Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

เรียนวิทยาศาสตร์อย่างไรให้เข้าถึงหัวใจของธรรมชาติ

by : สุภาคย์ อินทองคง
IP : (124.120.143.32) - เมื่อ : 27/02/2007 02:20 PM

ความคิด ความตั้งใจในการเขียนบทความชิ้นนี้ มีโจทย์อยู่ในใจ 2 โจทย์ ที่ผู้เขียนขอตั้งขึ้นแล้วได้พยายามค้นหาคำตอบให้กับตัวเอง และมีความรู้สึกว่า ขณะนี้ได้คำตอบแล้วระดับหนึ่ง ส่วนว่าจะถูกผิดจากองค์ความรู้ที่หลายท่านที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ทั้งหลายหรือไม่นั้นขอสงวนสิทธิ์ เพราะไม่มีโอกาสจะได้ตรวจสอบหรือแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดกับท่านเหล่านั้น แต่สิ่งที่อยากได้ก็คือ คำตอบที่ประจักษ์ใจผู้เขียนนั้น มันตรงกับความจริงแท้ที่ภาษาพระท่านเรียกว่า ปรมัตถสัจจะหรือไม่มากน้อยเพียงใด และถ้าหากว่า ตรงกับความจริงแท้ ผู้อ่านท่านใดได้ประจักษ์เช่นผู้เขียนก็ขอความกรุณาช่วยยืนยันด้วยว่า "ใช่แล้วนี้คือความจริง"

1. เหตุเกิดเมื่อได้อ่านและได้ฟัง

ในช่วงชีวิตของผู้เขียนที่ผ่านมา แม้จะอยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เรียนรู้วิชาที่ชื่อว่า วิทยาศาสตร์ ทั้งๆ ที่คณะวิทยาศาสตร์อยู่ห่างจากที่ทำงานของผู้เขียนเพียงประมาณ 200 เมตรเท่านั้น เพียงแต่ได้รู้จักกับเพื่อนอาจารย์ด้วยกันที่สังกัดคณะวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ได้ฟังเขาพูดได้เห็นเขาทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับเพื่อนร่วมอาชีพร่วมหน้าที่และกับลูกศิษย์ ได้พยายามสังเกตว่า เขาคิดเขาพูด เขาทำแตกต่างไปจากเราและจากเพื่อนที่อยู่ต่างสาขาหรือคณะวิชาอย่างไรบ้าง แต่ก็มีโอกาสน้อยที่จะได้สัมผัส และตั้งข้อสังเกต หาคำตอบอย่างจริงจัง

จำได้ว่ามีอยู่เพียงครั้งเดียวที่มีโอกาสได้เข้าประชุมร่วมกับคณาจารย์ของคณะวิทยาศาสตร์ ภายใต้ประเด็นวิจัยที่ควรวิจัยในบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งเราช่วยกันคิดกันมาหลายปีว่ามหาวิทยาลัยควรมีนโยบายวิจัยเจาะพื้นที่หรือยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง แล้วบูรณาการวิชาการลงไปในพื้นที่นั้น จึงได้พูดกับเพื่อนที่เป็นคนจัดการเรื่องนี้ว่า ขอสิทธิพิเศษสำหรับการประชุมครั้งนี้ คือ จะของดไม่เข้าร่วมกับกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ แต่จะขออนุญาตเข้าไปเรียนรู้กับกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฝ่ายจัดการก็ตอบโอเค และบอกต่อว่า เราก็เช่นกัน จะขออนุญาตไปเรียนรู้กับกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เขาพบเห็นและได้เรียนรู้อะไรบ้าง ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ได้กลับมาเล่าขานกันต่อ เสร็จแล้วก็แล้วกันไป แต่สำหรับผู้เขียน ตอบกับตัวเองว่า ได้ข้อมูลและข้อคิดอย่างน้อย 2 ข้อ คือ

ข้อแรก เป็นข้อมูล คือ พบว่า ขอบข่ายของความคิดประเด็นวิจัยที่ทางกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอนั้น เขาขีดวงจำกัดลงไปว่า เราน่าจะเจาะลงไปในพื้นที่ คาบสมุทร คือ สิงหนคร สทิงพระ และระโนด เช่น เรื่องการทำน้ำตาลโตนด และดูเหมือนจะย้ำลงไปว่า ตาลโตนดและการทำน้ำตาลนั้น เป็นประเด็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ข้อสอง เป็นข้อคิด คือ เมื่อเขาสรุปเช่นนั้นก็ทำให้ผู้เขียนคิดต่อไปว่า เอ๊ะ ต้นตาลมันรู้หรือเปล่านะว่ามันเป็นประเด็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพราะที่ผ่านมานั้น พวกมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ก็เคยบอกว่า พื้นที่นี้และการทำน้ำตาลโตนดของชาวคาบสมุทร เป็นพื้นที่และประเด็นศึกษา ของพวกเขาเหมือนกัน

เมื่อคิดเช่นนี้ หลังจากที่ทางกลุ่มเขาเปิดโอกาสให้แสดงความเห็น จึงแสดงความเห็นไปว่า

