Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

มนุษย์ที่ถูกกดขี่ซึ่งสิทธิและเสรีภาพ จะเป็นมนุษย์ที่มีสุขภาพดีได้อย่างไร

มนุษย์ที่ถูกกดขี่ซึ่งสิทธิและเสรีภาพ  จะเป็นมนุษย์ที่มีสุขภาพดีได้อย่างไร

24 June 2020

2036

 

 

          การต่อต้านขัดขืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548  หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  ได้มีการขยายตัวในวงกว้างขึ้น  มีการแสดงออกจากภาคประชาชนหลายกลุ่ม/องค์กร/เครือข่ายที่ลุกขึ้นมาต่อต้านขัดขืนการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในทุกภูมิภาค  หนึ่งในนั้นคือเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค  ได้นำรายชื่อกลุ่ม/องค์กร/บุคคลรวม 390 รายชื่อ  ยื่นจดหมายถึงคณะรัฐมนตรีและผู้ตรวจการแผ่นดิน  ในวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา  เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินควบคุมโรคโควิด 19 

          ด้วยเห็นว่าการขยายเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ออกไปอีกจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563  จะเกิดผลกระทบกับการดำรงชีวิตของประชาชน  และเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจำนวนมากเกินความจำเป็น  และสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจอย่างคลุมเครือไปในทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันควบคุมโรคระบาด   ในเมื่อขณะนี้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ภายในประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้นมากแล้ว  และการบังคับใช้กฎหมายปกติ  เช่น  พระราชบัญญัติโรคติดต่อ  และกฎหมายคนเข้าเมือง  ก็ให้อำนาจกำหนดมาตรการที่ครอบคลุมเพียงพอที่จะป้องกันและควบคุมโรคระบาดได้  จึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกแต่อย่างใด
          โดยในส่วนเนื้อหาของจดหมายที่ยื่นถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน  เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน  และการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19  และขอให้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจขยายระยะเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญในมาตรา 26  มีดังนี้

          “ตามที่นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน)  ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร  ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563  เพื่อยับยั้งและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโรคติดต่อโควิด  19  เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563  และได้มีประกาศขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 1) ลงวันที่ 28 เมษายน 2563  ให้ขยายไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563  โดยในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการออกข้อกำหนดโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  มาตรา 9 หลายฉบับ  เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาด  อันรวมถึงมาตรการให้ปิดสถานที่  ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหสถานในเวลากลางคืน  ห้ามการชุมนุม  มีข้อกำหนดเรื่องการเดินทางข้ามจังหวัดอย่างเข้มงวด 

          “ซึ่งขณะนี้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ภายในประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้นมาก  แต่ปรากฏว่าวันนี้ 26 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกลับยังคงมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)  และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  ให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือนจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

          “เครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค  เห็นว่า  การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและดำเนินการตามข้อกำหนดข้างต้น  แม้จะมีผลในการยับยั้งป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างเร่งด่วนในระยะแรก  แต่โดยที่ขณะนี้สถิติของผู้ติดเชื้อลดลงตามลำดับจนแทบไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่แล้ว  อันแสดงให้เห็นว่าการรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ของประเทศไทยนั้นไม่ได้อยู่ในสภาวะฉุกเฉินในระดับที่จะไม่สามารถควบคุมโรคได้อีก  

          “และที่สำคัญ  รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบังคับใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่  โดยเฉพาะพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558  ที่ให้อำนาจไว้อย่างครอบคลุม  และเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์โดยตรงในการควบคุมโรคติดต่อ  ควบคู่กับการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง  และการประสานความร่วมมือกับประชาชน  ก็เป็นแนวทางในการควบคุมสถานการณ์โรคติดต่อนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

          “รวมถึงยังมีกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่สามารถบังคับใช้ประกอบกันเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้  โดยไม่จำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  เช่น  พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง  พระราชบัญญัติการเดินอากาศ  พระราชบัญญัติสำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์  และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ  เป็นต้น  ซึ่งเป็นสามกฎหมายที่รัฐบาลและหน่วยงานได้นำมาบังคับใช้ในการประกาศกำหนดมาตรการและให้อำนาจแก่หน่วยงานเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันอยู่แล้ว  

          “และเนื่องจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวางและรุนแรง  เป็นรูปแบบการใช้อำนาจที่คลุมเครือ  ขาดการถ่วงดุลตรวจสอบ  ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองใช้อำนาจทางอาญาได้โดยมีบทบัญญัติยกเว้นความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่  และตัดอำนาจการตรวจสอบโดยศาลปกครอง  รัฐจึงต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ด้วยความระมัดระวังและจำกัดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

