โรฮิงยาส์ ประชาชนที่ถูกลืมในพม่า
|
by : ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ IP : (124.120.149.51) - เมื่อ : 19/03/2007 10:07 AM |
"ผมกลับไปที่ประเทศพม่าไม่ได้ ถ้ากลับไปผมต้องโดนฆ่าแน่
แต่ตอนนี้ อยู่ที่นี้ผมก็ไม่มีเอกสารที่แสดงสถานะถูกต้องทางกฎหมาย"
- ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
(ดู Living in Limbo: Burmese Rohingyas in Malaysia รายงานประจำปี ค.ศ. 2000 เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศมาเลเซีย
ขององค์กร Human Rights Watch; http://www.hrw.org/reports/2000/malaysia)
ประเทศพม่านับว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เนื่องจากมีประชาชนที่เป็นคนเชื้อชาติพม่า กะเหรี่ยง มอญ คะชิ่น อารากัน ฯลฯ แต่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการลืมหรือทำให้
"ถูกลืม" จากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และ ไม่ได้รับการพูดถึงมากมายในเวทีวิชาการพม่าจนถึงในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย
คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า "โรฮิงยาส์"
(Rohingyas)
รายงานพิเศษนี้มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความเข้าใจให้มากขึ้นในสังคมไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
สถานการณ์ทางสังคมและสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงยาส์ในประเทศไทย พม่า และหลายๆ ประเทศที่ชาวโรฮิงยาส์ลี้ภัยไปอยู่
มุมมองของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเกี่ยวกับประชาชนชาวโรฮิงยาส์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนโรฮิงยาส์ที่ผู้เขียนคิดว่าควรจะได้รับ
เพื่อสร้างความเข้าใจที่เป็นธรรมให้กับประชาชนไทยถึงสถานการณ์อันยากลำบากของประชาชนโรฮิงยาส์
ไม่ใช่ความเข้าใจอย่างมี ?อคติ? ตามที่หนังสือพิมพ์บางส่วนได้นำเสนอในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ประวัติศาสตร์และสถานการณ์ในพม่าชาวโรฮิงยาส์
ชาวโรฮิงยาส์เป็นประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม
อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอารากัน (ยะไข่) ในตอนเหนือของประเทศพม่าติดกับชายแดนประเทศบังกลาเทศ
ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง Maungdaw, Buthidaung, Rathedaung, Akyab และ Kyauktaw
ชาวโรฮิงยาส์มีภาษาเป็นของตัวเอง คือ ภาษาอินดิค(Indic
language) ที่มีความคล้ายกับภาษาเบงกาลีที่ใช้พูดในประเทศบังกลาเทศและอินเดีย
(ชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้พูดภาษามาลายูหรือภาษายาวีตามที่นักข่าวไทยบางสำนักซึ่งทำข่าวเรื่องโรฮิงยาส์อ้าง
แต่พูดภาษาชิตตาโกเนี่ยน - Chittagonian ซึ่งเป็นภาษาคล้ายกับภาษาในพื้นที่ Chittagong
ในประเทศบังกลาเทศ) ประชากรของชาวโรฮิงยาส์มีประมาณ 7 แสนถึง 1.5 ล้านคนในรัฐอารากันที่มีประชากรมากถึง
3 ล้านคน (ดู Myanmar - The Rohingya Minority: Fundamental
Rights Denied รายงานของสำนักงานใหญ่ องค์กรนิรโทษกรรมสากล ประจำกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
http://web.amnesty.org/library/Index/ENGASA160052004)
ประวัติศาสตร์ของชาวโรฮิงยาส์ยังมีความหลากหลายมากในปัจจุบัน มีรายงานและงานวิจัยหลายส่วนที่ให้ข้อมูลไว้ว่าเป็นผู้คนที่อยู่ในตอนเหนือรัฐอารากันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่
7-12 และได้นับถือศาสนาอิสลามเนื่องจากพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐอารากันมีพ่อค้าชาวอาหรับเข้ามาค้าขายเป็นเวลายาวนาน
แต่ในมุมมองของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ชาวโรฮิงยาส์เป็นประชาชนที่ "ลี้ภัยอย่างผิดกฎหมาย"
และอพยพมากจากประเทศบังกลาเทศในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของจักรวรรดินิยมอังกฤษ
ดังนั้นด้วยทัศนคติเช่นนี้ของรัฐบาลเผด็จการพม่าทำให้ประชาชนชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้รับการรวมเข้าไปในกลุ่มชนพื้นเมือง
(Indigenous groups) ในรัฐธรรมนูญพม่า ส่งผลให้ไม่ได้รับสัญชาติพม่า
การที่ชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้รับสัญชาติทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ จากรัฐบาล ทั้งยังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องมากกว่าชนกลุ่มน้อยหรือประชาชนเชื้อชาติอื่นๆ
