Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

54 ความตายในตู้คอนเทนเนอร์และอีกมากมายความตายที่ชายขอบ

by : อดิศร เกิดมงคล / บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
IP : (124.120.174.85) - เมื่อ : 13/04/2008 09:48 PM

Thingyan
เธอบอกฉันว่าจะข้ามไปเมืองไทย
เก็บเงินหางาน ส่งให้พ่อแม่
เพื่อจะได้ไม่ต้องลำบาก เวลาถูกเรียกเก็บเงินจากทหารอีก
เพื่อให้ที่บ้านมีอยู่มีกิน

Thingyan
เธอจากไปตอนกำลังใกล้สงกรานต์ทุกที
ดอก Padauk บานแล้ว
สายน้ำไหลเย็น กระทบต้องกาย
เสียงหัวเราะร่าเริง เธอจะได้สัมผัสมันไหม

Thingyan
ข่าวจากอีกฟากฝั่ง
เพื่อนเราล้มตายขณะเดินทางไปทำงาน
ฉันยังเป็นห่วงเธอเสมอ หวังว่าเธอคงไม่ใช่ผู้โชคร้าย
ฉันรู้ ว่าฉันได้แต่หวัง

Thingyan
หวังว่าสงกรานต์ปีนี้ของเธอที่เมืองไทย
คงจะชุ่มเย็นสำหรับเธอนะ

9 เมษายน 2551 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ชวนให้ตระหนกสำหรับสังคมไทยที่ยังต้องเกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นที่ไม่ถูกกฎหมายของแรงงานข้ามชาติระดับล่าง กล่าวคือ มีการพบศพแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าที่หลบหนีเข้าเมืองไม่ถูกกฎหมายจำนวน 54 คน เป็นชาย 17 คน และหญิง 37 คน รวมถึงมีผู้บาดเจ็บอีก 21 คน จากจำนวนแรงงานข้ามชาติจากพม่าทั้งหมด 121 คน ในรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0619 ระนอง ของบริษัทรุ่งเรืองทรัพย์ที่ดัดแปลงเป็นรถตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็น

แรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้ได้มีนายหน้าพาลักลอบเดินทางมาจากแพปลาแห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง เพื่อเดินทางไปทำงานที่จังหวัดพังงาและภูเก็ตต่อไป ระหว่างที่รถได้แล่นมาถึงบริเวณบ้านบางกล้วยนอก หมู่ที่ 3 ต.นาคา อ.สุขสำราญ จ.ระนอง พบว่าแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่ต่างเบียดเสียดอย่างแออัดอยู่ในพื้นที่แคบๆได้เสียชีวิตลงเนื่องจากขาดอากาศหายใจนานกว่า 1-2 ชั่วโมง ทำให้คนขับรถคือนายสุชล บุญปล้อง ต้องหยุดรถและหลบหนีความผิดไปในที่สุด

กรณีนี้ไม่ใช่เหตุการณ์แรกและไม่ใช่เหตุการณ์สุดท้ายสำหรับการย้ายถิ่นข้ามชาติ (การย้ายถิ่นข้ามชาติที่ไม่ปกติ ในที่นี้หมายถึง การย้ายถิ่นที่มีลักษณะเป็นการลักลอบเข้าเมืองที่ผู้ย้ายถิ่นไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง อันเนื่องมาจากปัญหาจากประเทศต้นทางที่ไม่สามารถออกเอกสารการเดินทางที่ถูกต้องให้ผู้ย้ายถิ่นได้) ที่ไม่ปลอดภัยเช่นนี้ หากย้อนหลังไปเพียง 2 ปี (2549-2551) ที่ผ่านมา พบว่าได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในประเทศไทยมาแล้วอย่างน้อยถึง 14 ครั้ง (ที่สามารถตรวจสอบได้) มีแรงงานข้ามชาติเสียชีวิต 106 คน บาดเจ็บ 149 คน สูญหาย 15 คน

ย้อนรอยเส้นทางความตาย : ระหว่างลักลอบเดินทางกับหลบหนีตำรวจ

19 มีนาคม 2551 จังหวัดอุบลราชธานี: รถแหกโค้ง แรงงานลาวตาย 9 คน บาดเจ็บ 13 คน
- บนถนนสายเขมราฐ-ตระการพืชผล บ้านทรายพูล ต.ขามป้อม อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เกิดอุบัติเหตุรถปิคอัพยี่ห้อมาสด้า สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งกำลังพาแรงงานชาวลาวไม่ถูกกฎหมายจากบ้านนางลาว เมืองละครเพ็ง แขวงสาละวัน สปป.ลาว รวมทั้งหมด 22 คน ลักลอบเข้าไปทำงานที่ร้านอาหารและรับจ้างทั่วไปที่กรุงเทพมหานคร ขณะคนขับรถขับมาตามถนนสายดังกล่าวซึ่งเป็นทางโค้ง ปรากฏว่ารถได้เสียหลักพลิกคว่ำ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน และได้รับบาดเจ็บ 13 คน

