Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

ฝ่ายซ้ายต้องสร้างแนวร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหว GLBT

by : ภาวิณี รัตนดารา
IP : (124.122.147.95) - เมื่อ : 3/02/2010 03:06 PM

เมื่อพูดถึง GLBT หรือพวกเกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ และสาวประเภทสองที่สังคมเก่าเรียกกัน อดีตฝ่ายซ้าย พวกสหายเก่า หรือผู้ที่เรียกตัวเองว่านักสังคมนิยมในไทยมักจะมองว่าเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไร ต้องเอาเรื่องการเมือง เรื่องประชาธิปไตย "เรื่องใหญ่ๆ" มาก่อน เรื่องเกย์ตุ๊ดหรือแม้แต่การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนด้านสตรีถือว่าเป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องกระจอก หากสังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือปฏิวัติแล้วค่อยมาว่ากัน นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่า การต่อสู้ของ GLBT นี้พัฒนามาพร้อมกับการต่อสู้เพื่อสังคมนิยม การเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพทางเพศและการปลดแอกเกย์ เป็นประวัติศาสตร์เดียวกับประวัติศาสตร์สังคมนิยม

ย้อนหลังกลับไปในปลายศตวรรษที่ 19 การต่อสู้เพื่อสิทธิเกย์ในยุโรป [1] เกิดขึ้นในประเทศเยอรมัน ผ่านยุคสาธารณรัฐไวมาร์ จนถึงช่วง ค.ศ.1920 การเมืองของเกย์เป็นส่วนสำคัญของยุคสมัยและขบวนการสังคมนิยมเยอรมันมีบทบาทชี้ขาดในการต่อสู้เพื่อสิทธิของเกย์ ขณะที่พรรคสังคมนิยมเยอรมัน (SPD) พัฒนามาเป็นพรรคมาร์คซิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้สร้างสรรค์กิจกรรมอันหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม สังคม และทางการเมือง

การจัดตั้งศูนย์กลางการต่อสู้ของชาวเกย์คือธงแห่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

การรักเพศเดียวกันในหมู่ผู้ชายในเยอรมันถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายตั้งแต่ ค.ศ.1860 แต่ 37 ปีต่อมาคือในปี ค.ศ.1897 หมอก้าวหน้าคนหนึ่งชื่อ แมกนัส ไฮเฟลด์ (Magnus Hirschfeld) ได้ตั้งคณะกรรมการมนุษยธรรมวิทยาศาสตร์ ขึ้นมาซึ่งมีการรณรงค์ให้แก้กฎหมาย และจัดตั้งศูนย์กลางการต่อสู้ของชาวเกย์ขึ้อย่างมั่นคงจนถึงปี ค.ศ.1930 โดยการรณรงค์ของศูนย์นี้อาศัยแรงสนับสนุนจากพรรค SPD หมอไฮเฟลด์ มองว่าชาวเกย์เหล่านี้ไม่ควรจะถูกลงโทษเพราะเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดมาพร้อมกับมนุษย์นับพันๆปี พรรค SPD เป็นพรรคเดียวที่ผลักดันการปฏิรูปการเมืองสำหรับเกย์ในรัฐสภา หนังสือพิมพ์ของพรรคหลายฉบับเข้าร่วมในการรณรงค์โดยมีบทความเกี่ยวกับประเด็นทางเพศที่เสนอว่า "ศีลธรรมทางเพศเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย" และพรรคสามารถล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขกฎหมายให้ยกเลิกการลงโทษเกย์ในสภาเยอรมันได้สำเร็จในปี ค.ศ.1898

