อาเซียนและพม่า, พม่าและเรา
|
by : เมธา มาสขาว IP : (124.120.149.158) - เมื่อ : 18/03/2009 12:18 PM |
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
(ASEAN) ผ่านพ้นไปแล้ว ท่ามกลางปฏิญญาหัวหินและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
ระหว่างนั้นภาคประชาสังคมของเราส่วนหนึ่งร่วมปั่นจักรยานรณรงค์สันติภาพเพื่อพม่าที่หัวหิน
หลายกลุ่มยังไปยื่นข้อเรียกร้องของภาคประชาชนต่อเลขาธิการอาเซียน แต่ก็มีบ้าง ผู้นำบางประเทศกลับไม่อนุญาตให้พลเมืองของตนเข้าพบเพื่อยื่นข้อเสนอ
กว่า 40 ปีของการก่อตั้งอาเซียน อาจนับได้ว่าองค์กรประสบความสำเร็จในหลายด้าน โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ
การเมือง การค้า และนำมาซึ่งเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค เป็นที่ยอมรับของสังคมนานาชาติ
ในการเป็นหุ้นส่วนรวมถึงคู่เจรจาทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ความสำเร็จนั้นมีส่วนผลักดันให้อาเซียนเห็นความสำคัญที่จะเป็นองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ
(Legal entity) เป็นนิติบุคคลในเวลาต่อมาเพื่อให้การทำความตกลงกับประเทศและองค์กรคู่เจรจามีความหมายมากขึ้น
ปฏิญญาอาเซียนซึ่งได้รับการรับรองโดยประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ เมื่อวันที่ 20
พฤศจิกายน 2550 นั้น เป็นประจักษ์พยานสำคัญ ทั้งความสำเร็จระดับหนึ่งของอาเซียนและในการยกระดับความสัมพันธ์ของอาเซียนกับประชาคมโลก
แน่นอน สำหรับผู้นำทางการเมืองและการค้า อาเซียนสำเร็จในการแสวงหาความร่วมมือ แต่หากถามถึงว่า
แล้วสำหรับประชาชนธรรมดาอาเซียนได้ให้ส่วนแบ่งอะไรเราบ้าง เรื่องนั้นยังคงห่างไกลต่อการรับรู้ของเรา
กระทั่งจับต้องได้อาจเพียงความว่างเปล่า
ยิ่งสำหรับพลเมืองอาเซียนที่ด้อยโอกาส ฐานะและประสบปัญหาในระดับรุนแรงนั้น อาเซียนเยียวยาแก้ไขให้ส่วนแบ่งอะไรเขาได้บ้าง
สำหรับผู้ไร้สัญชาติ คนไร้รัฐ ที่อาเซียนไม่อยากพูดถึง โดยเฉพาะปัญหา แรงงานข้ามชาติ
โรฮิงญา และชนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ที่มีรากเหง้าที่มาของปัญหามาจากการปกครองด้วยระบบเผด็จการทหารของประเทศพม่าอย่างทารุณและไร้มนุษยธรรมนั้น
นอกจากพลเมืองบางส่วนหลบลี้หนีภัยแรมรอนออกจากพรมแดนเองแล้ว พม่ายังผลักดันบ้างบางเผ่าพันธุ์ในรัฐของตนออกนอกการดูแลและความรับผิดชอบ
ดังที่ปรากฎข่าวชาวโรฮิงยาลอยเรือล่องทะเลมาอย่างไม่รู้ชะตากรรม, พม่าซึ่งเป็นรัฐเผด็จการทหารหนึ่งที่อาเซียนรับรองเป็นสมาชิก
การอยู่ร่วมกันของอาเซียน
มีข้อตกลงของอาเซียนหนึ่งที่ว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของสมาชิกนั้น หากกล่าวโดยรวบรัดย่อมเป็นเพียงหลักการในการไม่ก้าวก่ายปัญหาภายใน
ซึ่งมีความหมายเพียงด้านบูรณภาพแห่งดินแดนและสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ขณะเดียวกันในด้านเศรษฐกิจอาเซียนกลับไม่ยกอ้างข้อนี้
ปัญหาสิทธิมนุษยชนในพม่าเป็นปัญหาสำคัญของอาเซียนอย่างยิ่งยวด แต่อาเซียนยังไม่มีน้ำยาอะไรที่จะกดดันให้รัฐบาลพม่ารับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น
จนเกิดวงจรการค้ามนุษย์ แรงงานทาสและผู้แบกรับปัญหากลับเป็นประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นไทย
มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย หรือนี่เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้ทำการค้ากับพม่า
และแสวงหาผลกำไรเหล่านั้นจากการเข่นฆ่า สังหาร บนรอยเลือด น้ำตาและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแผ่นดินพม่าเท่านั้น
ถ้าเป็นเพียงเช่นนั้นเองอาเซียนก็ยังเป็นแค่เวทีของผู้นำอภิสิทธิชนของแต่ละรัฐโดยไม่สนใจที่มา
และอย่างเลือดเย็นที่สุดโดยไม่สนใจใยดีต่อพลเมืองอาเซียนเอง ในการดื้อดึงคบค้าสมาคมกับสมาชิกที่มีชื่อเสียงอื้อฉาวอย่างเผด็จการทหารพม่า
หากเราพิจารณาดูบทบาทของอาเซียน ซึ่งรับรองพม่าเข้าสู่สมาชิกสมาคมขณะที่ประชาคมโลกประณามและบอยคอตพม่าอย่างถึงที่สุด
ในฐานะที่เป็นรัฐเผด็จการทหาร ไม่ยอมรับและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งยังเป็นผู้นำการสังหารหมู่และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ทั่วโลกประณามนั้น
