Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

มด วนิดา - แม่ทัพม็อบ สั่งเคลื่อนขบวน !

by : พนิดา วสุธาพิทักษ์
IP : (124.120.148.163) - เมื่อ : 19/08/2008 11:01 AM

"เราไม่ได้ต่อสู้กับนายทุน แต่เรากำลังสู้กับความคิดแบบนี้ ซึ่งมันซ่อนอยู่ภายใต้ความหลงหรือความอับจนทางสติปัญญา เป็นการต่อสู้ระหว่างสัจธรรมกับสิ่งที่ไม่ใช่สัจธรรม"
"มันเป็นภาระหน้าที่ทางด้านจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราเป็นนักยุทธศาสตร์ นักยุทธวิธี นักวิเคราะห์ นักต่อสู้ ไม่ใช่ มันเป็นภาระหน้าที่ที่มนุษย์มีต่อมนุษย์ มนุษย์มีต่อธรรมชาติ มนุษย์มีต่อสรรพสิ่งเท่านั้นเอง"
"นโยบายคืออะไร นโยบายคือการออกกฎหมายใช่มั้ย รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหรือเปล่า ก็เป็นใช่มั้ย เป็นกฎหมาย รัฐบาลทำมั้ย เขาก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงนโยบายเราต้องพูดให้ชัดเจนไปเลย กรณีสมัชชาคนจนสามารถหยุดการก่อสร้างเขื่อนไปได้ 7 แห่งในประเทศไทยตอนนี้ ถามว่าเป็นนโยบายหรือเปล่า ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ สร้างไม่ได้ อยากสร้างแต่สร้างไม่ได้"
"ระบบการเมืองแบบตัวแทนมันล้าสมัยแล้วปัจจุบันนี้ ประชาธิปไตยทางตรงกำลังขึ้นมาแทนที่ การรวมตัวของประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็คือประชาธิปไตยทางตรง มันกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของประชาชนทั่วโลกในขณะนี้ เพราะฉะนั้นทำไมฝ่ายที่อยู่ในอำนาจรัฐถึงพยายามปกป้องประชาธิปไตยตัวแทนไว้ ก็เพราะว่ามีความชอบธรรมอันเดียวที่เหลืออยู่"

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลที่มีไทยรักไทยเป็นแกนนำ แทบจะกล่าวได้ว่าความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนในรูปแบบของการระดมฝูงชนบนท้องถนนนั้น...หายไปอย่างสิ้นเชิง
แตกต่างอย่างยิ่งกับรัฐบาลชุดก่อนหน้านั้น ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับพลังมวลชนแทบไม่เว้นแต่ละวัน กระทั่งลงเอยด้วยการปะทะบาดหมางก็หลายครั้ง

ไม่ว่าใครจะวิเคราะห์เรื่องราวเมื่อ 4 ปีก่อนไปในทิศทางใด... เป็นเพราะผลสำเร็จของนโยบายประชานิยมเอื้ออาทร... หรือเป็นเพราะการระดมสรรพกำลังในพรรคไทยรักไทยซึ่งเต็มไปด้วยอดีตนักเคลื่อนไหวก็ตาม แต่พลันที่พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชน จนได้เป็นรัฐบาลติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
สุ้มเสียงจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็เริ่มแสดงความกังวลหวั่นวิตกถึงศักยภาพในการทำงานตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภาในช่วงระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้ กับการที่พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถจะทำหน้าที่ในการคานอำนาจกับรัฐบาลได้ เนื่องจากข้อจำกัดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

สายตาส่วนใหญ่ของสังคมจึงพากันกวาดมองไปที่บทบาทขององค์กรภาคประชาชน แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะสามารถยึดกุมประเด็นทางการเมืองเอาไว้ได้หมด จนทำให้ขบวนการนี้ดูอ่อนแรงลง
แต่เมื่อรัฐสภากำลังจะถูกครอบครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จขาด ในทางหนึ่งมันก็ได้ขับเน้นให้พื้นที่ของการเมืองนอกสภาฉายเด่นขึ้นมาเป็นกระแสการเมืองใหม่ในยุคปัจจุบัน
วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ขบวนการชาวบ้านที่ทำงานในภาคสนามและถือเป็นมือปฏิบัติจริง จะมาถกถึงเส้นทางขององค์กรภาคประชาชนใน 4 ปีข้างหน้า ก่อนที่สมัชชาคนจนจะนัดชุมนุมครั้งใหญ่ หน้ารัฐสภา ในกลางเดือนนี้

ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขบวนการชาวบ้านประเมินเหตุผลและทิศทางในการทำงานต่อไปอย่างไร

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ :
ดิฉันคิดว่าการที่ภาคประชาชนเสนอวิธีเพื่อทำให้เกิดระบบการคานอำนาจในการเลือกตั้ง ก็เป็นเพราะว่าไม่ใช่ต้องการต่อต้านคุณทักษิณ แต่ว่าต้องการที่จะให้ระบบมันเกิดน้ำหนักของอีกฝ่ายหนึ่งพอที่จะให้เกิดการตรวจสอบหรือการถ่วงดุลกันได้ เพราะว่าระบอบประชาธิปไตย หลักการสำคัญน่าจะเป็นเรื่องนี้ ก็คือไม่ให้มีใครสามารถใช้อำนาจได้มากจนเกินไป หรือให้อำนาจที่มีอยู่สามารถถูกควบคุมและตรวจสอบได้
เพราะฉะนั้นถามว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาในระบบการเลือกตั้งแบบที่ใช้ทุนเป็นหลัก พูดง่ายๆ ก็คือว่าทุนเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้ง กลุ่มที่มีทุนมากก็มีโอกาสในการเข้าไปสู่ที่นั่งในสภาหรือในระบบมากขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา

และอีกอันหนึ่งมันก็เกิดจากการที่ประชาชนไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังไม่ค่อยได้มีการสรุปบทเรียน และปรับปรุงตนเองในช่วงก่อนการเลือกตั้งได้ดีพอ ฉะนั้นลักษณะระบบการเลือกตั้งแบบสองพรรคใหญ่จึงทำให้ไม่สามารถจะเกิดระบบการถ่วงดุลเหมือนในประเทศอื่นๆ ได้ พรรคไทยรักไทยก็เลยได้ครองเสียงข้างมาก รวมทั้งการเสนอแนวนโยบายแบบประชานิยม ก็ยังคงติดใจผู้ชมอยู่

ทำให้ช่วงเวลาต่อจากนี้องค์กรภาคประชาชนยิ่งต้องทำงานหนักมากขึ้น?