ผมเข้าใจว่า พื้นที่และต้นตาลและคนทำน้ำตาลนั้น มันเอง และเขาเองคงมิได้คิดเหมือนเรา คือ เขาและมันคงไม่คิดว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์อะไรหรอก หากเรานี้แหละเป็นคนไปคิดแบ่งให้กับเขาและกับต้นตาล หมายความว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ที่นั้น แม้กระทั่งเบื้องหน้าเรา รอบ ๆ ตัวเรานี้นั้น ที่ตัวของมัน นั้น มันมีมันเป็นได้ทั้งมิติของวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษย์ ดังนั้น ถ้าเราจะคิดและทำวิจัยแบบเฉพาะพื้นที่ และเฉพาะเรื่องนั้น เราลงที่เดียวกันและประเด็นเดียวกันได้ เพียงแต่ว่า เราแยกหรือแบ่งหน้าที่กันว่า กลุ่มนี้ดูนิติวิทยาศาสตร์นะ และอีกกลุ่มดูนิติมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นะ เพราะมองเห็นว่า สิ่งที่เราต้องค้นหาคำตอบนั้น มันอยู่ที่เดียวกัน และเป็นเรื่องเดียวกันได้ เสมือนเรา จะตั้งโจทย์ว่า คนหรือสัตว์หรือพืชนี้ มันเป็นประเด็นของวิทยาศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ คำตอบตามความเห็นของผมคือ เป็นได้ทุกประเด็น คือ "ที่คนก็ดี ที่สัตว์ก็ดี ที่พืชก็ดี มีทุกมิติหรือทุกประเด็นอยู่ในนั้น"

เมื่อพูดจบ สังเกตพบว่า หลายคนหันไปมองหน้ากัน จำได้ว่า มีอยู่น้อย 2-3 คน พยักหน้ากันแล้วพูดว่า ใช่! เรามิได้คิดถึงมุมนี้เลย

จากประสบการณ์ที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกันในวันนั้น ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่า เอ๊ะ ไอ้ที่เราพูดไปนั้นมันถูกต้องตามความเป็นจริง หรือเปล่า ก็ไม่มีโอกาสได้รับคำยืนยันจากใคร

กรณีที่สอง ได้อ่านหนังสือตำราเรียนของนักเรียนมัธยมต้นที่ขึ้นปกว่า "วิทยาศาสตร์" อยากรู้ว่าระดับมัธยมสมัยนี้ เขาเรียนอะไรกัน ก็พบว่า เขาเรียนเรื่องโลกใบนี้ เรื่องพืช เรื่องสัตว์ เป็นต้น เขาแยกแยะให้เห็นว่าร่างกายของคนประกอบด้วยอวัยวะใดบ้าง ของสัตว์ของพืชก็ทำนองเดียวกัน แล้วก็จบคือ มีเนื้อสาระแค่นั้น ... ทำให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เอ? แล้วเขาสอนเขาเรียนไปทำไม ก็ได้คำตอบว่า เขาก็คงเรียนและสอนกันเพื่อรู้ นั้นเอง เพราะข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในหน้ากระดาษที่เรียกว่า ตำรา นั้นเป็นความรู้ เป็นความรู้ที่ครูและนักเรียนไม่มีโอกาสได้ปรุงเลยครูและนักเรียนเป็นเพียงผู้บริโภค มีคนปรุงสำเร็จรูปมาให้เรียน ครูและ นักเรียนมีหน้าที่รับรู้ จะมีการทดสอบว่าจริงไม่จริงอยู่บ้างแต่ทราบว่า ค่อนข้างน้อย

และพบว่า เมื่อพูดถึงองค์ความรู้ดังว่าแล้วก็จบแค่นั้น มิได้บอกต่อเลยว่า ความรู้เหล่านั้น สัมพันธ์กับคนอย่างไร ตัวพืชสัตว์ทั้งหลายที่ว่ามานั้น สัมพันธ์กับมนุษย์อย่างไรในชีวิตจริง ...เมื่อเห็นและคิดเช่นนั้นก็คิดต่อไปว่า อันนี้ละมั่ง ที่ปราชญ์ทั้งหลายเขาบ่นกันหนาหูว่า เรียนแบบแยกส่วน จึงรู้แยกส่วน จึงส่งผลให้คิดแยกส่วน พูดแยกส่วนและทำแยกส่วน

กรณีที่สาม
เมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง ดูโทรทัศน์ ผู้สื่อข่าวรุ่นเยาวชนโชว์ฝีมือสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคนปัจจุบัน คือ ท่าน ยงยุทธ ยุทธวงศ์ นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของเมืองไทยเรา ก็พยายามตั้งใจฟังว่า ท่านพูดถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมุมใดบ้าง และเด็กนักเรียนปัจจุบันที่กำลังศึกษาวิชาการแขนงนี้อยู่เขาคิดและทำอะไรบ้าง ฟังแล้วก็ได้ข้อมูลและข้อคิด ดังนี้

