Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

CL : มาตรการยาสินค้าคุณธรรม

by : ชาญณรงค์ วงค์วิชัย
IP : (124.120.148.215) - เมื่อ : 12/02/2008 01:00 PM


บ้านผมรวยกว่าบริษัทยาอีก ไปดูที่บ้านผมได้
ถ้าเป็นผม ผมจะไปกินดอกไม้จันทน์แทน ... ฯลฯ

(คำสัมภาษณ์ รมต.กระทรวงสาธารณสุข ไชยา สะสมทรัพย์ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551)

จากคำกล่าวหรือการให้สัมภาษ์ของ รมต.สาธารณสุข ไชยา สะสมทรัพย์ นั้นทำให้เกิดกระบวนการคิดบางอย่าง จริงแล้วเจ้ากระทรวงนั้นเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน จากคำสัมภาษณ์ซึ่งเป็นการตอบภาคประชาสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงความคิดของท่านต่อกระบวนการ CL ซึ่งเราเข้าใจบ้านท่านรวยกว่าบริษัทยา แล้วคำถามที่ตามมาสำหรับคนจนที่ไม่สามารถเข้าถึงยาหละ หรือ แม้กระทั่งการเข้าไม่ถึงยาของพวกเรานั้น โทษฐานที่ท่านให้คือ ดอกไม้จันทร์กระนั้นหรือ?

จริงแล้วกระบวนการ CL หรือ Compulsory Licensing หรือมาตรการบังคับใช้สิทธิ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งตาม พรบ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พศ. 2535 และ (ฉบับที่ 3) พศ.2542 และเป็นไปตามปฏิญาโดฮา (Doha Declaration on Trips and Public Health) ตามข้อตกลง TRIPS (Trade Relate Intellectual Property Rights) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่ให้อำนาจแก่ประเทศสมาชิกผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาที่ติดสิทธิบัตรได้หากเกิดความจำเป็นเร่งด่วน เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขึ้นในประเทศ หรือ เพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ จากเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นข้อยืนยันยาคือสินค้าคุณธรรมที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจด้วย เพราะนี่คือบทหนึ่งของชีวิต

ดังนั้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ประเทศไทย คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชมรมมะเร็ง และเครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรัง ภาคประชาสังคมต่างๆ ได้เข้าพบ รมต.สาธารณสุข เนื่องจากทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินกระบวนการยกเลิก CL โดยเหตุผลที่ให้คือ "ได้รับหนังสือจากกระทรวงพาณิชย์ เลขที่หนังสือ พณ 07003/FTA/5 ลงวันที่ 30 มกราคม 2551 ลงนามโดยอดีต รมต.พาณิชย์ นายเกริกไกร จีระแพทย์ ในเนื้อความจดหมายอ้างถึง ตามที่ประเทศไทยควรทบทวนกระบวรการดำเนินการเรื่อง CL เพราะส่งผลกระทบในเศรษฐกิจภาพรวม ทั้งยังประเทศไทย จากประเทศที่ถูกจับตามอง PWL จะกลายเป็นประเทศที่ถูกจับตามองสูงสุด PFC (Priority Foreign Country) ซึ่งเป็นการเสนอโดยสมาคมพรีม่า เสนอ USTR ให้เลือกไทยส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมากมายมหาศาล" และยามะเร็งเป็นเพียงกลุ่มคนจำนวนน้อย เราต้องดูประเทศเป็นหลัก มากว่าที่จะต้องตกเป็นเครือมือใคร

ทั้งนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมได้ให้เหตุผล และยังยืนยันในหลักการ 3 ข้อ ซึ่งเสนอแก้ รมต. สาธารณสุข คือ

1. ไม่ควรยกเลิกมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร โดยรัฐกับยามะเร็งที่ได้ประกาศไปแล้ว ถ้ายังไม่มาตรการช่องทางใดที่ดีกว่า
2. การหามาตรการอื่นมาทดแทน ควรเป็นกระบวนการที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม
3. การประกาศหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านและมีข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้น ก่อนประกาศนโยบายใดๆ
(จดหมายภาคประชาชน ยื่อต่อ รมต.สาธารณสุข 8 กุมภาพันธ์ 2551)