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ :
แน่นอนค่ะ เพราะว่าถ้าเราไม่สามารถใช้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบได้ มันก็จำเป็นที่ภาคประชาชนจะต้องสร้างกระบวนการถ่วงดุลและตรวจสอบขึ้นมาเอง ซึ่งมันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าในยุคสมัยใดที่มีการปกครองแบบเผด็จการ ภาคประชาชนก็จะต้องเป็นคนออกมาคานอำนาจ ในกรณีอย่างนี้ถือว่าเป็นเผด็จการรัฐสภามั้ย มันก็อาจจะกลายไปสู่เรื่องนั้นได้ หากรัฐบาลหรือผู้นำอย่างตัวนายกรัฐมนตรีมีท่าทีรับฟังเสียงจากคนภายนอกหรือเสียงจากพรรคฝ่ายค้านน้อย ภาคประชาชนก็จะต้องมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น

ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนมีการสรุปบทเรียนของตัวเองยังไง ว่าทำไมในการต่อสู้ถึงค่อนข้างอ่อนแรงในการที่จะคานกับอำนาจรัฐ

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : กระบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนั้นจะเข้มแข็งได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่ว่าในกรณีของรัฐบาลไทยรักไทยที่ผ่านมา แน่นอนนโยบายประชานิยมทำให้เกิดภาพลักษณ์ในแง่ของการเอื้ออาทรต่อประชาชน ในแง่ของความเอาใจใส่ต่อประชาชน ซึ่งพรรคการเมืองในอดีตยังไม่สามารถสร้างศรัทธาในรูปแบบนี้ได้ แต่ว่าการสร้างภาพลักษณ์หรือว่าการสร้างกระแส ที่ไม่สามารถเจาะลึกลงไปถึงระดับโครงสร้างในการแก้ไขปัญหา ในที่สุดปัญหาต่างๆ มันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข และมันก็จะต้องผุดขึ้นมาอีก ตอนนั้นประชาชนก็จะได้เรียนรู้ว่านโยบายต่างๆ เป็นเพียงแค่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่พอใช้สินค้านั้นแล้วมันไม่เป็นจริงดังคำโฆษณา ซึ่งตรงนั้นมันต้องใช้ระยะเวลา

ยังไม่มีการแก้ปัญหาไหนของรัฐบาลบ้างหรือ ที่คุณมองเห็นว่ามีการแก้ลงไปถึงระดับเชิงโครงสร้าง

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : ในระดับโครงสร้างจริงๆ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปบางอย่างซึ่งเอื้ออำนวยต่อการรวมกลุ่มของทุนขนาดใหญ่บางกลุ่มซึ่งรวมตัวกันอยู่แล้ว แต่ว่าการปฏิรูปที่ส่งผลต่อคนส่วนใหญ่ ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด หรือการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันล้วนแต่เป็นการไปแตะที่ผิวๆ ไม่ได้เจาะลึกลงไปถึงระดับโครงสร้าง ซ้ำยังไปเสริมโครงสร้างเก่า ก็คือโครงสร้างของความรุนแรงในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขณะที่เรื่องปัญหาความยากจน กรณีที่สมัชชาคนจนได้พยายามจะเสนอว่าการแก้ปัญหานั้นมันจะต้องแก้ที่ต้นทางของมันไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุ ต้นทางของปัญหาความยากจนคืออะไร ก็คือการที่นโยบายของรัฐในอดีต แม้กระทั่งปัจจุบัน หรือในอนาคตเองก็ตาม กำลังดำเนินแนวนโยบายที่ไปทำลายการพึ่งตนเองของประชาชน แต่การแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงแค่การสร้างกระแสคะแนนนิยม เพราะจะเห็นได้ว่าหลังจากจดทะเบียนคนจนแล้วก็ทิ้งเวลาไว้ บอกว่าให้เลือกตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเขาจะแก้ปัญหาความยากจนให้ การกระทำแบบนี้มันก็เหมือนกับผู้แทนสมัยก่อนๆ ที่บอกว่าเลือกฉันแล้วเอารองเท้าไปข้างหนึ่งก่อน ถ้าฉันได้จะให้อีกข้างหนึ่ง
เพราะฉะนั้นการทำงานในระดับโครงสร้างที่เป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ ยังไม่มี แย่ไปกว่านั้นก็คือ มีการใช้โครงสร้างเก่าในการเอื้อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดที่สามารถขยายและเติบโตได้มากขึ้น

อย่างกรณีแม่ใหญ่ใฮที่ต้องลุกขึ้นมาทุบเขื่อน มันก็สะท้อนทั้งผลพวงของปัญหาเชิงโครงสร้างและวิธีแก้ปัญหาของรัฐ?

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : อันนี้มันชี้ให้เห็นชัดเจนว่าความยากจนของแม่ใหญ่ใฮไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่แม่ใหญ่ใฮเป็นอย่างนั้นเอง แต่ว่าเกิดขึ้นจากการที่รัฐเข้าไปทำโครงการเขื่อน แม่ใหญ่ใฮก็ยังเป็นพลเมืองดี ฟังคำของรัฐว่าเราต้องเป็นผู้เสียสละ แล้วก็ไปทำมาหากินอาชีพอื่น 27 ปีที่แม่ใหญ่ใฮพิสูจน์ว่าการไปทำอาชีพอื่นหรือการพยายามปรับวิถีชีวิตของตัวเองและลูกหลานของตัวเอง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหลุดพ้นจากความยากจน เพราะแม่ใหญ่ใฮค้นพบสัจธรรมว่า ต้นเหตุของความยากจนก็คือไอ้ตัวนี้ ไอ้นโยบายของรัฐที่ต้องการมาสร้างเขื่อนโดยที่ไม่เคยสนใจเลยว่าเขื่อนนั้นจะให้ประโยชน์อะไรจริงหรือเปล่า