26 มกราคม 2551 จังหวัดนครพนม: เรือล่มในแม่น้ำโขง แรงงานชาวเวียดนามตาย 3 คน สูญหาย 15 คน - เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2551 ประมาณตี 2 ที่บริเวณบ้านบัว หมู่ 4 ต.ดงขวาง อ.เมือง จ.นครพนม อยู่เยื้องกับบ.หนองดินจี่ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว ได้เกิดอุบัติเหตุเรือล่มกลางแม่น้ำโขงทำให้แรงงานหญิงชาวเวียดนามจำนวน 3 คนเสียชีวิต แรงงานกลุ่มนี้เป็นแรงงานที่ลักลอบไปทำงานที่กรุงเทพมหานครและนครปฐม ซึ่งกำลังจะเดินทางกลับประเทศเวียดนามที่จ.วินห์ฮาตินห์และเงอาน เพื่อไปร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนกับญาติพี่น้อง พร้อมกับเพื่อนแรงงานชาวเวียดนามที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอีก 23 คน เป็นหญิง 10 คน ชาย 13 คน ได้เดินทางมาลงเรือข้ามแม่น้ำโขงที่ฝั่งนครพนม แต่เรือเกิดล่มเพราะบรรทุกน้ำหนักเกิน จนทำให้แรงงานสูญหายไปถึง 15 คน

17 มกราคม 2551 จังหวัดกาญจนบุรี: เรือล่มในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ตาย 7 คน - เมื่อวันที่ 17-18 มกราคม 2551 ได้พบศพแรงงานข้ามชาติหลบหนีเข้าเมืองไม่ถูกกฎหมายจากพม่าจำนวน 7 คน ลอยอยู่ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ บริเวณบ้านทุ่งม้าเหาะ หมู่ 2 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เป็นชาย 2 คน หญิง 3 คน และเด็กอีก 2 ศพ ตำรวจสันนิษฐานว่าแรงงงานกลุ่มนี้น่าจะใช้เส้นทางหลบหนีเข้าเมืองทางน้ำ เพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารและตม.ที่ตั้งด่านตามเส้นทางสัญจรทางบกทุกสาย ทำให้ขบวนการลักลอบพาแรงงานไม่ถูกกฎหมายที่โดยปกติมีการลักลอบเข้ามาทางชายแดนด้านอ.สังขละบุรีหรืออ.ทองผาภูมิ ที่ใช้การเดินเท้าหรือรถยนต์ผ่านเส้นทางเข้าทุ่งใหญ่นเรศวรต้องหันมาใช้เส้นทางเรือผ่านอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์แทน ประกอบกับการเดินทางในช่วงกลางคืนซึ่งคนขับเรือไม่ชำนาญทางทำให้ชนตอไม้ใต้น้ำจนเรือล่มในที่สุด

22 ธันวาคม 2550 จังหวัดระนอง: เรือล่มในทะเลอันดามัน ตาย 22 คน - ที่บริเวณทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะช้าง หมู่ที่ 2 ต.เกาะพยาม อ.เมือง จ.ระนอง ใกล้ชายแดนน่านน้ำพม่า ห่างจากฝั่ง จ.ระนอง ประมาณ 20 ก.ม. ได้พบศพแรงงานข้ามชาติจากพม่าลอยอยู่ในทะเลอันดามันจำนวน 22 คน เป็นชาย 11 คน หญิง 7 คน เด็ก 4 คน จากจำนวนแรงงานที่เดินทางจากเกาะสอง ประเทศพม่ามายังจ.ระนอง รวมทั้งหมด 50 คน ซึ่งเรือประมงที่ลักลอบพาแรงงานหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ถูกกฎหมายได้เกิดอุบัติเหตุล่มลงในทะเลอันดามัน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวในทะเลเกิดคลื่นลมแรงพัดเรือไปกระแทกกับโขดหินทำให้เรือที่บรรทุกคนมาเต็มลำเกิดล่มลง ซึ่งช่วงเกิดเหตุอยู่ในช่วงกลางคืนไม่มีใครเห็นเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

16 ธันวาคม 2550 จังหวัดสระแก้ว: ขับด้วยความเร็วสูง พลิกคว่ำข้างทาง ตาย 1 คน บาดเจ็บ 13 คน - ที่บริเวณถนนบายพาส ต.บ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้เกิดอุบัติเหตุรถกระบะทะเบียนบห 496 ชลบุรี ซึ่งนำพาแรงงานข้ามชาติชาวเขมรจำนวน 14 คน ซึ่งพามาจากตลาดเชไทย ตรงข้ามตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อลักลอบเดินทางไปทำงานที่ จ.ชลบุรี เมื่อมาถึงบริเวณดังกล่าว คนขับรถได้ขับด้วยความเร็วสูงประกอบกับยางล้อหน้าด้านขวาเกิดระเบิดทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำ จนทำให้มีแรงงานเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 13 คน