ข้อมูล : คือ ทั้งท่านรัฐมนตรี และนักเรียนพูดคล้ายคลึงกันว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่สำคัญ เราจะเจริญก้าวหน้าได้ต้องอาศัยวิชาการแขนงนี้ จึงขอเชิญชวนให้ผู้ชมได้ให้ความสนใจ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ข้อคิด : ทำให้คิดตั้งคำถามขึ้นมาว่า นักวิทยาศาสตร์อย่างท่านรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงนี้ ที่ตั้งใจจะพูดกับเยาวชนของชาติที่จะเป็นผู้แก้ปัญหาต่าง ๆในสังคมของเราและอาจได้ร่วมกับสังคมโลกที่คุกครุ่นอยู่นี้ คำพูดทำนองนี้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งของมนุษย์ได้บ้างหรือไม่ ยิ่งสงสัยมากขึ้น เมื่อมาคิดถึงปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ เพราะเคยตั้งคำถามไว้ก่อนหน้านี้ว่า วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง 3 จังหวัดภาคใต้ ปัญหาในตะวันออกกลาง เป็นต้นได้บ้างหรือไม่? พบว่ายังหาคำตอบไม่ได้ มีผู้อ่านท่านหนึ่งเขียนตอบลงในเวบไซด์ ที่เสนอบทความไปว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง คือ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน มิอาจช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจิตใจของมนุษย์ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้คิดตั้งคำถามต่อว่า เอ! แล้วทำไม่เราจึงยกย่องแขนงวิชานี้กันเหลือเกิน รัฐให้ทุนเด็กทั้งหลายเรียนต่อในระดับสูง ๆ ในสาขานี้ คนที่เก่งมาก ๆ ก็ถูกกักเก็บให้อยู่กับองค์กรทางวิทยาศาสตร์ในประเทศนั้น ๆ ก็มีอยู่มาก แต่รัฐมิได้สนใจให้ทุนเรียนต่อระดับสูง ๆ ด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์เลย มีแต่พระพะยอม กัสยาโณ เท่านั้นที่เคยออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ว่า ขอให้รัฐให้ทุนเด็กฉลาดเรียนสาขามนุษยศาสตร์ ด้านศาสนาและปรัชญาบ้างซี จะได้มาถ่องดุลกัน แต่ดูเหมือนว่ารัฐจะไม่ได้ยินเสียงเรียกนี้แต่อย่างใด

วันรุ่งขึ้นหลังจากได้ฟังคำพูดของรัฐมนตรีและนักเรียนและคิดว่า เดียวจะลองสอบถามนักเรียนมัธยมที่อยู่ใกล้ ๆ ที่ตั้งใจจะเรียนสายวิทยาศาสตร์ดูซิเขาจะพูดเหมือนกันกับนักเรียนที่ปรากฏในโทรทัศน์หรือไม่

ปรากฏว่า ไม่เหมือน คือ เขาไม่มีคำตอบอะไรเลยเมื่อขอความรู้เขาว่า ช่วยบอกคำตอบสั้น ๆ สักประโยคสองประโยคได้ไหมว่า วิทยาศาสตร์ที่ตั้งใจจะเรียนต่ออยู่นั้นมันคืออะไร เอานิยามหรือความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

จึงทำให้คิดต่อว่า เอ้า! แล้วที่เขาเรียนเขาสอนกันในโรงเรียนขณะนี้ นั้น เขามิได้จับประเด็นที่เป็นความคิดรวบยอด (Concept) ด้วยหรือว่าในแง่ของความรู้และความจริงนั้น วิทยาศาสตร์ คืออะไร มองในแง่ดี คือ ครูอาจจะบอกแต่เด็กไม่ใส่ใจจะจดและจำเลยไม่มีคำตอบ

จึงคิดต่อไปว่า เอ! ไอ้คำตอบที่อยู่ในใจเราตอนนี้นั้น มันจะใช้ได้หรือไม่ มีส่วนถูกตรงกับครูทั้งหลายหรือไม่ ที่สำคัญสุด ๆ อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า มันจะตรงกับความจริงแท้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ยังไม่อาจยืนยันได้จึงได้เล่าให้เขาฟังว่า

ที่ลุงรู้และเข้าใจนะวิทยาศาสตร์ มันคือ อย่างนี้นะ ถ้าจะนิยามก็อย่างนี้นะ และถ้าจะให้ความหมายก็ให้ความหมายอย่างนี้นะ และถ้าให้เชื่อมโยงกับคนและเรื่องอื่น ๆ ก็เชื่อมอย่างนี้นะ...

ดูท่าทีเขาสนใจ และพยักหน้าเสมือนว่า เออ! เห็นด้วย จากนั้นก็พบว่า เวลา การสนทนาของเราก็จบลงเพราะถึงเวลาที่เขาจะต้องเข้าห้องเรียน

2. มุมมองของนักวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสตร์

ผู้เขียนมีโอกาสได้พบปะสนทนากับนักวิทยาศาสตร์ไทย 2 ท่านเมื่อหลายปีมาแล้ว คือ ศาสตราจารย์ดร.ระวี ภาวิไล และ ศาสตราจารย์ ดร.ระพี สาคริก ท่านแรกมีชื่อเสียงด้านดารศาสตร์ ท่านที่สองมีชื่อเสียงด้านพฤกษศาสตร์ คือ กล้วยไม้ ในขณะเดียวกันทั้งสองท่านสนใจด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะพุทธธรรม คำสอนด้านศาสนาด้วย ท่านอาจารย์ระพีนั้นได้สื่อสาระด้านมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ผ่านทางสื่อ คือ โทรทัศน์อยู่บ่อยครั้ง ได้รับฟังข้อคิด ความเห็นของท่านหลายครั้ง ก็ช่วยให้รู้อะไรมากขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น ส่วนท่านอาจารย์ระวีได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นนี้และได้อ่านข้อเขียนของท่าน ก็ได้ความรู้จากท่านมากมาย ที่สำคัญได้ความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าที่เราคิด ที่เราเห็นนั้น มันน่าจะใช่น่าจะจริงอย่างนั้น

