เด็กโต๋ : สิทธิและเศรษฐกิจใหม่
|
by : วิริยะ สว่างโชติ IP : (61.91.97.37) - เมื่อ : 4/01/2006 02:29 PM |
ถึงช่วงนี้คงมีหลายคนได้ดูภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ?เด็กโต๋?
ของสองผู้กำกับอย่าง อารียา สิริโสภา และ นิสา คงศรี ไปเรียบร้อยแล้ว
แม้ว่าจะเข้าฉายเพียงไม่กี่รอบในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ณ โรงภาพยนตร์ลิโดและที่เทศกาลภาพยนตร์อังกฤษที่ห้างเอ็มโพเรียม แต่ก็มีผู้เข้าชมอย่างล้นหลาม
ผู้เขียนคิดว่าภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้มีสิ่งที่น่าสนใจที่เป็นบทเรียนที่ดีต่อความเข้าใจในเรื่องของทุนกับเศรษฐกิจใหม่
(new economy) มีหลายคนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคตและสังคมไทยยังก้าวไปไม่ถึง

ที่จริงเรื่องของเศรษฐกิจใหม่ไม่จำเป็นต้องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร
ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรม ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสังคมเมืองเสมอไป
ในปัจจุบันการอ้างเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของความเป็นชายขอบ
ความคิดสร้างสรรค์ ทุนอิสระ สื่ออิสระ ฯลฯ เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นในเรื่องของระบบเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด
และทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ?เด็กโต๋? ทั้งนั้น
( 1 )
อารียา สิริโสภา ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในระว่างที่โปรโมทภาพยนตร์ ก่อนที่จะมีรอบฉายเด็กโต๋ที่โรงภาพยนตร์ลิโดว่า
แรงบันดาลใจที่จะทำภาพยนตร์เรื่องเด็กโต๋นี้เกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อนเคย ตอนที่เธอได้รับการชักชวนจากนิตยสารอะเดย์
ไปเลี้ยงข้าวกลางวันเด็กๆ โรงเรียนบ้านแม่โต๋ จ.เชียงใหม่ วันนั้นเธอได้รับรู้ความคิดของครูใหญ่ที่อยากทำฝัน
ของนักเรียนชาวเขาที่โรงเรียนนี้ที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้เป็นจริง
ซึ่งฝันนั้นก็คือการพาเดินทางไปทะเล
สำหรับแนวทางของการผลิต เริ่มจากเขียนเค้าโครงเรื่องราวของเด็กบ้านแม่โต๋เพื่อเสนอหาทุนทำเป็นภาพยนตร์
อย่างไรก็ดีแม้จะได้เขียนเค้าโครงเรื่องแต่ก็หาทุนทำเป็นภาพยนตร์ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
?ไม่เคยคิดว่าจะทำเอง คิดอยากจะเขียนแล้วส่งให้ นายทุนทำ แต่เขียนเสร็จแล้วไม่มีใครสนใจมาทำให้
สุดท้ายก็ต้องหันมาทำกันเอง? โดยใน ?ทำกันเอง? นั้นอารียาได้ร่วมงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ร่วมกับ
นิสา คงศรี โปรดิวเซอร์งานโฆษณาที่มากด้วยประสบการณ์ ภาพยนตร์เด็กโต๋ถ่ายทำที่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
ทั้งหมด 8 หมู่บ้าน โดยใช้เวลาการถ่ายทำทั้งหมด 1 ปีการศึกษา ประมาณ 10 เดือน คือระหว่างพฤษภาคมปี
พ.ศ.2547- กุมภาพันธ์ 2548 การถ่ายทำใช้ทุนส่วนตัวทั้งหมด ?..ตอนถ่ายทำเราสองคนตัดสินใจว่าจะปีนภูเขาลูกนึงไป
แล้วใช้สิ่งที่เรามีรอบตัว ใช้กล้องของเราเอง ใช้รถของเราเอง ใช้ทุกสิ่งที่มีของเราเองอยู่แล้ว?
