Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

ถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี พร้อมข้อคิดเห็นต่อถ้อยแถลง

by : ธง แจ่มศรี และ หน่วยศึกษาค้นคว้าสังคมไทย
IP : (124.120.150.150) - เมื่อ : 20/01/2009 06:38 PM

สวัสดีครับ

เนื่องในโอกาสวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี ผมขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีและคำอวยพรมายังมิตรสหายผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งหลาย ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของตน มีพลังกายพลังใจเต็มเปี่ยมพร้อมต่อสู้เพื่อภารกิจที่ก้าวหน้าเป็นธรรมซึ่งเป็นภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนแบกรับอยู่ให้ก้าวหน้าไปตามความเรียกร้องต้องการของสถานการณ์ในปัจจุบัน

ผมในนามเลขาธิการใหญ่ของพรรค ซึ่งบัดนี้เหลือแต่เพียงชื่อ แต่ในทางเป็นจริงไม่ได้ดำรงสถานภาพนี้อยู่อีกต่อไปแล้ว ดังที่ทราบกันดี นับแต่การประชุมคณะกรรมการบริหารกลางเต็มคณะสมัยที่ 2 ชุดที่ 4 ในปีพ.ศ. 2526 เป็นต้นมา เนื่องด้วยเหตุปัจจัยทั้งทางภววิสัยและอัตวิสัย โดยเฉพาะเหตุปัจจัยทางอัตวิสัยคณะกรรมการบริหารกลางชุดนี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์การนำสูงสุดของพรรคมาจนบัดนี้ เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันสถานการณ์ของประเทศเราเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่ากำลังอยู่ในสภาวการณ์ที่สับสน แตกแยกกันอย่างกว้างขวางชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน สภาพเช่นนี้ก็ได้ส่งผลกระทบต่อขบวนของเราอย่างมาก กล่าวสำหรับมวลชนที่ก้าวหน้าและสหายเราที่ยังยึดมั่นในภารกิจที่ก้าวหน้าเป็นธรรมต่างเรียกร้องให้ฝ่ายนำของเรามีบทบาทที่เป็นจริงในการชี้นำทางความคิด ผลักดันสถานการณ์ให้เป็นผลดีต่อการพัฒนาสังคมประเทศชาติให้ก้าวรุดหน้าตามทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจอย่างมากที่องค์การนำของเราไม่สามารถมีบทบาทตามความเรียกร้องต้องการของสหายและ มวลชนได้ด้วยสาเหตุที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมจึงจำต้องใช้ฐานะส่วนตัวแจ้งให้มิตรสหายทราบแนวความคิดและทิศทางที่ควรจะเป็นของเราต่อไป จะผิดถูกอย่างไรให้ถือเป็นภาระหน้าที่ร่วมกัน วิพากษ์วิจารณ์กันได้อย่างเต็มที่

ปมประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันครั้งใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ กล่าวโดยสรุปก็สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองสองกลุ่ม ขอเรียกสั้นๆ ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มทุนเก่า (อนุรักษ์นิยม) กับกลุ่มทุนใหม่ (เสรีนิยม) ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ จึงประทุออกมาในรูปแบบการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

แม้กลุ่มทุนเก่าจะได้เปรียบ เนื่องจากเป็นฝ่ายที่มีอำนาจอิทธิพลเหนือรัฐสืบเนื่องมายาวนาน โดยเฉพาะคือสามารถมีอำนาจเหนือข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และตุลาการได้อย่างเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่เนื่องจากรูปแบบการปกครองของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เมื่อกลุ่มทุนเก่าสามารถตั้งรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารได้ ซึ่งก็คือรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธิ์ จุฬานนท์ โดยที่พวกเขาพยายามใช้เวลาหนึ่งปีกว่ามาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่บิดเบี้ยว คือรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยและกฎหมายอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อลิดรอนทำลายอำนาจอธิปไตยของประชาชนในรูปแบบที่แอบแฝงแนบเนียน โดยคาดหวังว่าเมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ คือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมปีพ.ศ. 2550. พวกเขาจะได้รับชัยชนะสามารถกุมเสียงข้างมากในรัฐสภาฯได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม กล่าวคือพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในสภาฯและสามารถตั้งรัฐบาลใหม่กลับเป็นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์ของพวกเขา เมื่อไม่สามารถยับยั้งคู่ปรปักษ์ได้ จึงต้องใช้อิทธิพลที่มีอยู่มาระดมลูกน้องลูกสมุนมาก่อกวนขัดขวางรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะ คือการใช้อิทธิพลครอบงำสื่อต่างๆมาปลุกปั่นสร้างกระแสบิดเบือน ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนจนไม่สามารถจำแนกแยกแยะความจริงและความถูกผิดได้

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ แม้จะมีนักวิชาการออกมาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันต่างๆนานา มีความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ในความหลากหลายเหล่านั้น เราก็สามารถใช้ทัศนะวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มาจำแนกแยกแยะได้ว่า โดยเนื้อแท้แล้วก็คือการต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนกับระบอบอำมาตยาธิปไตยของศักดินานั่นเอง.

