Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

รายงาน ทบทวนการใช้กลไกทางกฎหมายกรณีการหายตัวไปของบิลลี่ 2 ปีการหายไปของบิลลี่ กับความยุติธรรมที่ยังมาไม่ถึง

รายงาน ทบทวนการใช้กลไกทางกฎหมายกรณีการหายตัวไปของบิลลี่  2 ปีการหายไปของบิลลี่ กับความยุติธรรมที่ยังมาไม่ถึง

22 April 2016

1537

  โดย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)   นับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557 ที่นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ที่ด่านเขามะเร็ว ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าบิลลี่มีรังผึ้งและน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง หลังจากนั้นบิลลี่ก็หายตัวไปโดยไม่ทราบชะตากรรมจนกระทั่งบัดนี้  แม้ภายหลังนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจะอ้างว่าได้ทำการตักเตือนและปล่อยตัวบิลลี่ไปแล้ว อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏหลักฐานที่อ้างเกี่ยวกับการจับกุมและหลักฐานการปล่อยตัวแต่อย่างใด บิลลี่เป็นแกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย  นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และผู้ช่วยทนายความในคดีที่ชาวบ้านบางกลอยยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ ต่อศาลปกครองกลาง จากกรณีที่นายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านกว่า 20 ครอบครัว  ที่บ้านบางกลอยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 ตาม“โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามแนวชายแดนไทยพม่า”  หรือ “ยุทธการตะนาวศรี”  เพื่อผลักดันให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ แม้จะปรากฏผลการศึกษายืนยันว่าชาวบ้านเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมชาวปาเกอญอที่ตั้งรกรากอาศัยอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลาร่วมกว่า 100 ปีแล้ว ขณะที่บิลลี่หายตัวไปนั้นอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลเพื่อต่อสู้คดีดังกล่าว นอกจากนี้ บิลลี่ยังอยู่ระหว่างการเตรียมถวายฎีกาเพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ทั้งนี้ เรายังเชื่อด้วยว่านายบิลลี่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีและกรณีร้องเรียนดังกล่าวอยู่กับตัวด้วยในขณะที่หายไป หลังจากที่บิลลี่ถูกบังคับให้หายตัวไป ครอบครัวของเขา รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในและระหว่างประเทศหลายองค์กร ได้พยายามเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องให้มีการสืบสวนสอบสวนหาตัวบิลลี่และนำตัวผู้กระทำมาลงโทษ ผ่านการใช้กลไกทางกฎหมายหลากหลายช่องทาง แต่ 2 ปีผ่านไป การดำเนินการเหล่านั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก                 การสืบสวนสอบสวนคดีอาญา การดำเนินคดีอาญาถือเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการที่จะสืบหาตัวบิลลี่ที่สูญหายไปและนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เขาหายไปมารับโทษอย่างเหมาะสม การสืบสวนสอบสวนเริ่มต้นขึ้น เมื่อนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่  ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557  หลังจากนั้นวันที่ 22 เมษายน 2557 พล.ต.ต.พีรชาติ รื่นเริง ผบก.เพชรบุรี ก็ได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดี ในการสืบสวนสอบสวนได้มีการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง และได้ลงพื้นที่ติดตามร่องรอยตามเส้นทางที่คาดว่าบิลลี่หายไป แต่ที่น่าเสียดายคือหลังจากได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของบิลลี่แล้ว คณะสืบสวนสอบสวน ได้เพียงแต่สรุปสำนวนส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด  หรือปฏิบัติ  หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เท่านั้น[1] ส่วนคดีอาญาเกี่ยวกับการบังคับให้บิลลี่หายตัวไปยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก การดำเนินการของ ป.ป.ท. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157  หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้รับเรื่องกล่าวโทษนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรจากสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2557  รวมทั้งรับสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 แล้ว ก็ได้มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนอย่างเร่งด่วน เพราะคดีนี้ทางตำรวจ สภ.แก่งกระจานเป็นผู้ส่งสำนวนและเอกสารขอให้ป.ป.ท.เร่งดำเนินการ[2] ซึ่งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 เลขาธิการ ป.ป.ท. ออกมาเปิดเผยว่า นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้เดินทางเข้าพบอนุกรรมการไต่สวนที่สำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวนซึ่งจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเสนอต่อคณะกรรม ป.