ในปี ค.ศ.1917 พรรค SPD แตกเป็นสองเสี่ยง ในประเด็นการสนับสนุนหรือคัดค้านสงครามโลกครั้งที่ 1 ซีกส่วนใหญ่ของพรรคที่สนับสนุนสงครามกลายเป็นพรรคสังคมนิยมอนุรักษ์นิยมที่เน้นการปฏิรูป ส่วนซีกก้าวหน้าสุดที่คัดค้านสงครามและผลักดันการปฏิวัติได้แสดงจุดยืนสนับสนุนการปฏิวัติรัสเซีย และพัฒนามาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันในที่สุด นโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมัน คือ เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งรวมไปถึงการปลดแอกเกย์ด้วย
หมอไฮเฟลด์ ได้ก่อตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ทางเพศในกรุงเบอร์ลิน ยุคนี้เป็นยุคของสาธารณรัฐ ไวมาร์ ที่มีวัฒนธรรมของเกย์ที่รุ่งเรืองที่สุด ภายในพรรคคอมมิวนิสต์มีการถกเถียงกันอย่างตื่นเต้นเกี่ยวกับวิธีการใหม่ที่มนุษย์จะอยู่ด้วยกัน เวลแฮม ไรช์ (Wilhelm Reich) ลูกศิษย์ของ ซิกมัน ฟรอยด์ (Sigmund Freud) [2] ก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย และเสนอว่า "เราต้องปลดปล่อยตัวเองจากความคิดของชนชั้นนายทุนทุกประเภทรวมถึงการเก็บกดทางเพศ" พรรคคอมมิวนิสต์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการแสวงหารูปแบบใหม่ของสังคม แต่ไม่นานหลังจากสตาลินขึ้นมามีอำนาจในรัสเซียและพวกนาซียึดอำนาจในเยอรมันได้ ทั้งขบวนการเกย์และขบวนการสังคมนิยมถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ในปี ค.ศ.1933 ฮิตเลอร์สั่งให้เผาสถาบันวิทยาศาสตร์ทางเพศของ ไฮเฟลด์ จับชาวเกย์ นักสังคมนิยม นักสหภาพแรงงาน และชาวยิวไปขังคุกในค่ายกักกัน ขบวนการคอมมิวนิสต์ภายหลังการขึ้นมามีอำนาจของสตาลินเริ่มมองว่าการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องวิปริตผิดปกติ เช่นเดียวกับคอมมิวนิสต์สายเหมาอิสม์ทั่วโลก

รูปแบบการเคลื่อนไหวของ NGO : อุปสรรคต่อการรวมพลังภาคประชาชน

สำหรับขบวนการต่อสู้ในประเทศไทย GLBT นับเป็นส่วนหนึ่งที่ดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ซึ่งมุ่งปัญหาเฉพาะส่วน โดยไม่เชื่อมโยงกับการต่อสู้ทางการเมืองอย่างชัดเจน พัฒนาการของขบวนการ NGO จะมุ่งเคลื่อนไหวแค่ประเด็นเฉพาะหน้าของตัวเอง อย่างเช่น การเคลื่อนไหวเรื่องประเด็นสัญชาติ เรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร การเรียกร้องสิทธิของคนพิการ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางเสียงในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ โดยแยกตามกลุ่มปัญหา ทั้งๆที่ประเด็นร่วมกันอยู่ที่ขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในนโยบายของรัฐ การเชื่อมโยงกับการเมือง และการรณรงค์ปฏิรูปการเมืองจะเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับคนชั้นล่างได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และกำหนดพื้นที่ กำหนดบทบาท และชีวิตของตนเองได้ รูปแบบเครือข่าย NGO ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยมีการแยกย่อยออกมาเป็นองค์กรเล็ก องค์กรน้อย นี่เป็นอุปสรรคต่อการรวมพลังภาคประชาชน แม้จะมีความพยายามจัดงานสมัชชาสังคมไทย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2549 ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยา มาครั้งหนึ่งแล้ว

หากสังเกตให้ดีในรอบ5-6 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยเริ่มใช้ NGO เป็นเครื่องมือเพื่อการเยียวยาสังคมในราคาถูก โดยหันมาให้ทุนสนับสนุน และพยายามเข้าไปร่วมจัดตั้ง เข้าไปแทรกแซง โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และพยายามเบี่ยงเบนให้การขับเคลื่อนของ NGO หลีกห่างจากประเด็นทางการเมือง ซึ่งเท่ากับช่วยยืดอายุรัฐบาลในระบบทุนนิยมที่กำลังพังทลาย นั่นหมายถึงสิ่งที่ อันโตนิโยกรัมชี่นักมาร์คซิสต์ชาวอิตาเลียน [3] เคยพูดไว้ว่า บรรดา NGO เหล่านี้ กำลังสร้างหลุมเพลาะปกป้องรัฐและช่วยพยุงความเสื่อมโทรมของระบบไว้ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป

ฝ่ายซ้ายต้องสู้กับจารีตประเพณีที่คับแคบในเรื่องเพศ

ในรูปธรรมพวกจารีตนิยมพยายามกล่อมเกลาให้คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสกปรกน่าอาย และมีลักษณะตายตัวระหว่างหญิงชายเท่านั้น แทนที่จะมองว่ามันเป็นความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์ การมีเพศสัมพันธ์ที่แตกต่างหลากหลายกลับกลายเป็นเรื่องวิปริต ชนชั้นปกครองไทยโกหกเราเสมอว่าเขาต้องการปกป้อง "ประเพณีและศีลธรรมอันดีงามของไทย" จาก "อิทธิพลตะวันตก" มี การสร้างภาพเท็จว่าสังคมตะวันตกบ้าเซ็กส์ มั่วกาม วิปริตในเรื่องเพศ การดูหมิ่นดูถูกเกย์ และละเมิดสิทธิความหลากหลายทางเพศก็เป็นการโฆษณาที่มาจากรัฐและองค์กรของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันชนชั้นปกครองก็สั่งสอนให้เรา "ต้องดำเนินรอยตามจริยธรรมของพวกชนชั้นสูง"

ในความเป็นจริงรัฐทุนนิยมจะพยายามรักษาระบบกรรมสิทธิ์เอกชนไว้ผ่านการสถาปนาครอบครัวให้มีความสำคัญจนเกินจริง โดยกำหนดจารีตประเพณีการแต่งงานและระบบครอบครัวในรูปแบบที่เห็นกันอยู่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อการสืบตระกูล สืบทายาท และคงการรับมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ปกป้องทรัพย์สินของนายทุน คนร่ำคนรวย ที่ปล้นสะดมมาจากผู้ใช้แรงงาน ส่วนคนธรรมดาสามัญชนอาจหวังว่าครอบครัวเป็นแหล่งพึ่งพิงอันอบอุ่น คนธรรมดามักจะรักสมาชิกของครอบครัวตนเอง แต่ระบบทุนนิยมใช้สถาบันครอบครัวเป็นเครื่องมือเลี้ยงลูก เพื่อที่จะใช้เป็นแรงงานในอนาคตในราคาถูก กฎระเบียบต่างๆ ที่พยายามควบคุมพฤติกรรมทางเพศของคนธรรมดา ถูกออกแบบเพื่อสร้างระเบียบวินัยของครอบครัวดังกล่าว ทำให้ภาระการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องของปัจเจกแทนที่สังคมโดยรวมและรัฐจะช่วยกันแบกรับภาระนี้ไว้

การรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติในทุกสังคม

จากการทำวิจัยโดยสมาคมทางการแพทย์ในประเทศอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ.1980-ค.ศ.1990 พบว่าการมีเพศสัมพันธ์นอกกรอบจารีตเกิดขึ้นตลอดเวลา ในทุกระดับชนชั้น การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน โดยการทำเป็นกิจวัตร หรือเคยทดลองทำมากกว่า 1 ครั้ง มีมากถึงกว่าร้อยละ 70 ของแบบสำรวจ คนที่มีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับเพศตรงกันข้ามกลายเป็นคนส่วนน้อยในสังคม สำหรับประเทศไทยคาดว่าประมาณ ร้อยละ 25-30 ของประชากรมีรสนิยมแบบนี้ ในทุกระดับฐานะทางสังคม แม้แต่ผู้นำทางการเมืองระดับประเทศ และนายพลชั้นสูงบางคนก็รักเพศเดียวกัน แต่ในระบบทุนนิยมมักมีการมองว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นเรื่อง "บาป" สาเหตุหลักคือมันไม่ช่วยสนับสนุนวินัยจารีตของครอบครัวคับแคบที่พวกอนุรักษ์นิยมผลักดัน เพราะครอบครัวรูปแบบนี้ "ต้องมี" พ่อกับแม่ ชายกับหญิง ดังนั้นแนวจารีตนิยมจะอธิบายว่าหากชายฆ่าชายในสงครามย่อมมีศักดิ์ศรี แต่ชายกอดจูบแสดงความรักต่อชายเป็นเรื่องสกปรก