มาถึงจุดนี้ก็มีเพื่อนบางคนเสนอแง่คิดว่า ในเมื่อมันเป็นความขัดแย้งระหว่างเผด็จการอำมาตยาธิปไตยกับประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว ก็น่าจะไม่เกี่ยวกับเราที่เป็นประชาชนคนธรรมดา และยังมีเพื่อนอีกบางคนให้แง่คิดว่า เราไม่ควรเพ้อฝันมากนักกับประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ซึ่งมีแต่การซื้อเสียงขายเสียง คอร์รับชั่นโกงกินกันอย่างชั่วช้าสามานย์ แน่นอนนักต่อสู้ของประชาชนเรา จะต้องไม่นั่งงอมืองอเท้าคอยสถานการณ์ไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยอย่างเด็ดขาด หากจะต้องใช้สถานการณ์ให้การศึกษามวลชนในรูปแบบเงื่อนไขต่างๆ อย่างทรหดอดทน ไปยกระดับความสำนึกตื่นตัวของมวลชนให้สูงขึ้น จนสามารถผลักดันให้พวกเขาสามัคคีรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็งไปช่วงชิงผลประโยชน์ที่เป็นจริงของพวกเขาเอง

ส่วนเรื่องที่ว่าประชาชนเรา สมควรจะสนับสนุนรัฐสภาของชนชั้นนายทุนหรือไม่นั้น ก็มิใช่ว่าเรารักชอบระบอบทุนนิยมหรือไม่ชอบ แต่อยู่ที่ว่าการวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ชาติ ปัจจุบันได้ก้าวถึงขั้นตอนที่เป็นยุคสมัยแห่งทุนนิยมแล้ว ประเทศส่วนใหญ่ในโลกรวมทั้งประเทศไทยก็ได้พัฒนาก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยม แม้ว่าโครงสร้างสังคมบางส่วนยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าได้ก้าวสู่ยุคทุนนิยมแล้ว สำหรับปัญหาความรับรู้ของเราที่มีต่อระบอบทุนนิยมดีหรือเลวอย่างไรนั้น ปรมาจารย์ลัทธิมาร์กซคือท่านคาลมาร์กซ ได้วิพากษ์วิจารณ์ อย่างสมบูรณ์แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเรานักลัทธิมาร์กซได้เรียนรู้ ประยุกต์ใช้กับความเป็นจริงของเราอย่างไรต่างหาก ด้วยเหตุนี้ท่าทีของเราต่อทุนนิยมจึงมิใช่รับหรือปฏิเสธอย่างเดียว เพราะเราแม้จะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม แต่การดำรงอยู่ของทุนนิยมก็เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นเมื่อรับรู้ต่อกฏภววิสัยแห่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็ยิ่งเรียกร้องให้เราต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือต้องคำนึงถึงจุดอ่อนจุดแข็งของชนชั้นปกครองและฝ่ายประชาชนของเรา จากนี้ไปกำหนดขั้นตอนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีจังหวะก้าวและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัย นี่คือทิศทางใหญ่ที่จะต้องเป็นไป

อย่างไรก็ดี เพื่อทำความกระจ่างต่อข้อสงสัยของเพื่อนบางท่าน ที่มีต่อระบอบรัฐสภาของชนชั้นนายทุน จึงใคร่ยกเอาคำสอนของปรมาจารย์ท่านหนึ่งคือ ท่านเลนิน ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือชื่อ โรคไร้เดียงสา "ฝ่ายซ้าย" ในขบวนการคอมมิวนิสต์ โดยท่านชี้ว่า "เรายังไม่มีกำลังพอจะโค่นล้มรัฐสภาชนชั้นนายทุนได้ เรายังต้องเข้าร่วมการต่อสู้บนเวทีรัฐสภาชนชั้นนายทุน จุดมุ่งหมายก็อยู่ที่ให้การศึกษาแก่ชนชั้นที่ล้าหลังในชนชั้นของตนนั่นแหละ อยู่ทีปลุกและให้การศึกษาแก่มวลชนในชนบทที่การศึกษายังไม่เจริญ ถูกปิดหูปิดตาและขาดความรู้นั่นแหละ ขณะที่พวกท่านยังไม่มีกำลังพอที่จะยุบรัฐสภาของชนชั้นนายทุนและองค์กรปฏิกิริยาประเภทอื่นๆนั้น พวกท่านจะต้องทำงานภายในองค์กรเหล่านี้" (จากบทที่ 7 "จะเข้าร่วมรัฐสภาชนชั้นนายทุนหรือไม่" ในหนังสือโรคไร้เดียงสา "ฝ่ายซ้าย" ในขบวนการคอมมิวนิสต์)

จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า ต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ภาระหน้าที่ของพวกเราคือจะต้องยืนหยัดต่อสู้ คัดค้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ คัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบรัฐธรรมนูญ สนับสนุนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยให้เข้มแข็งสมบูรณ์เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง มีแต่เช่นนี้เท่านั้น จึงจะทำให้เราผลักดันให้สังคมก้าวรุดหน้าต่อไปได้ตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง
ธง แจ่มศรี 1

ธันวาคม 2551


ข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับ แนวทางความคิดการเมือง ในถ้อยแถลงของ ธง แจ่มศรี

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ธง แจ่มศรี ได้ใช้ในนามส่วนตัวออก "ถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี" โดยกล่าวถึงเรื่องของการจัดตั้งและแนวทางการเมืองของพรรคในปัจจุบันและทิศทางต่อไป สำหรับข้อคิดเห็นที่เสนอในเอกสารนี้ จะไม่กล่าวถึงปัญหาการจัดตั้ง จะเสนอแต่แนวคิดทางการเมืองในถ้อยแถลงของ ธง แจ่มศรี เท่านั้น