แต่จากข้อมูลนั้นสิ่งที่น่าสนใจ และเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับ รมต.สาธารณสุขคือ โรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตอันดับหนึ่ง คือ โรคมะเร็ง จากข้อมูลประเทศไทยผู้ป่วยโรคมะเร็งเสียชีวิต ประมาณปีละ 3 หมื่นกว่าคน ป่วยแกประมาณปีละ 1 แสนคนต่อปี และการรักษาโรคมะเร็ง มีกระบวนการทั้งเคมีบำบัด หรือ การรักษาแบบมุ่งเป้า (Drugs for Tageted Cell Therapy) ตามที่หนังสือ รัฐมนตรีกระทวงสาธารณสุข ที่ สปสช.05/013521 ลงวันที่ 25 กันยายน 2550 เรื่องการดำเนินการเรื่องยามะเร็ง 4 รายการ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินการเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ โดยต่อมามีการประชุมในคณะกรรมการชุดดังกล่าวและมีมติการประชุม 7/2550 วันที่ 2 ตุลาคม 2550 เสนอ รมต.สาธารณสุข ทำ CL ยา 4 รายการ ประกอบด้วย

- ยา Docetaxel (ชื่อทางการค้า Taxotere) ใช้รักษามะเร็งหลายชนิด เช่น ปอด เต้านม ยาที่มีสิทธิบัตรราคาถึง 2.5 หมื่นบาทต่อเข็ม ขนาด 80 มก. ขณะที่ยาชื่อสามัญที่มีคุณภาพเดียวกันราคาเพียง 4 พันบาท เท่านั้น ต่างกันถึง 6 เท่า

- ยา Letrozole
(ชื่อทางการค้า Femara) ใช้รักษามะเร็งเต้านม ราคาต่อเม็ด 230 บาท ใช้วันละ 1 เม็ด จ่าย 6 กว่าบาทต่อเดือน ยาชื่อสามัญราคาเม็ดละ 6-7 บาท ต่างกัน 30 เท่า

- ยา Erlotrinib
(ชื่อทางการค้า Tarceva) รักษามะเร็งปอด ราคา 2.75 พันบาทต่อเม็ด ใช้วันละ 1 เม็ด 8.25 หมื่นต่อคนต่อเดือน ยาสมัญราคา 735 ต่อเม็ด ต่างกันเกือบ 4 เท่า

- ยา Tmtinib
(ชื่อทางการค้า Glivec) รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว และ มะเร็งทางเดินอาหาร ขนาด 100 มก. ราคา 917 ต่อเม็ด ขนาด 400 มก. ราคา 3.6 พันบาทต่อเม็ด และการใช้ต้องใช้อย่างน้อย 400 มก. ทุกวัน และยืดอายุผู้ใช้ได้ราว 2 ปี การใช้เฉลี่ยต่อปีเป็นเงิน 1.3 ล้านบาท ต่อคนต่อปี ขณะที่ยาสมัญ 100 มก. ราคา 50-70 บาท
(นสพ.โพสต์ทูเดย์ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551)

แน่นอนที่สุกภาคประชาสังคมต้องดำเนินการควบคู่กับ รมต.สาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง เพราะบทหนึ่งที่ต้องทำ คือ ยาคือสินค้าคุณธรรม และทุกคนมีสิทธิที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ หากมองย้อนกระบวนการเรื่อง CL เป็นกระบวนการที่ดำเนินมา พร้อมกับเครือข่ายผู้ป่วย และองค์กรภาคประชาสังคม คงต้องบอกว่าการดำเนินนโยบายใดๆ ก็ตามควรคิดว่า ข้อมูลรอบด้านเพียงพอหรือไม่ รวมถึง การมองให้เห็นมิติของชีวิตผู้ป่วยที่ต้องใช้ยา ยามะเร็งเป็นตัวอย่างที่สำคัญ เพราะข้อมูล รมต. สาธารณสุขยังบอกว่าเป็นคนส่วนน้อย แต่เมื่อดูตัวเลขอย่างแท้จริง ราคาที่เกิดขึ้นนั้น คงบอกว่า ท่านคงต้องทบทวน หรือจะเป็นดังคำตะโกนก้องเรื่อง CL ใต้ห้องโถงสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า (CL ถูกต้อง) (CL ถูกใจ) (CL ถูกกฏหมาย) ซึ่งท่านไม่เข้าใจเลย

ชาญณรงค์ วงค์วิชัย
ผู้ประสานงาน คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์

Share