(ซึ่งผู้กำกับทั้งสองไม่ได้ให้ข้อมูลเรื่องงบประมาณว่ามากน้อยแค่ไหน) และใช้กล้องดิจิตอลในการถ่ายทำ
(ถ่ายไปทั้งหมด 9,000 ชั่วโมง แต่ตัดเป็นภาพยนตร์ออกฉาย100
นาที) พร้อมกับถ่ายภาพนิ่งจำนวนหนึ่งไว้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งภาพนิ่งเหล่านี้ถูกนำมาจัดแสดงและทำเป็นโปสการ์ด
ณ บริเวณโรงภาพยนตร์ที่หนังเข้ารอบฉายด้วย
หลังจากถ่ายทำเสร็จ นิสา คงศรี เป็นผู้ดูแลการตัดต่อ และหลังจากนั่นจึงส่งงานไปที่เทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองปูซาน
ประเทศเกาหลี เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่จริงก่อนหน้านี้สองปี คือในปี พ.ศ.
2546 ทั้งอารียาและนิสาก็เคยเข้าร่วมกับเทศกาลหนังปูซานมาก่อนตอนที่หานายทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
สาเหตุที่เทศกาลภาพยนตร์ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ก็เพราะรัฐบาลเกาหลีหันมาให้ความสนใจและสนับสนุนเอกชนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
(creative industry) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจใหม่เป็นอย่างมาก
สำหรับโอกาสในการฉายในปีนี้ทั้งอารียาและนิสาเห็นว่านับว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองปูซานครบรอบ
10 ปีพอดี ?การได้เข้าไปเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลี นี่ถือว่าสุดยอดมากๆ
แล้วนะ เพราะคนสมัครเข้าไปเป็นพันๆ ฉายแค่สามร้อยกว่าเรื่อง ตอนนั้นปูซานครบรอบ
10 ปี ฉะนั้น หนังที่ส่งไปจะเยอะมาก เราได้เข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่ม ดีใจแล้วค่ะ
ตอนนี้มีหลายประเทศติดต่อเข้ามา ป๊อปรู้สึกแปลกใจว่า เค้ารู้ข่าวได้ยังไง ปากต่อปากมันไปถึงตรงนั้นได้ยังไงเนี่ย?
สำหรับเด็กโต๋ได้ฉายโชว์ในส่วนของงานอินดี้ที่ชื่อ Wide Angle ของเทศกาลภาพยนตร์ปูซานและถือว่าเป็นออกฉายรอบแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้
อารียา กล่าวไว้หลังจากที่หนังออกฉายทั้งที่ปูซานและที่กรุงเทพฯว่า "ความเป็นป๊อบ-อารียาก็ช่วยโปรเจ็คต์นี้ให้อยู่รอด"
อย่างไรก็ตามแม้ว่าสิ่งที่เธอกล่าวไว้จะจริงและการใช้ทุนอิสระ
(ส่วนตัว) ก็เป็นทางออกของกลุ่มคนที่ทำสื่ออิสระ แต่นั้นไม่ได้หมายถึงว่าทั้งคู่จะมีสิทธิต่อทรัพย์สินทางปัญญาหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์มากกว่ากลุ่มครูและเด็กที่โรงเรียนบ้านแม่โต๋
ทั้งนี้ครูและเด็กชาวเขาก็มีสิทธิในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างด้วยเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินคำว่า
?ปูซาน" ดังนั้น ภายใต้เศรษฐกิจใหม่ข้อพิจารณาเรื่องลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาต้องพิจารณาในเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรม
(cultural right) ด้วยเช่นกัน และต้องลือว่างานสร้างสรรค์นั้นเป็นผลิตผลร่วม
(collective product)
( 2 )
"เราเลยไปเก็บของที่ดีอยู่แล้วมาให้คนอื่นดู แค่เห็นดอกไม้สวยๆ ริมทางแล้วก็เก็บมาจากป่าให้คนเมือง
แล้วคนก็บอกว่า โห! สวยจัง " จากคำอธิบายถึงวิถีการทำงานและแนวคิดของการนำเสนอของผู้กำกับทั้งสองที่ว่ามานี้
เราน่าจะกล่าวได้ว่า ?เด็กโต๋? เป็น Exotic Documentary เพราะว่าการที่ผู้กำกับทั้งสองทำเหมือนเป็นเพียงผู้บันทึกสารของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โดยที่ทั้งสองเหมือนไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และ (เพียงแค่)
ได้นำสารที่ (ทั้งสองคิดว่าได้เพียง) ถูกบันทึกไว้นั้นมาสู่ผู้ชม
(น่าจะสังเกตได้จากชื่อภาษาอังกฤษของภาพยนตร์ที่ว่า ? Innocent? ซึ่ง) ในขณะที่การอยู่ในเข้า
? ออกและอยู่ในพื้นที่การถ่ายทำนั้นทั้งสองก็การใช้ชีวิตในพื้นที่ที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน
ตลอดจนการบันทึกภาพที่ทำเอาไว้เป็นจำนวนมาก ?ใช้เวลาถ่ายทำทั้งหมด 1 ปีการศึกษา
ประมาณ 10 เดือน แต่เราจะขึ้นเชียงใหม่ ไปทุกเดือน ช่วงนั้นจะสนุกมาก และก็เหนื่อยมากด้วย
ถ่ายกันทั้งหมด 8 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่คนละภูเขา เกือบแย่เลยนะ มีช่วงนึงน้ำมันก็หมด
สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี เกิดเป็นอะไรไปไม่มีใครรู้เรื่องเลย ส่วนการปรับตัวใช้ชีวิตกับชาวเขาก็สนุกดี
ไปอาบน้ำริมธาร แต่ก็มีคิดถึงน้ำอุ่น เตียงนอนนิ่มๆ เหมือนกัน? เราจะเห็นว่าวิธีกาของทั้งคู่ไม่ได้ต่างอะไรกับวิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามของนักมานุษยวิทยาการศึกษาด้าน
Visual Anthropology
ดังนั้น หากเราจะจัดแนวตามการศึกษาด้าน Visual Anthropology แล้ว ภาพยนตร์เรื่อง
?เด็กโต๋? นี้ เป็นไปในแบบของงานภาพยนตร์ชาติพันธุ์ (Ethnography
Film) เพราะว่าผู้กำกับทั้งสองนั้น เลือกวิธีการใช้ในการใช้สื่อภาพเคลื่อนไหวเพื่อการนำเสนอ
(mode of representation) ภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่แตกต่างจาก
?ตัวเรา? เป็นสำคัญ โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้วิธีการดำเนินเรื่องผ่านเด็กนักเรียน
และครูในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีการศึกษา กับใช้ชีวิตในโรงเรียนกับรอโอกาสของการได้ไปทะเลหลังจบการศึกษา
อารียาได้กล่าวไว้ว่า ?ป๊อปได้รับรู้ความคิดของครูใหญ่ที่อยากทำฝัน ของนักเรียนชาวเขาให้เป็นจริง
ซึ่งฝันสูงสุดของเค้าคือได้ไปดูว่าปลายน้ำไปที่ไหน ปลายน้ำที่ว่าก็คือทะเล ตอนเราไปเจอเค้า
เด็กๆจะถามพี่เป๊าะๆมาจากไหน? (ทำเสียงเด็กชาวเขา)
ป๊อปก็บอก พี่ป๊อปไปเรียนที่อเมริกา เค้าก็ถามอเมริกาไกลจากกรุงเต็บมากมั้ยก๊ะ?