พอแม่ใหญ่ใฮทุบเขื่อน ความจริงการทุบเขื่อนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะต้องจับกุม ก็เกือบจะถูกจับอยู่แล้ว บังเอิญว่าได้สื่อมวลชนดี เผยแพร่ปัญหาของแม่ใหญ่ใฮออกไป สาธารณชนก็เข้ามาโอบอุ้มแม่ใหญ่ใฮ

แน่นอน คุณทักษิณก็ต้องกระโดดเกาะกระแสนี้ แต่นั่นเป็นเพียงวิธีการสร้างคะแนนนิยมเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลไม่เคยเหลียวแลแม่ใหญ่ใฮเลย แม่ใหญ่ใฮอายุ 70 แล้ว ลูกหลานยากจน ไม่มีแม้กระทั่งทุนรอนที่จะเพาะปลูก ต้องไปกู้ยืมเขามา ต้องลงมือด้วยสองมือเปล่า เพื่อจะเพาะปลูกในพื้นที่ที่มันโผล่ขึ้นมา หลังจาก 27 ปี ซึ่งมันกลายเป็นโคลนเป็นตมไป

ถ้ารัฐรู้ว่าจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจะไม่ปล่อยแบบนี้ คุณก็จะต้องเข้าไปดูแลสิ่งที่เขาสูญเสีย โอกาสที่เขาสูญเสียมาถึง 27 ปี อายุ 70 ปีเขาควรที่จะมีกินแล้ว เขาควรที่จะได้พักผ่อน ไม่ใช่ยังต้องลงมาปักกล้าดำนาอีก ลูกหลานเหลนของเขาก็ควรได้รับการศึกษา ถามว่าสิ่งเหล่านี้มีการชดเชยมั้ย ไม่มี ยังไม่ต้องพูดถึงว่ากรณีเขื่อนอย่างนี้มันมีเป็นหมื่นๆ เขื่อน ไม่ใช่แค่ร้อยเขื่อน หมื่นเขื่อนทั่วประเทศ ถามว่าไอ้หมื่นเขื่อนทั่วประเทศมันสร้างความยากจนแบบกรณีแม่ใหญ่ใฮมันจะเป็นกี่หมื่นกี่แสนครอบครัวเราไม่รู้ แล้วคนเหล่านี้ใช่มั้ยที่ต้องออกมาเป็นขอทาน เป็นแรงงานรับจ้างเร่ร่อน เกิดความยากจนซ้ำซาก
อันนี้เราพูดถึงกรณีเดียวนะ แต่มันก็สามารถที่จะสะท้อนในระดับโครงสร้างได้ ว่ารัฐเคยทบทวนมั้ยนโยบายสร้างเขื่อน ไม่เคย เมื่อไม่เคย เมื่อคุณไม่สนใจที่จะเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ซ้ำยังไม่มีการพยายามคิดว่าการสร้างเขื่อนมันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนยังไง คุณก็ยังผลักดันโครงการเขื่อนต่อไป โครงการเขื่อนจะสร้างในภาคใต้อีก 42 แห่ง ตามแผนของกรมชลประทาน จะเกิดแม่ใหญ่ใฮขึ้นมาอีกกี่ที่ จะเกิดกลียุคขึ้นมาอีกกี่หน

ถึงปัญหาของแม่ใหญ่ใฮจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่สะท้อนจากกรณีนี้ก็คือคนชั้นกลางในเมืองเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจในการต่อรองกับรัฐสูงมาก ต่อจากนี้มันควรที่จะต้องมีการดึงพลังของคนชั้นกลางมาร่วมกับขบวนการภาคประชาชนมากขึ้นหรือเปล่า แน่นอนค่ะ พูดง่ายๆ เสียงของคนชั้นกลางนี่เป็นเสียงสวรรค์เลยสำหรับการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาชน แต่ในขณะเดียวกันคนชั้นกลางก็เป็นฐานเสียงที่สำคัญและเป็นฐานอำนาจที่สำคัญของอำนาจรัฐด้วย เพราะกลุ่มคนชั้นกลางเป็นกลุ่มคนที่กุมเศรษฐกิจหลักไว้ได้ พูดง่ายๆ มีวิถีชีวิตแบบคนเมือง มีการศึกษา และรู้ทันรัฐบาล ถึงไม่พอใจรัฐบาลก็มีอำนาจต่อรองมากกว่าชาวบ้าน

ทำไมเขื่อนถึงไม่ถูกสร้างในเขตเมือง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ถูกสร้างในเขตเมือง ทำไมโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลายแหล่ไม่ถูกสร้างในเขตเมือง คุณจะทำให้คนเหล่านี้ได้รับผลกระทบไม่ได้ เพราะนั่นมันหมายถึงความมั่นคงของรัฐจะต้องถูกสั่นคลอน ฉะนั้นเราจึงต้องทำให้พวกนี้อยู่ดีกินดี

ทำไมเราจึงเรียกหมู่บ้านที่อยู่ในชนบท ยิ่งอยู่ไกลยิ่งคือคนชายขอบ เพราะเขาคือคนที่เกาะขอบของอำนาจรัฐอยู่ เวลารัฐบาลปกครองเขาแบ่งคนออกเป็นชั้นๆ พวกที่อยู่ไกลที่สุดคือพวกที่จะถูกให้ความสนใจให้ความเหลียวแลน้อยที่สุด ฐานะของคนที่อยู่ไกลที่สุดมีฐานะเพียงแค่ป้องกันชายแดนให้เท่านั้นเอง ฐานะของการส่งส่วย เสียภาษีในรูปแบบต่างๆ เพราะอย่างนั้นคนที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจรัฐมากที่สุด ก็คือคนที่จะได้รับการดูแลมากที่สุด

ภาคประชาชนจะดึงอำนาจของคนชั้นกลางเข้ามาร่วมกับตนเองได้ยังไง ในเมื่อการเรียกร้องต่างๆ มันก็ต้องกระทบมาถึงผลประโยชน์ของคนชั้นกลางด้วย