25 พฤศจิกายน 2550 จังหวัดเพชรบุรี: หนีตำรวจตกคลอง ตาย 6 คน บาดเจ็บ 14 คน - นายสมจิต สุทธานันทน์ อยู่บ้านเลขที่ 48 /14 หมู่ที่ 1 ต.บางบอน อ.เมือง จ.ระนอง ได้ขับรถกระบะอีซูซุตอนครึ่ง สีบรอนด์ทอง ป้ายแดงทะเบียน จ?9169 กรุงเทพฯ พาแรงงานข้ามชาติจากพม่ามาจากจังหวัดระนอง ประมาณ 20 คน เพื่อไปทำงานที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อรถได้ขับมาถึงบริเวณจุดสกัดบนถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ คนขับจึงได้ขับรถหลบหนีตำรวจไปตามถนนเลียบคลองชลประทานสายเขื่อนเพชร - หนองจอก และเสียหลักตกลงไปในคลองชลประทานบริเวณหมู่ที่ 7 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พบแรงงานเสียชีวิต 6 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน และเด็กชายอายุประมาณ 5 ขวบ อีก 2 คน และมีแรงงานบาดเจ็บอีก 14 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 3 คน เด็กชาย 2 คน เด็กหญิง 2 คน

29 ตุลาคม 2550 จังหวัดชลบุรี: หนีตำรวจ จมน้ำตาย 1 คน - เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2550 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้เข้าไปตรวจสอบแรงงานข้ามชาติที่ได้เข้ามาประกอบอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดชลบุรี บริเวณสะพานจอดเรือประมง อู่ต่อเรือเขาสามมุข ภายในซอยถนนรอบเขาสามมุข เขตเทศบาลเมืองแสนสุข ซึ่งในพื้นที่นั้นมีแรงงานข้ามชาติบางส่วนที่หลบหนีเข้าเมืองไม่ถูกกฎหมายทำงานอยู่ เมื่อพวกเขาพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจึงเกิดความหวาดกลัว และได้กระโดดน้ำหนีไป แต่เนื่องจากกระแสน้ำเชี่ยวแรงทำให้แรงงานบางคนเป็นตะคริวและเสียชีวิต 1 คนในที่สุด

17 มิถุนายน 2550 จังหวัดปราจีนบุรี: รถพาแรงงานเขมรถูกไล่ยิงพลิกคว่ำ ตาย 2 คน บาดเจ็บ 22 คน - บริเวณถนนสายปราจีนบุรี-จันตคาม กิโลเมตรที่ 5-6 บ้านหนองกระจับ หมู่ 7 ต.ดงพระราม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ได้เกิดอุบัติเหตุรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน บฉ 2138 สระแก้ว ซึ่งพาแรงงานชาวเขมรจำนวน 26 คน มาจากตลาดโรงเกลือเพื่อจะไปทำงานที่จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ได้ชนเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทาง เนื่องจากระหว่างทางที่ขับมาถึง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มีรถกระบะ 2 คันขับมาตามหลังและส่งสัญญาณไฟให้จอดแต่คนขับกลับขับหนี กระทั่งก่อนถึงจุดเกิดเหตุคนบนรถกระบะที่ตามหลังมายิงปืนมายังรถหลายนัด คนขับจึงเร่งเครื่องเร็วขึ้นกว่าเดิมจนเสียหลักแหกโค้งทำให้มีแรงงานเสียชีวิต 2 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 22 คน

14 มิถุนายน 2550 จังหวัดตาก: หลบหนีตำรวจ บาดเจ็บ 25 คน - นายผดุงเกียรติ ผันอักษร อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 395 หมู่ที่ 1 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ขับรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิซิ แวน รุ่นจีวากอน สีขาว หมายเลขทะเบียน กข 8173 ตาก พาแรงงานข้ามชาติจากพม่าจำนวน 30 คน มาจากตลาดริมเมย ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร โดยแรงงานต้องจ่ายเงินให้นายหน้าคนละ 13,000 บาท เมื่อขับมาถึงบริเวณด่านตรวจตรงบ้านห้วยนึ่ง ต.แม่ท้อ เส้นทางตาก-แม่สอด คนขับกลัวความผิดจึงได้ขับรถหลบหนีออกไปตามเส้นทางหมู่บ้านบ้านคลองเชียงทอง หมู่ที่ 2 ต.ประดาง กิ่ง อ.วังเจ้า จ.ตาก ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงออกติดตามจับกุม ขณะที่เจ้าหน้าที่ติดตามไปจนถึงทางแยกเข้าหมู่บ้าน รถคันดังกล่าวได้หักเลี้ยวเสียหลักพลิกคว่ำตกข้างทาง ทำให้มีแรงงานจากพม่า จำนวน 25 คน อายุระหว่าง 15-30 ปี ได้รับบาดเจ็บ

8 มิถุนายน 2550 จังหวัดตาก: หนีตำรวจ ประสานงารถพ่วงบรรทุกน้ำมัน ตาย 10 คนบาดเจ็บ 5 คน
- นายวุฒินันท์ รักษ์นทีทอง อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 7 ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ขับรถกระบะนิสสันฟรอนเทียร์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บฉ 119 ตาก นำแรงงานข้ามชาติจากพม่าจำนวน 14 คน ที่นั่งเบียดกันอยู่ที่กระบะด้านหลังและในแค็บ เดินทางจาก อ.แม่สอดมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ประสบอุบัติเหตุที่บริเวณหลักก.ม.17-18 ถนนสายตาก-แม่สอด ต.แม่ท้อ หรือที่เรียกกันว่าดอยรวกซึ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาสูงชัน ได้ชนกับรถพ่วง 22 ล้อบรรทุกน้ำมัน ยี่ห้อสแกนเนีย หมายเลขทะเบียน 70-3088 นครสวรรค์ ของหจก.โน้ตน้องแนนทรานสปอร์ต เนื่องจากระหว่างทางได้เจอด่านตำรวจทางหลวงบริเวณ กิ่งอ.โกสัมพี จ.กำแพงเพชร ทำให้คนขับตัดสินใจหลบหนีไปตามเส้นทางสายตาก-แม่สอด ซึ่งในขณะนั้นได้มีรถพ่วงบรรทุกน้ำมันวิ่งสวนทางมา แต่คนขับรถหักหลบไม่ทันเลยชนกับรถพ่วง จนทำให้มีแรงงานเสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน

5 พฤษภาคม 2550 จังหวัดกาญจนบุรี: รถพาแรงงานข้ามชาติชนกันเอง ตาย 4 คน - บริเวณถนนสายกาญจนบุรี-บ้านเก่า หมู่ 1 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ได้เกิดอุบัติเหตุรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าไมตี้เอ็กซ์ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่พาแรงงานข้ามชาติชาวมอญมาจากแนวตะเข็บชายแดนบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง ได้พลิกคว่ำจนมีแรงงานเสียชีวิต 4 คน เป็นหญิง 1 คน ชาย 3 คน จากแรงงานทั้งหมด 20 คน เนื่องจากคนขับได้ขับมาด้วยความเร็วสูง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นประกอบกับบริเวณดังกล่าวเป็นทางโค้ง มีหมอกหนา จึงทำให้ไปชนท้ายรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีดำ ทะเบียน กง 8501 กาญจนบุรี ซึ่งเป็นรถอีกคันหนึ่งที่พาแรงงานข้ามชาติมาพร้อมกัน จนรถคันดังกล่าวกระเด็นตกลงไปข้างทางจนมีผู้เสียชีวิตในที่สุด

23 มีนาคม 2550 จังหวัดกาญจนบุรี: รถพาแรงงานข้ามชาติส่งกลับ เบรคแตกพลิกคว่ำ บาดเจ็บ 11 คน - เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน 10-1844 สมุทรสาคร ที่บรรทุกแรงงานข้ามชาติจากพม่ามาจากด่านตรวจคนเข้าเมืองกาญจนบุรี จำนวน 29 คน เป็นชาย 17 คน หญิง 12 คน ได้เกิดเบรคแตกจนพลิกคว่ำ ขณะนำแรงงานข้ามชาติผลักดันออกนอกประเทศด้านด่านเจดีย์สามองค์ โดยรถดังกล่าววิ่งมาตามเส้นทางสายสังขละบุรี-ด่านเจดีย์สามองค์ ก่อนถึงด่านตรวจราว 200 เมตร รถเกิดเบรคแตกจึงเสียหลักพลิกคว่ำ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 11 คนเป็นชาย 4 คนหญิง 3 คน

23 ตุลาคม 2549 จังหวัดสิงห์บุรี: เมาสุรา ขับความเร็วสูง พุ่งชนรถบรรทุกที่จอดเสียข้างทาง ตาย 5 คน บาดเจ็บ 30 คน - เกิดเหตุการณ์รถกระบะทะเบียน บท 5605 กำแพงเพชร ที่นำแรงงานข้ามชาติจากพม่าที่เข้าเมืองโดยไม่ถูกกฎหมายจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตากไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร โดยเสียค่าใช้จ่ายให้นายหน้าคนละ 5,000 บาท ได้ประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถบรรทุก 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 81-4854 กำแพงเพชร ซึ่งบรรทุกแร่มาเต็มคันรถได้จอดเสียอยู่ที่ริมถนนสายเอเชีย กม.ที่ 156-157 หมู่ 3 ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน และบาดเจ็บกว่า 30 คน ในจำนวนนี้มีผู้หญิง 15 คน และเด็ก 2 คน จากจำนวนแรงงานข้ามชาติทั้งหมด 43 คน เนื่องจากคนขับรถขับด้วยความเร็วสูงประกอบกับดื่มสุรามาตลอดทาง

2 พฤษภาคม 2549 จังหวัดสระแก้ว: หนีตำรวจ บาดเจ็บ 16 คน - บริเวณตลาดโรงเกลือ ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้มีตำรวจจากกองปราบฯเข้าตรวจสอบขบวนการลักลอบนำแรงงานข้ามชาติเข้าประเทศ พบรถปิกอัพนิสสันบิ๊กเอ็ม สีเขียว ทะเบียน บฉ 1835 ยโสธร ที่มีลักษณะผิดปกติ ตำรวจจึงเข้าไปตรวจสอบแต่คนขับรถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีไป ขณะรถแล่นมาถึงทางแยกเข้าทางลัดสาย อ.วัฒนานคร-อ.คลองหาด รถคันดังกล่าวได้เสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทาง ทำให้แรงงานชาวเขมรจำนวน 16 คน เป็นชาย 12 หญิง 4 ที่กำลังจะลักลอบเดินทางเข้าไปทำงานที่ตลาดรุ่งเจริญ ย่านสาธุประดิษฐ์ กรุงเทพมหานครได้รับบาดเจ็บทุกคน