เรารู้เลยว่าโลกของพวกเค้าแคบมาก? ในความคิดเช่นนี้ทำให้อารียาทึกทักเอาเองว่าโลกทางสังคมของเธอและเด็กนั่นต่างกัน
แต่ความกว้างและไกลของโลกทางภูมิศาสตร์ที่กับโลกทางสังคม
(social world) นั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป
การนำเสนอเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ได้ให้ภาพ
(กว้าง) ที่มากไปกว่าเรื่องราวของชีวิตบุคคลทั้งในส่วนครูและนักเรียน แม้จะให้ภูมิหลังของโรงเรียน
นักเรียนและครู แต่นั้นก็คือ ?เนื้อเรื่องกำกับ? ที่นำเสนอผ่านแนวคิดที่ว่าถึงว่าความจริง
(realistic approach) ชุดหนึ่ง อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่ได้หมายความความว่า
สื่อจะต้องบันทึกหรือสามารถให้ความจริงได้ทั้งหมด รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการวิพากษ์สื่อตามแนวคิดหลังสมัยใหม่ที่ว่าสื่อเพียงแค่สร้างความจริงขึ้นบ้างชุด
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การคำนึงถึงปฏิบัติการของสื่อ (media
practice) ซึ่งไม่ได้เริ่มและจบภายในเวลา 100 นาทีตามเวลาของในภาพยนตร์เรื่องนี้
ไม่มีการกำกับตามบท มีแต่บริบท (context) ที่กำกับไม่ได้
ดังนั้น การทำงานบันทึกภาพถ่ายหรือภาพยนตร์จำเป็นต้องคำนึงว่าทั้งเด็กและครูเหล่านั้น
ต่างก็เลือกที่จะนำเสนอตัวตนในบ้างมุมกับเราเช่นกัน ซึ่งนั่นคือสิทธิของเขา ขณะที่ทั้งอารียาและนิสากำกับกล้องพวกเขา
?สายตา" ของทั้งสองต่างก็ถูกกำกับโดยผู้ที่ถูกทั้งสองกำกับอยู่เช่นกัน
เพียงแค่ต่างกันที่กลุ่มหนึ่งอยู่หน้ากล้องอีกกลุ่มหนึ่งอยู่หลังกล้อง (จอแอลซีดี)
หากไม่คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ก็จะทำให้สิ่งที่อารียาบอกว่า ?โลกของพวกเค้าแคบมาก?
กลายเป็นว่าโลกของผู้กำกับกลับแคบกว่า เพราะว่าการทำงานภาพยนตร์ชาติพันธุ์โดยคิดว่าแค่บันทึกสิ่งอื่นๆ
นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง นี้ยังไม่กล่าวการเข้าไปเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์
(relocation) ต่างๆ สิ่งที่ผู้กำกับได้ทำไปทั้งโดยตั้งใจและตั้งใจแล้วส่งผลต่อชุมชนตามมา
ดังนั้น ปฏิบัติการของสื่อ (media practice) จึงมีความสำคัญมากว่าการนำเสนอของสื่อ
เราจะเห็นว่าปัจจุบันกระแสการทำภาพยนตร์สั้นมีเทคนิคการทำหลายวิธี มีการส่งเสริมทั้งเทศกาลและเวิร์คช็อปภาพยนตร์อินดี้
ภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์ชาติพันธุ์ ฯ แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นก็คือการให้ความสนใจในเรื่องเรื่องปฏิบัติการของสื่อยังไม่อยู่ในความสนใจเท่าไร
สิ่งที่เกิดขึ้นในกระแสดังกล่าวจึงเป็นเพียงแค่การตื่นตัวในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์
เทคนิควิธีของการนำเสนอ บวกกับความเท่ห์ของคนรุ่นใหม่
( 3 )
เราคงไม่อาจปฏิเสธระบบทุนนิยมในยุคเศรษฐกิจใหม่ได้ หากเราไม่ได้เรียนที่จะรู้จักมัน
ภาพยนตร์สารคดีเด็กโต๋เป็นผลผลิตของคุณอารียา สิริโสภาและนิสา คงศรีคนในชนชั้นที่ทำงานสร้างสรรค์
(creative class) ที่เริ่มทำงานสร้างสรรค์อีกชิ้นหนึ่งผ่านภาพยนตร์ของกลุ่มคนชายขอบที่บ้านแม่โต๋
หลังจากนี้คุณอารียาและนิสาคงกลับไปทำงานเช่นเดิมและมีโอกาสในการทำภาพยนตร์เรื่องต่อไปที่ง่ายขึ้น
สำหรับที่โรงเรียนบ้านแม่โต๋คงจะได้รับเงินบริจาคผ่านธนาคารและที่ได้จากกล่องรับบริจาคที่หน้าโรงภาพยนตร์ไปจำนวนหนึ่ง
แต่เรื่องราวของปฏิบัติการของสื่อไม่ควรที่จบแค่นี้ การตื่นตัวเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรม
ผลผลิตร่วม ความเข้าใจในด้านความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ฯ น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกพูดคุยและกล่าวถึงอย่างกว้างขว้าง
มากกว่าแค่เรื่องค่าอาหารกลางวันที่โรงเรียนบ้านแม่โต๋จะเหลือกี่บาทในเทอมการศึกษาหน้า
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
ดำเนินการวิจัยโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนการวิจัยโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
กระทรวงวัฒนธรรม
|