Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

การใช้หลักพุทธธรรมนำการวิจัยและพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สุขภาพองค์รวม

by : สุภาคย์ อินทองคง
IP : (124.120.155.219) - เมื่อ : 25/10/2007 11:16 AM

หลักพุทธธรรม คืออะไร

คำว่า "หลักพุทธธรรม" ในที่นี้หมายถึง หลักธรรม คำสอน ที่เชื่อกันว่า เป็นผลแห่งการค้นคว้า เป็นภูมิรู้ ภูมิปัญญา ของพระพุทธองค์ ที่ถูกถ่ายทอดสืบต่อมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2550 ปี แล้ว และได้ชื่อว่า เป็นภูมิปัญญาโลก เป็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติ เป็นมรดกโลก ที่หาค่ามิได้

อะไร คือ "หลักพุทธธรรม" ที่ว่านั้น
คือความรู้ว่าอะไร เป็นอะไร

อะไรคือ เหตุ อะไรคือผล
อะไรคือสภาวธรรม - อะไรคือธรรมชาติ
อะไรคือสัจธรรม - อะไรคือกฎธรรมชาติ
อะไรคือปฏิบัติธรรม - อะไรคือ หน้าที่ตามธรรมชาติ
อะไรคือปฏิเวธธรรม - อะไรคือผลแห่งการทำตามกฎภาระหน้าที่

คำตอบที่ว่านี้ว่ากันว่า เป็นคำตอบทั้งหมดของโจทย์ที่ว่า "พุทธธรรม คืออะไร?" คำตอบที่ว่า อะไรเป็นอะไร ก็คือความเป็นเหตุผลของสิ่งทั้งปวง

ความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งปวงก็คือ ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ และผลอันเกิดจากกฎและบทบาทของธรรมชาติ ในหมู่พืช พืชที่เห็นอยู่ ณ วันนี้ คือ ผลของพืชในอดีต คือ พืชที่สืบสายพันธุ์มาจากพืชในอดีต และพืชที่มีอยู่ ณ วันนี้ ก็จะเป็นเหตุให้มีพืชในอนาคต ในหมู่สัตว์ สัตว์ที่เห็นอยู่ ณ วันนี้ ก็ คือ ผลของสัตว์ในอดีต คือ สัตว์ที่สืบสายพันธุ์มาจากสัตว์ในอดีต และสัตว์ที่มีอยู่ ณ วันนี้ ก็จะเป็นเหตุให้มีให้เกิดสัตว์ในอนาคต ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เห็นหน้ากันในวันนี้ ก็คือ ผลของมนุษย์ในอดีต คือ มนุษย์ที่สืบสายพันธุ์มาจากมนุษย์ในอดีตและมนุษย์ปัจจุบันนี้เองก็จะเป็นเหตุให้มีให้เกิดมนุษย์ในอนาคต ในสิ่งไม่มีชีวิต ก็มีปรากฏการณ์ คือ อยู่ในสภาพความเป็นเหตุ เป็นผลของกันและกัน เช่น เมื่อเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวใต้น้ำ ก็เป็นเหตุให้เกิดซึนามิ เมื่อซึนามิท่วมทับอาคารบ้านเรือนจนเสียหาย ก็เป็นเหตุให้ต้องก่อสร้างอาคารบ้านเรือนกันใหม่ และยังส่งผลต่อมนุษย์ พืช สัตว์ อีกด้วย

ความเป็นเหตุ เป็นผลกันนี้แหละ ภาษา พุทธธรรมท่านเรียกชื่อว่า อิทัปปัจจตา แปลว่า ความที่มีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงมี และการที่เหตุกับผลต่างอาศัยกัน เชื่อมโยงกันเกิดนี้ ภาษาพุทธธรรม ท่านเรียกว่า ปฏิจจสมุปาท

สิ่งที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปปาท จึงมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างในทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกวินาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี

ในธรรมชาติ มีกฎธรรมชาติ ในกฎธรรมชาติมีบทบาทหน้าที่ ในบทบาทหน้าที่มีผลที่ตามมา นี้ก็คือตัวเหตุกับตัวผล มนุษย์ สัตว์ พืช เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และแตกสลายไป ตามกฎธรรมชาติ และ แสดงบทบาทหรือ กระทำตามกฎธรรมชาติ และก็เกิดหรือได้รับผลตามกฎนั้น ๆ ทั้งหมดก็ คือ ความเป็นเหตุ เป็นผลนั่นเอง