คำพูดที่น่าสนใจของท่านอาจารย์ระวี ภาวิไล ที่ผู้เขียนติดใจ คือท่านเปรียบความรู้ระหว่างพุทธธรรมกับวิทยาศาสตร์ไว้ว่า

"...หลักพุทธธรรมกับหลักวิทยาศาสตร์ มีรากฐานที่มาแตกต่างกัน หลักพุทธธรรมเป็นผลจากความตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอันนับว่าเป็นการประจักษ์ชัดแจ้ง ในความจริงแท้ หรือสัจธรรมแท้จริงสูงสุดของโลกและชีวิต ส่วนหลักวิทยาศาสตร์เป็นข้อสรุปจากกระบวนการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจของปุถุชน โดยระเบียบวิธีการที่กำหนด ซึ่งเป็นเรื่องของการคาดคะเนแบบหนึ่ง ผลสรุปของวิทยาศาสตร์ยุคใด สมัยใดก็ตาม จะเรียกว่าเป็นสมมุติฐาน ทฤษฎี หรือกฎวิทยาศาสตร์ก็ตาม ล้วนเป็นเพียงสมมุติบัญญัติที่จิตมนุษย์ปรุงแต่งขึ้น ส่วนหลักพุทธธรรมเป็นพุทธบัญญัติ เพื่อประกาศสัจธรรมอันเป็นปรมัตก์ คือ มีอยู่จริงแท้ตามธรรมชาติ..." (ระวี ภาวิไล :2541)

และว่า

"...ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องคาดคะเนว่าในปรากฏการณ์หลากหลาย อันเราเรียกรวมว่า ธรรมชาติ นั้น น่าจะมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้างที่พอจะยึดถือเป็นแนวทางสำหรับปฏิบัติการในชีวิตและสังคมได้ด้วยความมั่นใจตามสมควร สมมุติฐาน ทฤษฎี และกฎทางวิทยาศาสตร์อันเป็นองค์ประกอบของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ย่อมมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับประสบการณ์ใหม่ได้เสมอ จึงไม่ใช่สัจธรรมสุดท้าย แต่ก็มีประโยชน์ยิ่ง เมื่อนำไปประยุกต์เป็นเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบาย ในการดำเนินชีวิตโดยชอบธรรม..."

ส่วน "... พุทธธรรม เป็นระบบความรู้ ความเข้าใจแจ้งในสรรพสิ่ง อันเนื่องมาจากความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านผู้บรรลุเองโดยชอบ การประกาศความตรัสรู้ของพระอตาคต เป็นการประกาศศักยภาพของมนุษย์ที่จะยั่งรู้สัจธรรม หรือสภาพเป็นจริงของธรรมชาติทั้งหมดทั้งสิ้นโดยตรง ไม่ใช่ทางระบบ การคาดคะเน เช่นกับวิทยาศาสตร์..." (ระวี ภาวิไล : 2535)

ในส่วนของท่านอจารย์ระพี สาคริก นั้น เท่าที่ผู้เขียนเข้าใจ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่พยายามเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่ าศาสตร์ และสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม หรือธรรมชาติ" หรือ "สัจธรรม" ดังข้อความที่ท่านแสดงไว้ในงานเขียนที่ชื่อว่า วิญญาณธรรมชาติ ตอนหนึ่งว่า "ศาสตร์ทุกสาขามีรากฐานเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด จากเหตุดังกล่าว ผู้ที่ศึกษาแต่ละสาขา หากหยั่งรู้ความจริงจากศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งได้ลึกซึ้งถึงรากฐาน ย่อมสามารถรู้ถึงความจริงได้ทุกสาขา..." (ระพี สาคริก,2548 197:)

"แท้จริงแล้วการปลูกฝังคนให้รักการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านเดียว โดยใช้อิทธิพลวัตถุปิดโอกาสมิให้ความจริงจากใจของแต่ละคนออกมาปรากฏได้อย่างอิสระ ก็เท่ากับผลักดันคนให้ตกเป็นทาสวัตถุลึกซึ้งยิ่งขึ้น.." (ระพี สาคริก ,2548 : 114)


สาระสำคัญที่อาจารย์ระพีกล่าวถึงในข้อความข้างต้น คือ ศาสตร์ กับ ความจริง และความจริงที่ว่านั้น มีทั้งความจริงภายนอกและความจริงภายใน คือจิตใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับความจริงภายนอกที่เรียกว่า ธรรม หรือธรรมชาติ และท่านชี้ชัดลงไปว่า วิทยาศสาสตร์ เป็นศาสตร์ที่เน้นเรียนรู้วัตถุ จนลืมจิตใจซึ่งเป็นธรรมชาติที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง และที่สำคัญที่สุดก็คือ มันอยู่ที่ตัวมนุษย์เอง ดังที่ท่านได้กล่าวย้ำไว้ในงานเขียนเล่มเดียวกันว่า