ในมิติระยะยาวฝ่ายซ้ายควรเปลี่ยนฐานคิดเสียใหม่ สร้างความรับรู้ใหม่ว่าทุนนิยมบิดเบือนและทำลายความงดงามของความเป็นมนุษย์ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า รวมถึงความรักหรือร่างมนุษย์ด้วย ดังนั้นในสังคมใหม่ที่เราต้องการสร้างจะไม่มีการซื้อขายทางเพศ จะไม่มีการใช้ร่างมนุษย์ในการโฆษนาสินค้า แต่เราจะเปิดกว้างในเรื่องเพศสัมพันธ์ กรอบการแต่งงาน ยืนอยู่ข้างคนที่ถูกรังแก เรียกร้องความเท่าเทียม ซึ่งรวมไปถึงสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในการเลือกวิถีชีวิตทางเพศด้วย เพื่อหลุดจากกรอบศีลธรรมจอมปลอมคับแคบของชนชั้นปกครองที่ใช้แนวจารีตนิยม ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากความต้องการที่จะสร้างระเบียบวินัยครอบครัว ที่ตอบสนองการกอบโกยกำไรของกลุ่มทุนและการควบคุมประชาชนภายใต้แนวคิดเผด็จการ

สรุปแล้วประเด็นเรื่องสิทธิทางเพศเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ถูกละเลยในภาคประชาชนไทยมานานแล้ว คนรุ่นใหม่ในขบวนการภาคประชาชนที่เปิดกว้าง หรืออาจจะเป็นเกย์กะเทยทอมดี้เอง คงไม่พอใจที่จะประนี ประนอมกับสังคมจารีตคับแคบนี้อีกต่อไป หน้าที่ของฝ่ายซ้าย คือการสนับสนุนการต่อสู้ของขบวนการ GLBTอย่างเต็มที่ ต้องเข้าถึงการเมืองทางเพศ และต้องสนับสนุนสิทธิสตรี สิทธิเกย์ กะเทย ทอม ดี้ รวมถึงสิทธิของผู้ให้บริการทางเพศ และที่สำคัญเราต้องเปิดศึกทางความคิดกับแนวจารีตนิยมที่ควบคุมสังคมไทย ในขณะ เดียวกันเราต้องเชื่อมโยงปัญหาของคนรักเพศเดียวกันเข้ากับปัญหาชาวมุสลิมในภาคใต้ ปัญหากรรมาชีพในโรงงาน ปัญหาเกษตรกรยากจน หรือปัญหาคนชนเผ่า ประชาชนส่วนใหญ่ถูกระบบทุนนิยมกดขี่ ถ้าครอบงำ หากเรามองแบบองค์รวมไม่แยกส่วน ร่วมกันสู้ในทุกเรื่องทุกด้าน เราจะสร้างโลกใบใหม่ได้

อ้างอิง

[1] ถอดความจากประวัติการเคลื่อนไหวของเกย์ โดย Noel Halifax แปลจาก หนังสือพิมพ์ Socialist Worker
[2] ฟรอยดเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาทฤษฎีบุคคลิกภาพแบบจิตวิเคราะห์ ซึ่งกล่าวว่า พลังจิตใต้สำนึกมีผลต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคล และจำแนกบุคคลให้แตกต่างกัน ในปี 1938 กองทัพนาซีของเยอรมัน เข้ายึดครองออสเตรีย ฟรอยด์ต้องหลบหนีไปอยู่ที่อังกฤษจนถึงแก่กรรม
[3] ขบวนการ N.G.O. ปัจจุบันมีความขัดแย้งในตัวเอง เหมือนขี่ม้าสองตัวพร้อมกัน เพราะในขณะที่นัก N.G.O. ส่วนใหญ่ยืนข้างเคียงคนจนและผู้ถูกกดขี่ เขาทำงานภายใต้กรอบความคิดที่ยืมมาจากชนชั้นนายทุนที่ปกครองสังคม ปัญหานี้เป็นปัญหาที่มักพบในขบวนการปฏิรูปที่ไม่ยอมคิดยึดอำนาจรัฐทั่วโลก การทำงานในกรอบ "ประชาสังคม" การมองว่าเราไม่สามารถอธิบายอะไรในลักษณะองค์รวมได้ หรือการเสนอว่าการต่อสู้ควรเป็นในรูปแบบกระจัดกระจายของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม "แบบใหม่" ที่ไร้ประเด็นชนชั้น ( Forgacs, D. ed (1999) The Antonio Gramsci reader. Selected writings 1916-1935. Lawrence & Wishart, London. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๕) "อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม๒" สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน หน้า 212)

Share