โดยเฉพาะจากความแตกต่างทางศาสนาและเชื้อชาติ ได้รับการคุกคามและเลือกปฏิบัติในทุกระดับจากรัฐบาลเผด็จการทหาร
ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะนับถือศาสนา การเข้าถึงการศึกษา สิทธิในการรักษาโรค จนถึงไม่สามารถแต่งงานได้
ถูกบังคับให้เป็นทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และไม่สามารถเดินทางออกนอกเพื่อไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่ได้
ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจนมาก
นอกจากนี้ชุมชนชาวโรฮิงยาส์ยังได้รับการปราบปรามอย่างต่อเนื่องโดยมีเหตุการณ์สำคัญในปี
ค.ศ. 1962 1978 และ 1991 ทำให้มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์หลบหนีภัยเข้าไปในบังกลาเทศ
ปากีสถาน ซาอุดิอาราเบีย เป็นหลัก โดยที่ประเทศรองลงมา คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรด
มาเลเซีย และประเทศไทย (ดูรายละเอียดสั้น ๆ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์
วัฒนธรรม และภาษาที่เกี่ยวกับชาวโรฮิงยาส์ได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Rohingya)
สถานการณ์ในประเทศมาเลเซียและบังกลาเทศ
แม้ว่าในช่วงต้นทศวรรษ
1990 รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายที่ค่อนข้างประนีประนอมกับชาวโรฮิงยาส์ แต่จาอใสนโยบายค่อนข้างมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์ในมาเลเซียมักจะได้รับการคุมขังเป็นระยะเวลาหลายเดือนในค่ายกักกัน
โดยไม่ได้อาหาร ยารักษาโรค หรือสภาพความเป็นอยู่ที่ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล บางกรณีได้รับการข่มขู่หรือซ้อมก่อนถูกส่งกลับตัวมาประเทศไทย
ซึ่งมีหลาย ๆ ครั้งที่แม้แต่สำนักงานข้าหลวงผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)
ยังไม่สามารถเข้าไปให้การช่วยเหลือทางกฎหมายได้
ในส่วนของบังกลาเทศ สถานการณ์ของชาวโรฮิงยาส์ก็ไม่ได้เลวร้ายไปกว่ากันเท่าไร ในปี
1978 ประชาชนชาวโรฮิงยาส์มากกว่า 2 แสนคนลี้ภัยไปประเทศบังกลาเทศ หลังจาก ยุทธการกษัตริย์มังกร
(Dragon King) โดยกองทัพทหารพม่าที่ทำขึ้น เพื่อ
"กำจัดบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศ ซึ่งรวมถึงประชาชนและชาวต่างชาติที่เข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย"
กระบวนการนี้มีนโยบายโดยตรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จนนำไปสู่การฆ่า ข่มขืน
และทำลายมัสยิดต่างในพื้นที่ (ดูรายงาน The Rohingya Minority:
Fundamental Rights Denied) ในช่วงปี 1992-1993 ประชากรโรฮิงยาส์อีกกว่า
250,000 คนหลบหนีเข้าไปในบังกลาเทศอีกระลอกซึ่งได้มีรายงานเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับสถานการณ์การสังหารชาวโรฮิงยาส์อย่างเป็นระบบ
(summary executions) การทรมาน และการข่มขืนในประเทศพม่า
รวมถึงกรณีการถูกบังคับเป็นแรงงานเยี่ยงทาสโดยไม่ได้รับการค่าตอบแทนใดๆ โดยทหารพม่า
ในระหว่างปี 1992-1994 รัฐบาลบังกลาเทศได้ส่งตัวประชาชนโรฮิงยาส์มากกว่า 5 หมื่นคนกลับพม่าโดยการทำความเข้าใจระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศกับรัฐบาลพม่า
และล่าสุดนี้บ้านพักของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์กว่า 6,000 คนที่อาศัยอยู่ตามแม่น้ำนาฟ
(Naff) ติดกับชายแดนพม่า กำลังถูกรัฐบาลไล่ที่โดยอ้างว่าเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยโดยผิดกฎหมาย
ซึ่ง UNHCR ได้ประนามการดำเนินการครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำ "ที่ไม่มีมนุษยธรรมเนื่องจากไม่มีการหาทางออกให้กับประชาชนเหล่านี้เลย"
และมีการรายงานหลายครั้งว่ารัฐบาลบังกลาเทศได้พยายามไม่ให้ชาวโรฮิงยาส์ได้รับการช่วยเหลือจาก
UNHCR (ดู Bangladesh to boot Burmese refugees from Camp
ใน Democratic Voice of Burma - วันที่ 8 มีนาคม 2550)
ชาวโรฮิงยาส์ในประเทศไทย
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ชาวโรฮิงยาส์ในไทยกับสองประเทศที่กล่าวมาแล้ว
ยังมีความแตกต่างและคล้ายกันอยู่ กล่าวคือ จำนวนประชากรชาวโรฮิงยาส์ในไทยไม่ได้มีจำนวนมากเท่าในบังกลาเทศหรือในมาเลเซีย
มีจำนวนประมาณ 10,000 ถึง 15,000 คนเท่านั้น โดยส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดระนองและมหาชัย
แต่สถานการณ์ไม่ได้มีความเลวร้ายแตกต่างกันเลย เนื่องจากการที่ประเทศพม่าไม่ได้ให้การรับรองว่าเป็นประชาชนของพม่า
