Nike Blazers

ใ‚ณใƒผใƒ ่ฒกๅธƒ ใ‚ณใƒผใƒ ใ‚ขใ‚ฆใƒˆใƒฌใƒƒ ใ‚ณใƒผใƒ ใƒใƒƒใ‚ฐ Louis VuittonLouis Vuitton Borseใ‚ณใƒผใƒ ใ‚ณใƒผใƒ ่ฒกๅธƒ ใ‚ฐใƒƒใƒ Coach Outlet ใƒซใ‚คใƒดใ‚ฃใƒˆใƒณ ่ฒกๅธƒ

nike Shox

Sac Louis Vuitton

Nike Air Max

nike Air Max Uk

Nike Blazers Sale

Louis Vuitton Outlet

ใ‚ฐใƒƒใƒ ่ฒกๅธƒ

ใ‚ฐใƒƒใƒ ่ฒกๅธƒ

ใ‚ทใƒฃใƒใƒซ

ใ‚ทใƒฃใƒใƒซ ่ฒกๅธƒ

ใ‚ณใƒผใƒ ่ฒกๅธƒ ใ‚ทใƒฃใƒใƒซ ใ‚ฐใƒƒใƒ Louis Vuitton sac louis vuitton roger vivier tn pas cher Nike Tn roger vivier soldes Tn Pas Cher Tn Pas Cher Nike Tn louis vuitton outletLouis Vuitton borse gucci christian louboutins Louis Vuitton tory burch outlettory burch saletory burch sandalstory burch flip flops
Coach Outlet zapatillas nike Coach outlet online Nike Free
Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

อาเซียนและพม่า, พม่าและเรา

by : เมธา มาสขาว
IP : (124.120.149.158) - เมื่อ : 18/03/2009 12:18 PM

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN) ผ่านพ้นไปแล้ว ท่ามกลางปฏิญญาหัวหินและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ระหว่างนั้นภาคประชาสังคมของเราส่วนหนึ่งร่วมปั่นจักรยานรณรงค์สันติภาพเพื่อพม่าที่หัวหิน หลายกลุ่มยังไปยื่นข้อเรียกร้องของภาคประชาชนต่อเลขาธิการอาเซียน แต่ก็มีบ้าง ผู้นำบางประเทศกลับไม่อนุญาตให้พลเมืองของตนเข้าพบเพื่อยื่นข้อเสนอ

กว่า 40 ปีของการก่อตั้งอาเซียน อาจนับได้ว่าองค์กรประสบความสำเร็จในหลายด้าน โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ การเมือง การค้า และนำมาซึ่งเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค เป็นที่ยอมรับของสังคมนานาชาติ ในการเป็นหุ้นส่วนรวมถึงคู่เจรจาทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ความสำเร็จนั้นมีส่วนผลักดันให้อาเซียนเห็นความสำคัญที่จะเป็นองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ (Legal entity) เป็นนิติบุคคลในเวลาต่อมาเพื่อให้การทำความตกลงกับประเทศและองค์กรคู่เจรจามีความหมายมากขึ้น ปฏิญญาอาเซียนซึ่งได้รับการรับรองโดยประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 นั้น เป็นประจักษ์พยานสำคัญ ทั้งความสำเร็จระดับหนึ่งของอาเซียนและในการยกระดับความสัมพันธ์ของอาเซียนกับประชาคมโลก

แน่นอน สำหรับผู้นำทางการเมืองและการค้า อาเซียนสำเร็จในการแสวงหาความร่วมมือ แต่หากถามถึงว่า แล้วสำหรับประชาชนธรรมดาอาเซียนได้ให้ส่วนแบ่งอะไรเราบ้าง เรื่องนั้นยังคงห่างไกลต่อการรับรู้ของเรา กระทั่งจับต้องได้อาจเพียงความว่างเปล่า