หลักธรรม ที่ชื่อว่า อริยสัจ 4 ก็ดี ไตรสิกขา ก็ดี หลักมรรค 8 ก็ดี หลักขันธ์ 5 ก็ดี ล้วนเป็นหลักเหตุผลทั้งสิ้น

1. หลักอริยสัจ 4 ที่ว่าเป็นหลักเหตุผล คือ อย่างไร

หลักอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งก็ คือ หลักความจริงเชิงเหตุผล คือ เมื่อเกิดปัญหา หรือทุกข์ ก็ย่อมมีเหตุเกิดหรือมีสมุทัย และเมื่อมีความดับทุกข์ หรือปัญหา ก็ย่อมมีเหตุให้ดับ คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 หรือการปฏิบัติตามมรรค 8 อย่างถูกต้องครบถ้วนย่อมเป็นเหตุดับทุกข์ทั้งปวงได้ นั่นคือ

ทุกข์หรือปัญหาเกิดก็เพราะมีเหตุเกิด
ทุกข์ หรือปัญหาดับก็เพราะมีเหตุดับ
นั่นคือ เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี

หลักอริยสัจ จึงเป็นหลักเหตุผลโดยแท้
พระสอนว่า ทุกข์หรือปัญหา มีไว้เพื่อเห็น
สมุทัย หรือเหตุปัญหา มีไว้เพื่อขจัด หรือสลัดออก
นิโรธ หรือ ความดับทุกข์หรือดับปัญหา มีไว้เพื่อไปให้ถึง และ
มรรค หรือวิถีทางดับทุกข์หรือดับปัญหามีไว้เพื่อให้เดินตามหรือทำตาม

ใครรู้ตามนี้ คิดตามนี้ และทำตามหลักนี้ได้ก็จะแก้ปัญหาได้ หรือพ้นจากทุกข์ต่าง ๆ ได้

2. หลักไตรสิกขา ที่ได้ชื่อว่าเป็นหลักเหตุผล คือ อย่างไร

หลักไตรสิกขา คือ ปัญญา สมาธิ ศีล หรือศีล สมาธิ ปัญญา หลักที่ว่านี้ เป็นหลักการฝึกอบรมกายจิต และวิญญาณของมนุษย์ให้เจริญใน 4 ด้าน คือ ด้านกาย คือการกระทำทางกาย หรือการรับเข้า ด้านสังคม คือ การกระทำทางสังคม หรือ การส่งออก ด้านจิต คือ การกระทำทางจิต คือ คิด นึก ด้านวิญญาณ หรือจิตวิญญาณ คือ การรู้ ให้เกิดรับเข้าถูก สื่อออกถูก คิด-นึกถูก และรู้ถูก เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เป็นวิถีหรือวิธีฝึกกายใจให้เกิดการพัฒนา

ในองค์ประกอบทั้ง 3 ของไตรสิกขา คือ ปัญญา สมาธิ ศีล หรือศีล สมาธิ ปัญญา ต่างก็เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน คือ

ศีล เป็นเหตุเกิดสมาธิ สมาธิเป็นเหตุเกิดปัญญา และปัญญา ก็เป็นเหตุพัฒนาศีล และศีลก็เป็นเหตุพัฒนาสมาธิ สมาธิก็เป็นเหตุพัฒนาปัญญา หมุนเป็นระบบเป็นลูกโซ่กันไป จนเกิดการรู้แจ้งรู้ชัดในเรื่องนั้น ๆ ทั้งที่เป็นเรื่องโลก ๆ และเรื่องธรรม คือ ชีวิตมนุษย์ ภาษาพระท่านเรียกว่า โลกิยวิสัย และโลกุตรวิสัย

นั่นคือ เมื่อทำถูกทำดี พูดถูก พูดดี (ศีล) ก็เป็นเหตุเกิด คิดถูกคิดดี (สมาธิ) เมื่อมีการคิดถูกคิดดีก็เป็นเหตุเกิด รู้ถูก รู้ดี (ปัญญา) ขณะเดียวกัน เมื่อรู้ถูกรู้ดี ก็เป็นเหตุให้ทำถูกทำดี เมื่อทำถูก ทำดี ก็เป็นเหตุให้คิดถูก คิดดี หมุนอย่างนี้ จนกว่าจะรู้แจ้งเห็นชัด ขจัดข้อสงสัยทั้งปวงได้ ทั้งปรากฏการณ์ที่เกิดอยู่ที่ตนเอง และภายนอกตน

นี้ก็คือ เรื่องเหตุเรื่องผล
นี้ก็คือเรื่อง อิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปปาท

3. หลักขันธ์ 5 ที่ได้ชื่อว่า เป็นหลักเหตุผล คืออย่างไร

ขันธ์ 5 เป็นชื่อองค์รวมของความเป็นมนุษย์ (รวม สัตว์, พืช) ซึ่งเป็นผลของธรรมชาติ กฎธรรมชาติ บทบาทของธรรมชาติ และเป็นปรากฏธรรมชาติประการหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหลัก กฎ/หลัก ของธรรมชาติ 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ หรือค่อย ๆ เปลี่ยนไปและสลายตัวลงในที่สุด ตามเหตุตามปัจจัย

องค์รวมของความเป็นมนุษย์ (ขันธ์ 5) มีอะไรบ้าง มี 2 องค์หลัก คือ กาย และใจ คือ ส่วนที่เป็นวัตถุธรรมและอวัตถุธรรม พระท่านเรียกสั้น ๆ ที่เราค่อนข้างคุ้นหู คือ รูป กับ นาม (รูปธรรม + นามธรรม)

1. ส่วนที่เป็นรูปธรรม คือ ส่วนที่เป็นวัตถุธรรม หรือรูปธาตุ หรือกายธาตุ 4 ประการ คือ ธาตุดิน เช่น กระดูก ธาตุน้ำ เช่น น้ำลาย น้ำมูก ธาตุลม เช่น ลมหายใจ ในท้องในปอด ธาตุไฟ เช่น ไฟในกระเพาะที่เผา/ย่อยอาหาร เป็นต้น

2. ส่วนที่เป็นนามธรรม คือ เป็นส่วนที่เป็นอวัตถุธรรม หรือนามธาตุ หรือจิตธาตุ 4 ประการ คือ เวทนาธาตุ ธาตุที่รู้สึกได้ สัญญาธาตุ ธาตุที่จำหมายได้ สังขารธาตุ คือ ธาตุที่คิดได้ และวิญญาณธาตุ คือ ธาตุที่รู้ได้

ว่ากันว่า ทั้ง 2 ส่วนคือ กายธาตุ และจิตธาตุ นี้อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของอากาศธาตุ (Viod) นั้น คือ ตัว อากาศธาตุ เป็นเหตุ ตัวกายธาตุ และจิตธาตุ เป็นผล ตัวอากาศธาตุ เป็นต้นตอ เบื้องต้นของสรรพสิ่ง (เท่าที่มนุษย์รู้ได้) และตัวอากาศธาตุเป็นธาตุแห่งความว่าง หรือ สญญตาธาตุ ก็เรียก เป็นธาตุถาวรไม่เปลี่ยนแปลง พระท่านเรียกว่าอสังขตธรรม หรืออสังขตธาตุ ซึ่งหาตัวตนไม่ได้ ธาตุนอกนั้นเป็นธาตุ เปลี่ยนแปลงเรียกสังขตธาตุ

ในกลุ่มกายธาตุ ทั้ง 4 เองก็มีความเป็นเหตุ เป็นผลอยู่ในนั้น เช่นธาตุน้ำ กับธาตุไฟ ต่างก็เป็นเหตุเกิด เหตุดับของกันและกัน
ในกลุ่มจิตธาตุ ทั้ง 4 เอง ก็มีความเป็นเหตุเป็นผลอยู่ภายในนั้น เช่น สังขารธาตุ เป็นเหตุเกิดวิญญาณธาตุ
และใน 2 ธาตุหลัก คือ กายธาตุ และจิตธาตุ นี้ต่างก็เป็นเหตุ เป็นผลกัน อาศัยกันดำรงอยู่ หรือขับเคลื่อนไป

การอาศัยซึ่งกันและกัน การเป็นเหตุเป็นผลต่อกันและกันนี้เอง คือ สิ่งที่ชื่อว่า ชีวิต การมีชีวิตก็คือ มีการทำงานของธาตุทั้ง 2 ทั้งภายในตัวมนุษย์ (สัตว์,พืช) และภายนอกตัวมนุษย์ (สัตว์,พืช) โดยผ่านกระบวนการรับเข้าและส่งออก คือ

มีช่องทางรับเข้าธาตุภายนอก 6 ทาง ใน 6 ธาตุ และมีช่องทางส่งออก คลายออก คลายออกใน 3 ทาง

ทางรับเข้า 6 ทาง อาจเรียกว่า ทางเสพ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ และสิ่งรับเข้า หรือเสพ มี 6 ชนิด หรือ 6 ธาตุ คือ รูปธาตุ คือ สิ่งที่เป็นรูปเป็นร่าง สัททธาตุ คือ สิ่งที่เป็นเสียง คันธธาตุ คือ สิ่งที่เป็นกลิ่น รสธาตุ คือ สิ่งที่เป็นรส โผฏฐัพพธาตุ คือ สิ่งที่เป็นสัมผัส และธรรมธาตุ คือ สิ่งที่เป็นธรรมารมณ์

