ภาคเกษตรกรรม และ ทางรอดของสังคมไทย
|
by : วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ IP : (124.120.152.196) - เมื่อ : 15/10/2007 12:58 PM |
ภาพรวม
ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้ของไทยทั้งภาครัฐและเอกชน
ที่แม้จะไม่ได้มีตัวเลขยืนยันอย่างชัดเจนอันเนื่องมาจากฐานในการจัดเก็บข้อมูล ภาพถ่ายทางอากาศ
และการใช้เครื่องมืออื่นๆ ในการวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ยืนยันอย่างชัดเจนตรงกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์หรือฝ่ายพัฒนากระแสหลัก
(ตามสภาพัฒน์ฯ) ก็คือ ป่าไม้ของไทยอยู่ในภาวะวิกฤต
เกิดการเสียดุลทางธรรมชาติอันจะนำมาซึ่งวิกฤติการณ์อื่นๆ ตามมาอย่างมโหฬาร เช่น การเกิดภัยแล้งยาวนาน
น้ำท่วมฉับพลัน หน้าดินเสื่อมทรุด แม่น้ำลำธารแห้งขอด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต
อันเนื่องมาจากไทยก็เป็นหนึ่งในบริเวณที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ยิ่งถ้ารวมกับมลภาวะที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นปัญหาใหม่อยู่ในปัจจุบันแล้ว
ไม่ต้องบรรยายต่อเลยว่าวิกฤตการณ์จะหนักหนาสาหัสเพียงไร เพราะทุกคนคงรู้แก่ใจดีถ้าเป็นผู้หนึ่งที่ติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา
ผลจากการพัฒนาประเทศในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดการเสียสมดุลทางธรรมชาติอย่างหนัก
โดยเฉพาะการขายทรัพยากรป่าไม้ เพื่อเป็นกองหน้าในการเปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศ
การบุกเบิกที่ดินขนานใหญ่เพื่อการส่งออกสินค้าเกษตร การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า เขื่อนชลประทาน
ถนน สะพาน ฯลฯ เหล่านี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อความมั่นคงของทรัพยากรป่าไม้
ที่จริงแล้วประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการสร้างชุมชนเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุและเทคโนโลยี
แต่ก็ผิดพลาดอย่างมหันต์เช่นเดียวกันในการทำให้ชนบทไทยที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
ชุมชนชนบทที่เคยหล่อเลี้ยงสังคมไทยต้องล่มสลายในพริบตา เพื่อแลกกับตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นภาพลวงตา
ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะตัวเลขดังกล่าววิ่งคู่ขนานไปกับตัวเลขช่องว่างทางรายได้ของกลุ่มชนต่างๆ
ในสังคมไทย ความอยู่ดีกินดีที่เป็นคำโฆษณาชวนเชื่อในการวางแผนพัฒนาประเทศ กลายเป็นเพียงนิทานตลกน่าเศร้าที่เมื่อผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมแล้วสุกรก็กลายเป็นหมาน้อยธรรมดา
มูลเหตุ
ความล้มเหลวในการพัฒนาประเทศที่ตามก้นฝรั่งอย่างหน้ามืดตามัว ได้เกิดผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในปัจจุบัน
เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว สังคมไทยกำลังปลาบปลื้มกับเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย โครงการต่างๆ
ถูกคิดค้นเพื่อรองรับกับการก้าวสู่อนาคตปี ค.ศ. 2000 และวันนี้เหมือนเกิดแผ่นดินไหว
ผืนโลกพลิกกลับ เรากลับไม่สามารถวางแผนอะไรได้เกินหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำไป เกิดอะไรขึ้น
เศรษฐกิจฟองสบู่ ความโลภ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือลิขิตของพระเจ้า มีคำพูดว่าความเจริญรุ่งเรืองนั้นใช้เวลานานในการสร้างแต่ใช้เวลานิดเดียวในการทำลาย
มีคนบอกว่าค่าเงินบาทที่จมดิ่งลงทุกวันนี้เป็นผลมาจากความโลภ และความตื่นตระหนกของผู้คน
แต่ผู้เขียนคิดว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่เคยเป็นปัจจัยบวก แต่หันกลับมาเป็นผู้ทำลาย
นั่นก็คือข้อจำกัดในความเข้าใจและการกระทำที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติ ความวินาศต่างๆ
ที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยทางเศรษฐกิจ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดในปัจจุบัน
น่าจะมาจากความอหังการของมนุษย์ที่ทรยศต่อธรรมชาติที่เปรียบเสมือนบิดามารดาของตนเอง
ข้อเสนอ
หันกลับมามองในจุดที่ใกล้ตัวที่สุด