ยิ่งสำหรับพลเมืองอาเซียนที่ด้อยโอกาส ฐานะและประสบปัญหาในระดับรุนแรงนั้น อาเซียนเยียวยาแก้ไขให้ส่วนแบ่งอะไรเขาได้บ้าง สำหรับผู้ไร้สัญชาติ คนไร้รัฐ ที่อาเซียนไม่อยากพูดถึง โดยเฉพาะปัญหา แรงงานข้ามชาติ โรฮิงญา และชนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ที่มีรากเหง้าที่มาของปัญหามาจากการปกครองด้วยระบบเผด็จการทหารของประเทศพม่าอย่างทารุณและไร้มนุษยธรรมนั้น นอกจากพลเมืองบางส่วนหลบลี้หนีภัยแรมรอนออกจากพรมแดนเองแล้ว พม่ายังผลักดันบ้างบางเผ่าพันธุ์ในรัฐของตนออกนอกการดูแลและความรับผิดชอบ ดังที่ปรากฎข่าวชาวโรฮิงยาลอยเรือล่องทะเลมาอย่างไม่รู้ชะตากรรม, พม่าซึ่งเป็นรัฐเผด็จการทหารหนึ่งที่อาเซียนรับรองเป็นสมาชิก

การอยู่ร่วมกันของอาเซียน มีข้อตกลงของอาเซียนหนึ่งที่ว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของสมาชิกนั้น หากกล่าวโดยรวบรัดย่อมเป็นเพียงหลักการในการไม่ก้าวก่ายปัญหาภายใน ซึ่งมีความหมายเพียงด้านบูรณภาพแห่งดินแดนและสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ขณะเดียวกันในด้านเศรษฐกิจอาเซียนกลับไม่ยกอ้างข้อนี้ ปัญหาสิทธิมนุษยชนในพม่าเป็นปัญหาสำคัญของอาเซียนอย่างยิ่งยวด แต่อาเซียนยังไม่มีน้ำยาอะไรที่จะกดดันให้รัฐบาลพม่ารับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น จนเกิดวงจรการค้ามนุษย์ แรงงานทาสและผู้แบกรับปัญหากลับเป็นประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย หรือนี่เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้ทำการค้ากับพม่า และแสวงหาผลกำไรเหล่านั้นจากการเข่นฆ่า สังหาร บนรอยเลือด น้ำตาและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแผ่นดินพม่าเท่านั้น ถ้าเป็นเพียงเช่นนั้นเองอาเซียนก็ยังเป็นแค่เวทีของผู้นำอภิสิทธิชนของแต่ละรัฐโดยไม่สนใจที่มา และอย่างเลือดเย็นที่สุดโดยไม่สนใจใยดีต่อพลเมืองอาเซียนเอง ในการดื้อดึงคบค้าสมาคมกับสมาชิกที่มีชื่อเสียงอื้อฉาวอย่างเผด็จการทหารพม่า

หากเราพิจารณาดูบทบาทของอาเซียน ซึ่งรับรองพม่าเข้าสู่สมาชิกสมาคมขณะที่ประชาคมโลกประณามและบอยคอตพม่าอย่างถึงที่สุด ในฐานะที่เป็นรัฐเผด็จการทหาร ไม่ยอมรับและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งยังเป็นผู้นำการสังหารหมู่และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ทั่วโลกประณามนั้น อาเซียนยังเป็นเกราะกำบังที่สำคัญให้รัฐเผด็จการทหารพม่า.. ในการเป็นหลักประกันต่อสังคมโลกว่า อาเซียนจะดูแลและผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยในพม่าเองในฐานะสมาชิกของสมาคม เพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์คาวเลือดของภูมิภาคนี้