ป.ท. เพื่อชี้มูลว่ามีความผิดหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน[3] นับแต่วันดังกล่าวจนถึงบัดนี้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ในส่วนของการสืบสวนสอบสวนหาตัวบิลลี่และการดำเนินคดีฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวกับการทำให้บิลลี่หายไปก็ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ แม้มีพยานบุคคลและพยานแวดล้อมที่น่าเชื่อได้ว่ามีเจ้าหน้าที่บางคนบังคับให้นายพอละจีหายไปโดยไม่มีการปล่อยตัวตามที่นายชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่กระจานกล่าวอ้างก็ตาม  ในส่วนการดำเนินการของ ป.ป.ท. ที่รับไม้ต่อมาจากตำรวจให้ดำเนินการกับนายชัยวัฒน์ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ก็ยังคงรอคอยต่อไปว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะชี้มูลออกมาในแนวทางใด กรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่รับกรณีการบังคับสูญหายกรณีของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ลงพื้นที่แก่งกระจานตามความคืบหน้าคดีบิลลี่ มาตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ซึ่งก็พบพิรุธจากภาพของกล้องวงจรปิดที่ด่านมะเร็ว ที่หัวหน้า อช.แก่งกระจานอ้างว่ารถ จยย.บิลลี่ จอดอยู่ที่ด่านแต่ในภาพกล้องวงจรปิดกลับไม่มีรถจักยานยนต์แต่อย่างใด[4] และวันที่ 19 สิงหาคม 2557 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็ได้ลงพื้นที่อำเภอแก่งกระจานอีกครั้ง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะมีการสอบปากคำพยานชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้จุดที่มีการอ้างว่าบิลลี่ถูกนำตัวมาปล่อยไว้ก่อนจะหายตัวไป จุดประสงค์เพื่อต้องการหาเส้นทางการหายตัวที่แน่ชัด พร้อมกันนี้ยังได้นัดเก็บ “ดีเอ็นเอ” ลูกชายของนายบิลลี่ เพื่อจะนำไปเปรียบเทียบกับวัตถุพยานสำคัญที่เก็บได้ก่อนหน้านี้ในรถปิกอัพที่ใช้เป็นพาหนะนำตัวบิลลี่ไปสอบปากคำและนำตัวไปปล่อย[5] หลังจากนั้น วันที่ 19 กันยายน 2557 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติม และส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบอีกครั้ง หากผลดีเอ็นเอตรงกันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีได้ โดยดีเอ็นเอที่เจ้าหน้าที่เก็บมาตรวจมีเพียงคราบเลือดเท่านั้น และผลการตรวจสอบดีเอ็นเอดังกล่าวพบว่าเป็นคราบเลือดของมนุษย์เพศชาย[6] อย่างไรก็ดี กรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้รับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ โดยในวันที่ 6 สิงหาคม 2558 น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาบิลลี่ ก็ได้เข้าพบอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อยื่นหนังสือขอให้รับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ และขอให้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากที่ผ่านมาคดียังไม่มีความคืบหน้า โดยขอให้ใช้พนักงานสอบสวนชุดเดิมทำงานควบคู่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ  แต่หลังจากที่ยื่นเรื่องดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ผ่านมาเกือบจะ 9 เดือนก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆในการที่ DSI จะรับคดีบิลลี่เป็นคดีพิเศษ ซึ่งยิ่งหากมีการดำเนินการล่าช้าออกไปอีก การสืบสวนสอบสวนก็จะยิ่งยากลำบาก เพราะพยานหลักฐานอาจสูญหายหรือถูกทำลายไปได้  การดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 หลังจากทราบข่าวบิลลี่หายไปรวม 7 วัน ในวันที่ 24 เมษายน 2557 นางสาวพิณนภา  พฤกษาพรรณ  พร้อมทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน  (สนส.) ก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พิเศษ 1/2557 เพื่อขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินและขอให้ปล่อยตัวนายบิลลี่จากการถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 32  ซึ่งศาลก็ได้มีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน โดยมีการสืบพยานรวมทั้งสิ้น 12 ได้แก่ นางสาวพิณนภา  พฤกษาพรรณ ภรรยานายบิลลี่  ในฐานะผู้ร้อง  และนายกระทง  โชควิบูลย์  ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอีกจำนวน 4 คน  นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  นักศึกษาฝึกงาน 2 คน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน และพยานผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยสิ้นสุดการสืบพยานในวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 17 กรกฎาคม 2557 ศาลจังหวัดเพชรบุรีก็ได้มีพิพากษายกคำร้องของนางสาวพิณนภา  พฤกษาพรรณ โดยระบุว่า พยานทั้งปากนายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร และเจ้าหน้าที่อุทยาน 4 คน รวมถึงนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ให้การสอดคล้องกันว่าได้มีการปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว แม้ทนายความฝ่ายผู้ร้องจะนำพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานมาเบิกความต่อศาลได้ความว่าคำให้การนักศึกษาฝึกงานในชั้นพนักงานสอบสวนขัดกับคำให้การในชั้นศาล แต่พยานปากพนักงานสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าจึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น จากการไต่สวนพยานทั้งหมดแล้วยังฟังไม่ได้ว่านายบิลลี่ยังอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน[7] 16 กันยายน 2557 นางสาวพิณนภา  พฤกษาพรรณ พร้อมทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีที่มียกคำร้อง ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ก็ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดเพชรบุรีให้ยกคำร้อง โดยเนื้อหาในคำพิพากษาระบุว่า  จากการไต่สวนพยานทั้งปากนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และเจ้าหน้าที่อุทยาน 4 คน รวมถึงนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ให้การสอดคล้องกันว่าได้มีการปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว แม้คำเบิกความจะมีข้อแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียดหาใช่ข้อสาระสำคัญอันเป็นพิรุธไม่  ส่วนพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการคุมขังบิลลี่ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  คำร้องขอผู้ร้องจึงไม่มีมูล อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น[8] 27 เมษายน 2558 นางสาวพิณนภา ผู้ร้อง ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2558 ศาลฎีกาก็ได้มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องเช่นเดียวกับศาลจังหวัดเพชรบุรี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 และข้อเท็จจริง ดังนี้[9]
  1. เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องของนางสาวพิณนภา ผู้ร้อง ที่ยื่นขอให้ปล่อยตัวนายบิลลี่ ศาลชั้นต้นต้องดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวแล้วพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและพยานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนก่อนว่าคดีของผู้ร้องมีมูลหรือไม่ หากเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลจึงมีหมายเรียกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตามคำร้องและทางไต่สวนของผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้คุมขังนายบิลลี่และให้นำตัวนายบิลลี่ผู้ถูกคุมขังมาศาล และให้นายชัยวัฒน์กับพวกดังกล่าวแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าการคุมขังเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นกลับหมายเรียกนายชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่ฯ ซึ่งล้วนอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายชัยวัฒน์ และร่วมอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันมาไต่สวนโดยไม่ได้มีคำสั่งก่อนว่าคดีของผู้ร้องมีมูลหรือไม่ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจนำคำเบิกความของพยานดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้
  2. ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลขั้นต้นพิจารณามีคำสั่งอีก โดยพิจารณาเฉพาะคำเบิกความพยานของผู้ร้อง คือ นางสาวพิณนภาและนายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านโป่งลึก ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่ได้รู้เห็นว่านายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมตัวนายบิลลี่ไว้หรือไม่ และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนเป็นพยานเพิ่มเติมนั้นก็เป็นเพียงพยานแวดล้อมกรณีข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ฯ กับชุมชนกะเหรี่ยง โดยไม่ได้รู้เห็นเรื่องการหายตัวไปของนายบิลลี่แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมตัวนายบิลลี่ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคำเบิกความของนายชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่ฯ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น ไม่สามารถรับฟังได้เนื่องจากเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในศาลชั้นต้น