ในฐานะประชาชนที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก เสียงเรียกร้องให้ปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่เคยได้รับการตอบสนองอย่างจริงใจจากรัฐใดๆ
ในโลก การปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นภาระที่ยากลำบาก หนักหนาสาหัส และเสี่ยงอันตราย
กลายเป็นการลงทุนที่ไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจ การแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ในปัจจุบันยังคงให้ความสนใจกับเรื่องการเงินการคลังเป็นอันดับหนึ่ง
ถ้าหากบรรดาชนชั้นนำทั้งหลายได้เข้าใจถึงมูลเหตุของวิกฤตการณ์ต่างๆ อย่างรอบด้านมากกว่านี้
อาจจะสำนึกขึ้นได้ว่าการใช้แนวทางเศรษฐศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะรับมือได้แล้ว
ภาวะฟองสบู่ที่เกิดขึ้นคงมิใช่มาจากการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพียงแต่เราประหยัดและอดออม
ความเลวร้ายต่างๆ ก็จะดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเราจะระเบิดภูเขาจำนวนมากเพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการต่างๆ
รวมทั้งบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม แล้วเมื่อฟองสบู่แตกเราก็เหลือภูเขาหัวโล้น และคอนโดร้างอันเปรียบเสมือนซากปรักหักพังของแหล่งอารยธรรมในอดีตที่เราพบเห็นในที่ต่างๆ
ขณะนี้เราไม่มีที่ดินอุดมสมบูรณ์ที่จะบุกเบิกอีกต่อไปในการสร้างฟองสบู่ขึ้นอีกครั้ง
เราไม่มีหรือเหลือน้อยเต็มทีสำหรับเกษตรกรที่จะมีกำลังกายและกำลังใจเข้มแข็งในการฟื้นฟูภาคเกษตรกรรม
และแนวทางการฟื้นฟูต่างๆ การพูดง่ายๆ ว่าให้ประชาชนกลับบ้านเพื่อฟื้นฟูเกษตรกรรมขึ้นมาใหม่เป็นเรื่องมักง่ายเกินไป
การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและแนวทางการฟื้นฟูเกษตรกรรมจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนควบคู่กัน
หาไม่แล้วก็จะเกิดวงจรอุบาทว์ซ้ำซากอยู่ชั่วนิรันดร์
หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร เคยเตือนสติไว้ว่า "เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง"
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐจะเข้าใจสัจธรรมนี้หรือไม่ เพราะข้าวปลาอาหารคงไม่ได้มาจากการดัมป์เงินลงไปที่
ธกส. ให้ปล่อยกู้แก่ชาวนาเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะรวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินในระยะยาว
ความอยู่รอดของเกษตรกรในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้คงจะไม่อาจละเลยไม่กล่าวถึงความมั่นคงของทรัพยากรป่าไม้ได้อีกต่อไป
ข้อจำกัดเรื่องปริมาณที่ดินที่ทำกินและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในปัจจุบันจะต้องอาศัยการระดมสติปัญญาในการวางแนวทางแก้ไขฟื้นฟูมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
และแน่นอนผู้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์คงไม่ใช่ผูกขาดเพียงเฉพาะบรรษัทข้ามชาติ ขายปุ๋ย
ขายยา หรือพ่อค้าส่งออก ซึ่งมีเพียงมิติในการค้าขายอย่างเดียว คงจะต้องรวมถึงภูมิปัญญาต่างๆ
ในท้องถิ่นพื้นบ้านที่บรรพบุรุษหลายเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ได้สะสมมาในอดีต ที่สำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและระบบราชการที่รวมศูนย์การจัดการอยู่ในปัจจุบัน
การกำหนดมาตรการต่างๆ ที่จะทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน การจัดการดูแลทรัพยากรป่าไม้
รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน จะต้องถูกวางแผนและจัดการด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับ
กรรมสิทธิ์ของเอกชนและชุมชนในการถือครองทรัพยากรธรรมชาติจะต้องได้รับการแบ่งปันอย่างเท่าเทียม
โดยการพิทักษ์สิทธิของชนรุ่นต่อไปด้วย และที่สำคัญเราจะต้องตระหนักอย่างชัดเจนว่ามนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ความอยู่รอดของธรรมชาติคือความอยู่รอดของมนุษยชาติด้วย
และการอยู่รอดของเกษตรกรไทย น่าจะคือทางรอดของสังคมไทย
วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
16 ธันวาคม 2550
|