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : เราก็พยายามจะเทียบให้เขาเห็นว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชนมันมีผลกระทบต่อเขาด้วย แต่แน่นอนมันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดความรู้สึก เพราะว่าสื่อต่างๆ พูดเรื่องเหล่านี้น้อยมาก ในขณะเดียวกันกระแสที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคมันมากกว่าเป็นพันๆ เท่า มนุษย์นี่สำนึกและจิตวิญญาณมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย ทำไมการตรัสรู้ถึงไม่ได้เกิดขึ้นในเมือง ไปเกิดขึ้นในป่า อันนี้มันเหตุเดียวกัน สภาพชีวิตแบบเมือง การกระตุ้นแบบบริโภคนิยม สื่อโฆษณาทั้งหลาย มันไม่ได้ทำให้คนเกิดปัญญาและมองเห็นความจริง

เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นเรื่องยากมากที่เราจะสามารถเชื่อมให้คนชั้นกลางเข้าใจ ถึงแม้เขาจะเป็นผู้มีการศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขามีสติปัญญาพอที่จะเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็บริโภคสื่อรายวันเหมือนกัน บริโภคนโยบายรายวันจากรัฐบาลเหมือนกัน อันนี้เป็นตัวชี้วัดว่าทำไมรายการของ สมัคร สุนทรเวช และดุสิต ศิริวรรณ ยังอยู่ได้ มันเป็นตัวชี้วัดหรือเปล่าว่าระดับสติปัญญาของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯมันเป็นยังไง

คนชั้นกลางมันอาจจะมีหลายระดับนะ แม่ค้าหาบเร่นี่ก็เป็นคนชั้นกลางเหมือนกัน เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง แต่สิ่งที่คนเหล่านี้เผชิญอยู่ก็คือ เผชิญกับสื่อที่มอมเมาตลอดเวลา ข่าวก็ถูกควบคุมแล้วว่าข่าวจะต้องออกมาในแนวทางไหน ละครโทรทัศน์ รายการเกมต่างๆ ก็ถูกควบคุมไว้แล้วว่ามันจะต้องออกมาในการบันเทิง ไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เพราะฉะนั้นทำไมเขาถึงตัดขาดจากโลกของความเป็นจริง ก็เพราะมันไม่ได้รับการเชื่อมโยงเลย

ปัญหาสำคัญอันหนึ่งก็คือการไม่มีสื่ออยู่ในมือ?

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : โห ไม่เฉพาะเรื่องนี้ ทุกเรื่องเลยค่ะ แต่การไม่มีสื่อเป็นเรื่องสำคัญในยุคปัจจุบัน เพราะว่าในยุคปัจจุบันรัฐใช้สื่อในการควบคุมสังคมไว้ ถามว่าถ้ารัฐบาลให้เอ็นจีโอ หรือให้ชาวบ้านพูดในสื่อ ในเวลาเท่ากับที่รัฐบาลทำ เป็นไปไม่ได้ที่คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจเรื่องที่เราต้องการนำเสนอ มันเป็นเรื่องของการควบคุมสื่อ ทำไมโทรทัศน์ถึงไม่เปิดโอกาสให้กับชาวบ้านที่มาเรียกร้องในเชิงโครงสร้างหลักได้พูดปัญหาของเขาอาทิตย์ละครั้งแบบคุณทักษิณล่ะ ถ้าทำอย่างนี้ 1 ปี คิดว่าประชาชนทั้งหมดทั่วประเทศ ตื่นตัวเต็มที่แน่นอน เพราะเขาได้รู้ข้อมูลที่แท้จริงแต่มันเป็นไปไม่ได้ (เสียงสูง) เพราะรัฐเขาไม่ยอมหรอก ทุนเขาก็ไม่ยอม

ถ้าพูดถึงเรื่องยุทธวิธี ภาคประชาชนจะมีวิธีการต่อสู้ยังไง เมื่อดูเหมือนรัฐบาลจะสามารถรับมือได้ในทุกรูปแบบ

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : คือภาคประชาชนนี่มันไม่ใช่นักต่อสู้นะ แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือกมากกว่า ชาวบ้านปากมูลไม่ใช่นักต่อสู้ ถึงแม้จะเคลื่อนไหวเรียกร้องมาตั้ง 10 กว่าปี เขาก็ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นนักต่อสู้นะ แต่ที่เขาต้องทำก็เพราะว่าเขาไม่มีทางเลือก ถ้าเขาไม่เคลื่อนไหวให้เปิดประตูน้ำเขาก็ไม่มีจะกิน ธรรมชาติก็ไม่ฟื้น ผักหญ้าทั้งหลายมันเกิดขึ้นจากเวลาที่คุณเปิดประตูน้ำ ปลาที่เขาจับขึ้นมากิน ไม่ต้องไปซื้อมันก็เกิดขึ้นมาจากการเปิดประตูน้ำ เดี๋ยวเขาก็มาเดินขบวนให้เปิดประตูน้ำอีกแน่นอน เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะแก้ปัญหาปากท้องให้กับเขาได้
ชาวบ้านที่สงขลาก็ต้องคัดค้านโครงการท่อแก๊สต่อไป ชาวบ้านที่เพชรบุรีกำลังคัดค้านโครงการถนนเลียบอ่าว ไม่ใช่แค่เลียบอ่าวมันผ่าเข้าไปในทะเลด้วย ทำไมต้องคัดค้าน แม่กิมไล้ก็ต้องมาค้านด้วย เพราะว่ามันเจ๊งแน่ คนก็จะวิ่งไปดูทะเล ผ่านถนนสายนี้กันหมด (หัวเราะขื่น) แม่กิมไล้ลงทุนไปตั้งเท่าไหร่ เป็นร้อยล้านได้แล้วมั้ง มันไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่คุณจะต้องไปทำถนนอีกเส้นหนึ่ง เพียงเพราะว่าคุณวิ่งได้เร็วขึ้นแค่ 30 - 40 กิโล แล้วคุณต้องทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเคยเลี้ยงดูผู้คน เคยเป็นเสบียงให้กับผู้คน อันนี้มันอะไร มันก็ความลุ่มหลงในอำนาจ ความโลภของนักการเมืองอย่างเดียว