อาเซียนยังเป็นเกราะกำบังที่สำคัญให้รัฐเผด็จการทหารพม่า.. ในการเป็นหลักประกันต่อสังคมโลกว่า
อาเซียนจะดูแลและผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยในพม่าเองในฐานะสมาชิกของสมาคม เพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์คาวเลือดของภูมิภาคนี้
ย้อนไปดูประวัติศาสตร์พม่า หลังจากเหตุการณ์นองเลือด 8888 ในวันที่ 8 สิงหาคม ปี
2531 ซึ่งประชาชนออกมาประท้วงเผด็จการทหารภายใต้ระบอบเผด็จการเนวิน ซึ่งมีอำนาจมาถึง
26 ปี ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากหลายพันคน จนทำให้นานาชาติออกมาประณาม หลังจากนั้นไม่นานเหตุการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
จึงนำมาสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นเพียงการปฏิวัติตนเองของทางการพม่าเท่านั้น
มิได้มีการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้มีอำนาจของประเทศแต่อย่างใด ภายใต้การนำของ นายพลซอ
หม่อง ในนามของ "สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ"
หรือ "สลอร์ค" (The
State Law and Order Pestoration Council ; SLORC) เดิม ซึ่งได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่
18 กันยายนปีเดียวกัน และได้ปกครองพม่าด้วยระบอบ "เผด็จการเบ็ดเสร็จ"
โดยทหารมากว่า 20 ปี โดยภายหลังเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อแก้ปัญหาภาพลักษณ์โดยจัดตั้งเป็น
"สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ" หรือ State
Peace and Development Council ; SPDC ขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.
2540 ท่ามกลางสถานการณ์ที่นานาประเทศกดดันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า ซึ่งมีการเข่นฆ่า
สังหาร คุกคาม ข่มขืนประชาชนและชนกลุ่มน้อยโดยทหารพม่า มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกดขี่และผูกขาดทางการเมือง
เศรษฐกิจและสังคม อันประกอบไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานด้านต่างๆ
ภายหลังจากเหตุการณ์ 8888 นักศึกษาและผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมาก ไม่สามารถอาศัยอยู่ภายในประเทศได้
เพราะรัฐบาล SLORCได้ทำการปราบปราม ตามล่า จับกุมคุมขังผู้เป็นต่างทางความคิด
และนักโทษการเมืองเป็นจำนวนมาก จนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจำนวนมากต้องหนีเข้าป่า
ร่วมจับอาวุธขึ้นต่อสู้ในเขตป่าเขา จัดตั้งองค์กรในรูปแบบใหม่ตามแนวชายแดน เป็นแนวร่วมกับขบวนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยขบวนการต่างๆ
บ้างก็อพยพลี้ภัยไปยังประเทศโลกที่สาม รวมทั้งจัดตั้งองค์กรและการเคลื่อนไหวใต้ดินในประเทศต่างๆ
โดยเฉพาะในประเทศไทยจะมีองค์กรเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่ามากมายหลายกลุ่ม
เพราะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรพรรคสันติบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย
(NLD) นักการเมือง นักศึกษา ก็ลี้ภัยทางการเมืองมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน
เนื่องจากผลพวงจากการปกครองด้วยระบบทหารแบบ "เผด็จการเบ็ดเสร็จ"
นั้น ได้ผลักดันให้พลเมืองพม่าอพยพหนีภัยสงครามเข้ายังประเทศไทยเป็นจำนวนมากมายหลายแสนคนตามแนวชายแดน
เนื่องจากมีพรมแดนติดต่อกับประเทศพม่ายาวที่สุด และเป็น "แรงงานข้ามชาติ"
ราคาถูกในขณะนี้
ในปี
พ.ศ. 2533 รัฐบาล SLORC ต้องการสร้างภาพพจน์ใหม่ทางการเมืองของตน จึงมีการปลดนายพลซอ
หม่อง ออกจากตำแหน่งประธาน SLORC และแต่งตั้ง นายพลตานฉ่วย อดีตผู้บัญชาทหารบกขึ้นมาแทนที่
พร้อมทั้งประกาศนิรโทษกรรมแก่นักโทษการเมืองที่ถูกจับในเหตุการณ์ปี พ.ศ.2531 จำนวนกว่า
2,000 คน และประกาศจัดตั้งสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศ (National
Convention) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 800 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาล
(The State Law and Order Pestoration Council ; SLORC)
ในปี พ.ศ.2535 ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล SLORC กับชนเชื้อชาติต่าง ๆ
สงบลงเพียงชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พม่าได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.