"ตำราเล่มจริง คือ ธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในใจของแต่ละคนอยู่แล้ว ส่วนการดำเนินชีวิตและทำงานทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างอิสระน่าจะมีผลบันทึกข้อมูลลงในตำราเล่มนี้ จากความจริงซึ่งตนพบได้แล้ว นอกจากนั้นหากจำเป็นต้องแสดงออกโดยการปฏิบัติรวมถึงการเขียนหรือการพูด ย่อมค้นหาข้อมูลจากใจตนเองร่วมด้วย จึงช่วยให้การแสดงออกสามารถเป็นไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ"

ลองมาฟังคำพูดของทางผู้ใฝ่รู้พุทธธรรมบ้าง ท่านแรกคือ พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตโต) ปัจจุบัน คือพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านที่สอง คือ ท่านพระธรรมโกศาสารย์ หรือ พุทธทาส อินทปัญโญ

ท่านแรกได้พูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์กับพุทธธรรมไว้ ดังนี้

"...วิทยาศาสตร์ศึกษาแต่ธรรมชาติภายนอกในโลกแห่งวัตถุไม่ได้มองมนุษย์รวมอยู่ในภาพรวมของธรรมชาติ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่มองธรรมชาติว่า ครอบคลุมถึงมนุษย์และก็มิได้มองมนุษย์ว่า ครอบคลุมธรรมชาติเอาไว้ในตัวด้วย ... แต่สำหรับพุทธศาสนา จุดเริ่มคือ การแก้ปัญหาที่เรียกว่า ความทุกข์ของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยทั้งภายนอก ภายในโดยเฉพาะเน้นแดนกิจกรรมของมนุษย์ แต่ก็มองเห็นปัจจัยเหล่านั้นเป็น กระบวนการของธรรมชาติ พุทธศาสนาจึงเชื่อในกฎธรรมชาติเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์..." (พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโต : 2536 : 116)

ในขณะที่ท่านอาจารย์พุทธทาส มองว่า

"กฎที่มนุษย์บัญญัติแต่งตั้งขึ้น ย่อมผิดบ้างถูกบ้าง เพราะมนุษย์มิได้รู้จริง จึงได้บัญญัติถูกบ้างผิดบ้าง ถูกชั่วเวลาหนึ่งไม่ถูกอีกเวลาหนึ่ง ถูกในสถานที่หนึ่ง ไม่ถูกในอีกสถานที่หนึ่ง... ยกเว้นแต่มนุษย์อย่างพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า พระสัพพัญญู หรือผู้ตรัสรู้ คือ ท่านรู้สิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติ หรือธรรมดา หรือ อิทัปปัจจนตา นี้ อย่างถูกต้องสิ้นเชิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ที่เกี่ยวกับทุกข์..."

"...กฎที่แท้จริงนั้นธรรมชาติเป็นผู้กำหนดแต่ธรรมชาติมันพูดไม่ได้ มนุษย์ผู้สังเกตเห็นกฎเกณฑ์นั้นจึงได้พูดเรื่องกฎนี้ขึ้น ดังนั้นจึงดูคล้ายกับว่า มนุษย์เป็นผู้บัญญัติกฎนี้และอย่าได้เข้าใจผิด ... กฎที่ธรรมชาติบัญญัติให้หรือบัญญัติไว้นี้ นั้นตายตัว คือไม่เปลี่ยนแปลงได้ แล้วก็เด็ดขาด คือ ไม่เห็นแก่หน้าใคร; มันเด็ดขาดชนิดที่เรียกว่าอุทรณ์หรือฎีกาอะไรไม่ได้; แล้วมันก็ตายตัว คือ มันไม่เปลี่ยนแปลง แล้วมัน...กำหนดไว้เหนือคน...กฎที่มนุษย์ตั้งขึ้นนั้นก็ต้องพยายามที่จะให้เป็นไปตามกฎธรรมชาติด้วยเหมือนกัน แต่เขาไม่รู้จักธรรมชาติถูกต้องถึงที่สุด เขาจึงปัญญัติถูกไม่หมดหรือหลงผิดบ้างก็มี ถ้าเข้าใจธรรมชาติผิด" (พุทธทาส อินทปญโญ, 2544:338-339)


ข้อความซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความเห็นของนักวิทยาศาสตร์อาวุโสทั้ง 2 ท่าน และนักศาสนาทั้ง 2 ท่านที่ได้ยกมาแสดงไว้นั้น ทั้งสี่ท่านพยายามจะบอกเราว่า วิทยาศาสตร์คืออะไร พุทธธรรมคืออะไร ธรรมชาติ คืออะไร และกฎธรรมชาติคืออะไร และมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ว่าอย่างไร สุดท้ายได้จัดระดับให้เห็นว่า ความรู้ที่ชื่อว่าวิทยาศาสตร์กับพุทธธรรม หรือธรรมชาติ อะไรเป็นกฎที่แท้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ก็ดี พระพุทธองค์ก็ดี ต้องการรู้ ต้องการเข้าถึงก็คือ ธรรมชาติ และกฎธรรมชาติ ว่า มันอยู่อย่างไร เป็นอย่างไร แต่วัตถุประสงค์และขอบข่ายอาจแตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์จะเน้นที่ "เพื่อรู้" แต่พระพุทธองค์เน้นเพื่อรู้ และนำมาแก้ปัญหาความทุกข์ที่ใจของมนุษย์ อาจเรียกว่า เพื่อเอาชนะธรรมชาติภายในตัวมนุษย์ ส่วนวิทยาศาสตร์ รู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติภายนอก และแปลงเป็นออกมาเป็นเทคโนโลยีอย่างที่เห็นมีอยู่มากมายในสังคมปัจจุบัน จากคำอธิบายของผู้รู้ทั้ง 4 ท่าน ทำให้ผู้เขียนได้คิดสรุปได้ ดังนี้

1. วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้เรื่องธรรมชาติและกฎธรรมชาติที่มนุษย์เข้าไปรู้ซึ่งอาจจะถูกบ้าง ผิดบ้างตามศักยภาพของมนุษย์
2. พุทธธรรม คือ ความรู้เรื่องธรรมชาติและกฎธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบด้วยศักยภาพของพระองค์ แล้วนำออกมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้รู้จัก และปฏิบัติตาม เพื่อความพ้นทุกข์
3. ธรรมชาติและกฎธรรมชาติ คือ ภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นมีอยู่และดำเนินไปตามเหตุปัจจัย หรือตามที่มันเป็นของมันอย่างนั้น โดยที่มนุษย์ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่อาจเข้าไปจัดการอะไรได้ เป็นสิ่งหรือเป็นกฎที่อยู่เหนือมนุษย์
4. มนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เข้าไปเกี่ยวข้องได้ทางเดียวคือ เข้าไปเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วพยายามนำเอาความรู้เรื่องธรรมชาติและกฎธรรมชาตินั้นมาใช้ เพื่อปฏิบัติตน ทำตน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สอดคล้องไม่ขัดต่อธรรมชาติและกฎธรรมชาตินั้น ๆ เช่น ถ้าจะออกกฎขึ้นมาเสริม ก็ต้องให้สอดคล้อง หรือไม่ฝืนกฎธรรมชาติ
5. ความรู้ที่ชื่อว่า วิทยาศาสตร์ก็ดี พุทธธรรมก็ดี ล้วนเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและกฎธรรมชาติ รวมทั้งบทบาทและผลของบทบาท เพียงแต่ความรู้ที่ชื่อว่าวิทยาศาสตร์นั้นอาจถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ความรู้ที่ชื่อว่า พุทธธรรม ประกันได้เลยว่า ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นอกาลิโก คือ ตลอดกาล และทุกหนแห่ง

3. เราจะเรียนวิทยาศาสตร์อย่างไร ให้ถึงหัวใจของธรรมชาติ

เมื่อได้คำตอบโจทย์ทั้งหลายอย่างนี้ ก็ทำให้ผู้เขียนคิดต่อไปว่า ในกระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของเราตั้งแต่ระดับต้นๆ จนถึงระดับปลายๆ นั้น เราจับที่ตัวหัวใจของตัวธรรมชาติ และกฎธรรมชาติที่พุทธธรรมนำเสนอ แล้วค่อยขยายขึ้นหรือออกไปหากฎตัวเล็กๆ ที่อยู่ในคน ในพืช ในสัตว์ ในดิน ในน้ำ เป็นต้นจะๆ ดีไหม เพราะเชื่อว่า น่าจะมีคุณูปการมากกว่าการจับที่ตัวเล็ก ๆ ก่อน แล้วไปติดตันอยู่กลางทางหรือตั้งแต่ต้นทาง

หัวใจของธรรมชาติและกฎธรรมชาติที่พุทธธรรมนำเสนอคืออะไร
คือ ความเป็นอย่างนั้นเอง (ตถตา)
คือความที่เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี (อิทัปปัจจยตา)
คือ หลักหรือกฎที่ชื่อว่านิยาม (นิยาม 5)
คือ หลักหรือกฎที่เป็นสามัญลักษณะ (ไตรลักษณ์)
คือ ตัวอันเป็นต้นตอของธรรมชาติทั้งปวง (ธาตุแม่)


1. ความเป็นอย่างนั้นเอง (ตถตา) คือ คุณลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมชาติ" ซึ่งมีชื่อเป็นอย่างนั้น มีลักษณะเป็นกฎที่ตายตัวแน่นอนไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น มีการขับเคลื่อนหรือแสดงบทบาท ผลของบทบาทให้เห็นประจักษ์ เช่น กรณีของแผ่นดินไหว เป็นต้น

2. ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้หรือนั้นจึงมี คือ ความเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ภาษาบาลีที่อธิบายพุทธธรรมใช้คำว่า "อิทัปปัจจยตา" หรือ "ปฏิจจสมุปปวท" แปลว่า เกิดขึ้นโดยอาศัยซึ่งกันและกัน อิทัปปัจจยตา มีลักษณะเป็นกฎแห่งเหตุผล และมีบทบาทครอบคลุมอยู่ทั่วทั้งเอกภาพ มนุษย์ก็อยู่ภายใต้กฎนี้ สัตว์ พืช ก็อยู่ภายใต้กฎนี้ ตลอดถึงระบบต่าง ๆ ของจักรวาลนี้ก็อยู่ภายใต้กฎนี้ ส่วน ปฏิจจสมุปบาท มีลักษณะเป็นอาการที่เกิดขึ้น เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่อง เช่นเกิดแผ่นดินไหว เป็นเหตุให้ตึกพัง ตึกพังทับคนตายสิ่งของเสียหาย ญาติพี่น้องเจ้าของเศร้าโศก เป็นต้น

