ปัญหา ปาเลสไตน์-อิสราเอล ครั้งใหม่จุดประทุการก่อการร้ายปี 2552
|
by : อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ IP : (124.120.180.148) - เมื่อ : 29/12/2008 11:45 AM |
ทันทีที่ข่าวฝูงบินรบของอิสราเอลกระหน่ำโจมตีดินแดน ฉนวน กาซา ของปาเลสไตน์ (อาหรับจะอ่านว่า
"ฟิลิสตีน) ในปลายปี 2551 (ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย
300 คน) ถือว่าเป็นวันนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดของวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง
ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าหลายทศวรรษ และจะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสันติภาพของโลกตลอดปีใหม่
2552 อย่างแน่นอน (ท่านคงจะเห็นภาพความสูญเสีย ความโกรธแค้น
การประท้วงและปฏิกิริรยามากมายผ่านจอโทรทัศน์และโลกไซเบอร์)

ลำดับปัญหาความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอลโดยสังเขป
แผ่นดินปาเลสไตน์-อิสราเอล มีหลายชนชาติเข้ามาจับจองพื้นที่สร้างบ้านเมืองของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็น ชาวกันอาน (หรือ คันนาอัน) เป็นชนชาติอาหรับ
ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวปาเลสไตน์ (ในไบเบิลเรียกพื้นที่อาศัยของชาวกันอานว่า
แผ่นดินกันอานหรือคันนาอัน) ชาวกิบบิโอน ชาวฟิลิสติน (ต่อมาชื่อฟิลิสตินนี้ได้แผลงมาเป็นชื่อ
ปาเลสไตน์)
ต่อมาเมื่อชนชาติยิว ซึ่งอพยพมาจากอียิปต์ เข้ามาดินแดนแถบนี้และเริ่มรบพุ่งแย่งชิงดินแดนจากชนพื้นเมืองที่อยู่มาแต่เดิมจนสร้างอาณาจักรอิสราเอลขึ้น
แต่ต่อมาก็ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน ตอนเหนือเรียกว่าอาณาจักรอิสราเอล ส่วนตอนใต้เรียกว่าอาณาจักรยูดาย
ถัดจากนั้นดินแดนแถบนี้ก็ถูกปกครองโดยกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นบาบิโลน
อัสสิเรียน เปอร์เซีย กรีก โรมัน ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ชาวยิวกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นแข็งข้อต่ออำนาจของจักรพรรดิติตัส
ของโรมัน จักรพรรดิติตัสจึงสั่งทำลายกรุงเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ทางตอนเหนือเสียจนราบคาบ
จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 4 ปาเลสไตน์ก็ตกเป็นของชาวคริสต์ จักรพรรดิคอนสแตนติน
ซึ่งเข้ารีตคริสต์ได้สร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม กลายเป็นสถานที่ดึงดูดให้คริสต์ศาสนิกชนเข้ามาจาริกแสวงบุญกันมากขึ้น
จนกลายเป็นศูนย์กลางระบบสงฆ์และนักบวชในศาสนาคริสต์ จนเกิดการสร้างโบสถ์และวิหารต่างๆ
ตามมาอีกมากมาย
จนกระทั่งกลุ่มชาติอาหรับได้เข้ามาในดินแดนแถบนี้ในปี ค.ศ. 637 ประชากรที่เคยนับถือคริสต์ก็เริ่มแปรเปลี่ยนมานับถืออิสลามมากขึ้น
จนประชากรส่วนใหญ่ก็ลายเป็นชาวมุสลิมไปจนเกือบทั้งหมด
ดินแดนนี้ได้ถูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันครอบครองจากสองชนชาติคือ อาหรับมุสลิมและอาหรับคริสต์
มานานกว่า 800 ปี ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่อาณาจักรออตโตมานได้ครอบครองนานถึง 400
ปี แต่ประชาชนในดินแดนแถบนี้มิได้ถูกปรับเปลี่ยนไปแต่อย่างใด แม้แต่เชื้อชาติพลเมืองก็ยังคงเป็นชาวอาหรับเสียส่วนใหญ่
เหมือนก่อนหน้าที่พวกออตโตมานบริหาร รวมถึงภาษา ประเพณี วัฒนธรรม ก็ยังคงเดิม
ราวปี ค.ศ. 1897 ได้มีการก่อตั้งกลุ่มลัทธิไซออนนิสม์ (Zionist)