วิธีที่จะหาเงินก็คือจะต้องสร้างโปรเจ็คท์ขนาดใหญ่ไปเรื่อยๆ นี่คือการหมุนเงิน เงินต้องต่อเงินตลอดเวลา แต่ประเทศชาติไม่ใช่ตลาด สังคมมันมีอะไรมากกว่าระบบการซื้อขาย ชีวิตของผู้คนไม่ได้อยู่ได้ด้วยการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่ว่าระบบทุนนิยมมันทำให้คนไปจมปลักอยู่กับเรื่องแบบนี้ มองไม่เห็นโจทย์อื่น มองไม่เห็นวิถีอื่น แล้วก็ไปทำลายวิถีอื่นด้วยซ้ำ

ยังไงนายทุนก็คือเป้าหมายหลักของการต่อสู้ มันจะไปพ้นจากนี้ได้บ้างไหมคะ

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : เราไม่ได้ต่อสู้กับนายทุน แต่เรากำลังสู้กับความคิดแบบนี้ ซึ่งมันซ่อนอยู่ภายใต้ความหลง หรือความอับจนทางสติปัญญา จริงๆ แล้วมันคือการต่อสู้กันทางด้านสติปัญญา ต่อสู้ระหว่างสัจธรรมกับสิ่งที่ไม่ใช่สัจธรรม หรือเราเรียกว่าอสัจ ลึกๆ มันคือการต่อสู้แบบนี้ มันไม่ใช่ว่าการต่อสู้ที่จะต้องยกถือดาบถือมีดไปฆ่าฟันกัน อันนั้นมันเป็นเพียงรูปธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อคนโกรธแค้น แต่จริงๆ แล้วลึกๆ ของมันเป็นการต่อสู้ทางด้านสติปัญญา

เหมือนกับเวลาเราดูหนัง ซามูไรก็ไปสู้กับพวกผู้กดขี่ทั้งหลาย เพื่อปกป้องชาวนาหรือปกป้องคนอ่อนแอ ก็เหมือนกัน ถามว่าซามูไรรู้ไหมไปสู้แล้วต้องตาย รู้ เพราะว่ากำลังน้อยกว่าตั้งเยอะ ทางฝ่ายโน้นมีเป็นกองทัพเป็นกองพันกองพล แต่ทำไมต้องสู้ ก็นี่คือภารกิจ นี่คือจิตสำนึกว่าเราไม่ควรปล่อยให้เกิดความอยุติธรรม หน้าที่ของมนุษย์ก็คือคุณจะต้องไม่ยืนดูเฉยๆ เมื่อเห็นความอยุติธรรมอยู่ตรงหน้า

โดยจุดยืน คุณสามารถอยู่ร่วมกับทุนได้มั้ย หรือว่าต้องตายกันไปข้างหนึ่ง

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : โอ้ย ไม่หรอก (หัวเราะ) มันไม่ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง เพราะตอนนี้ข้างหนึ่งมันก็ตายอยู่แล้ว คือยังไม่ต้องทำอะไรข้างหนึ่งมันก็ตายแน่ๆ (หัวเราะร่วน) เพราะทุนนิยมก็คือการทำลายอีกข้างหนึ่ง คุณจะรวย คุณก็ต้องทำให้คนอื่นยากจน ยากจนนี่คือความตายมั้ย บางครั้งใช่ บางคนบอกอยู่อย่างนี้กูตายซะดีกว่า

มันไม่ใช่เรื่องของการฟาดฟันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง มันเป็นเรื่องของการพยายามที่จะพูดว่าคุณทำแบบนี้ไม่ได้ คุณต้องเปลี่ยนแปลง...เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าขบวนสมัชชาคนจนไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นความจริง ปีนเข้าไปในทำเนียบมันก็ไม่ได้ทำอะไรใครเลย เข้าไปด้วยมือเปล่า แต่เข้าไปเพื่อต้องการให้เกิดการสื่อสารออกมา ชาวบ้านปากมูลไปยึดโรงไฟฟ้า จะเผาทิ้งก็ได้ จะทำลายทิ้งก็ได้ เมื่อปี 2543 แต่ชาวบ้านไม่แตะต้องทรัพย์สินของการไฟฟ้าเลย ขนาดว่ายึดโรงไฟฟ้าอยู่หนึ่งเดือน เขาแค่ต้องการที่จะสื่อสารออกไปว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าเขื่อนปากมูลได้ก่อให้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง

เพราะฉะนั้นนี่เป็นการต่อสู้กันทางความคิด ไม่ใช่เรื่องของการทำลายล้างกัน แต่ว่าคนที่อยู่ในรัฐเขาไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาคิดว่าพวกนี้เป็นศัตรูต้องทำลายล้างให้หมด ต้องฆ่าฟันให้หมด เสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป สมัยก่อนก็มีการพูด ตอนนี้ก็บอกว่าพี่น้องที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตายไปซักนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ใช้ตรรกะแบบนี้ในการแก้ปัญหา

มองเห็นจุดอ่อนของตัวเองบ้างหรือเปล่า

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : โอ้ มองเห็นแน่ จุดอ่อนมีเยอะแยะไปหมด แทบจะไม่มีจุดแข็งเลยก็ว่าได้ (หัวเราะ) ที่ผ่านมาก็คือทำยังไงให้จุดอ่อนเป็นจุดแข็ง แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายนะ พูดง่ายๆ เหมือนขึ้นเวทีมวยน่ะ ข้างหนึ่งนี่ผอมโกโรโกโรเหี่ยวแห้ง ขี้โรค พี่เลี้ยงก็ไม่มี น้ำจะกินระหว่างชกก็ไม่มี ดีไม่ดีข้าวจะกินก็ยังไม่มี มาขึ้นเวทีชกก็ โห เดินเท้าเปล่ามาอีก กับอีกมุมหนึ่ง ตัวใหญ่ น้ำหนักมาก มีการส่งกำลังบำรุงอย่างดี ชกร้อยครั้งมันก็ต้องแพ้ร้อยครั้ง นี่มันเห็นง่ายๆ เลย
แต่ทำไมต้องชกเพราะมันไม่มีทางเลือก มันไม่ใช่เพราะเราสามารถทำให้จุดอ่อนของเรากลายเป็นจุดแข็งได้ มันยากมาก มันจะเป็นจุดแข็งก็ต่อเมื่ออำนาจรัฐเปิดเผยให้เห็นความทรราชจนสุดๆ แล้ว เมื่อถึงจุดนั้นแหละ ที่กำลังของภาคประชาชนจะเข้มแข็งขึ้น แต่มันยังไม่ถึงตอนนั้น