ความตายที่ถูกกำหนดตั้งแต่ต้นทาง

หลังจากเกิดเหตุการณ์ 54 ศพในตู้คอนเทนเนอร์ หยิบหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับขึ้นมาอ่าน เรื่องราววนเวียนอยู่แค่เพียงไม่กี่ประเด็น

(1) เป็นเรื่องของกระบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ หากินกับแรงงานต่างด้าว
(2) ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเจ้าของรถมรณะ
(3) พิพากษาจำคุกแรงงานพม่าผู้รอดชีวิตจากรถห้องเย็นคนละ 2 เดือนปรับคนละ 2,000 บาท
(4) ประเทศพม่ามีปัญหาภายใน ชาวพม่ามีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบากจึงหนีร้อนมาพึ่งเย็น อีกด้านหนึ่งผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทยก็ไม่สามารถหาคนไทยมาทำงานได้

เขาจะรู้บ้างไหม? บางเรื่องราวหายไปไม่ปรากฎและสำคัญกว่ายิ่งนัก

สำคัญกว่าตัวเลขของผู้เสียชีวิต สำคัญกว่ารางวัลนำจับคนขับรถตู้คอนเทนเนอร์ 50,000 บาท สำคัญกว่าการตรวจสอบข้าราชการท้องถิ่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่เชื่อว่าเป็นเรื่องของการค้ามนุษย์ สำคัญกว่าการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยส่งสารแสดงความเสียใจต่อประเทศพม่า

แต่สังคมกลับไม่เคยสนใจ และผู้ถูกกระทำก็เหนื่อยเกินไปที่จะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเดิมๆ อีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาและตั้งคำถามกันอย่างจริงจัง คือ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฎกรรมนั้น

เรื่องเล่าจากฝั่งพม่า


10 พฤษภาคม 2551 อีก 1 เดือนข้างหน้า ประเทศพม่าจะมีการลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะเดียวกันรัฐบาลทหารพม่าก็เริ่มดำเนินการปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วย ผู้ที่ขัดขวางการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ พร้อมๆไปกับการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ นี้ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย มันดำเนินมาเนิ่นนานจนหลายคนชาชิน นานกว่า 20 ปีแล้ว มันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2531

26 มิถุนายน 2531สหภาพนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง สหภาพนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยมัณฑะเล เขียนจดหมายถึงประชาชนให้ลุกขึ้นทวงถามความเป็นธรรมจากนายพลเนวิน ชีวิตในพม่าช่วงเวลานั้น สภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองได้มาถึงจุดซึ่งตกต่ำอย่างถึงที่สุด ในขณะที่ประชาชนต่างต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาของชีวิต เผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ พม่าซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียอาคเนย์กลับเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในโลก 8 สิงหาคม 2531 ประชาชนพม่าต่างสิ้นสุดความอดทนต่อการถูกจองจำเสรีภาพจากระบบเผด็จการทหารและคณาธิปไตยของรัฐบาลเนวินที่ดำรงอยู่มายาวนานนับ 26 ปี

จากวันที่เลือดนองท่วมแผ่นดินในปี 2531 ตามมาด้วยการยึดอำนาจของ SLORC ซึ่งได้ขยับชื่อตนให้นุ่มนวลขึ้นเป็นสภาเพื่อการพัฒนาและสันติภาพแห่งรัฐ (SPDC) นั้น พม่าก็ได้ก้าวเข้าสู่กลียุคในความรู้สึกของประชาชนรากหญ้าทุกชาติพันธุ์ ไฟสงคราม ความหิวโหยและความยากแค้นได้รุมเร้าพม่ามากยิ่งขึ้น การบังคับโยกย้ายถิ่นฐาน การใช้แรงงานทาส การเข่นฆ่าประหัตประหารอย่างเหี้ยมโหด การข่มขืน การจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม การบังคับให้เป็นทหารเด็ก การจับกุมคุมขัง เหยื่อจากกับระเบิด ก็ยังดำเนินไปอย่างโหดร้าย

พร้อมๆไปกับการที่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่จากประเทศไทย ทั้งโครงการท่อก๊าซ โครงการสร้างเขื่อนสาละวิน โครงการ Contact Farming ก็นำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของกองกำลังทหารพม่าในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับโครงการพัฒนาเหล่านั้น ทั้งในรัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ รัฐฉาน รัฐคะเรนนี เมื่อทหารพม่าเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีโครงการต่างๆเหล่านี้ได้นำมาซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านอื่นที่รุนแรงตามมา เช่น การข่มขืนผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์

ประชาชนรากหญ้าของพม่าเหล่านี้จึงได้พร้อมใจกันเคลื่อนขบวนอพยพจากบ้านตนเองสู่ชายป่า หวังเพียงว่าจะปลอดภัยจากน้ำมือทหารพม่าที่เหี้ยมโหด แต่นั่นเองใครบ้างจะรู้ว่าชีวิตชายป่าในนามของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internal Displace Persons: IDPs) จะทุกข์ทรมานเช่นนั้น เฉพาะเพียงในปี 2550 ตลอดแนวชายแดนประเทศพม่ากับประเทศไทยมี IDPs อย่างน้อยหลบซ่อนอยู่ถึง 503,000 คน