ย้อนไปดูประวัติศาสตร์พม่า หลังจากเหตุการณ์นองเลือด 8888 ในวันที่ 8 สิงหาคม ปี 2531 ซึ่งประชาชนออกมาประท้วงเผด็จการทหารภายใต้ระบอบเผด็จการเนวิน ซึ่งมีอำนาจมาถึง 26 ปี ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากหลายพันคน จนทำให้นานาชาติออกมาประณาม หลังจากนั้นไม่นานเหตุการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง จึงนำมาสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นเพียงการปฏิวัติตนเองของทางการพม่าเท่านั้น มิได้มีการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้มีอำนาจของประเทศแต่อย่างใด ภายใต้การนำของ นายพลซอ หม่อง ในนามของ "สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ" หรือ "สลอร์ค" (The State Law and Order Pestoration Council ; SLORC) เดิม ซึ่งได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 18 กันยายนปีเดียวกัน และได้ปกครองพม่าด้วยระบอบ "เผด็จการเบ็ดเสร็จ" โดยทหารมากว่า 20 ปี โดยภายหลังเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อแก้ปัญหาภาพลักษณ์โดยจัดตั้งเป็น "สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ" หรือ State Peace and Development Council ; SPDC ขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ท่ามกลางสถานการณ์ที่นานาประเทศกดดันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า ซึ่งมีการเข่นฆ่า สังหาร คุกคาม ข่มขืนประชาชนและชนกลุ่มน้อยโดยทหารพม่า มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกดขี่และผูกขาดทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม อันประกอบไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานด้านต่างๆ

ภายหลังจากเหตุการณ์ 8888 นักศึกษาและผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมาก ไม่สามารถอาศัยอยู่ภายในประเทศได้ เพราะรัฐบาล SLORCได้ทำการปราบปราม ตามล่า จับกุมคุมขังผู้เป็นต่างทางความคิด และนักโทษการเมืองเป็นจำนวนมาก จนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจำนวนมากต้องหนีเข้าป่า ร่วมจับอาวุธขึ้นต่อสู้ในเขตป่าเขา จัดตั้งองค์กรในรูปแบบใหม่ตามแนวชายแดน เป็นแนวร่วมกับขบวนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยขบวนการต่างๆ บ้างก็อพยพลี้ภัยไปยังประเทศโลกที่สาม รวมทั้งจัดตั้งองค์กรและการเคลื่อนไหวใต้ดินในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศไทยจะมีองค์กรเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่ามากมายหลายกลุ่ม เพราะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรพรรคสันติบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) นักการเมือง นักศึกษา ก็ลี้ภัยทางการเมืองมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน เนื่องจากผลพวงจากการปกครองด้วยระบบทหารแบบ "เผด็จการเบ็ดเสร็จ" นั้น ได้ผลักดันให้พลเมืองพม่าอพยพหนีภัยสงครามเข้ายังประเทศไทยเป็นจำนวนมากมายหลายแสนคนตามแนวชายแดน เนื่องจากมีพรมแดนติดต่อกับประเทศพม่ายาวที่สุด และเป็น "แรงงานข้ามชาติ" ราคาถูกในขณะนี้

ในปี พ.ศ. 2533 รัฐบาล SLORC ต้องการสร้างภาพพจน์ใหม่ทางการเมืองของตน จึงมีการปลดนายพลซอ หม่อง ออกจากตำแหน่งประธาน SLORC และแต่งตั้ง นายพลตานฉ่วย อดีตผู้บัญชาทหารบกขึ้นมาแทนที่ พร้อมทั้งประกาศนิรโทษกรรมแก่นักโทษการเมืองที่ถูกจับในเหตุการณ์ปี พ.ศ.2531 จำนวนกว่า 2,000 คน และประกาศจัดตั้งสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศ (National Convention) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 800 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาล (The State Law and Order Pestoration Council ; SLORC) ในปี พ.ศ.2535 ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล SLORC กับชนเชื้อชาติต่าง ๆ สงบลงเพียงชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พม่าได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 รัฐบาลพม่าได้มีท่าทีอ่อนลง โดยยอมให้มีการหารือกับชนกลุ่มน้อยและพรรคฝ่ายค้าน เพื่อหวังที่จะปรับปรุงภาพลักษณ์ของรัฐบาลให้ดีขึ้น อันจะเป็นการปูทางไปสู่การประนีประนอมทางการเมืองภายในประเทศในอนาคต จึงได้ยุบ SLORC และได้จัดตั้งสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council ; SPDC) ขึ้นแทน