แนวทางการเมืองที่เสนอมาใน "ถ้อยแถลง" แม้ ธง แจ่มศรี จะออกตัวว่าเป็นการ "ใช้ฐานะส่วนตัวแจ้งให้มิตรสหายทราบถึงแนวความคิด และทิศทางที่ควรจะเป็นของเราต่อไป " หลังจากที่ได้ประกาศในตอนต้นของเอกสารแล้วว่า คณะกรรมการบริหารกลางชุดปัจจุบัน "ได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง" ส่วนตัวเขาซึ่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ ก็เหลือเพียงแต่ชื่อ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าตนเองได้สูญสิ้นบทบาทการนำโดยสิ้นเชิงหรือไม่ และพรรคได้ยุบสลายไปหมดหรือยังคงอยู่ ในภาวะที่ยังกำกวมเช่นนี้ การออก "ถ้อยแถลง..." เพื่อแจ้งเรื่องแนวทางการเมืองของพรรค จึงหมายความเป็นอื่นไม่ได้นอกจากต้องการให้เป็นคำชี้แนะและเป็นแนวทางให้มิตรสหายที่ยังเชื่อถือและติดตามพรรคนำไปปฏิบัติต่อไป จึงเห็นว่า เป็นภาระอันเร่งด่วน ที่จะต้องวิเคราะห์วิจารณ์ความถูกผิดของแนวทางการเมืองที่เสนอใน "ถ้อยแถลง" นี้ อย่างจริงจังและรับผิดชอบ โดยเริ่มต้นจากความเป็นจริง และด้วยจุดยืนและทรรศนะที่ถูกต้อง จึงขอเสนอความคิดเห็นต่างๆ เพื่อพิจารณาศึกษา ดังนี้

ข้อที่ 1 ในย่อหน้าที่ 4 ของ "ถ้อยแถลง..." ได้กล่าวว่า "ปมประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันครั้งใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบัน กล่าวโดยสรุปก็สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองสองกลุ่ม ขอเรียกสั้นๆว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนเก่า (อนุรักษ์นิยม) กับกลุ่มทุนใหม่ (เสรีนิยม)....." ต่อจากนั้นก็ได้บรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ต่อมาที่สืบเนื่องจากความขัดแย้งคู่นี้ ซึ่งตรงกับความเป็นจริงบ้าง ไม่ตรงบ้าง ตามทรรศนะและข้อมูลที่ผู้เขียนเอกสารดังกล่าวได้มา

เราเห็นว่าข้อสรุปวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันนี้ มีความไม่ถูกต้องหลายประการ คือ

ก. การกล่าวว่าในสังคมไทยปัจจุบัน มีความขัดแย้งสำคัญคู่หนึ่ง คือความขัดแย้งของกลุ่มนายทุนใหญ่ผูกขาด 2 กลุ่มที่เป็นชนชั้นปกครองดำรงอยู่นั้น มีความถูกต้องเป็นจริงแต่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ความขัดแย้งของ 2 กลุ่มนี้ ไม่ใช่ "ปมประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันครั้งใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบัน" เพราะชนชั้นนายทุนใหญ่ผูกขาดทั้งสองกลุ่มดังกล่าว ล้วนมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับประชาชนชนชั้นและชั้นชนต่างๆ ล้วนดำรงอยู่ด้วยการกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบประชาชน ทั้ง 2 กลุ่มจึงล้วนมีความขัดแย้งกับประชาชน ซึ่งก็คือ ความขัดแย้งพื้นฐานสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบันนี้และต่อไป อย่างไรก็ตาม ระดับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดแต่ละกลุ่มกับประชาชน ก็ไม่ใช่จะเท่าเทียมเสมอกัน จะต้องวิเคราะห์รูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวโดยทั่วไป กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เป็นผู้กุมกลไกอำนาจรัฐที่แท้จริงหรือเหนือกว่ากลุ่มอื่น มักจะใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือมากดขี่ขูดรีด ปล้นชิงผลประโยชน์ และทรัพย์สินของประชาชน และประเทศชาติได้มากและรุนแรงกว่า ดังเช่น กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณ และหุ่นเชิดที่กุมอำนาจรัฐ ได้ทำกันปล้นชิงสมบัติของชาติและประชาชนอย่างขนานใหญ่ ด้วยวิธีการที่แยบยลทั้งลับและเปิด ที่เรียกว่าคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน ฯลฯ ซึ่งมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือมากมายดังเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่กุมอำนาจรัฐกลุ่มนี้ จึงมีความรุนแรงมากกว่ากับกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มอื่นๆ จึงเป็นความขัดแย้งหลักของสังคมไทยในช่วงระยะนี้ กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณจึงเป็นเป้าหมายหลักหรือคู่ขัดแย้งหลักที่ประชาชนต้องโจมตีคัดค้านในปัจจุบันเพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติไม่ให้ถูกทำลายย่อยยับไปกว่านี้ ส่วนความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดอื่นๆ ที่ไม่ได้กุมกลไกอำนาจรัฐหรือกุมอำนาจรัฐอยู่ในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง ก็ยังดำรงอยู่ แต่เนื่องจากมีความรุนแรงน้อยกว่า จึงเป็นความขัดแย้งรองในช่วงระยะนี้

ในเรื่องความขัดแย้งหลัก และ ความขัดแย้งรอง มีปัญหาที่เราจะต้องทำความแจ่มชัดว่า การที่ประชาชนต่อสู้กับคู่ขัดแย้งตัวหลักของประชาชนเป็นสำคัญในขณะนี้ก็เพื่อต่อต้านผู้ที่กำลังปล้นชาติกินเมืองที่ร้ายกาจที่สุด เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติโดยเร่งด่วน และในการต่อสู้ ขบวนประชาชนจะต้องขยายแนวร่วมให้กว้าง ก็อาจจะมีผู้ที่ต้องการต่อต้านคู่ขัดแย้งตัวหลัก แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องความขัดแย้งรอง หรือยังสนับสนุนคู่ขัดแย้งตัวรองมาเข้าร่วมด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนเราได้รวมศูนย์กำลังโจมตีคู่ขัดแย้งตัวหลักซึ่งมีกำลังเหนือกว่ามากให้ได้ผล หาใช่เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่คู่ขัดแย้งตัวรองไม่