IDPs เหล่านี้จะต้องเคลื่อนย้ายหลบหนีการคุกคามของทหารพม่าอย่างน้อยทุกหกเดือน บางครอบครัวปีหนึ่งต้องเคลื่อนย้ายสองถึงสามครั้ง เนื่องจากเกิดการสู้รบในพื้นที่บริเวณที่หลบซ่อนอยู่ หลายครอบครัวไม่สามารถกลับไปยังพื้นที่หลบซ่อนเดิมได้เนื่องจากเต็มไปด้วยกับระเบิด และอีกหลายครอบครัวที่ไม่สามารถเผชิญกับความเสี่ยงต่อชีวิตในเรื่องต่างๆได้ เช่น การขาดปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต (อาหาร เสื้อผ้าที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค) พวกเขาจะหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยเพื่ออาศัยอยู่ในค่ายพักพิงตามแนวชายแดนแทน (Refugee Camp)

เป็นความโชคดีของผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงและชาวคะเรนนี ที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้พวกเขาและเธออาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งตามแนวชายแดนไทย/พม่า ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี กุมภาพันธ์ 2551 มีผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าอย่างน้อย 141,736 คน ยังคงอยู่ในค่าย

ชีวิตในค่ายต้องเผชิญกับความกดดันอย่างมาก ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดให้อยู่ได้เพียงเฉพาะในค่ายเท่านั้น ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านเครื่องอุปโภคบริโภคจากภายนอก เช่น ข้าวสาร เกลือ พริกแห้ง ปลาร้า ถั่ว เชื้อเพลิงหุงต้ม เตาไฟ เสื้อผ้า ผ้าห่ม มุ้ง เสื่อ ปัจจุบัน (เมษายน 2551) มีข่าวยืนยันแน่ชัดว่าองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศจะตัดความช่วยเหลือบางส่วนออกไป เช่น ข้าว เกลือ ปลาร้า พริกแห้ง สบู่ ยาสระผม ไม้ไผ่ มุ้ง

ความกดดันที่เผชิญนำมาซึ่งปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น การดื่มสุรา ยาเสพติด ความรุนแรงและอาชญากรรม ปัญหาด้านความคุ้มครองและความปลอดภัยแก่ผู้ลี้ภัย ผู้หญิงและเด็กมักจะตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ที่กลไกของระบบความยุติธรรมในค่ายยังทำงานไม่เป็นผลพอที่จะคุ้มครองเหยื่อและดำเนินคดีเอาผิดต่อผู้กระทำผิดได้

จากสภาพความเป็นอยู่อันแร้นแค้นในค่าย ความหวาดกลัวต่อกองกำลังจากพม่าที่เข้ามาก่อกวน ความหวาดกลัวต่อการถูกส่งกลับ และความสิ้นหวังเมื่อต้องใช้ชีวิตอย่างผู้ลี้ภัยอยู่เป็นเวลานาน แม้ค่ายจะตั้งอยู่ห่างไกลและถูกควบคุมเข้มงวดเพียงใด ผู้ลี้ภัยวัยแรงงานบางคนจะเกิดความกดดันกับการเฝ้ารอความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชน ทำให้พวกเขาพยายามเล็ดรอดออกมาเป็นแรงงานข้ามชาติในที่สุด

นี้ยังไม่นับรวมถึงผู้ลี้ภัยนอกค่ายที่กระจัดกระจายอยู่ในหมู่บ้านชายแดนและเขตเมือง รวมทั้งชาวไทใหญ่ที่ไม่มีค่ายผู้ลี้ภัยได้พักพิง พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอฝาง อย่างไม่สามารถประมาณจำนวนที่แน่ชัดไม่ได้

แม้นจะมีคำร่ำลือถึงอนาคตที่หวาดหวั่นควบคู่ไปกับคำชักชวนที่งดงามเกินจริงของเหล่านายหน้าทั้งหลาย แต่พวกเขาและเธอต่างก็ตัดสินใจดั้นด้นมาเพื่อที่จะใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆภายใต้ความหวาดกลัวทั้งยามหลับและลืมตาตื่น เพราะอย่างไรก็อาจจะยังดีกว่าชีวิตที่หิวโหยและสิ้นหวัง ชีวิตที่ดิ้นรนต่อลมหายใจไปแต่ละวันโดยมองไม่เห็นอนาคต ประเทศไทย คือ ดินแดนแห่งความหวังที่จะได้มาซึ่งเงินออมอันจะสามารถแปรเป็นเงินจั๊ตก้อนโต เผื่อไว้ซื้อสถานภาพตนเองให้รอดพ้นจากความเป็นทาสแห่งประเทศพม่าได้บ้าง

แต่นั่นเองคำสวยหรูที่เขียนว่า "สิทธิมนุษยชน" "มนุษยธรรม" ที่แปะไว้บนแผ่นดินด้ามขวานทอง เดินทางมาพร้อมกับนโยบายรัฐบาลไทยแบบปากว่าตาขยิบทุกยุคทุกสมัย

(1)