โดยกลุ่มชาวยิวปัญญาชนและพ่อค้ายิวที่ทำมาหากินจนร่ำรวยจากทั่วทุกมุมโลก
โดยเฉพาะบนแผ่นดินอเมริกาและยุโรป มีจุดประสงค์เพื่อนำชาวยิวกลับมาตั้งถิ่นฐาน
สร้างชาติยิวขึ้นมาใหม่บนแผ่นดินปาเลสไตน์ ซึ่งกลุ่มไซออนนิสต์ยึดมั่นในพระคัมภีร์ที่ว่า
"พระเจ้าได้ประทานดินแดนแห่งนี้ให้กับชาวยิว" แต่ในขณะนั้นปาเลสไตน์ตกอยู่ใต้อาณัติของอังกฤษ
กลุ่มไซออนนิสต์ใช้เวลานับสิบปีลงทุนกว้านซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินชาวอาหรับอย่างถูกกฎหมาย
และจัดการพัฒนาพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งให้สามารถเพาะปลูกได้ ท่ามกลางความไม่พอใจของบรรดาชาวอาหรับเจ้าของที่ดินเดิม
แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เพราะได้ทำการซื้อขายกันไปแล้วตามกฎหมายทุกประการ
ความขัดแย้งในการครอบครองดินแดนยังคงคุกรุ่นอยู่เรื่อยมา โดยมีกลุ่มไซออนนิสต์ดำเนินการอยู่ทั้งโดยเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
จนกระทั่งภาคพื้นยุโรปเกิดสงครามโลกขึ้นและได้ลุกลามขยายวงกว้างมายังดินแดนปาเลสไตน์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ดร.คาอิม ไวช์มันน์ นักเคมีชาวยิวสมาชิกกลุ่มไซออนนิสต์
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด และได้เปลี่ยนสัญชาติจากลัตเวียมาเป็นอังกฤษ ในปี
ค.ศ. 1910 ได้ทำการคิดค้นดินระเบิดประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถผลิตเองได้โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย
เนื่องจากก่อนหน้านั้นกองทัพอังกฤษใช้ดินระเบิดคอร์ไดท์ ซึ่งอังกฤษผลิตเองได้แต่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบสำคัญคือ
อาซีโทน (Acetone) โดยอาซีโทนนี้จำเป็นต้องสั่งเข้าจากเยอรมันซึ่งเป็นคู่สงคราม
เมื่อไม่มีวัตถุดิบ อังกฤษจึงประสบปัญหาใหญ่ในการทำสงคราม จนกระทั่งได้ ดร.คาอิม
มาช่วย อังกฤษจึงยังคงสามารถเข้าร่วมรบในสงครามโลกต่อไปได้
จากการช่วยเหลือของ ดร.คาอิม (ต่อมาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์
กระทรวงทหารเรือของอังกฤษ ในช่วงปี 1916-1919) ทำให้อังกฤษซึ่งมีอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางในช่วงนั้น
ตอบแทนโดยการมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้เป็นที่พักพิงถาวรของชาวยิว โดย ลอร์ด อาร์เธอร์
เจมส์ บาลฟอร์ (Lord. Arthur James Balfour) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอังกฤษในขณะนั้น
เป็นผู้ลงนามใน "สนธิสัญญาบาลฟอร์"
ขณะเดียวกันก็เกิดสนธิสัญญาขึ้นซ้อนอีกหนึ่งฉบับที่ลงนามโดย เซอร์เฮนรี่ แม็กมาฮอน
(Sir. Henry McMahon) ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษในอียิปต์ ซึ่งไปตกลงกับชาวอาหรับว่า
หากชาวอาหรับช่วยอังกฤษทำสงครามกับเยอรมันแล้ว อังกฤษจะยกดินแดนบางส่วน รวมถึงปาเลสไตน์คืนให้แก่ชาวอาหรับ
แต่เมื่อสิ้นสงคราม อังกฤษก็ยังคงยึดครองปาเลสไตน์โดยมิได้มอบให้แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
เนื่องด้วยฝ่ายยิวและอาหรับต่างก็อ้างสนธิสัญญาที่ตนเองถือเป็นข้ออ้างในการครอบครองดินแดน
ปี ค.ศ. 1923 องค์การสันนิบาตชาติ มอบหมายให้อังกฤษเป็นผู้ดำเนินการส่งมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้แก่ชาวยิว
แต่อังกฤษก็ยังคงครอบครองดินแดนไว้เพื่อใช้ต่อรองกับกลุ่มชาติอาหรับ ในการทำสงครามโลกครั้งที่
2 ซึ่งแน่นอนว่าภายหลังสงคราม ดินแดนเจ้าปัญหานี้ก็ยังไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ฝ่ายไหนอยู่ดี