ถามว่าตอนนี้มันมีความเป็นทรราชมั้ย มีสำหรับบางกลุ่ม สำหรับคนทั่วไปอาจจะยังมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นคำถามที่ว่าจะปรับปรุงจุดอ่อนจะสร้างจุดแข็งยังไง ดิฉันทำงานมานานยังมองไม่ออกเลย ว่าอะไรคือจุดแข็งของเรา
ถ้าเขาบอกว่าจุดแข็งของเราคือการพูดความจริง เราก็ยืนหยัดพูดความจริงต่อไป แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าการใช้จุดแข็งจะสำเร็จเพียงครั้งเดียว มันจะต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี ชาวบ้านปากมูลใช้เวลาถึง 14 ปี เพื่อที่จะให้คนบางกลุ่มเริ่มยอมรับว่าการสร้างเขื่อนปากมูลมันไม่คุ้มค่า มันมีปัญหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจเรื่องนี้ มันเป็นจุดแข็งมั้ย มันก็เป็นจุดแข็ง มันเป็นจุดอ่อนมั้ย มันก็เป็นจุดอ่อน เพราะว่าเราก็พูดได้แค่นี้ มีคนฟังเราแค่นี้ มีนักวิชาการที่ลงมาทำวิจัยแล้วเข้าใจจริงได้แค่นี้

ถ้าพูดกันถึงเรื่องอุดมการณ์ล่ะคะ วันนี้อุดมการณ์แพ้ทุนมั้ย

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : ก็แพ้มาตลอด (หัวเราะ)

เพราะสมัชชาคนจนที่คุณทำงานเป็นแกนนำอยู่ เกิดขึ้นด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เมื่อต้องมาเผชิญกับการที่รัฐใช้ทุนอุปถัมภ์ลงไปสู่ประชาชน มันจะสามารถต่อสู้กันได้ยังไง

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : สิ่งที่สมัชชาคนจนทำก็คือการพยายามร้องบอกความจริงกับผู้คนในสังคม ว่าคุณกำลังแก้ผิดทางนะ เรากำลังเดินผิดทางกันนะ คือเราทำได้เพียงแค่นี้ เราไม่สามารถที่จะไปต้านกับรัฐแบบทุนอุปถัมภ์หรือทุนบริวารหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ เราไม่สามารถที่จะต้านกับเรื่องพวกนี้ได้ เพราะว่าเราไม่มีความสามารถที่จะทำอย่างนั้น แต่ถามว่าเราต้องทำมั้ย เราก็ต้องทำ เหมือนพระพุทธเจ้าในช่วงประกาศว่านิพพานคืออะไร ตอนที่พระพุทธเจ้าค้นพบท่านก็ยังนั่งกุมขมับว่าฉันจะสอนยังไงให้ประชาชนให้มนุษย์ในโลกเข้าใจเรื่องนี้ แต่ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจที่จะประกาศสัจธรรมอันนี้ ถึงแม้ว่าคนทั่วไปจะเข้าใจยากก็ตาม

นี่ก็เหมือนกัน มันเป็นภาระหน้าที่ทางด้านจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราเป็นนักยุทธศาสตร์ นักยุทธวิธี นักวิเคราะห์ นักต่อสู้ ไม่ใช่ มันเป็นภาระหน้าที่ที่มนุษย์มีต่อมนุษย์ มนุษย์มีต่อธรรมชาติ มนุษย์มีต่อสรรพสิ่งเท่านั้นเอง ฉะนั้นดิฉันถือว่านี่เป็นภาระหน้าที่ทางจิตวิญญาณที่เรามีหน้าที่พูดความจริงแล้วก็เตือนให้คนรู้ว่ามหันตภัยกำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น นี่คือบทบาทของสมัชชาคนจน

สมัชชาคนจนก็ประกอบด้วยชาวบ้าน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ผู้คนที่รักความเป็นธรรมที่มารวมตัวกันทำงาน ทำตามศักยภาพของแต่ละคน เรามีหน้าที่เตือนแค่นั้น แต่ถามว่าใครจะฟังมั้ย อันนี้ก็เป็นเรื่องสุดวิสัย

แต่ในเชิงรูปธรรม การต่อสู้ของสมัชชาคนจนเพื่อการคานอำนาจกับรัฐ เหมือนกับไม่มีผลที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิงของนโยบายได้?

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : นโยบายคืออะไร นโยบายคือการออกกฎหมายใช่มั้ย รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหรือเปล่า ก็เป็นใช่มั้ย เป็นกฎหมาย รัฐบาลทำมั้ย เขาก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงนโยบายเราต้องพูดให้ชัดเจนไปเลย กรณีสมัชชาคนจนสามารถหยุดการก่อสร้างเขื่อนไปได้ 7 แห่งในประเทศไทยตอนนี้ ถามว่าเป็นนโยบายหรือเปล่า ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ สร้างไม่ได้ อยากสร้างแต่สร้างไม่ได้

ชนชั้นกลางไปผลักดันรัฐธรรมนูญ ผลักดันไปแล้วทำมั้ย ไม่ทำ แต่เขียนไว้ซะสวยหรูเลย ไม่ทำ มาตราทั้งหลายที่จะกระจายอำนาจมาสู่ประชาชน ไม่ทำเลย เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าภาคประชาชนผลักดันนโยบายไม่สำเร็จดิฉันว่าไม่ใช่ มันต้องดูกันในรายละเอียด
เขื่อน กลุ่มที่ผลักดันเรื่องป่าชุมชนของสมัชชาคนจน โอเค รัฐบาลไม่ยอมออกกฎหมายรองรับ แต่มีพื้นที่ป่าชุมชนมั้ยทั่วประเทศ มี ประชาชนเข้าไปจัดการเองตอนนี้ เพราะฉะนั้นไอ้คำว่านโยบายมันเป็นเรื่องแค่คำพูด แต่เราต้องดูการกระทำ จุดไหนต่อรองได้ รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ไปดูพื้นที่หลายแห่งทั่วประเทศ รัฐบาลจะไปประกาศอุทยานแห่งชาติทับที่ชาวบ้าน เอาหลักอุทยานไปฝัง ฝังวันนี้ อีกสามวันชาวบ้านมาถอน (หัวเราะ) คุณก็ไม่รู้หลักคุณอยู่ไหนแล้ว เขตคุณอยู่ไหน มันสู้กับแบบนี้ ฉะนั้นถ้าจะมาสรุปว่าการต่อสู้ของภาคประชาชนไม่สามารถผลักดันในระดับนโยบาย พูดแบบนโยบายประกาศเป็นกฎหมายน่ะใช่ พูดได้ แต่ถ้าในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต้องพูดอีกแบบหนึ่ง มันเป็นที่ๆ ไป บางที่ก็ต่อรองได้ บางที่ก็จัดการได้