เราผลักดันให้ผู้ลี้ภัยอยู่ในค่ายที่แออัด พร้อมๆไปกับการชักชวนให้พวกเขาเดินทางไปประเทศที่สามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพียงเพราะเราไม่เคยสนใจอนุสัญญาที่เรียกว่า สถานภาพของผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 (The 1951 Convention relating to the Status of Refugees) แต่นั่นเองจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้ไป นอกจากนี้เรายังมีนโยบายที่จะปิดค่ายผู้ลี้ภัยในอีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งๆที่สถานการณ์ในประเทศพม่าไม่เคยหยุดความโหดร้ายแม้เพียงชั่วขณะ

(2)

เราผลักดันให้ผู้ลี้ภัยชาวมอญกลับไปตั้งค่ายอพยพในเขตมอญ ทั้งๆที่รัฐมอญในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการยึดที่ดิน เราผลักดันให้ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่เป็นเหยื่อของการทารุณกรรมกลับไปตาย เพียงเพราะเราปฏิเสธไม่ให้พวกเขาข้ามพรมแดนมายังฝั่งไทย เราส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวคะเรนนีที่พึ่งเดินทางมาถึงค่ายที่แม่ฮ่องสอน เพียงเพราะเราไม่มีนโยบายรับผู้ลี้ภัยเพิ่ม เราบังคับให้ผู้ลี้ภัยชาวไทใหญ่โยกย้ายออกจากเนินดอยสันจุ๊ ตรงข้ามกับอำเภอฝาง เพียงเพราะที่พักพิงของพวกเขาสามารถมองเห็นได้ง่ายจากบริเวณพรมแดนฝั่งไทย

(3)

เราไม่เคยสนใจเหลียวมองอย่างจริงจังพร้อมทั้งยอมรับว่า ยังคงมีผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นๆจากประเทศพม่า ทั้งกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวไทใหญ่จากรัฐฉาน ผู้ลี้ภัยชาวปะโอ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ที่อาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย เป็นกลุ่มที่เรา "มองไม่เห็น" (Hidden Refugee) ไม่รับรู้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า

(4)

เรายังคงจับกุมแรงงานข้ามชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า จับกุม ส่งกลับ ผลักดันไม่ให้เข้ามาใหม่ พร้อมๆไปกับการออกกฎหมายตัวใหม่ที่ชื่อว่า พรบ.การทำงานคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ที่ให้อำนาจคนชี้นำ ชี้ช่องทางในการจับกุมแรงงานที่เข้าเมืองไม่ถูกกฎหมาย แต่เราก็ไม่เคยหยุดคลื่นอพยพได้แม้แต่น้อย แม้เราจะทำทุกวิธีการ เพราะจริงๆแล้วเราต่างหาก เราที่ไม่เคยสนใจเหตุการณ์อีกฟากฝั่งหนึ่งอย่างจริงจัง

สถานการณ์ข้างต้นดังที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนกดดันให้ประชาชนรากหญ้าจากพม่าต้องกลายมาเป็นแรงงานข้ามชาติ (Migrant workers) ในประเทศไทยแทบทั้งสิ้น และต้องเผชิญชะตากรรมที่บางครั้งก็โชคดี แต่หลายครั้งก็โชคร้ายเหมือนดั่ง 54 ศพ ในตู้คอนเทนเนอร์

เราปฏิเสธได้หรือไม่ว่า "พวกเรานี้เอง" ที่ต่างเป็นส่วนหนึ่งในการก่อความรุนแรง ในการหยิบยื่นความตายให้เกิดขึ้นกับประชาชนจากพม่า 54 คนในครั้งนี้ และครั้งอื่นๆที่ผ่านมา

เรากล้ายอมรับไหมว่า "เราทำผิดกับประชาชนจากพม่าและกล้าขอโทษพวกเขา เหมือนดั่งเหตุการณ์ตากใบ"

เราไม่กล้าหรอก เรากลัวความจริงที่จะหลอกหลอนเราไปทั้งชีวิต

อีกไม่นาน อีกไม่นานหรอก เหตุการณ์ 54 ศพก็หายไป และเราก็ไม่เคยสนใจประชาชนจากพม่าอย่างจริงจังเหมือนที่ผ่านมา

เราสามารถเข้าใจและข้ามพ้นความตายนี้ได้อย่างไร?


เราจะทำความเข้าใจเรื่องราวเล่านี้ได้อย่างไร? สังคมบางส่วนอาจจะเลือกเข้าใจว่า เพราะพวกเขาเหล่านั้นลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ดังนั้นถ้าเข้าเมืองถูกกฎหมายเหตุการณ์ดังกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งเราก็จะต้องหาคำตอบมาตอบสถานการณ์ที่กล่าวมาแล้วว่า อำนาจรัฐ "พม่า" ก็ไม่ได้ใยดีต่อพวกเขามากนัก นอกจากจะไม่ปกป้องแล้วหลายครั้งเองยังเป็นผู้หยิบยื่นความตายและชีวิตที่ยากลำบากให้ ในขณะที่อำนาจอธิปไตยแห่งรัฐไทยก็ไม่อาจจะทำให้ "อำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ" หรือ "ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย" ในนิยามแบบรัฐไทย ถูกกลุ่มคนที่ด้อยอำนาจทางการเมืองเหล่านี้มาล่วงละเมิดได้