อีกทั้งปัญหาการอพยพเข้ามาของชาวยิวจำนวนมากก็ยังเพิ่มทวีความวุ่นวายเข้าไปทุกขณะ
โดยมีกลุ่มชาติอาหรับแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
ปี ค.ศ. 1947 สมัชชาสหประชาชาติ ลงมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ให้กับชาวยิว โดยแบ่งเอาดินแดนบางส่วนของซีเรียและอียิปต์ไปด้วย
โดยมติดังกล่าวไม่ได้ขอความเห็นชอบจากชาวปาเลสไตน์เลยแม้แต่น้อย
การแบ่งดินแดนในครั้งนั้น ทำให้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวยิว
และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวอาหรับ
ปี ค.ศ. 1948 มีการจัดตั้งรัฐยิวขึ้นอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินปาเลสไตน์ โดยมี ดาวิด
เบนกูเรียน (David Bengurion) เป็นผู้นำคนแรก โดยตั้งชื่อว่า
รัฐอิสราเอล ส่งผลให้ชาวยิวที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้กลายเป็นชาวอิสราเอลไปโดยปริยาย
ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ชนชาติอาหรับ จนกลุ่มชาติอาหรับจัดตั้งกองกำลังบุกเข้าอิสราเอล
สงครามที่กินเวลายานาน 8 เดือน ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของชาติอาหรับ แต่ก็ก่อให้เกิดการรบพุ่งกันต่อเนื่องมาอีกหลายต่อหลายครั้ง
โดยเฉพาะ "สงคราม 6 วัน" ในปี ค.ศ. 1967 ประธานาธิบดี นัสเซอร์
แห่งอียิปต์ ส่งกองกำลังทหารกว่า 7 แสนนาย จากความร่วมมือของ 7 ชาติอาหรับ
เข้าถล่มอิสราเอลที่มีกองกำลังเพียง 2 แสนนายเท่านั้น เหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นว่ายิวเป็นฝ่ายมีชัยในสงคราม
อีกทั้งยังยึดดินแดนของฝ่ายชาติอาหรับมาเป็นของตน ไม่ว่าจะเป็นเขตกาซ่าตะวันออก
แหลมซีนายของอียิปต์ ชายฝั่งตะวันตกบางส่วนของแม่น้ำจอร์แดน
(เขตเวสต์แบงก์) ที่ราบสูงโกรันของซีเรีย นครเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออก ซึ่งดินแดนที่ว่านี้ก็ยังถูกอิสราเอลครอบครองมาจนถึงปัจจุบัน
นอกเหนือจากชัยชนะครั้งนี้แล้ว อิสราเอลยังฉวยโอกาสนี้ทำการขับไล่ชาวอาหรับออกจากจากดินแดนของตนเป็นจำนวนมาก
จากความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มชาติอาหรับลดความนับถือต่อประธานาธิบดี นัสเซอร์
เป็นอย่างมาก และยังทำให้ "องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์" (PLO
: Palestine Liberation Organization) ที่เขาก่อตั้งขึ้น ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่
มีการเลือกประธานคนใหม่ที่มาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้น นั่นคือ นายยัสเซอร์
อาราฟัต (Yasser Arafat)
อาราฟัต เข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัยที่ยังศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์
ที่มหาวิทยาลัยแห่งกษัตริย์ฟาฮัดที่ 1 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และได้เข้าร่วมเป็นทหารในกองทัพอียิปต์เมื่อครั้งสงครามคลองสุเอซ
ในปี ค.ศ.1956 จากนั้นได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์
จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในที่สุด
อาราฟัต พยายามอย่างยิ่งในการแสดงให้ชาวโลกยอมรับการมีตัวตนของชาวปาเลสไตน์และพยายามแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรม
ในการกอบกู้ดินแดนของชาวปาเลสไตน์คืนจากอิสราเอล
ในปี
1972 ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี โดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ขบวนการกันยาทมิฬ"