การต่อสู้ของภาคประชาชนที่เข้ามาต่อรองกับรัฐบาล ในทุกๆ กรณีคือการต่อสู้เชิงนโยบายทั้งสิ้น และบางกรณีสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ แต่ว่าแน่นอนจะให้เขาประกาศผลออกมาว่านับตั้งแต่นี้ต่อไปรัฐจะไม่สร้างเขื่อนขนาดใหญ่อีกต่อไป รออีกร้อยชาติมันก็ไม่ประกาศ ได้แต่อมพะนำไว้เฉยๆ ชะลอไว้ก่อน ยังไม่สร้าง ประชาชนเผลอเมื่อไหร่ก็ไปสร้าง เหมือนโจรน่ะ เผลอเมื่อไหร่ก็ลัก ชาวบ้านก็ต้องสร้างรั้วป้องกันแน่หนา ที่ผ่านมามันก็มีที่แพ้บ้าง ที่ชนะบ้าง แต่ว่าให้แพ้ทั้งหมด ถ้าในส่วนของสมัชชาที่เราทำอยู่คิดว่าไม่ใช่

เอาเข้าจริงแล้ว กลไกของรัฐธรรมนูญไม่ได้สามารถปกป้องประชาชนได้เลยหรือคะ

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ :
อ๋อ แน่นอน ตอนนี้นี่นะ รัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้ระเบียบมาบังคับประชาชน ประชาชนที่ตื่นตัวใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญไปบังคับเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนนี้สู้กันอยู่แบบนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบอกว่าผมยึดระเบียบ ประชาชนบอกว่าฉันยึดรัฐธรรมนูญ ถามว่าใครมีอำนาจ ใครทำได้ผล ก็สู้กันไง ถ้าประชาชนเข้มแข็ง องค์กรนั้นเข้มแข็ง สามารถต่อรองได้ ฝ่ายรัฐธรรมนูญก็ชนะ ถ้าองค์กรนั้นถูกปราบปราม ถูกแทรกแซง หรือถูกทำลายหนัก ไอ้ฝ่ายที่ใช้ระเบียบ ใช้นโยบายก็ชนะ มันก็สู้กันอยู่อย่างนี้ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ

แสดงว่าถึงแม้พรรคฝ่ายค้านจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่ภาคประชาชนก็สามารถที่จะเคลื่อนไหวกดดันนอกสภาได้ต่อไป

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ :
การเมืองในระบบรัฐสภาหรือการเมืองแบบเลือกตั้ง ถ้าพูดถึง มันก็เหมือนละครฉากหนึ่ง เล่นจบแล้วก็จบ ปิดหีบเลือกตั้งก็คือจบ ถ้าประชาชนไม่รู้ทันก็ไปหลงว่า รอเกมใหม่เปิดเมื่ออีก 4 ปีข้างหน้า ไม่ใช่ เราต้องเล่นเกมตลอดเวลา เพราะไม่อย่างนั้นอำนาจของเราก็จะถูกลิดรอน ถูกช่วงชิงไปแน่นอน ประชาชนจะต้องใช้ทุกวิถีทาง

สังเกตสิว่าชาวบ้านทั่วไปเขาไม่สนใจหรอกเรื่องการเลือกตั้ง ว่าจะมีผลเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเขา เขาไม่เคยคิดหรอก อยากให้เลือกพรรคไหน อ๋อได้ ฉันก็ไปเลือกให้ พรรคไหนอยากได้เป็นเอาไปเลย แต่เขาไม่เคยคิดว่าพรรคเหล่านี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เขาต้องสู้ด้วยตัวเขาเอง พรรคไหนมาปกครองก็ได้ กูก็ไปเจรจากับพรรคนั้น

ดิฉันคิดว่าระบบการเมืองแบบตัวแทนมันล้าสมัยแล้วปัจจุบันนี้ ประชาธิปไตยทางตรงมันกำลังขึ้นมาแทนที่ การรวมตัวของประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็คือประชาธิปไตยทางตรง มันกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของประชาชนทั่วโลกในขณะนี้ เพราะฉะนั้นทำไมฝ่ายที่อยู่ในอำนาจรัฐถึงพยายามปกป้องประชาธิปไตยตัวแทนไว้ ก็เพราะว่ามีความชอบธรรมอันเดียวที่เหลืออยู่ ที่ตัวเองสามารถยึดไว้ได้ในตอนนี้ การที่จะบอกว่า เฮ้ย อั๊วดูแลคน 60 ล้านนะ เขาเลือกอั๊วมา เดี๋ยวนี้ล้าสมัยแล้วคำนี้ เพราะว่าเอาเข้าจริงระบบการเมืองแบบตัวแทนมันไม่ได้ดูแลคน 60 ล้านหรอก มันอาจจะดูแลแค่ 6 ตระกูล
ประชาธิปไตยตัวแทนก็เหมือนกบเลือกนาย ประชาธิปไตยทางตรงมันก็คือไม่เอาระบบนี้ แต่ว่าคนที่จะเข้าใจและลุกขึ้นมาใช้สิทธิ ลุกขึ้นมาใช้ประชาธิปไตยทางตรงเป็นเครื่องมือมันก็ขึ้นอยู่กับว่าความตื่นตัว ความเข้าใจมันจะมีมากน้อยแค่ไหน

4 ปีต่อจากนี้ ไม่มีความกลัวว่าการทำงานเคลื่อนไหวนอกสภาของภาคประชาชนจะยากลำบากขึ้น?