3. หลักหรือกฎที่ชื่อว่า นิยาม ซึ่งหมายถึง กฎที่ธรรมชาติกำหนด 5 ประการ เรียกนิยาม คือ อุตุนิยาม คือ กฎที่ว่าด้วยอุณหภูมิ หรือปรากฎการณ์ธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะอากาศและฤดูกาล พีชนิยาม คือ กฎว่าด้วยสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย จิตตนิยาม คือ กฎที่ว่าด้วยการทำงานของจิต ทั้งที่มนุษย์และสิ่งอื่น กรรมนิยาม คือ กฎแห่งการกระทำหรือกฎแห่งกรรม คือ การกระทำและผลการกระทำ และ ธรรมนิยาม คือ กฎที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่งทั้งหลาย (พระราชวรชุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต), 2528 : 194)

4. หลักหรือกฎที่เป็นสามัญลักษณะ คือ กฎธรรมดาที่เป็นสากลกับทุกสิ่งทั้งสิ่งที่ปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่ง คือ สิ่งปรุงแต่ง (สังขตธรรม) จะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่คงที่ คงสภาพเดิมไว้ได้ไม่ทน (อนิจจัง ทุกขัง) และสิ่งที่คงที่ (อสังขตธรรม) ทั้งสังขตธรรม และอสังขตธรรม ล้วนหาตัวตนมิได้ (อนัตตา)

5. ตัวอันเป็นต้นตอของธรรมชาติทั้งปวง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ธาตุแท้ ซึ่งกำหนดได้เป็น 2 ระดับ คือ ธาตุแม่ และธาตุลูก ธาตุแม่จะคอยควบคุมธาตุลูกทั้งหมดให้เป็นไปตามกฎของแม่ ธาตุแม่มีลักษณะเป็นอสังขตธรรม คือ ไม่เป็นการปรุงแต่ง เรียก อากาศธาตุ (Viod) ส่วนธาตุลูก ๆ มีลักษณะเป็นสังขตธรรม มีการผสมมีส่วนผสม แต่ตัวมันเองก็รักษาคุณลักษณะของตนไว้ได้ ว่ากันว่า มี 6 ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และธาตุรู้ (ปฐวี, อาโป, เตโช, วาโย และวิญญาณ) ธาตุเหล่านี้แหละคือ ต้นต่อของธาตุทั้งปวงที่นักวิทยาศาสตร์พูดถึง และสิ่งเหล่านี้แหละคือ ตัวธรรมชาติ ทั้งที่ตัวมนุษย์และสิ่งรอบ ๆ ตัวมนุษย์ (พระราชวรมุณี, 2528 : 141)

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่ผุดขึ้นในความคิดก็มีต่อไปว่า เออ! แล้วขณะนี้มีที่ใดบ้างหรือไม่ที่เขาเริ่มต้น สอนวิทยาศาสตร์จากตัวแม่หรือหัวใจของธรรมชาติเหล่านี้ คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบ สำหรับผู้เขียน ท่านผู้อ่านมีคำถามและคำตอบนี้หรือไม่ ถ้ามีคำตอบ ขอความอนุเคราะห์ช่วยบอกด้วย

4. สรุป

โจทย์หรือคำถาม และคำตอบทั้งทางวิทยาศาสตร์ก็ดีและพุทธธรรมก็ดี เป็นสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้ตั้งและเป็นผู้ค้นหาแล้วจึงได้คำตอบออกมา โจทย์และคำตอบที่กลุ่มผู้ใฝ่รู้ที่ชื่อว่า นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ตั้ง ได้ชื่อว่า โจทย์และคำตอบทางวิทยาศาสตร์ ส่วนโจทย์และคำตอบที่พระพุทธเจ้าตั้งและได้คำตอบออกมาได้ชื่อว่า เป็นโจทย์ ทางศาสนาของนักศาสนาคำตอบที่ได้เรียก พุทธธรรม หรือพุทธศาสตร์

ลักษณะของคำตอบที่ได้ มีข้อต่างกันอยู่บางส่วน คือ คำตอบของนักวิทยาศาสตร์นั้น ค่อนข้างไม่แน่ คือ ถูกบ้าง ผิดบ้าง ส่วนคำตอบของนักศาสนาอย่างพระพุทธเจ้านั้น เชื่อกันว่า แน่นอน ถูกต้องตามที่เป็นจริง

จุดมุ่งหมายสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะมุ่งเน้นอยู่ที่การรู้ธรรมชาติ และกฎธรรมชาติที่อยู่ภายนอกตัวมนุษย์ และในส่วนที่เป็นวัตถุเป็นหลัก และมีเป้าหมายเพื่อพิชิตธรรมชาติ เอาชนะธรรมชาติภายนอกตัวมนุษย์ที่เรียกว่าสภาพแวดล้อม