(Black September) กลุ่มนักรบปาเลสไตน์บุกเข้าหอพักนักกีฬาโอลิมปิก พร้อมกับจับตัวนักกีฬาชาวอิสราเอลจำนวน
11 คนเป็นตัวประกัน โดยพวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยตัวนักโทษการเมืองชาวปาเลสไตน์
234 คน และอีก 2 คนที่ถูกคุมขังอยู่ที่เยอรมัน พร้อมทั้งร้องขอเครื่องบินเพื่อเตรียมหลบหนีเข้าอียิปต์
อิสราเอล นำโดย นางโกลดา เมียร์ (Golda Mier)
นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่งดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อปาเลสไตน์และไม่ยินยอมเจรจากับผู้ก่อการ
ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ก่อการ และยังส่งหน่วยรบพิเศษที่เชี่ยวชาญในการชิงตัวประกันเข้ามาช่วยเหลือ
แต่รัฐบาลเยอรมันปฏิเสธ เนื่องจากต้องการจัดการสะสางปัญหาด้วยตนเองเพื่อรักษาหน้าของเจ้าภาพโอลิมปิก
หรืออีกประเด็นหนึ่งที่เป็นนัยยะแอบแฝง นั่นคือคือรัฐบาลเยอรมันต้องการแสดงความรับผิดชอบและลบล้างความผิดสมัยสงครามโลกครั้งที่
2 ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนั่นเอง
แต่ปฏิบัติการของทีมช่วยเหลือของเจ้าภาพผิดพลาด พลแม่นปืนของเยอรมันทำพลาดจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
เมื่อตัวประกันเสียชีวิตหมดทั้ง 11 คน ตำรวจเยอรมันเสียชีวิต 1 นาย ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต
5 ราย ถูกจับเป็น 3 ราย
โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความเคืองแค้นให้อิสราเอลอย่างมาก เพราะนอกจากตัวประกันจะเสียชีวิตหมด
บรรดาชาติต่างๆ ก็ดูเหมือนจะลืมเลือนเรื่องนี้กันอย่างรวดเร็ว โดยหันสนใจการแข่งขันโอลิมปิกแทน
ทั้งที่เกิดเรื่องราวอันเลวร้ายเช่นนี้แต่นานาชาติกลับยังคงดำเนินการแข่งขันต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สิ่งเดียวที่มีการแสดงออกคือการลดธงลงครึ่งเสา ยกเว้นเพียงกลุ่มประเทศอาหรับที่ยืนยันไม่ยอมลดธง
ซึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนถึงความชอบธรรมในการก่อการครั้งนี้
อิสราเอลไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาลงมือปฏิบัติการตอบโต้อย่างทันควัน นางโกลดา เมียร์
ส่งฝูงบินอิสราเอลไปถล่มฐานปฏิบัติการขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ในซีเรียและเลบานอน
รวมถึงการส่งหน่วยจารชนเข้าไปจัดการกับกลุ่ม PLO ทั้งในปาเลสไตน์ กลุ่มชาติอาหรับ
และหลายพื้นที่ในยุโรปอย่างลับๆ ซึ่งปฏิบัติการหลายครั้งสร้างความเสียหายขั้นรุนแรง
แต่อิสราเอลก็ไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอีกทั้งปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการล้างแค้นดังกล่าว
แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าเหตุการณ์สะเทือนขวัญหลายครั้งเกิดขึ้นจากฝีมือของหน่วยสืบราชการลับอิสราเอล
ที่เรียกตัวเองว่าพวก มอสสาด (Mossad)
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติการด้วยความรุนแรงทั้งอย่างลับๆ และอย่างโจ่งแจ้งมาช่วงระยะหนึ่ง
ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พบว่าการใช้ความุรนแรงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ผู้นำของ
PLO และอิสราเอล ยอมหันหน้าเข้าหากัน โดยเจรจาผ่านทางสหประชาชาติในปี 1972 การประนีประนอมครั้งนี้เป็นผล
ก่อให้เกิดการลงนามใน "ข้อตกลงสันติภาพออสโล ฉบับที่ 1" ในปี
1993 เป็นการประกาศว่าโลกยอมรับให้มีดินแดนปกครองตนเองที่ชื่อปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่า
