There are 2 websites that ThaiNGO team support are thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บที่ดูแลโดยทีมงานไทยเอ็นจีโอมี 2 เว็บเท่านั้นคือ thaingo.org และ thaingo.in.th

2  มาตรฐาน! กันเขตเหมืองหินปูน  แต่ไม่กันเขตทำกินของชาวบ้าน  ออกจากพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท

 

 

วันที่ 3 มิถุนายน 2563 ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่ – ผาจันได ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ว่ามีการติดประกาศเกี่ยวกับการประกาศพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาติ – ภูพระบาท (อุทยานแห่งชาติภูผายาเดิม)  ภายหลังมีการสำรวจพื้นที่ของสำนักบริหารพื้นที่ ๑๐ (อุดรธานี) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ในเขต ๓ จังหวัด  คือ ป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอย และป่านากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู (พื้นที่หลัก) ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขือน้ำ และป่ากุดจับ จังหวัดอุดรธานี และป่าสงวนแห่งชาติป่าโคกผาดำ ป่าโคกหนองข่า และป่าภูบอบิด จังหวัดเลย

โดยในประกาศอ้างถึงการจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ในพื้นที่ที่จะอยู่ในเขตจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ แต่อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ พบว่ามีการจัดรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๖๒ ชาวบ้านยืนยันว่าไม่ยินยอมให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อุทยานฯ เพราะทับที่ดินทำกินและเป็นแหล่งหาอยู่หากินของชาวบ้าน ซึ่งในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานฯที่มารับฟังฯได้รับคำคัดค้านชาวบ้านไปแล้วว่าจะไม่มีอุทยานแห่งชาติเกิดขึ้น

และอีกครั้งหนึ่งคือเมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา กลับมีการพลิกลิ้น กลับคำ  โดยแจ้งให้ชาวบ้านที่ทำกินในพื้นที่ที่มีใบ ภบท.๕ ไปยืนแปลง ชี้แนวเขตที่ดินทำกินใกล้พื้นที่ป่าสงวนฯ  ซึ่งทำให้ชาวบ้านหลายคนหวั่นใจว่าจะถูกหลอกให้ไปชี้พื้นที่ แล้วจะถูกยึดตามนโยบายทวงคืนผืนป่า เหมือนที่ ต.คำป่าหลาย  อ.เมือง จ.มุกดาหาร


ในขณะที่ชาวบ้านต้องหวาดระแวง และกังวลต่อการสูญเสียที่ดินทำกิน  สูญเสียพื้นที่สาธารณประโยชน์/พื้นที่ส่วนรวมที่ช่วยกันดูแลรักษา  เพื่อหวังจะได้พึ่งพาอาศัยหาอาหารเลี้ยงปากท้อง แต่ฝั่งอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการทำลายภูเขา ทำลายป่า ทำลายแหล่งต้นน้ำ ทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากการทำเหมืองหินปูน กลับไม่ต้องกังวลใด  ๆ เพราะหน่วยงานของรัฐได้จับมือกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าต้องกันเขตเหมืองหินปูนออกจากเขตอุทยานฯ

โดยกรมป่าไม้ ได้ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ กันเขตพื้นที่ที่ได้อนุญาตให้ภาครัฐหรือเอกชนเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ออกก่อนกำหนดเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ในปี ๒๕๕๔

จะเห็นได้ว่ากฎหมายและนโยบายของรัฐไม่เคยเอื้อประโยชน์แก่ประชาชน แต่มักจะเอื้อประโยชน์ทุกทางให้กับนายทุนเสมอ

.

ในขณะที่การเรียกร้องสิทธิการเข้าถึงที่ดินทำกินของประชาชน ต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมดำเนินคดี  ทั้ง  ๆ  ที่เป็นคนในพื้นที่  ได้อยู่อาศัยและปกป้องรักษาผืนป่าในพื้นที่มาโดยตลอด แต่เมื่อได้รับความเดือดร้อนไม่เคยถูกมองเห็น  แต่ฝั่งที่เป็นผู้ทำลาย กลับถูกปกป้อง คุ้มครองโดยรัฐอยู่เสมอ

ซึ่งสามารถเข้าไปทำลายและตักตวงผลประโยชน์โดยไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจใด  ๆ

ดังนั้นกรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯจึงสมควรถูกสังคมตั้งคำถามต่อความจริงใจ ความโปร่งใส เมื่ออ้างถึงการอนุรักษ์ดูแลป่า

หากการประกาศเขตอุทยานฯรอบนี้มีการทวงคืนผืนป่าจากประชาชน  เราก็คงจะได้เห็นการทวงคืนผืนป่าจากบริษัทเหมืองแร่เช่นเดียวกัน

เว้นเสียแต่ว่ากรมป่าไม้ตั้งใจจะเก็บป่าสงวนฯไว้สำหรับการทำเหมืองเท่านั้น ด้วยการอนุญาตให้เหมืองแร่เข้าใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวน ป่าเก่ากลอย และป่านากลางไปอีก ๑๐ ปี