ปัญหาอาจมีต่อไปอีกว่า ผลการต่อสู้โจมตีคู่ขัดแย้งหลัก จะกลายเป็นประโยชน์แก่คู่ขัดแย้งตัวรองหรือไม่? ถ้ามองในแง่ที่ระหว่างกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เป็นคู่ขัดแย้งตัวหลัก และกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เป็นคู่ขัดแย้งตัวรอง (ของประชาชน) ก็ขัดแย้งกันเองค่อนข้างรุนแรง การที่ประชาชนทำลายคู่ขัดแย้งตัวหลัก ก็อาจเป็นประโยชน์แก่คู่ขัดแย้งตัวรองได้ แต่ถ้าเรามองให้กว้าง และยาวออกไป จะพบว่าผลการต่อสู้ไม่น่าเป็นเช่นว่านั้น ถ้าการต่อสู้กับคู่ขัดแย้งหลัก ประชาชนสามารถโจมตีทำลายระบอบอันชั่วร้ายของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดตัวร้ายกาจที่สุดในขณะนั้น (คู่ขัดแย้งตัวหลัก) ที่กระทำต่อประชาชนและประเทศชาติ เช่นการผูกขาดอำนาจ การคอรับชั่นโกงกินเยี่ยงมหาโจร เป็นต้นอย่างได้ผล ก็จะเป็นการบั่นทอนระบอบการกดขี่ขูดรีดอย่างมีพลัง ก็จะทำให้กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองกลุ่มต่อไป ไม่อาจทำการกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบประชาชนได้อย่างสะดวกอีกต่อไป และที่สำคัญ ผ่านการต่อสู้ประชาชนมีความตื่นตัวสูงขึ้น และกว้างขึ้น ขบวนของประชาชนได้รับการหล่อหลอมให้แข็งแกร่งขึ้น ก็จะกลายเป็นกำลังมหาศาลที่ทำลายชนชั้นนายทุนใหญ่ผูกขาดทุกกลุ่ม และอำนาจอิทธิพลทั้งปวงที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบประชาชนต่อไปอย่างไม่มีใครต้านทานและทำลายได้

นักต่อสู้ที่ยืนอยู่กับผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง จะต้องมองเห็นความขัดแย้งพื้นฐาน และความขัดแย้งหลักของสังคมในทุกระยะอย่างแจ่มชัด จะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการเอารัดเอาเปรียบและปล้นชิงผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติของชนชั้นที่ผูกขาดอำนาจทางกำลังทรัพย์ และอำนาจการปกครองนับวันรุนแรงขึ้น ประชาชนมีแต่ต้องสามัคคีกันต่อสู้เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของตน ที่สำคัญไม่ว่าเวลาใด นักต่อสู้เพื่อประชาชนจะต้องไม่ถูกปรากฏการณ์ของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองที่แย่งชิงผลประโยชน์กัน ทำให้สับสน จนมองไม่เห็นว่า ใครเป็นผู้ที่กำลังปล้นชาติปล้นประชาชนที่ร้ายกาจที่สุด โดยเฉพาะองค์กรที่นำการต่อสู้ของประชาชน ถ้าไม่เริ่มต้นจากผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน มาวิเคราะห์ความขัดแย้งพื้นฐาน และความขัดแย้งหลักของสังคมจากความเป็นจริง ก็จะหลงทิศผิดทาง กำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ผิดพลาด สูญเสียบทบาทที่เป็นกองหน้าของการต่อสู้ของประชาชน และง่ายที่จะละทิ้งประชาชน กลายเป็นหางเครื่องของศัตรูทางชนชั้นไป

. จากข้อสรุปที่ว่า ความขัดแย้งหลักของสังคมขณะนี้ คือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองสองกลุ่ม ประชาชนไม่เกี่ยว ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความเข้าใจผิดๆ ต่อการต่อสู้ของประชาชนวงการต่างๆ ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการคอรับชั่นโกงกิน และการผูกขาดอำนาจรัฐมากดขี่เอารัดเอาเปรียบประชาชนอย่างไม่เป็นธรรมของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณ และรัฐบาลที่เป็นตัวแทน ว่า เกิดจากกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดอีกกลุ่มหนึ่งที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับกลุ่มทักษิณ "ใช้อิทธิพลมาระดมลูกน้องลูกสมุนมาก่อกวนขัดขวางรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยในทุกรูปแบบ" ซึ่งข้อความนี้ปรากฏอยู่ในย่อหน้าที่ 4 ของ "ถ้อยแถลง..." ทัศนะคติของธง แจ่มศรี ที่มีต่อการเคลื่อนไหวของประชาชนที่คัดค้านรัฐบาลทักษิณและหุ่นเชิดเช่นนี้ นอกจากแสดงว่า เขามองไม่เห็นความขัดแย้งที่แหลมคมของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณกับประชาชน ไม่ได้มองปัญหาโดยเริ่มต้นจากความเป็นจริงและผลประโยชน์ของประชาชน ยังเป็นการดูถูกประชาชนที่บริสุทธิ์ที่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ซ้ำร้ายกว่านี้ ยังปรากฏว่า มีผู้กล่าวหาคนที่เห็นด้วยกับประชาชนที่ต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณ ว่าเป็นพวกสนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยม เป็นสมุนรับใช้ศักดินา ไปทั้งหมด!

กล่าวโดยสรุป การวิเคราะห์ว่าความขัดแย้งของกลุ่มชนชั้นปกครอง เป็นความขัดแย้งหลักของสังคมปัจจุบัน โดยมองไม่เห็นความสำคัญและความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชนเลยนั้น ไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นการวิเคราะห์ที่มีปัญหาเกี่ยวกับจุดยืนและทรรศนะที่เริ่มต้นจากความเป็นจริง และผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อที่ 2 ในย่อหน้าที่ 6 ของ "ถ้อยแถลง..." อ้างว่า ได้ใช้ทัศนะวัตถุนิยมวิภาษ และวัตถุนิยมประวัติศาสตร์จำแนกแยกแยะการต่อสู้ขัดแย้งกันของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดชนชั้นปกครอง 2 กลุ่ม ว่า "โดยเนื้อแท้ก็คือการต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน กับระบอบอำมาตยาธิปไตยของศักดินานั่นเอง"

ข้อวิเคราะห์นี้เท่ากับเป็นการสรุปว่า กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณที่กุมอำนาจรัฐอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่ง คือ ตัวแทนระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อสรุปอีกตอนหนึ่งในย่อหน้าที่ 4 ของเอกสารเดียวกันว่า "ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองสองกลุ่ม ขอเรียกสั้นๆ ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนเก่า (อนุรักษ์นิยม) กับกลุ่มทุนใหม่ (เสรีนิยม)....."