จากข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว ทำให้นายอาราฟัต ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี
1994 ร่วมกับ พลเอกยิตซัค ราบิน (Yitzhak Rabin)
และนายชิมอน เปเรส (Shimon Peres) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลในสมัยนั้น
แต่แล้วความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อกลุ่มชาวยิวหัวรุนแรงในอิสราเอล ไม่พอใจท่าทีที่ยอมอ่อนข้อของนายกฯ
ราบิน จึงเกิดการลอบสังหารขึ้น ในปี 1995 ตามด้วยการลุกฮือของชาวปาเลสไตน์ จากนั้นสันติภาพก็ลอยห่าง
ความขัดแย้งทวีเพิ่มขึ้น แม้นายอาราฟัตจะได้เป็นประธานาธิบดีปาเลสไตน์ในปีถัดมา
แต่ความนิยมในตัวเขาก็ลดลงเนื่องจากผู้คนเห็นว่าเขาอ่อนข้อให้อิสราเอลจนเกินไป
หนำซ้ำ นายอาเรียล ชารอน(Ariel Sharon) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอิสราเอล
ก็มีทีท่าแข็งกร้าว ไม่ยอมเจรจากับเขา เนื่องจากเห็นว่านายอาราฟัตยังแอบหนุนให้มีการใช้ความรุนแรงกับอิสราเอลอยู่
เสรีภาพที่ได้มาทำให้ชาวปาเลสไตน์ปิติยินดี ออกมาฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ มีการยิงปืนขึ้นฟ้าและลุกลามไปถึงขั้นจุดไฟเผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวยิว
จากนั้นก็ชักธงชาติปาเลสไตน์ขึ้นยอดเสา แต่ขณะเดียวกันชาวยิวบางส่วนที่ยังอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ก็เกิดความไม่พอใจ
ออกมาก่อความวุ่นวายตามท้องถนนจนเกิดเป็นจลาจลไปทั่วเมือง
ปัญหาปาเลสไตน์นับเป็นประเด็นความขัดแย้งที่สำคัญยิ่งของโลก เพราะมีมหาอำนาจหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ที่ผ่านมาได้มีความพยายามกันแล้วหลายครั้งหลายคราที่จะแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการเจรจาแบบสันติวิธี
แต่ท้ายที่สุดความพยายามเหล่านั้นก็ล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า ส่วนคณะปกครองปาเลสไตน์หรือรัฐบาลปาเลสไตน์ภายใต้การนำของกลุ่มฟาตะห์
(ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นมาหลังการเจรจาสันติภาพที่กรุงมาดริดในปี
ค.ศ. 1993) ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่า การให้ความหวังต่อชาวปาเลสไตน์ทั้งมวลว่า
พวกเขาจะได้รัฐเอกราชกลับคืนมา อันจะเป็นดินแดนที่ประกอบไปด้วยพื้นที่เหล่านี้รวมกันคือ
ฉนวนกาซ่า ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (West Bank) และเยรูซาเล็มตะวันออก
ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นดินแดนที่อิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย มาตั้งแต่หลังสงคราม
6 วันในปี ค.ศ. 1967
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 ที่กระบวนการสันติภาพได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งมีการตกลงเห็นพ้องกันว่า
รัฐปาเลสไตน์จะได้รับการสถาปนาขึ้นภายในอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น แต่จนกระทั่งถึงบัดนี้
ชาวปาเลสไตน์ยังคงมีแต่ความว่างเปล่า ไม่เคยได้อะไรจากความหวังที่ตนตั้งหน้าตั้งตารอคอยเลย
มิหนำซ้ำพวกเขากลับต้องทนทุกข์ทรมานจากมาตรการทางทหาร และการปิดกั้นทางเศรษฐกิจของฝ่ายอิสราเอล
ส่วนทางด้านคณะปกครองปาเลสไตน์นั้น นับวันก็ยิ่งสร้างความผิดหวังให้แก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น
เพราะนอกจากจะไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ยังมีการคอร์รัปชั่นกันภายในอย่างมโหฬารและมีความแตกแยกกันเองภายในกลุ่ม
