์ เพื่อตัดสินคดีความที่มีมุสลิมเป็นคู่กรณี แยกจากศาลทั่วไป
7. ยกเลิกกฏอัยการศึก พรบ. ฉุกเฉินฯ เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ระยะต่อไป
1.
ยกเลิกการบริหารราชการส่วนผู้ภูมิภาค
2. ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการออกกฎ ระเบียบใดๆ เพื่อใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น
แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดและแย้งกับกฎหมายหลักของประเทศ
3. การรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน การยุติธรรม การคลัง การบรรจุแต่งตั้ง การเศรษฐกิจ
การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและอื่นๆ เป็นเรื่องที่การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้กำหนด
แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดและแย้งกับกฎหมายหลักของประเทศ
4. การรักษาความมั่นคงของประเทศ การต่างประเทศ ธนาคารกลาง การพัฒนาด้านต่างๆ
ที่เป็นส่วนที่ใหญ่กว่าระดับท้องถิ่น หรือคาบเกี่ยวกันระหว่างท้องถิ่น ตลอดจนด้านต่างๆ
ที่เป็นการดูแลภาพรวมของประเทศ เป็นอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนกลาง | ผู้เขียนหวังว่า ด้วยข้อเสนอภายใต้หลักการและเหตุผลดังกล่าวรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ
เวชชาชีวะน่าจะนำมาเป็นแนวทางในการการแก้ปัญหา
|