การสรุปว่า กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณ เป็นกลุ่มทุนใหม่ (เสรีนิยม) และเป็นตัวแทนระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน นั้น น่าจะมีปัญหาทั้งทางความเป็นจริง และทางทฤษฎี กล่าวคือ ในทางความเป็นจริง กลุ่มทุนทักษิณไม่ได้มาจากการเป็นนายทุนชาติ ที่สะสมทุนจากการเข้าสู่กระบวนการพัฒนาพลังการผลิตแบบทุนนิยมของประเทศ หากเป็นกลุ่มทุนที่อาศัยอำนาจรัฐสร้างระบบกลไกการผูกขาดขึ้น เช่นการสัมปทานโทรศัพท์มือถือ การสัมปทานดาวเทียม เป็นต้น ในสมัยที่ยังไม่ได้เข้ายึดกุมอำนาจรัฐ เขาก็ได้ใช้วิธีสินบน ใต้โต๊ะให้ได้มาซึ่งการสัมปทานจากรัฐ ต่อมาเมื่อได้กุมอำนาจรัฐแล้ว ก็ได้ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่การผูกขาดธุรกิจด้านต่างๆ โดยการดำเนินวิธีการที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่มีกำไร อาทิ ปตท. เมื่อนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ กลุ่มทุนทักษิณก็ได้ใช้อภิสิทธิ์เข้าถือหุ้นจำนวนมาก ได้กำไรมหาศาลจนทุกวันนี้ หรือการใช้วิธีการที่เรียกว่าการคอรัปชั่นทางนโยบาย คือการใช้อำนาจทางรัฐบาล และรัฐสภา กำหนดนโยบาย และกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนและพวกพ้อง เช่นการแก้กฎหมายการจ่ายภาษีของบริษัทโทรศัพท์มือถือ จากการจ่ายค่าสัมปทานเป็นการจ่ายภาษีสรรพสามิต หรือกรณีการซื้อขายที่ดินรัชฎาที่อื้อฉาวเป็นต้น นอกจากนั้นกลุ่มทุนทักษิณยังอาศัยวิถีทางการเงินเป็นเครื่องมือทำการเก็งกำไร และเพิ่มพูนทุน เช่นการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การหลบเลี่ยงภาษี การค้าเงินตรา และการฟอกเงิน ระยะหลังนี้ กลุ่มทุนทักษิณยังได้ทำธุรกิจที่ดิน เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าเขาได้ถือครองที่ดินมากมายแค่ไหน

กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงระยะประมาณ 10 ปี เขาสามารถสะสมทุนได้นับแสนๆล้านบาท ซึ่งย่อมไม่ใช่วิถีทางการผลิตและการค้าแบบทุนนิยมเสรีจะทำได้ และเมื่อพิเคราะห์จากลักษณะธุรกิจ และกระบวนการได้มาซึ่งเงินทุนของเขา จะเห็นว่าไม่ใช่วิถีการพัฒนาพลังการผลิตของทุนนิยมเสรี ตรงข้ามเป็นการทำลาย ขัดขวางการพัฒนาพลังการผลิตที่ก้าวหน้าของทุนนิยมแห่งชาติ เพราะเขาใช้ระบบผูกขาดมากีดกันทุนที่เล็กกว่า ใช้การปล้นชิงทรัพยากรของชาติและทรัพย์สินของประชาชนมาสะสมเงินทุน เป็นนักฉวยโอกาสที่หากำไรกับการค้าเทคโนโลยี หากไม่ใช่พัฒนาเทคโนโลยี จากข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้เราเห็นได้ชัดว่ากลุ่มทุนทักษิณไม่ใช่ทุนนิยมเสรี หากเป็นทุนนิยมผูกขาด

ในทางทฤษฏี การวิเคราะห์ว่ากลุ่มทุนทักษิณเป็นกลุ่มทุนใหม่ จึงเป็นทุนนิยมเสรี ก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักทฤษฎี การจะวิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นของกลุ่มทุนใด จะต้องวิเคราะห์จากกระบวนการพัฒนา และฐานะบทบาททางการผลิตของกลุ่มทุนนั้น ไม่ใช่ดูว่าใครเกิดก่อน เกิดหลัง กลุ่มทุนทักษิณแม้จะเกิดทีหลัง ก็ไม่ใช่ตัวแทนพลังใหม่ที่ก้าวหน้า เพราะเขาไม่ใช่กลุ่มทุนที่เติบโตขึ้นจากการส่งเสริมพัฒนาพลังการผลิตในระบบแข่งขันเสรี หากได้ใช้วิธีการผูกขาด ใช้อำนาจรัฐ สมคบจักรวรรดินิยมและสมุน ปล้นชิงชาติและประชาชนอย่างตะกละตะกรามแบบนายทุนใหญ่ผูกขาดที่ชั่วร้าย แม้จะผูกขาดไม่นาน (ร่วม 10 ปี) ก็ปล้นชาติและประชาชนเป็นแสนๆ ล้านบาท

ดังนั้น สรุปได้ว่า กลุ่มทุนทักษิณไม่ใช่ทุนนิยมเสรี ที่มีลักษณะก้าวหน้า แต่เป็นทุนนิยมผูกขาดที่ชั่วร้าย