มิหนำซ้ำ นายยัซเซอร์ อารอฟัต ผู้นำหนึ่งเดียวของฟาตะห์ที่เป็นวีรบุรุษและสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์
กลับต้องมาจบชีวิตลงในช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อนี้อีกด้วย
เมื่อต้นปี ค.ศ. 2006 พรรคฮามาส ชนะในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ยังความไม่พอใจให้แก่กลุ่มอำนาจเก่าอย่างฟาตะห์เป็นอย่างยิ่ง นับจากนั้นเป็นต้นมากระบวนการที่จะโค่นล้มรัฐบาลฮามาสจึงเริ่มต้นขึ้น
ทั้งจากภายในและภายนอกโดยมีสหรัฐฯและอิสราเอลเป็นแกนนำ แม้รัฐบาลฮามาสจะพยายามประนีประนอม
โดยยอมแบ่งสรรอำนาจให้กลุ่มฟาตะห์อย่างที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองที่ไหนทำกัน แต่ความพยายามเหล่านั้นก็ไม่เป็นผล
ท้ายที่สุดเหตุการณ์จึงจบลงด้วยการปะทะต่อสู้กันอย่างดุเดือด เป็นสงครามกลางเมืองภายใน
อันนำไปสู่การยึดอำนาจในเมืองกาซ่าโดยพรรคฮามาส ในขณะที่กลุ่มฟาตะห์ก็หันไปยึดครองเวสต์แบงค์
และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ที่นั่นเมื่อช่วงกลางปี 2007
ซึ่งก็เท่ากับว่า ขณะนี้ดินแดนปาเลสไตน์ในอดีตไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนตามที่เข้าใจกันอีกต่อไปแล้ว
แต่ยังเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งส่วน กลายเป็น 3 ส่วน คือ 1. อิสราเอล 2. กาซ่าภายใต้การนำของรัฐบาลฮามาส
และ 3. เวสต์แบงค์ภายใต้การนำของรัฐบาลฟาตะห์ แน่นอนความแตกแยกในหมู่ปาเลสไตน์ในลักษณะเช่นนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์
การแบ่งแยกกันระหว่างกาซ่ากับเวสต์แบงค์ ยัง ผลประโยชน์เป็นของอิสราเอลที่ต้องการเห็นการแบ่งแยกเช่นนี้ดำเนินต่อไป
และอิสราเอลก็คงจะทำทุกอย่างให้มีการแบ่งแยกกันอย่างจริงจัง เพราะการแบ่งแยกอย่างนี้จะก่อให้เกิดปัญหาชุดใหม่ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเสียเวลาหาทางแก้ไข
ซึ่งเท่ากับเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของชาวปาเลสไตน์ จากความปรารถนาเดิมที่จะปลดปล่อยชาติ
และหากปัญหานี้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ มันก็จะเป็นปัจจัยที่เข้าไปทำลายความฝันของชาวปาเลสไตน์
ที่จะจัดตั้งรัฐเอกราชของตนเองขึ้นมา
ในขณะที่พรรคฮามาสที่สามารถเข้ามาบริหารปาเลสไตน์นั้นอิสราเอลมองไว้เป็นกลุ่มหัวรุนแรงและใช้ทุกวิถีทางบีบการบริหารของพรรคฮามาส
และอิสราเอลเองมีแผนโดยอ้างความชอบธรรมในการใช้กำลังอย่างรุนแรง ซึ่งจริง ๆ แล้ว
กาซ่าก็เป็นดินแดนเปิดสำหรับอิสราเอลอยู่แล้ว ที่จะสามารถรุกเข้ามาโจมตีทั้งทางบก
ทางทะเล และทางอากาศได้ตลอดเวลา
ฮามาสเองตระหนักถึงผลลัพธ์อันนี้ดี เพราะฉะนั้น ฮามาสคงจะให้ความใส่ใจต่อการสร้างความสามัคคี
และสร้างเอกภาพของผู้คนภายในเมืองกาซ่าเป็นลำดับแรก ในขณะเดียวกันก็คงไม่พยายามจะยั่วยุอิสราเอล
และได้ตกลงหยุดยิงนาน 6 เดือนตั้งแต่ 20 มิถุนายนถึง 19 ธันวาคม 2551
ท้ายสุด วันที่ 27 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมาว่า กองทัพอิสราเอล ได้โจมตีทางอากาศซึ่งตั้งเป้าที่ฐานที่ตั้งเครื่องยิงจรวดของพรรคและแนวร่วมของฮามาส
ซึ่งอยู่ในเขตชุมชนของฉนวนกาซ่า
จากการยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 300 คน และผู้บาดเจ็บมากกว่า
700 คน ในขณะเดียวกันทำให้ชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ
6 คน นับเป็นนองเลือดอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การสู้รบอิสราเอลปาเลสไตน์นับตั้งแต่ได้เกิดข้อขัดแย้งมาเป็นเวลาหลายสิบปี
ขณะที่ชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งต้องอพยพครอบครัวหนีจากพื้นที่อันตรายใกล้ชายแดน หลังทางการอิสราเอลประกาศเตือนว่า
ชาวบ้านอาจต้องตกอยู่ภายใต้การโจมตีของชาวปาเลสไตน์อีกหลาย วัน ทั้งนี้ แม้อิสราเอลถอนกำลังออกจากพื้นที่ยึดครองในฉนวนกาซาแล้ว
แต่ทหารอิสราเอลยังควบคุมพื้นที่แถบชายแดนผ่านเข้าออกเขตฉนวนกาซา
ทางการอิสราเอลระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อฉนวนกาซ่าครั้งนี้ รวมทั้งการทิ้งระเบิดมากกว่า
100 ตัน ต่อบรรดาฐานที่มั่นหลักๆ ของฮามาส สร้างความตื่นตะหนกและความสับสนอย่างกว้างขวาง
ขณะที่ควันสีดำพวยพุ่งเหนือดินแดนปาเลสไตน์
ขณะที่นายเอฮุด บารัค รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่า "ปฏิบัติการคาสต์
ลีด" (Operation Cast Lead) เพื่อปราบปรามพรรคฮามาสครั้งนี้
จะยังคงดำเนินต่อไปตามความจำเป็น และแม้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะต้องใช้เวลานานและเต็มไปด้วยความยากลำบาก
แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่อิสราเอลจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้และปราบปรามการบริหารงานของพรรคฮามาส
การแก้ปัญหาที่ท้าทายรัฐบาลโอบามา
ความโกรธแค้น การประท้วงและปฏิกิริยามากมายผ่านจอโทรทัศน์และโลกไซเบอร์ต่อปฏิบัติการของอิสราเอลคงจะเพิ่มดีกรีความรุนแรงอย่างแน่นอนดั่งที่นายคอเล็ด
มีแชลล์ ผู้นำฮามาสซึ้งลี้ภัยอยู่ที่กรุงดามัสกัสของซีเรีย เรียกร้องให้มีการลุกฮือครั้งใหม่ของปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านอิสราเอล
พร้อมประกาศว่าจะมีการโจมตีพลีชีพครั้งใหม่ในอิสราเอลหลังยุติไปนาน 4 ปี
ในขณะที่ผู้นำ กลุ่มประเทศสันนิบาตอาหรับได้ประณามอิสราเอลและมีมติจะเปิดการประชุมสุดยอดที่กรุงโดฮาร์
ของกาตาร์ ในวันที่ 2 มกราคม เพื่อหารือแนวทางยับยั้งการโจมตีของอิสราเอล โดยคณะรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มอาหรับจะจัดการประชุมล่วงหน้า
ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้
สิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้คือบทบาทของรัฐบาลอเมริกา เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการแก้ปัญหาของประธานธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่มีนามเต็มว่า
บารัก ฮุสเซ็น โอบามา (ซึ่งมีเชื้อของบรรพบุรุษมุสลิม)
ถึงแม้งานแรกๆ ของนายบารัก ฮุสเส็น โอบามา จะประกาศ คือการแก้ปัญหาวิกฤตการเงินจนนำไปสู่ปัญหาด้านเศรษฐกิจในภาพรวมของสหรัฐและโลกทุนนิยม
แต่เมื่อปัญหาปาเลสไตน์กับอิสราเอลประทุก่อนที่ท่านจะรับตำแหน่งไม่กี่วัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่านท่านจะต้องรีบจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วนพร้อมปัญหาเศรษฐกิจด้วยความสามารถของท่านและทีมงาน
โดยดูบทเรียนการจัดการปัญหาของรัฐบาลชุดก่อนๆ โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลบุชต่อโลกอาหรับและโลกมุสลิม
นโยบายที่ท่านประกาศว่าจะโดดเดี่ยวกลุ่มฮามาสและเฮซบอลเลาะห์ ตลอดจนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ
ที่ปฏิเสธที่จะละทิ้งการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาหรือปฏิเสธสิทธิการดำรงอยู่ของอิสราเอล