เมื่อสิ่งเหล่านี้ผ่านทางกาย ทั้ง 6 ช่อง หรือช่องใดช่องหนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตธาตุ ก็จะทำงานรับช่อง คือ รับรู้ เคลื่อนไหว หวั่นไหว หรือรู้สึก บันทึกจำหมายจัดเก็บ ขยายความ ตีความ เพื่อให้รู้ชัด รู้แจ้ง เพื่อตัดสินว่าจะรับไว้ รับเข้า หรือปฏิเสธ ขจัดออก ถ้าสอดคล้องถูกใจ (จิต) ก็จะรับไว้ อยากให้มีอีก เกิดอีก และติดใจ พอใจ แต่ถ้าไม่ถูกใจ (จิต) ก็จะปฏิเสธ ขจัดออกอยากไม่ให้มีอีก เป็นอีก เกิดอีก และติดใจ ขัดใจ เคืองใจ ถ้าไม่ติดใจ ไม่ขัดใจก็จะเบื่อ ๆ ไม่อยากรับ ไม่อยากปฏิเสธ

สิ่งที่รับเข้าแล้วติดใจ พอใจ เมื่อรับเข้าเราเรียกกันว่า สุข
สิ่งที่รับเข้าแล้วขัดใจ ไม่พอใจ เมื่อรับเข้า เรียกกันว่า ทุกข์
สิ่งที่รับเข้าแล้วไม่ติดใจ ไม่พอใจ และหรือไม่ขัดใจ เมื่อรับเข้า เรียกว่า อสุขมทุกข์ คือ ไม่สุขไม่ทุกข์

ดังนั้น สุข-ทุกข์ จึงเป็นผลของกระบวนกายรับเข้าทั้ง 6 ช่องทาง และรับเอา รูปธาตุภายนอก เข้ามา หรือไม่ก็เพราะขาดการรับที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมกับธาตุที่มีอยู่เดิมนั้น

และสุข-ทุกข์ ที่ว่านั้นเกิดขึ้นได้ ก็เพราะเหตุคือ การที่จิตธาตุเมื่อรับแล้วก็เข้าไปยึดเข้าไปติด ไปพอใจ ไปขัดใจ ในสิ่งนั้น ๆ นั่นคือ ความยึดติดเป็นเหตุ สุขทุกข์ เป็นผล

การรู้เหตุ รู้ผลที่แจ่มแจ้งที่กายธาตุและจิตธาตุที่ทำงานด้วยกัน ก็จะนำสู่ผล คือ คลายลด ละ และเลิก การยึดติดนั้นได้ และก็เป็นเหตุให้คลายสุข ? ทุกข์ ลด ละ เลิก สุข ? ทุกข์ ลงได้

ดังนั้น การรู้เหตุรู้ผล การคิดตามเหตุตามผล การทำตามเหตุตามผลที่ว่า ก็จะได้ผลตามที่ว่า ตั้งแต่ได้รู้ ได้คิด ได้ทำตามเหตุ ตามผล และได้รับผลตามหลักเหตุผล

นี้คือ หลักสากล ซึ่งมีอยู่ที่ตัวมนุษย์ทั้งส่วนกายและส่วนใจดังกล่าวแล้ว

นี้คือ คำตอบที่ว่า หลักพุทธธรรม คือ หลักเหตุผลใครรู้หลักพุทธธรรม คิดตามหลักพุทธธรรม และทำตามหลักพุทธธรรมก็ได้ชื่อว่า รู้คิดทำตามหลักเหตุผล

การรู้หลักเหตุผลดังว่านี้แหละที่เรียกว่า รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือ รู้ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล

ว่ากันว่า หลักพุทธธรรม ทั้งหมดถ้าจะกล่าวให้สั้น ก็คือ ธรรมใน 4 ความหมาย ได้แก่ สภาวธรรม สัจธรรม ปฏิบัติธรรม และปฏิเวธธรรม คือ เป็นคำสอนที่มุ่งสอนให้เรารู้ว่า สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวงคืออะไร มีสัจธรรมความจริงเป็นกฎกติกาตายตัวอยู่อย่างไร หน้าที่ของเราก็คือ ต้องทำให้ถูกต้องตามความจริง หรือกฎนั้นได้อย่างไร และจะให้ผลต่อเราอย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ

- สอนให้รู้ว่าสภาพปัญหาและความจริงของปัญหา (ทุกข์) คืออะไร อย่างไร
จะรู้ให้แจ้งชัดรอบด้านได้อย่างไร

- สอนให้รู้ว่าเหตุเกิดปัญหา (ทุกข์) คืออะไร อย่างไร
จะขจัดออกไปจากกายใจเราได้อย่างไร

- สอนให้รู้ว่า ความดับปัญหา (ทุกข์) คืออะไร อย่างไร
จะทำให้เกิดความประจักษ์แจ้ง ถึงความไม่มีปัญหา (ทุกข์) ได้อย่างไร และ

- สอนให้รู้ว่า วิธีเข้าถึงความดับปัญหา (ทุกข์) ทั้งหลายคืออะไร และจะทำได้อย่างไร
คำถาม และคำตอบสุดท้าย คือ เราจะพ้นปัญหา หรือทุกข์ทั้งปวงได้อย่างไร?

พ้นได้ด้วยการไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวกู และของกูลงให้ได้!!


การวิจัยและพัฒนาคืออะไร จะนำหลักพุทธธรรมมาใช้เพื่อการนี้ได้อย่างไร

การวิจัย กล่าวโดยหลักก็คือ

1. การหาความรู้ ความจริง ว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งก็คือการหาความรู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดอะไร และหรืออะไรเป็นผลของอะไร และหรือ การหาความรู้ว่าผลนั้น มันกลับกลายเป็นเหตุของอะไรต่อไป กระบวนการรู้ การคิด การทำลักษณะนี้ เรียกว่า การวิจัย หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การหาความรู้ใน 4 เรื่อง ว่า คืออะไร และสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร คือ สภาพการณ์ต่าง ๆ (สภาวธรรม) ความจริงต่าง ๆ (สัจธรรม) การกระทำต่าง ๆ (ปฏิบัติธรรม) และผลต่าง ๆ (ปฏิเวธธรรม)

2. เมื่อได้ความรู้ความจริงทั้งที่เป็นสภาพและกฎ หรือสภาวธรรมและสัจธรรมเป็นต้นมาได้ แล้วก็นำความรู้เรื่องนั้นมาปฏิบัติพัฒนาให้เป็นไปตามเหตุ ตามผลนั้น ๆ ทั้งการพัฒนาตนเอง ผู้อื่น สิ่งอื่น ถ้ารู้ได้ตามเหตุตามผล คิดได้ตามเหตุตามผลและทำได้ตามเหตุตามผล ก็จะได้ผลตามเหตุตามผล นั้น ๆ หรือตามธรรมนั้น ๆ


กระบวนการรู้ การคิด และการทำลักษณะนี้ เรียกว่า "การวิจัยพัฒนา" ทั้งการวิจัยพัฒนาคน องค์กรคน กลุ่มคน และปัจจัยหนุนการดำรงอยู่ เป็นอยู่ของคน มีเพื่อนมนุษย์ วัฒนธรรม สังคม และธรรมชาติแวดล้อม เป็นต้น

โครงการวิจัยและพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสุขภาพองค์รวม ของเราก็จะเดินตามนี้ คือจะเดินตามหลักรู้ หลักคิด และหลักปฏิบัตินี้

เพราะมั่นใจว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเนื้อแท้ก็คือ เรื่องหลักเหตุผล คือ ต้องรู้ตามเหตุผล คิดตามเหตุผล และทำตามเหตุผล ซึ่งเป็นความจริง ของสภาวธรรม หรือปรากฏการณ์ทั้งปวง เป็นกฎ เป็นบทบาทขอสภาวธรรมทั้งปวง และเป็นผลของปรากฏการณ์และกฎของสภาวธรรมทั้งปวง

การรู้พอเพียง คิดพอเพียง และทำพอเพียง ก็คือ รู้เหตุรู้ผลพอเพียง และเพียงพอ คิดเหตุคิดผลพอเพียง และเพียงพอและทำเหตุ ทำผล พอเพียงและเพียงพอ

คำว่า ทางสายกลาง ก็คือ ทางนี้
คำว่า พอประมาณ ก็คือ ทางนี้
คำว่า มีเหตุผล ก็คือ ทางนี้
คำว่า มีภูมิคุ้มกัน ก็คือทางนี้ และ
คำว่ามีคุณธรรม ความซื่อสัตย์ เป็นต้นก็คือทางนี้

คือทางที่ชื่อว่า
รู้ความจริง คิดตามความจริง และทำตามความจริง ดังว่ามา

สุภาคย์ อินทองคง
ศูนย์เรียนรู้ชุมชนภาคใต้ (ศรช.)
13 กย. 50

Share