กระบวนการตรวจสอบภายในหน่วยงาน 22 เมษายน 2557 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนได้มีจดหมายเปิดผนึกขอให้กรมอุทยานฯ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังจากนั้นวันที่ 23 เมษายน 2557 นายนิพนธ์ โชติบาล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็ได้ลงนามในคำสั่งที่ 910/2557 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กรณีการหายตัวไปของนายบิลลี่ ทั้งนี้ คำสั่งได้ระบุให้ คณะกรรมการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวให้ได้ความชัดเจนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ประธานกรรมการรับทราบคำสั่ง[10] 14 พฤษภาคม 2557 คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง นำเสนอผลการสอบสวนระบุว่า  นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร  มีมูลความผิดวินัย ตามพระราชบัญญัติระเบียบวินัยข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ และฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ส่วนความผิดวินัยฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น ผู้กระทำแม้จะมีหน้าที่ราชการจะต้องปฏิบัติ ได้ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบแล้วก็ตาม แต่มิได้กระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามพฤติการณ์ยังไม่พอรับฟังได้ว่าผู้กระทำกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด  สำหรับกรณีนายพอละจี หรือบิลลี่ หายตัวไป เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หรือบุคคลใดหรือไม่ เพียงใดนั้น คณะกรรมการเห็นว่ากรณีอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีคำสั่งย้ายนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ไปประจำอยู่ที่สำนักบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี[11]  ต่อมาในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีคำสั่งย้ายนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ให้ไปช่วยปฏิบัติราชการสำนักอุทยานแห่งชาติจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง[12] 22 สิงหาคม 2557 คำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ 1939 /2557 ลงวันที่ 22 สิงหาคม ให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ให้เดินทางกลับมาปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2557[13] ซึ่งนายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ชี้แจงว่า คำสั่งให้ นายชัยวัฒน์ กลับไปทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจาน มีผลถึงวันที่ 30 กันยายนนั้น เนื่องจากยังมีแผนงานตามปีงบประมาณ 2557 ที่ยังคงค้างและ นายชัยวัฒน์ ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้แล้วเสร็จ ก่อนเริ่มปีงบประมาณ 2558 รวมทั้งทางองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) จะเข้าประเมินพื้นที่เตรียมประกาศมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ เมื่อหมดภารกิจตรงนี้ นายชัยวัฒน์ ก็ยินดีจะออกมา[14] 1 ตุลาคม 2557 นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีคำสั่งที่ 2383/2557 โยกย้ายให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ให้ไปปฏิบัติราชการให้ไปปฏิบัติราชการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 1 -5 ตุลาคม 2557 และให้ไปปฏิบัติราชการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนจัดการต้นน้ำเป็นต้นไป โดยให้นายกมล นวลใย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก มาปฏิบัติหน้าที่หัวอุยานแห่งชาติแก่งกระจานแทน มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2557 ล่าสุด 7 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา องค์กรภาคประชาสังคม 22 องค์กร นำโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เข้ายื่นจดหมายร้องเรียนต่ออธิบดีกรมอุทยานแงชาติฯ ขอให้สั่งพักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เพื่อรอฟังผลการสอบสวนหรือผลแห่งคดีที่ถูกฟ้องคดีอาญาต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา จากกรณีที่มีฟ้องร้องในคดีอาญาในเหตุการณ์เผาทำลายบ้านที่พักอาศัย ยุ้งฉาง และข้าวของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงดั่งเดิม จนมาสู่กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดคือ กรณีการหายตัวไปของนายบิลลี่ ซึ่งถูกนายชัยวัฒน์ และเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานอีก 3 นายควบคุมตัวไว้ และหลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นบิลลี่อีกเลย ทั้งยังเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เรื่องการเผาบ้านที่อยู่อาศัย ยุ้งฉาง ของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเรื่องการหายตัวไปของบิลลี่[15] การตรวจสอบโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 25 เมษายน 2557 มีการประชุมคณะอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบเรื่องการหายตัวของบิลลี่ ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อบ่ายวันที่ 17 เมษายน 2557  ในบริเวณเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฎผลการตรวจสอบเรื่องการหายตัวของบิลลี่ดังกล่าวจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ   บทสรุป 2 ปีการใช้กลไกทางกฎหมายกรณีการหายตัวไปของบิลลี่ จากการติดตามกรณีการหายตัวไปของนายพอละจี แม้ว่าจะมีการใช้กลไกทางกฎหมายหลากหลายช่องทางเท่าที่เป็นไปได้ รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวติดตามอย่างใกล้ชิดจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและระหว่างประเทศ แต่ก็พบว่า การดำเนินการสืบสวนหาตัวบิลลี่ และนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมยังมีข้อจำกัดและยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก                 ผ่านไป 2 ปี การสืบสวนสอบสวนยังไม่คืบหน้า และ DSI ยังไม่รับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ การดำเนินการโดยการสืบสวนสอบสวนโดยตำรวจในพื้นที่ แม้จะมีความตั้งใจในการสืบสวนสอบสวน แต่ด้วยทรัพยากรและเครื่องมือที่จำกัด รวมทั้งการสนับสนุนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ไม่ได้เต็มที่นัก ประกอบกับคดีเกี่ยวกับการบังคับให้หายสาบสูญโดยสภาพเป็นคดีที่ทำการสืบสวนสอบสวนยากอยู่แล้ว เพราะจะไม่ค่อยปรากฏพยานหลักฐานใดๆให้ตรวจสอบ และยิ่งเป็นคดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการข่มขู่พยาน ก็ยิ่งจะทำให้การสืบสวนสอบสวนคดีมีความยากลำบากยิ่งขึ้น ดังนั้น ในคดีลักษณะเช่นนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่มีอำนาจพิเศษและมีเครื่องมือที่พร้อมกว่าตำรวจในท้องที่ จะต้องเข้ามาสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน                 บทเรียนการขอให้ปล่อยตัวบิลลี่จากการถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กับกระบวนการตรวจสอบโดยศาลที่ยุติลงบนชะตากรรมที่มืดมนของผู้ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบ  หลังจากที่นางสาวพิณนภา  พฤกษาพรรณ  พร้อมทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน  (สนส.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินและขอให้ปล่อยตัวนายบิลลี่จากการถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 32 ซึ่งทั้ง 3 ชั้น ทั้งศาลจังหวัดเพชรบุรี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาต่างก็มีคำสั่งยกคำร้อง โดยศาลจังหวัดเพชรบุรีและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้เหตุผลว่าพยานที่นำมาสืบฟังไม่ได้ว่านายบิลลี่ยังอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แม้ผู้ร้องได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยนำเสนอประเด็นที่สำคัญคือ การให้ภาระการพิสูจน์เป็นของฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการควบคุมตัว และตุลาการจะต้องทำหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ถึงที่สุดว่ามีการปล่อยตัวบิลลี่ไปจริงหรือไม่ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาก็ได้พิพากษายกคำร้องเช่นเดียวกันกับ 2 ศาลล่าง โดยรายละเอียดในคำวินิจฉัยที่น่าสนใจ คือ
  1. ศาลฎีกาเห็นว่า พยานปากนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวแล้วพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและพยานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนก่อนว่าคดีมีมูลหรือไม่ แต่มีหมายเรียกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับบุคคลที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น คำเบิกความของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้
  2. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องไม่มีมูล โดยพิจารณาจากเฉพาะคำเบิกความพยานของผู้ร้อง คือ นางสาวพิณนภาและนายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านโป่งลึก เพราะนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ตามที่กล่าวไปในข้อ 1 ทั้งนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าพยานปากนางสาวพิณนภา และนายกระทง เป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่ได้รู้เห็นว่านายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมตัวนายบิลลี่ไว้หรือไม่ ส่วนพยานปากนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ก็เป็นเพียงพยานแวดล้อมกรณีข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ฯ กับชุมชนกะเหรี่ยง โดยไม่ได้รู้เห็นเรื่องการหายตัวไปของนายบิลลี่แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมตัวนายบิลลี่ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 เป็นช่องทางหนึ่งในกรณีที่รู้หรือสงสัยว่าบุคคลใดถูกควบคุมตัวหรือถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นมาตรการที่อาจใช้เพื่อป้องกันการบังคับให้บุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐได้ ปัญหาและช่องว่างในการพิจารณาคดีประเภทนี้คือ ผู้ถูกควบคุมตัวหรือผู้ถูกคุมขังจะอยู่ในการควบคุมหรือคุมขังของเจ้าหน้าที่ ประจักษ์พยานก็มักจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือภายใต้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ พยานเอกสาร พยานวัตถุ ก็มักจะอยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่ จึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ผู้ร้องซึ่งเป็นญาติของผู้ถูกควบคุมตัวหรือผู้ถูกคุมขังเป็นฝ่ายพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าบุคคลใดถูกควบคุมตัวหรือถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยหลักการจึงควรเป็นภาระการพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัวหรือคุมขังเป็นฝ่ายพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อศาล คำพิพากษาของทั้ง 3 ชั้นศาล แสดงให้เห็นถึงปัญหาของกระบวนการค้นหาความจริงในกระบวนการยุติธรรมไทย ได้เป็นอย่างดี  โดยหลักการในการดำเนินคดีอาญานั้น ต้องเป็นไปตาม “หลักการตรวจสอบค้นหาความจริง” โดยเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศาลต้องร่วมมือกันในการค้นหาความจริงในเนื้อหาของคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็ได้กำหนดบทบาทของศาลในการค้นหาความจริงไว้[16] แต่ในทางปฏิบัติศาลไม่ได้ใช้บทบาทดังกล่าวมากนักหรือแทบไม่ใช้เลย โดยศาลจะปล่อยให้คู่ความต่อสู้กันเหมือนอย่างในคดีแพ่ง ส่วนศาลก็จะวางเฉยเป็นเสมือนกรรมการเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเข้าใจของศาลในเรื่อง “ความเป็นกลาง” กับ “บทบาทในการตรวจสอบค้นหาความจริง” ไม่ถูกต้อง ศาลจะเข้าใจว่าหากใช้บทบาทในการค้นหาความจริง ก็จะเป็นการเข้าข้างคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้กระทบต่อความเป็นกลางของศาลได้[17] ในการไต่สวนคำร้องขอให้ปล่อยตัวจากการควบคุมตัวโดยมิชอบในกรณีของบิลลี่ก็ไม่ต่างกัน แทนที่ศาลจะใช้บทบาทในเชิงการตรวจสอบค้นหาความจริงอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะทราบว่าบิลลี่ถูกควบคุมตัวไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ใช้เพียงการนั่งฟังการสืบพยานที่ถูกนำเสนอเข้ามาเท่านั้น โดยละเลยที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานอื่น ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกานั้นยิ่งแสดงให้เห็นถึงการลดทอนการตรวจสอบค้นหาความจริงในเนื้อหาลงไปอีก เพราะนำข้อกฎหมายในเชิงเทคนิคมาวินิจฉัยตัดพยานออกไปแทบทั้งหมด ส่วนพยานปากที่เหลืออยู่ซึ่งพอให้รับฟังได้ ศาลก็กลับบอกว่าเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมตัวนายบิลลี่ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามเด็ดขาด เพราะก็มีข้อยกเว้นที่ศาลจะรับฟังได้ ได้แก่ (1) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ (2) มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น[18] ดังนั้น การที่ศาลอ้างว่าเป็นพยานบอกเล่าและไม่ได้พยายามค้นหาความจริงในเนื้อกาต่อจากถ้อยคำของพยานเหล่านั้น จึงเท่ากับศาลได้ละเลยหลักความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การดำเนินคดีอาญาเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก หากใช้การต่อสู้แบบคู่ความ คนด้อยสิทธิในสังคมย่อมตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ อีกทั้งอาชญากรรมในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการอำนาจรัฐอิทธิพลท้องที่เข้ามาเกี่ยวข้อง การที่ศาลไม่ใช้บทบาทเชิงรุกในการค้นหาความจริง ก็อาจทำให้ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงลอยนวลได้ และไม่สามารถปกป้องสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง ข้อเรียกร้อง สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญต่อนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม การบังคับให้บุคคลใดสูญหายเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องกำหนดมาตรการอย่างเด็ดขาดในการสืบสวนหาความจริง เพื่อไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและระหว่างประเทศต่างมีข้อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ให้มีความคืบหน้าโดยเร็วและอย่างเป็นอิสระ แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีการกำหนดความรับผิดทางอาญากรณีมีการบังคับให้บุคคลสูญหายตามกฎหมายของไทย แต่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหายแล้ว ในฐานะรัฐภาคีจึงควรใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันการบังคับให้สูญหายและไม่ให้ผู้กระทำลอยนวลพ้นผิดเนื่องจากความผิดฐานบังคับให้สูญหาย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงขอเสนอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
  1. ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ โดยแต่งตั้งพนักงานสอบสวนชุดเดิมของพื้นที่ที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอยู่แล้วร่วมเป็นพนักงานสอบสวนในคดีด้วย ทั้งนี้ ต้องดำเนินการสืบสวนสอ