2540 รัฐบาลพม่าได้มีท่าทีอ่อนลง โดยยอมให้มีการหารือกับชนกลุ่มน้อยและพรรคฝ่ายค้าน
เพื่อหวังที่จะปรับปรุงภาพลักษณ์ของรัฐบาลให้ดีขึ้น อันจะเป็นการปูทางไปสู่การประนีประนอมทางการเมืองภายในประเทศในอนาคต
จึงได้ยุบ SLORC และได้จัดตั้งสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ
(State Peace and Development Council ; SPDC) ขึ้นแทน
แต่เดือนสิงหาคม 2550 ก็เกิดการปราบปรามครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดหลังจากเหตุการณ์
8888 นั้น พระภิกษุสงฆ์หลายหมื่นรูปและประชาชนนับแสนร่วมชุมนุมอย่างสงบในกรุงย่างกุ้ง
อดีตเมืองหลวงของประเทศพม่า และในอีกหลายหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศมานานกว่า 2 สัปดาห์
ในเบื้องต้นมีการเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าลดราคาน้ำมัน ปล่อยนักโทษการเมือง ให้ฝ่ายทหารผู้ปกครองประเทศตั้งคณะสมานฉันท์เพื่อความปรองดองแห่งชาติ
และออกมากล่าวคำขอโทษ พระสงฆ์ที่ถูกทหารทำร้ายร่างกาย แต่สถานการณ์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ด้วยการสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนมากมาย เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมร่วมกับพระภิกษุสงฆ์
นิสิตนักศึกษา เยาวชน ประชาชน ร่วมด้วย อดีตนักการเมืองฝ่ายค้าน พรรคสันติบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย
(National League For Democracy : NLD)
และนักเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ ได้รวมตัวกันนับแสนคนในกรุงย่างกุ้งและหลายหมื่นคนตามหัวเมืองใหญ่
เพื่อประท้วงรัฐบาล ซึ่ง การลุกฮือจำนวนมากของประชาชนนั้น ทำให้ทางการพม่าข่มขู่
ทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนยุติการชุมนุมท่ามกลางการกดดันของนานาชาติเพื่อห้ามมิให้ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน
แต่รัฐบาลทหารพม่าเลือกการเข่นฆ่าปราบปรามพลเมืองของตนเองเยี่ยงนักโทษในราชทัณฑ์จนล้มตายหลายร้อยศพ
จนถึงกระทั่งวันนี้ ดูเหมือนรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ยังมิได้ใส่ใจต่อท่าทีและข้อเรียกร้องของประชาคมโลกแต่เพียงอย่างใด

นับเพียงเหตุการณ์ 8888 และการปฏิวัติผ้าเหลืองของพระสงฆ์ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมานั้น
ก็นับว่าเผด็จการทหารพม่าสมควรไม่มีที่ยืนในเวทีโลกแล้ว แต่ผู้นำแอบอ้างของรัฐนี้
ยังแอบใช้อาเซียนเป็นเสมือนกระดองเต่าในการมุดหัวและหลบลี้จากการกดดันของประชาคมโลกอย่างเสมอมา
พม่าเป็นเรื่องของอาเซียน และอาเซียนแบกรับภาระในการแก้ไขเยียวยาปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ามาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ประเทศไทย
แต่มาในเวทีอาเซียนครานี้ ผู้นำทหารพม่าถูกรุกหนัก ทั้งปัญหาเรื่องโรฮิงญา การละเมิดสิทธิมนุษยชน
และรัฐธรรมนูญทหารฉบับใหม่ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า แต่ก็ยังไม่มีการสำรวจสำมะโนครัวประชากรเพื่อให้เกิดความชัดเจน
แต่ผู้นำรัฐเผด็จการทหารพม่ากลับหาญกล้าบอกแก่อาเซียนในการประชุมอาเซียนซัมมิทหนนี้ทำนองว่า
"ปัญหาในพม่า.. (เรื่องสิทธิมนุษยชน)
ไม่ใช่เรื่องของอาเซียน แต่เป็นเรื่องของพม่ากับยูเอ็น"...
ไม่รู้ว่าสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ทนกับการกลับกลอกแบบนี้ของผู้นำรัฐทหารพม่าอยู่ได้อย่างไร
http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha/2009/03/17/entry-1
|