ทางการเมือง กลุ่มทุนทักษิณได้เข้าสู่อำนาจรัฐ โดยอาศัยระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมเป็นเครื่องมือ คือการเลือกตั้ง การมีรัฐสภา และรัฐธรรมนูญ ฯลฯ แต่สิ่งที่ทักษิณใช้นั้น เป็นเพียงรูปแบบ ในทางเป็นจริง เขาได้ละทิ้งเนื้อหาของระบอบนี้โดยสิ้นเชิง
ทักษิณได้ใช้วิธีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่สกปรกในการเลือกตั้งผู้แทน ใช้อิทธิพลเงินซื้อเอาพรรคเล็กพรรคน้อยมายุบรวมกับพรรคของตน จนสามารถกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทน ไม่เพียงแค่นั้น ยังซื้อวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ ติดสินบนศาล แทรกแซงองค์กรอิสสระ ทำลายระบบ "ตรวจสอบและถ่วงดุลย์" อันเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เขาได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในทางบริหาร และนิติบัญญัติ ต่อประชาชนกลุ่มทักษิณใช้นโยบายประชานิยมมอมเมาผู้ยากไร้ที่บริสุทธิ์เพื่อสร้างฐานเสียง ปิดหูปิดตาประชาชนไม่ให้รับรู้ข่าวสารข้อมูลที่เป็นจริง ต่อผู้ที่ต่อต้านไม่ยอมขึ้นต่อเขา ก็ใช้วิธีอุ้มฆ่า ฆ่าทิ้ง ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ดังนั้น ในทางเป็นจริง การปกครองในยุคของทักษิณ จึงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยม หากเป็นการเผด็จการโดยกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่สำคัญคือตัวทักษิณเอง และโดยทางตรรกะ เมื่อเราได้วิเคราะห์แล้วว่ากลุ่มทุนทักษิณไม่ใช่ทุนนิยมเสรี หากเป็นทุนนิยมผูกขาดที่ชั่วร้าย ระบอบการปกครองภายใต้การนำของพวกเขาจึงเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมเสรีที่แท้จริงไม่ได้ จะเป็นได้ก็แต่เพียงเผด็จการทางรัฐสภาของอำนาจรัฐกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่ชั่วร้ายเท่านั้น

ข้อที่ 3 ในย่อหน้าที่ 8 ของ "ถ้อยแถลง..." ได้ใช้ประเด็นปัญหาว่า เราสมควรจะสนับสนุนรัฐสภาของชนชั้นนายทุนหรือไม่ มานำสู่การชี้นำทรรศนะ และท่าทีต่อทุนนิยมที่ควรจะมี....

จากข้อความที่ค่อนข้างวกวนของย่อหน้านี้ ดูผิวเผินสิ่งที่ผู้อ่านจะได้รับการตอกย้ำ คือเราไม่อาจปฏิเสธทุนนิยม เพราะมันเป็นความจริงที่ดำรงอยู่แล้ว แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกลงโดยทบทวนสิ่งที่เอกสารนี้ได้กล่าวย้ำมาตั้งแต่ต้น ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่า ความหมายไม่ได้อยู่เพียงแค่นี้ ที่สำคัญผู้เขียน "ถ้อยแถลง..." ต้องการกล่าวหาว่า การคัดค้านระบอบทักษิณ ต่อต้านการปกครองของกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณ เป็นการปฏิเสธทุนนิยม ขัดขวางการพัฒนาสังคมไทยไปสู่ทุนนิยม เป็นการฝืนกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาของสังคม ทำให้ประเทศชาติถอยหลังเข้าคลอง (เพราะเอกสารได้ยืนยันมาตลอดว่า กลุ่มทุนทักษิณคือทุนนิยมเสรีที่ก้าวหน้า คือผู้ธำรงไว้ระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน) หรือถ้าหากจะให้พูดอย่างไม่เกรงใจ ก็คงจะบอกว่า พวกคัดค้านทักษิณ ไม่ว่าใคร คือพวกที่สนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดอนุรักษ์ คือพวกที่รับใช้ศักดินา

นอกจากนั้น ข้อความตอนท้ายของย่อหน้าเดียวกันนี้ ยังได้กล่าวว่า "การดำรงอยู่ของทุนนิยมก็เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ก็ยิ่งเรียกร้องให้เราต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือต้องคำนึงถึงจุดอ่อนจุดแข็งของชนชั้นปกครอง..." ซึ่งข้อความนี้ คงจะหมายความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากบอกประชาชนว่า เมื่อเราไม่อาจปฏิเสธทุนนิยม ก็ไม่ควรคัดค้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณและบริวาร เพราะพวกเขาเป็นตัวแทนทุนนิยมที่ก้าวหน้า ดังนั้นจึงต้องยุติการคัดค้าน และหันมายอมรับข้อดีข้ออ่อนของชนชั้นปกครองกลุ่มนี้.......

ความเห็นของเราต่อประเด็นต่างๆ ที่เสนอในย่อหน้าที่ 8 ของ "ถ้อยแถลง.." ดังกล่าวนี้ คือ