          “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  รัฐบาล  เจ้าหน้าที่รัฐ  และหน่วยงานด้านความมั่นคง  กำลังอ้างใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปในทางการจำกัดและคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน  โดยมิได้มีนัยยะเกี่ยวข้องกับการป้องกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด  19 แต่อย่างใด  ทั้งการปฏิบัติการระดับพื้นที่  เช่น  กรณีการจับกุมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่จากการกิจกรรมสื่อสารต่อสาธารณะในพื้นที่บำเหน็จณรงค์  จังหวัดชัยภูมิ  กรณีการยับยั้งการใช้เสรีภาพการแสดงออกของประชาชนในการคัดค้านการสร้างกำแพงกันคลื่นที่หาดม่วงงาม  จ.สงขลา  กรณีการข่มขู่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ไปยื่นร้องเรียนต่อสภามหาวิทยาลัยขอให้มีการลดค่าเทอมลง  การสกัดกั้น และดำเนินคดีประชาชนที่จัดกิจกรรมเนื่องในวันครบรอบ 6 ปีรัฐประหาร โดยอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  การปฏิบัติการตามนโยบายทวงคืนผืนป่า  ทั้งการตรวจยึดพื้นที่  ไถทำลายผลอาสิน  และฟ้องดำเนินคดี  

          “รวมถึงความพยายามในการผลักดันนโยบายสาธารณะที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรของประชาชนในห้วงเวลาที่ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและแสดงออกได้ตามปกติ  เช่น  กรณีการเข้าร่วมกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP)  และการเร่งรัดจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ  อำเภอจะนะ  จังหวัดสงขลา  เป็นต้น  

          “นอกจากนี้  การออกข้อกำหนดภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับต่าง ๆ ที่ผ่านมา  ยังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ  รายได้  และโอกาสในการประกอบอาชีพโดยปกติของทุกผู้คนในสังคม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจน  ผู้ใช้แรงงาน  และผู้ประกอบการอิสระในระดับเล็กและระดับกลาง  ในขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลับยังสามารถดำเนินโครงการเพื่อใช้ทรัพยากรและแสวงหาผลประโยชน์ท่ามกลางความยากลำบากแร้นแค้นของคนส่วนใหญ่ในสังคม  ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ  และจุดยืนของรัฐบาลในการบริหารประเทศอย่างชัดเจน

          “ผู้ร้องในนามเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค  และภาคประชาชนดังมีรายชื่อแนบท้าย  จึงเห็นว่า  การขยายเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ออกไปอีกจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563  จะเกิดผลกระทบกับการดำรงชีวิตของประชาชน  และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจำนวนมากเกินความจำเป็น  และสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจอย่างคลุมเครือไปในทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันควบคุมโรคระบาด  อันเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560  มาตรา 26 ที่บัญญัติว่า “การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้  กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม  ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ  และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้  รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย”  เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน  เป็นภาระแก่ประชาชน  และเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ  ซึ่งหลักความพอสมควรแก่เหตุตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นย่อมมีผลบังคับใช้กับการอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายออกกฎ  คำสั่งทางปกครอง  หรือกระทำการใด ๆ ที่มีผลเป็นการจำกัดหรือกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ยิ่งต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุด้วยเช่นกัน

          “ด้วยเหตุดังกล่าว  จึงมีคำขอต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน  ดังนี้  

          “1. ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560  มาตรา 22  เสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี  ให้ยกเลิกและไม่ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน  และการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด19

          “2. ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560  มาตรา 213  ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า  การกระทำของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี  ที่ใช้อำนาจขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563  เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560  มาตรา 26”

 

          สองวันต่อมา  ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2563  เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่  ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรของเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค  ได้มีการแสดงออกในหลายพื้นที่เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค  ที่เรียกร้องให้ยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  หนึ่งในนั้นคือ ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน’ ต.นาหนองบง  อ.วังสะพุง  จ.เลย  ที่ต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย  จนสามารถยกเลิกการทำเหมืองทองคำ  และกำลังผลักดันให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำการฟื้นฟูเหมืองตามคำพิพากษา  ได้ออกแถลงการณ์อย่างกระชับสั้นเพื่อร่วมสนับสนุนเครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค  โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญที่น่าสนใจ  ดังนี้

          “แถลงการณ์  มนุษย์ที่ถูกกดขี่ซึ่งสิทธิและเสรีภาพ  จะเป็นมนุษย์ที่มีสุขภาพดีไปได้อย่างไร

          “เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่  กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน  ที่ต่อสู้กับเหมืองทองคำจังหวัดเลย  จนสามารถยกเลิกการทำเหมืองได้  และกำลังผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูเหมืองอยู่ในขณะนี้  ขอร่วมสนับสนุน 'เครือข่ายประชาชน 5 ภูมิภาค' ที่กำลังรณรงค์ให้มีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  โดยใช้ พ.ร.บ. โรคติดต่อ ก็เพียงพอแล้ว

          “พวกเราเห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์  มาตรการของรัฐบาลที่ต้องการให้ 'สุขภาพนำเสรีภาพ'  โดยทำการละเมิดและลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหวเพื่อชุมนุมและแสดงความคิดเห็น  เพื่อต้องการควบคุมโรคโควิด 19 ให้เด็ดขาดนั้น  เป็นมาตรการที่ขาดความเข้าในความเป็นมนุษย์อย่างถ่องแท้

          “เนื่องจากมนุษย์ที่มีสุขภาพดี  แต่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ  จะเป็นมนุษย์ที่ไร้ซึ่งความสุข  เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งที่เป็นบ่อเกิดของโรคอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

          “ดังนั้น  การลิดรอนและละเมิดสิทธิและเสรีภาพ  ตัดขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาบ้านเมือง  ด้วยการที่รัฐบาลต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไปอีก 1 เดือน  จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้  จึงขอคัดค้านมา ณ ที่นี้”.

Recent posts