แต่ไม่ได้กล่าวถึงและไม่ใช้มาตรการใดๆเลยต่อการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์จะเข้าทางกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในการกล่าวหาว่าโอบามาไม่ได้ต่างอะไรกับผู้นำอย่างบุชคือมีสองมาตรฐานในการจัดปัญหาความขัดแย้ง
ในขณะเดียวกันท่านต้องพร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์ถิ่นฐานชาวยิวในเขตแดนปาเลสไลน์ว่าไม่ได้ช่วยผลักดันให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไปและจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไรในสถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้
เป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตสหรัฐอเมริกา ได้ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของตน อย่างถึงที่สุด
โดยใช้นโยบายความมั่นคงผ่านความเป็นมหาอำนาจทางทหาร ดังจะเห็นได้จากบทบาท ทางการทูตและ
การทหารที่แสดงออกมาในภูมิภาค ตะวันออกกลางระหว่างปี 1990-2008
ปัญหาปาเลสไตน์ และอิสราเอลนั้นสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลืออิสราเอลปีละไม่ตำกว่า
3,000 ล้านเหรียญ ทั้งนี้ยังไม่นับความร่วมมือทางทหารและการข่าวในเรื่องสำคัญหลายๆ
เรื่องเมื่อเทียบ กับความช่วยเหลือที่ให้แก่ฝ่ายปาเลสไตน์ โครงการความช่วยเหลือปีละไม่ถึง
500 ล้านเหรียญ
เป็นที่ทราบกันดีว่ากระแสคลั่งไคล้โอบามาที่ลามไกลไปทั่วโลกส่วนหนึ่งมาจากความเป็นคนผิวสีและเชื้อสายมุสลิมของโอบามาทำให้คนในหลายประเทศ
ไม่เว้นแต่คิวบา ประเทศที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯมาช้านานรู้สึกว่าใกล้ชิด
ในขณะผู้คนจากตะวันออกกลาง มีความหวังว่าโลกน่าจะมีสันติภาพกับประธานาธิบดีสหรัฐฯคนนี้มากกว่าคนที่ผ่านๆ
เช่นกันเพราะความที่ท่านมีเชื้อสายมุสลิม
โอบามานั้นมีพลังแห่งถ้อยคำสูงดั่งที่ท่านได้กล่าววรรคทองในสุนทรพจน์คืนวันที่
4 พฤศจิกายน ที่ชิคาโก ต่อหน้าชาวโลกผ่านต่อหน้าเขา หน้าจอโทรทัศน์ ผู้ฟังวิทยุ
รวมไปถึงชุมชนในโลกไซเบอร์ เช่น "หากใครยังกังขาว่าอเมริกาคือดินแดน ที่ทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้จริงหรือไม่
ใครก็ตามที่ยังสงสัยว่าความใฝ่ฝันของผู้ก่อตั้งประเทศยังคงมีอยู่ในยุคสมัยของเราหรือไม่
ใครก็ตามที่ยังตั้งคำถามต่อพลังแห่งประชาธิปไตยนั้น ค่ำคืนนี้เอง (หมายถึงคืนวันที่
4 พฤศจิกายน) ที่เป็นคำตอบของคุณ" หรืออีกส่วนหนึ่งเขากล่าวถ้อยคำที่กินใจว่า
"ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเราไม่ได้มาจากอำนาจทางทหาร หรือ ความมั่งคั่ง
แต่คืออำนาจที่ยั่งยืนของอุดมการณ์ ประชาธิปไตย เสรีภาพ โอกาส และความหวังที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย
อัจฉริยภาพที่แท้จริงของอเมริกา คืออเมริกาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ประเทศของเราจะสมบูรณ์แบบขึ้นได้
และสิ่งที่เราบรรลุคือความหวังให้กับสิ่งที่เราสามารถและจะต้องบรรลุให้ได้ในวันพรุ่งนี้"
ที่สำคัญความสามารถในการแสดงสุนทรพจน์และการพูดของท่านจะมีส่วนสำคัญหรือไม่ในการแก้ปัญหาปาเลสไตน์-อิสราเอลครั้งใหม่นี้
โลกโดยเฉพาะผู้คนในตะวันออกลางกำลังรอคำตอบในเชิงรูปธรรมจากท่าน
หากไม่ วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสันติภาพของโลก
ตลอดปีใหม่ 2552 อย่างแน่นอน
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าปัญหาปาเลสไตน์-อิสราเอลครั้งใหม่คือจุดประทุการก่อการร้ายปี
2552
หมายเหตุเรียบเรียงจาก
อิสราเอล-ปาเลสไตน์ คู่แค้นถาวรแห่งตะวันออกกลาง By janghuman janghuman.wordpress.com
|