ประการที่ 1 การที่ประชาชนเราต่อสู้คัดค้านระบอบทักษิณ ไม่ใช่เป็นเพราะทักษิณเป็นทุนนิยม หากเป็นเพราะกลุ่มทักษิณได้ใช้อำนาจรัฐทำการปล้นชิงทรัพย์สมบัติของชาติและประชาชนอย่างมหาศาลและอย่างละโมบไม่รู้จักจบสิ้น ทำให้ประเทศชาติเกิดวิกฤติรอบด้านทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างร้ายแรงที่สุด ซึ่งข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้ ได้ถูกเปิดโปงออกสู่สังคมมากขึ้นทุกวัน ๆ ทำให้ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยวงการต่างๆ ตระหนักว่า จะทนให้กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณปกครองต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงลุกขึ้นต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณและอำนาจรัฐของมันอย่างเป็นไปเอง และกว้างขวาง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย นอกจากมีชนชั้นกลางที่เป็นนายทุนน้อยจำนวนมาก ยังมีข้าราชการตำรวจ ทหารที่รักความถูกต้องรักชาติรักประชาธิปไตย ครู อาจารย์ นักวิชาการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ นักกฎหมาย บักบวช ผู้ปฏิบัติธรรมจากศาสนาต่างๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ศิลปิน กระทั่งชาวไทยในต่างประเทศ ผู้ใช้แรงงานจากพนักงานรัฐวิสาหกิจ กรรมกร เกษตรกร ฯลฯ และชนชั้นนายทุนชาติอีกไม่น้อยที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งนี้ จากส่วนประกอบของขบวนประชาชนนี้ ก็เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า ประชาชนไม่ได้ต่อสู้เพราะต้องการคัดค้านทุนนิยมเสรีที่แท้จริง (ซึ่งความเป็นจริงทักษิณก็ไม่ใช่ทุนนิยมเสรีที่แท้จริงดังที่ได้ชี้แจงมาข้างต้นแล้ว) หากเพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ทั้งหมดนี้เป็นความจริงที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้ มีแต่คนที่ปิดหูปิดตาตนเอง หรือถูกบิดเบนสายตาด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ และคนที่ต้องการพิทักษ์รักษาอำนาจของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณ ที่ไม่ยอมรับความจริง ซ้ำยังบิดเบนใส่ร้ายผู้รักชาติรักประชาธิปไตยที่ต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนทักษิณต่าง ๆนานา ว่าต้องการทำลายระบอบทุนนิยมเพื่อประโยชน์ของพวกอนุรักษ์นิยม เป็นพวกที่ไม่ยอมรับความเป็นจริง ฝืนกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาสังคม เป็นพวกถอยหลังเข้าคลองที่ขัดขวางการก้าวหน้าของสังคม เราจึงอยากจะถามว่า ระหว่างประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย กับผู้ออก "ถ้อยแถลง..." นี้ ใครกันแน่ ที่ไม่ยอมพิจารณาความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในทุกวันนี้? ใครกันแน่ ที่ไม่สามารถจำแนกแยกแยะความเท็จความจริง และความถูกผิดได้ เพราะถูกครอบงำด้วยทรรศนะการวิเคราะห์ที่ผิด ๆ และข้อมูลที่บิดเบือนจนสูญเสียจุดยืนทางชนชั้น กลายเป็นเครื่องมือของสมุนที่รับใช้ผู้ที่ปล้นชาติปล้นประชาชน ทำลายความเจริญ รุ่งเรืองของชาติในที่สุด

ประการที่ 2 ในย่อหน้านี้ ได้อ้างกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาของสังคม มาสื่อให้เห็นว่า สังคมไทยจะต้องพัฒนาไปสู่ทุนนิยมเต็มที่อย่างแน่นอน ดังนั้นประชาชนไทยเราจึงไม่เพียงแต่ไม่ควรปฏิเสธทุนนิยม ยังต้องร่วมส่วนในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นทุนนิยม ดังข้อความในตอนท้ายของย่อหน้านี้ "....ฝ่ายประชาชนเราจากนี้ไปกำหนดขั้นตอนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวหน้าไปข้างหน้าอย่างมีจังหวะก้าวและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัย นี่คือทิศทางที่จะต้องเป็นไป" (ซึ่งความเป็นจริงทางภาววิสัยก็คือ กฎภววิสัยแห่งการพัฒนาของสังคม นั่นเอง) สำหรับประเด็นนี้ มีปัญหาทางทฤษฎี และความเป็นจริง ที่อยากจะเสนอให้ช่วยกันขบคิด
1) ต่อจากนี้ไป สังคมไทยจะต้องพัฒนาไปสู่สังคมทุนนิยมที่สมบูรณ์เต็มที่อย่างแน่นอนหรือ? จะพัฒนาไปสู่สังคมรูปแบบอื่นโดยไม่ต้องผ่านสังคมทุนิยมที่สมบูรณ์ไม่ได้หรือ ?
2) จากสภาพเป็นจริงของชนชั้นนายทุนไทย และฐานะของไทยกับทุนนิยมโลก (เหล่าจักรวรรดินิยม) ในยุคโลกาภิวัตน์ สังคมไทยจะพัฒนาเป็นทุนนิยมที่สมบูรณ์เต็มที่และอิสระได้หรือไม่
3) การที่ผู้ออก "ถ้อยแถลง..." อ้างกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาสังคมของทฤษฏีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มายืนยันว่า สังคมไทยต้องพัฒนาไปสู่ทุนนิยมอย่างแน่นอนนั้น เป็นการใช้ทฤษฏีนี้อย่างกลไกหรือไม่?
4) ตามเงื่อนไขที่เป็นจริงทางประวัติศาสตร์ ของปัจจุบัน มันเป็นทิศทางที่ถูกต้องหรือ ที่ประชาชนไทยจักต้องต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสังคมทุนนิยมก่อน จึงจะสามารถก้าวไปสู่สังคมในอุดมการณ์ที่ดีงามกว่า ?