แต่เดือนสิงหาคม 2550 ก็เกิดการปราบปรามครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดหลังจากเหตุการณ์ 8888 นั้น พระภิกษุสงฆ์หลายหมื่นรูปและประชาชนนับแสนร่วมชุมนุมอย่างสงบในกรุงย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงของประเทศพม่า และในอีกหลายหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศมานานกว่า 2 สัปดาห์ ในเบื้องต้นมีการเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าลดราคาน้ำมัน ปล่อยนักโทษการเมือง ให้ฝ่ายทหารผู้ปกครองประเทศตั้งคณะสมานฉันท์เพื่อความปรองดองแห่งชาติ และออกมากล่าวคำขอโทษ พระสงฆ์ที่ถูกทหารทำร้ายร่างกาย แต่สถานการณ์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนมากมาย เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมร่วมกับพระภิกษุสงฆ์ นิสิตนักศึกษา เยาวชน ประชาชน ร่วมด้วย อดีตนักการเมืองฝ่ายค้าน พรรคสันติบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League For Democracy : NLD) และนักเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ ได้รวมตัวกันนับแสนคนในกรุงย่างกุ้งและหลายหมื่นคนตามหัวเมืองใหญ่ เพื่อประท้วงรัฐบาล ซึ่ง การลุกฮือจำนวนมากของประชาชนนั้น ทำให้ทางการพม่าข่มขู่ ทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนยุติการชุมนุมท่ามกลางการกดดันของนานาชาติเพื่อห้ามมิให้ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน แต่รัฐบาลทหารพม่าเลือกการเข่นฆ่าปราบปรามพลเมืองของตนเองเยี่ยงนักโทษในราชทัณฑ์จนล้มตายหลายร้อยศพ

จนถึงกระทั่งวันนี้ ดูเหมือนรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ยังมิได้ใส่ใจต่อท่าทีและข้อเรียกร้องของประชาคมโลกแต่เพียงอย่างใด

นับเพียงเหตุการณ์ 8888 และการปฏิวัติผ้าเหลืองของพระสงฆ์ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมานั้น ก็นับว่าเผด็จการทหารพม่าสมควรไม่มีที่ยืนในเวทีโลกแล้ว แต่ผู้นำแอบอ้างของรัฐนี้ ยังแอบใช้อาเซียนเป็นเสมือนกระดองเต่าในการมุดหัวและหลบลี้จากการกดดันของประชาคมโลกอย่างเสมอมา พม่าเป็นเรื่องของอาเซียน และอาเซียนแบกรับภาระในการแก้ไขเยียวยาปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ประเทศไทย

แต่มาในเวทีอาเซียนครานี้ ผู้นำทหารพม่าถูกรุกหนัก ทั้งปัญหาเรื่องโรฮิงญา การละเมิดสิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญทหารฉบับใหม่ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า แต่ก็ยังไม่มีการสำรวจสำมะโนครัวประชากรเพื่อให้เกิดความชัดเจน แต่ผู้นำรัฐเผด็จการทหารพม่ากลับหาญกล้าบอกแก่อาเซียนในการประชุมอาเซียนซัมมิทหนนี้ทำนองว่า

"ปัญหาในพม่า.. (เรื่องสิทธิมนุษยชน) ไม่ใช่เรื่องของอาเซียน แต่เป็นเรื่องของพม่ากับยูเอ็น"...
ไม่รู้ว่าสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ทนกับการกลับกลอกแบบนี้ของผู้นำรัฐทหารพม่าอยู่ได้อย่างไร

http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha/2009/03/17/entry-1

Share