อีกทั้งรัฐบาลไทยก็ยังไม่ได้มีการสำรวจประชาชนโรฮิงยาส์อย่างจริงจัง ทำให้หลายๆ
ครั้งตกสำรวจ
อีกทั้งความเป็นไปได้ในการให้สถานภาพทางการเมืองกับชาวโรฮิงยาส์ยังเป็นไปได้ยากมาก
เนื่องจากชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชื้อชาติที่กระทรวงมหาดไทยจะให้สถานภาพทางการเมือง
เช่น แม้ว่าชาวพม่าทั่วไปจำนวนหนึ่งจะสามารถลงทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวได้อย่างถูกกฎหมาย
แต่ชาวโรฮิงยาส์ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีความรู้ในส่วนนี้และไม่เข้าใจว่าประชาชนชาวโรฮิงยาส์เป็นคนพม่า
และหลายครั้งเข้าใจผิดว่าเป็นคนบังกลาเทศ ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวโรฮิงยาส์สามารถถูกกดขี่มากกว่าแรงงานพม่าเป็นพิเศษ
(จากการพูดคุยกับผู้ปฎิบัติงานขององค์กรที่ให้การช่วยเหลือชาวโรฮิงยาส์
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549)
รวมถึงการไม่มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของประชาชนโรฮิงยาส์ของประชาชนทั่วไป
เห็นได้จากการเข้าใจผิดๆ ว่าประชาชนชาวโรฮิงยาส์พูดภาษามาลายูหรือเป็นกลุ่มนักรบรับจ้าง
ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนแต่อย่างใด
ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า และก้าวต่อไปของชาวโรฮิงยาส์
จากการพูดคุยกับชาวโรฮิงยาส์ ทำให้ได้ความเข้าใจว่าชาวโรฮิงยาส์ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับชาวพม่าทั่วไป
และได้มีบทบาทในการต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องโรฮิงยาส์ยังเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวในการนำขึ้นมาพูดคุยในเวทีในขบวนการเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยในพม่า
และหลายๆ ครั้งประเด็นของโรฮิงยาส์ยังเป็นประเด็นที่แหลมคมในบางครั้ง เมื่อมีการพูดถีงชาวโรฮิงยาส์ในเวทีสัมมนาหลาย
ๆ ครั้ง เราจะได้ยินคำถามเชิงว่า "ทำไมเรียกคนกลุ่มนี้ว่าโรฮิงยาส์"
ทำไมไม่เรียกว่าชาวอารากัน (ซึ่งคล้ายกับการไม่เข้าใจเรื่องอัตลักษณ์
"มาลายูมุสลิม" ของภาคประชาชนไทยบางส่วน) หรือ มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของสิทธิในการได้รับสัญชาติพม่าของประชาชนโรฮิงยาส์ในบางครั้ง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็น "สากลนิยม" (internationalist)
ในขบวนการประชาธิปไตยในพม่ายังเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันกันอย่างต่อเนื่อง เพราะในหมู่นักกิจกรรมและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเรื่องพม่าในไทย
ยังได้มีการผลักดันและเรียกร้องว่าประชาชนพม่าที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนานระดับหนึ่งควรจะได้รับสัญชาติไทย
(เป็นข้อเสนอที่ได้รับมาจากอนุสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมการลดบุคคลไร้สัญชาติของสหประชาชาติ
- Convention on the Reduction of Stateless โดยที่มีการเรียกร้องว่ารัฐจะต้องให้สัญชาติกับบุคคลที่เกิดในพื้นที่ของรัฐโดยไม่มีข้อแม้ใด
ๆ หรือ มีข้อเรียกร้องขอสัญชาติหลังจากอยู่ในรัฐ ๆ นั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10
ปี ดูข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ - http://www.ohchr.org/english/law/statelessness.htm)
แต่ใยเมื่อกลับไปพูดถึงสิทธิของชาวโรฮิงยาส์แล้ว ยังมีการตั้งคำถามของสิทธิการได้สัญชาติพม่าของชาวโรฮิงยาส์ด้วยเหล่า
ถ้าเราเข้าใจตรงกันว่าสิทธิของมนุษย์ทุกคนควรจะได้รับการคุ้มครองเหมือนกัน โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติใด
ๆ ทั้งสิ้น
ในส่วนของภาคประชาชนไทย การรับรู้เรื่องเกี่ยวกับชาวโรฮิงยาส์ยังอยู่ในระดับที่น้อยมาก
แต่อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ควรจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ได้รับการศึกษาเพิ่มเติ่ม เพราะภาคประชาชนไทยที่ทำงานกับองค์กรประชาธิปไตยพม่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเรื่องสิทธิของชาวโรฮิงยาส์เข้าไปในการถกเถียงกับองค์กรพม่าด้วย
ซึ่งผู้เขียนมีความหวังว่ารายงานนี้จะมีส่วนสำคัญในการจุดประกายในการถกเถียงเพิ่มเติ่มไม่มากก็น้อย
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ขอขอบคุณ อดิศร เกิดมงคล อดีตเจ้าหน้าที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่าในการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทความนี้
|