ข้อที่ 4 ในย่อหน้าที่ 10 ของ "ถ้อยแถลง.." ได้ยกเอาคำสอนของเลนิน เกี่ยวกับท่าทีของชาวพรรคต่อรัฐสภาชนชั้นนายทุน แต่ก็ไม่ได้ระบุว่า ท่านเลนินได้กล่าวข้อความนี้ในบริบทอะไร คือในสถานการณ์ใด มีจุดประสงค์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญประการหนึ่งที่เราต้องการความกระจ่าง คือ การที่ธง แจ่มศรี ยกคำสอนนี้มาใน "ถ้อยแถลง..." นี้ เพื่อประสงค์อะไร? เพื่อที่จะชี้นำให้ชาวพรรคใช้การต่อสู้บนเวทีรัฐสภาชนชั้นนายทุนเป็นยุทธศาสตร์ หรือเป็นยุทธวิธีต่อไป ถ้าเป็นยุทธวิธี ก็มีปัญหาว่าในทางความเป็นจริงจะทำได้หรือไม่? ในสภาพที่การเลือกตั้ง สส.ทุกวันนี้ ต้องใช้เงินรายละหลายสิบล้านหรือร้อยล้านบาทขึ้นไป หรือมิฉะนั้น ก็ต้องขายตัวให้พรรคนายทุนใหญ่ นอกจากนั้นในบรรยากาศการเมืองน้ำเน่าของสภาที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด สมาชิกส่วนใหญ่ ไม่เป็นอิสระ เสียงมากลากไป แม้นเราจะเข้าสู่สภาได้สักคน 2 คน จะทำอะไรได้ จะใช้เวทีรัฐสภามาให้การศึกษามวลชน และต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนที่แท้จริงได้มากน้อยแค่ไหน ? จริงอยู่ ประชาชนเรายังไม่สามารถโค่นล้มระบอบรัฐสภาของชนชั้นนายทุน แต่เราก็สามารถติดตามไม่ให้กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดใช้กลไกรัฐนี้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์มากไป เช่น การออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เมื่อพบเห็นความไม่ชอบมาพากลของสภา ก็ต้องเปิดโปง โจมตี ต่อต้าน ทำเช่นนี้จึงจะให้การศึกษาแก่มวลชนได้กว้างขวางและได้ผล ที่สำคัญคือ นักต่อสู้ของประชาชน จะต้องไม่ถูกความคิดที่ว่า เรายังไม่มีกำลังทำลายสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า หรือมันเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่แล้ว แม้จะเป็นสิ่งชั่วร้ายไม่เป็นธรรม มาทำให้งอมืองอเท้า ไม่กล้าต่อสู้กับสิ่งนั้น เราไม่ปฏิเสธว่า ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด การเข้าไปต่อสู้อยู่ในเวทีรัฐสภาก็เป็นยุทธวิธีหนึ่ง แต่ไม่ใช่วิธีเดียว และจะต้องมีเงื่อนไขที่เป็นไปได้ด้วย

แต่ถ้าหาก "ถ้อยแถลง..." ของธง แจ่มศรี มีความหมายต้องการชี้นำให้การต่อสู้ทางรัฐสภาชนชั้นนายทุนเป็นยุทธศาสตร์ของพรรคต่อไป นั่นก็คือให้พรรคเดินแนวทางการต่อสู้ทางรัฐสภาเป็นหลัก ส่วนแนวทางการต่อสู้อื่นๆ เป็นรองหรือต้องถูกละทิ้งหมด ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับแนวทางความคิดการเมืองของพรรค เกี่ยวพันกับลักษณะของพรรคและอนาคตของพรรค ซึ่งใครก็ตามไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดง่าย ๆ อย่างไม่รับผิดชอบ และถ้าหากต้องการให้มิตรสหายไปเข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณ โดยอ้างว่าเพื่อรักษาประชาธิปไตย ก็ยิ่งผิดพลาดมากขึ้น

ข้อที่ 5 ย่อหน้าสุดท้ายของ "ถ้อยแถลง..." เป็นการเสนอภาระหน้าที่ต่อไป
การเสนอภาระหน้าที่ในระยะใด มีความหมายสำคัญ เพราะเป็นหน้าที่ที่สมาชิกต้องนำไปปฏิบัติในระยะนั้น และยังเป็นการแสดงทิศทางของพรรคต่อสาธารณะด้วย ฉะนั้นการกำหนดภาระหน้าที่จึงต้องทำอย่างรอบคอบ และที่สำคัญต้องมาจากการนำรวมหมู่ ต้องเริ่มต้นจากจุดยืนของชนชั้นและเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง และใช้ทรรศนะวัตถุนิยมวิภาษมาวิเคราะห์สถานการณ์ คือการมองปัญหาอย่างรอบด้าน ไม่หยุดนิ่ง แยกหนึ่งเป็นสอง สันทัดในการวิเคราะห์ปัญหาจากปรากฏการณ์ไปสู่ธาตุแท้ และจะต้องให้ภาระหน้าที่ในแต่ละระยะสอดคล้องหรือไม่ขัดต่อแนวทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีและภาระหน้าที่ระยะยาวของพรรค ดังนั้นการเสนอภาระหน้าที่เป็นคำขวัญลอย ๆ อย่างเป็นไปตามกระแสการเมือง หรือพูดตามพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่กำลังขัดแย้งผลประโยชน์กันในขณะนั้น ไม่ได้เป็นอันขาด

จึงขอให้ช่วยกันพิจารณาว่า ภาระหน้าที่ที่เสนอใน "ถ้อยแถลง.." นี้ ถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะในข้อที่ว่า "คัดค้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ" และ "คัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบรัฐธรรมนูญ" โดยพิจารณาว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน คำขวัญ 2 ข้อนี้ เป็นประโยชน์แก่ใคร และการนำเอาคำขวัญ 2 ข้อนี้มากำหนดเป็นภาระหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนนั้น เหมาะสม ถูกต้องหรือไม่อย่างไร

 

หน่วยศึกษาค้นคว้าสังคมไทย
ธันวาคม 2551

หมายเหตุ :
ใคร่ขอให้ผู้ที่ได้อ่าน "ข้อคิดเห็นบางประการ..." ฉบับนี้ โปรดช่วยเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติม และคำ วิจารณ์ในความผิดพลาดบกพร่องของเอกสารนี้ด้วย เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน และการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น

Share