แล้วอะไรเหล่าจะทำให้เขาสามารถเดินทางเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย เฉกเช่นผู้เดินทางข้ามแดนคนอื่น ๆ ได้ เพราะดูราวกับว่าช่องทางเหล่านั้นได้ถูกปิดไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งรัฐทั้งสองฝากฝั่ง

ใช่หรือไม่ว่าคนทั้งสองกลุ่มนี้อาจจะต่างกันเพียงแค่คนกลุ่มหนึ่งถือกระดาษที่มีตราสารแห่งอำนาจรัฐประทับไว้เท่านั้น

ในอีกด้านหนึ่งของสังคมก็อาจจะมองประเด็นจากแง่มุมแห่งความเป็นมนุษย์ มองเห็นความทุกข์ยาก มองเห็นความเป็นไปในชีวิตของมนุษย์ ก็ไม่อาจจะทะลุผ่านกรอบอำนาจของแนวคิดแรกได้ สิ่งที่พอทำได้ก็คือให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับสิ่งที่ควรจะได้รับเมื่อประสบเหตุการณ์ เท่าที่ความปราณีของอำนาจที่ตั้งตระหง่านจะเอื้ออาทรมาให้เท่านั้นเอง

ในภาวะความอึดอัดที่สังคมไทยต้องเผชิญกับสองสิ่งพร้อมกัน นั่นคือกระแสแห่งโลกาภิวัฒน์ที่สิ่งต่าง ๆ ไหล่ผ่าน ข้ามรัฐ ลอดรัฐอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเงินตรา การสื่อสาร เทคโนโลยี อุดมการณ์ และการเคลื่อนย้ายของคน ในขณะที่การเคลื่อนย้ายของผู้คนที่เราประสบอยู่กลับเป็นผู้คนที่อำนาจอันตระหง่านอยู่ทั้งสองฟากฝังต่างมิพึงปราถนา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธอยู่ในที

พวกเขาเหล่านั้นจึงเป็นผู้คนที่ "อยู่ระหว่าง" (In -between) พรมแดนสองฝั่งที่ผลัดกันผลักไปผลักมาราวกับเป็นตุ๊กตาล้มลุก มากที่สุดก็คงมายืนอยู่ได้เพียงชายขอบของระหว่างกลาง ที่พร้อมจะถูกผลักกลับไปเป็นตุ๊กตาล้มลุกเช่นเดิม


สิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ดังกล่าวมากขึ้น อาจจะเป็นความเข้าใจในภาวะการ "อยู่ระหว่าง" ของพวกเขาเหล่านั้น เข้าใจว่าการจากมาของพวกเขาไม่ได้ราบรื่นเรียบง่าย เหมือนเวลาที่พวกเราจะจากบ้านไป และเข้าใจว่าเพราะความไม่ราบรื่นและไม่ปรกติของการจากลาก็ทำให้เขาเดินทางเข้ามาอยู่ร่วมกับพวกเราอย่างไม่ราบรื่น และ "ไม่ปรกติ" ตามข้อกำหนดของกฎหมายแห่งรัฐได้ และอาจจะทำให้เข้าใจว่าทำไมวงจรนี้จึงวนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นอกจากนั้นแล้วหากเรามองในเชิงตั้งคำถามต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มันเป็นวิกฤติและข้อจำกัดของอะไร

คำตอบนั้นอาจจะได้ว่า มันเป็นวิกฤติและข้อจำกัดของอำนาจการจัดการแห่งรัฐ ที่ไม่สามารถทำความเข้าใจและตอบปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ภายใต้กรอบคิดที่จำกัดแค่เส้นแดนสมมติของพวกเราและเขาเท่านั้น ทำให้เรามองไม่เห็นภาวะความเป็นสีเทาๆของความเป็นตัวเขา (ระหว่างความเป็นผู้ลี้ภัย ความเป็นแรงงานข้ามชาติ หรือความเป็นผู้ลี้ภัยที่มองไม่เห็น) ไม่เข้าใจภาวะของการ "อยู่ระหว่างกลาง" ของพวกเขาเหล่านั้น

หรือแม้จะเข้าใจเราก็ไม่อาจจะเปิดรับให้เขาขยับข้ามกรอบแห่งความเป็น "ระหว่างกลาง" ออกมาได้ นั่นก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถที่จะมีจินตนาการต่อการแสวงหานโยบายหรือแนวทางที่เหมาะสมต่อการจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้ได้ในช่วงที่ผ่านมา


ท้ายที่สุดความเข้าใจของพวกเราอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติความตายที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่เมื่อใดก็ได้ หรืออาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการมีจินตนาการชุดใหม่ต่อภาวะการณ์ข้ามพรมแดนแห่งรัฐ และพรมแดนแห่งความเข้าใจของพวกเรา

แม้เราไม่อาจจะก้าวข้ามพ้นความตายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่มันก็ทำให้เราตระหนักถึงความตายเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

อดิศร เกิดมงคล
International Rescue Committee (IRC)

บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
Peaceway Foundation (Burma Issues)

Share