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : ไม่เห็นมีอะไรต้องน่ากลัว ดิฉันถามชาวบ้านว่ากลัวมั้ย เขาก็บอกไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว เพราะสิ่งที่มันน่ากลัวกว่านั้นก็คือลูกหลานของเขาที่ไม่ได้กลับมาหาเขาอีกเลย ต้องออกไปทำงาน ออกไปรับใช้รับจ้างคนอื่น แล้วเขาต้องอยู่คนเดียว ดูแลตัวเอง อายุ 60 - 70 ปี มีหลานเล็กๆ หาอะไรให้เขากินก็ไม่ได้ อันนี้น่ากลัวกว่านะ ชีวิตที่ทุกข์ยากแร้นแค้นมันน่ากลัวกว่าการไปเดินขบวนอีก ถ้าการเดินขบวนสามารถฝ่าวิกฤติให้เขาได้ ดิฉันคิดว่าเขาเลือกเดินขบวนกันหมดแหละ
ซึ่งเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับว่าเป็นคุณทักษิณหรือไม่ ใครจะเป็นนายกฯก็ช่าง แต่คุณต้องฟังเสียงประชาชน คุณจะต้องปรับปรุงแก้ไข ทบทวนนโยบายในอดีตที่มันผิดพลาด รวมกระทั่งถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการการบริหารการปกครองตัวเอง การดูแลรักษาทรัพยากรท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมันเป็นหลักการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ใครก็ตามที่เข้ามาอยู่ในอำนาจรัฐถ้าทำอย่างนี้สังคมมันก็เกิดสันติสุข คนมันก็จะไม่ต้องมาชุมนุมมาเดินขบวนกัน แต่ถ้าใครก็ตามที่มาอยู่ในอำนาจแล้วไม่ทำแบบนี้ก็ต้องถูกต่อต้าน ไม่ว่าจะชื่อทักษิณหรือไม่ก็ตาม อันนี้ดิฉันว่าต้องชัด เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับตัวบุคคล

การชุมนุมใหญ่ของสมัชชาคนจนระหว่างวันที่ 15 - 17 มีนาคมนี้ ไม่ทราบว่ามีการเตรียมการวางแผนเอาไว้ยังไงบ้าง

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ :
คงจะมีการรณรงค์เพื่อที่จะพูดถึงนิยามของความยากจน ในทัศนะหรือการวิเคราะห์ของสมัชชาคนจนว่ามันน่าจะแตกต่างกับแนวทางของรัฐบาล ก็จะต้องคุยกันว่าสาเหตุของความยากจนนั้นในมุมมองของสมัชชาคนจน ความยากจนมันเกิดจากอะไร การพูดถึงเงินทุนอย่างเดียวคงไม่ใช่สาเหตุหลัก และคงไม่ใช่คำตอบ แต่ว่าเราจะพยายามวิเคราะห์กันให้เห็นถึงการพึ่งตนเองให้ได้ ซึ่งเป็นทางออกที่สำคัญต่อการแก้ปัญหาความยากจน

การชุมนุมครั้งนี้ระดมกำลังมากันทั้งหมดหรือเปล่า

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : ก็จะมีตัวแทนของกลุ่มปัญหาและเครือข่ายต่างๆ ทั้ง 7 เครือข่ายมาชุมนุม คล้ายเป็นการประชุมนอกสถานที่ มารณรงค์และมาชี้แจงสื่อสารถึงสาธารณะว่าความยากจน ปัญหาของสมัชชาคนจนที่ผ่านมาในระดับฐานหรือโครงสร้างมันยังไม่ได้รับการแก้ไข และสภาพกลับเลวร้ายแย่ลงไปอีก เรามีข้อเสนอทางโครงสร้างยังไง มาพูดถึงมาสังเคราะห์วิเคราะห์กันในปัญหาความยากจนระดับโครงสร้าง และข้อเสนอทางออกที่สมัชชาคนจนได้สรุปบทเรียน เรียนรู้กันมา

คือสรุป 4 ปีของการต่อสู้ที่ผ่านมาให้กับรัฐบาลได้ฟัง?

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : ค่ะ แล้วก็จะมีการแลกเปลี่ยนกับรัฐบาลเรื่องทิศทางการแก้ปัญหาความยากจน

วางวิธีการชุมนุมและเงื่อนไขเวลาไว้ยังไง

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : ก็จะมีการรวมตัวกันที่หน้ารัฐสภาใช้เวลาในการชุมนุม 3 วัน

เตรียมความพร้อมไว้รับมือกับคนกรุงเทพฯที่เลือกพรรคไทยรักไทยยังไง

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : มันไม่เกี่ยวกัน นี่เป็นระบอบประชาธิปไตย ที่การชุมนุม การรวมกลุ่มก็เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ประชาชนกลุ่มต่างๆ ไม่เพียงแต่สมัชชาคนจนก็สามารถมาชุมนุมเพื่อให้รัฐบาลรับฟังปัญหาได้ มันคนละประเด็นกันกับการที่ไทยรักไทยได้รับเลือกตั้ง
และถ้าเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยก็จะต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถมีการแสดงออกอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ระบอบประชาธิปไตยคือการปกครองตนเองของประชาชน ระบบการเลือกตั้งเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่าการที่ประชาชนชุมนุมเรียกร้องกับผู้ปกครองโดยตรงถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทุกรัฐบาลในระบบประชาธิปไตยต้องให้การยอมรับ

คือไม่ได้เตรียมว่าจะต้องมีการรับมืออะไร

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : มันก็มีการชุมนุมมาบ่อยครั้ง คิดว่าประชาชนกรุงเทพฯน่าจะเข้าใจ

หวังผลจากการชุมนุมครั้งนี้ไว้ยังไง

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ : เราก็หวังเพียงว่ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนบทเรียนและข้อมูลข่าวสารต่างๆ ระหว่างสมัชชาคนจนกับรัฐบาล เรามีความหวังว่าการสื่อสารของเราน่าจะได้รับการฟัง เพราะว่าถ้ารัฐบาลต้องการจะแก้ปัญหาความยากจนแล้วล่ะก็ ไม่รู้ว่าจะฟังใครได้ถ้าไม่ใช่คนจน


หมายเหตุ: จากบทสัมภาษณ์ มด วนิดา
ในนิตยสาร a day /weekly interview / หน้า 26-32 / ฉบับ 043


สมัครสมาชิก เพื่อตั้งกระทู้ :
Click to Apply!
User: Password:

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...
ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org