ส่วนจุดมุ่งหมายสำคัญของพระพุทธเจ้า จะมุ่งเน้นอยู่ที่การรู้ธรรมชาติ และกฎธรรมชาติที่อยู่ภายในตัวมนุษย์และในส่วนที่เป็นอวัตถุ คือ จิตใจเป็นหลัก และมีเป้าหมายเพื่อพิชิตธรรมชาติ และเอาชนะธรรมชาติภายในตัวมนุษย์ที่เรียกว่า กิเลส คือ ตัวตัณหา อุปาทาน เป็นต้น

คำถามของผู้เขียนบทความนี้ก็คือ เราจะปรับทิศทางการเรียนรู้ทางสายวิทยาศาสตร์ที่ว่า นี้ เข้ามาในทิศทางเดียวกับสายพุทธธรรมได้ หรือไม่ หรืออย่างไร ถ้าทำได้เชื่อว่า น่าจะช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าถึงทั้งธรรมชาติที่เป็นวัตถุและอวัตถุได้เร็วนขึ้น ทั่วถึงความจริงแท้ได้กว้างขึ้น ลึกขึ้น และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนหรือมนุษย์มากขึ้นด้วย

ตัววิทยาศาสตร์เอง ก็มีทางเดินก้าวต่อไปได้ ผลที่คาดหวังของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อมนุษย์ก็น่าจะกว้างขึ้นและดีขึ้นกว่าที่มีอยู่เป็นอยู่ขณะนี้

สัจกวี : วิทยาศาสตร์ กับ หัวใจธรรมชาติ

วิทยาศาสตร์ คืออะไร ในความคิด
เป็นผลผลิต ของมนุษย์ จุดความหมาย
เพื่อรู้แจ้ง รู้ชัด จัดใจกาย
เข้าสู่สาย สัมพันธ์ ที่มั่นคง

ธรรมชาติ มีกฎ กำหนดตั้ง
ไม่รอรั้ง สิ่งดี ที่ประสงค์
ดุลยภาพ เอกภาพ ที่อาบองค์
ให้ดำรง อยู่ได้ ไม่เปลี่ยนแปลง

มนุษย์คาด มนุษย์หวัง ด้วยตั้งจิต
เฝ้านึกคิด ค้นหา มาแถลง
มาจัดการให้ก่อ ต่อเรียวแรง
จนรู้แจ้ง ความจริง สิ่งไม่ตาย

พุทธธรรม ล้ำค่า สิ่งพระสอน
เป็นขั้นตอน ความจริง สิ่งทั้งหลาย
ทั้งในตน นอกตน และต้นปลาย
มีกระจาย ทั่วภพ จบโลกา

เรียกว่า "กฎธรรมชาติ" ปราชญ์มองเห็น
ว่ามันเป็น ความจริง สื่อสรรหา
เป็นเรื่องเหตุ เรื่องผล ดลชีวา
เรียกอิทิป ปัจจยาตา น่าสนใจ

อีกนิยาม นามกฎ กำหนดตั้ง
ไม่รอรั้ง สิ่งที่ มีเงื่อนไข
คอยควบคุม กำกับ ขับเคลื่อนไป
โลกใบใหญ่ คงอยู่ แลดูดี

เรื่องไตรลักษณ์ นักปราชญ์ ประกาศก้อง
เป็นกฎของ ความจริง สิ่งถ้วนถี่
มนุษย์ สัตว์ สิ่งสา บรรดามี
ตกอยู่ที่ ไตรลักษณ์ ประจักษ์ตา

วิทยาศาสตร์วาดฝันไว้บรรเจิด
ว่าเลอเลิศ สูงเด่น เป็นปัญหา
มนุษย์รู้ มนุษย์ทำ ช่วยนำพา
จนก้าวหน้า ได้ไกลไปตามกัน

มาวันนี้ เราคิด ผลิตสร้าง
เครื่องนำทาง การเรียน เพียรสุขสันต์
ได้รู้แท้ กฎวิทย์ คิดแบ่งปัน
สร้างสัมพันธ์ กับธรรม พระสัมมา

ใช้กฎธรรม นำทาง สร้างความคิด
ฝึกฝนจิต เรียนรู้ ชูปัญหา
อะไรหนอ คือ ความจริง สิ่งต้องตา
จงค้นหา ให้พบ สบสุขเอย


สุภาคย์ อินทองคง

ศูนย์เรียนรู้ชุมชนภาคใต้ (ศรช.)
12 มกราคม 25 50

เอกสารอ้างอิง
1. ระวี ภาวิไล, ศาสตราจารย์ ดร. คำนิยม อ้างใน ชัยพฤกษ์ เพ็ญวิจิตร.ศาสตร์แห่งจักรวาล 2 .กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.
2. _______________คำนำ อ้างในพระเทพเวที (ประยุทธ์ ประยุตโต). พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐสานของวิทยาศาสตร์.กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, 2536.
3. พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโต) พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 3) กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2536.
4. พุทธทาส อินทปัญโญ. อิทัปปัจจยตา (พิมพ์ครั้งที่ 1) กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ 2544.
5. พระราชวรมุณี(ประยุทธ์ ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพฯ.(พิมพ์ครั้งที่ 4) มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.2528.
6. ระพี สาคริก . วิญญาณธรรมชาติ.(พิมพ์ครั้งที่ 1)กรุงเทพฯ : ปาเจรา.2548.

Share