ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีงาน thaingo ดูและคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

พม่ากับไทย

 

พูดถึงประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างพม่า นี่ มีเรื่องราวข้องเกี่ยวกันมายาวนานมาก เกี่ยวแม้กระทั่งในตำราเรียนทางประวัติศาสตร์ของประเทศเรา ก็ยังยึดโยง ชื่อ ประเทศนี้ มาไว้ในตำรา


พม่า เป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งในจำนวนหลายกลุ่มซึ่งเยอะมาก พม่าเคยรุ่งเรืองจากการถูกยึดเป็นอาณานิคมของอังกฤษ จนข้าราชบริพารของไทยไม่น้อย ไปเรียนมหาวิทยาลัยของอังกฤษที่ประเทศพม่า จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มทหารหนุ่มก็ลุกขึ้นต่อสู้ ปลดแอกประกาศอิสรภาพ จากนั้นไม่นานก็ถูกทหารยึดอำนาจ ปิดประเทศและครองอำนาจมายาวนาน จนกลายเป็นประเทศที่หล้าหลัง จนเมื่อไม่มีกี่ปี ก็ได้ปลดระวาง อิ่มตัวและปล่อยให้มีการเลือกตั้ง  เพราะพม่า เป็นประเทศที่ทรัพยากรธรรมชาติเยอะมาก ทั้งน้ำมัน พลังงาน แร่ อาหารทะเล ผืนดินอุดมสมบูรณ์ ฯลฯ  อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญ แม้ว่าจะระหองระแหง กับชนกลุ่มน้อย เรื่อยมา แต่ความเจริญก็รุดหน้ามาก มีกลุ่มทุนเข้าไปลงทุนต่อเนื่อง และกระแสประชาธิปไตยก็ฟื้นคืนมีชีวิตชีวา แต่ก้ไม่น่าเชื่อ บรรยากาศกลับมาคล้าย การเมืองแบบไทยๆ นั่นคือ ทหารไม่ยอมลดละบทบาทชี้นำ จนถึงที่สุด ก็รัฐประหาร ตามตำรา การเมืองในภูมิภาคอาเซียน


หลายคน รวมทั้งผม เราต่างก็แอบ เฝ้ามอง ว่า ประชาชนชาวพม่า จะจำนน หรือ ปีติยินดีกับการรัฐประหารเหมือน คนไทยหรือเปล่า ?  ปรากฏว่า หัวใจของคนพม่า ที่คนไทย โคตรรักชาติ ทั้งหลาย หัวเราะ จนกลิ่นขี้ฟันฟุ้ง หัวใจเขาใหญ่มาก คนพม่าปรารถนา และเรียกร้อง ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าวิบากกรรมของเขาบนเส้นทาง ประชาธิปไตย นั้น ต่อสู้ สูญเสีย มาเยอะมาก และยาวนาน แม้ว่ายังหาหนทาง รูปแบบ ทางออกในความหลากหลาย ในการบริหารจัดการบ้านเมือง ให้ ลงตัว เหมาะสม สร้างดุลอำนาจ ยังไม่ได้ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมา นั้น ยืนยันชัดเจน ว่า ประชาชนของเขาเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย แบบสากล ไม่ใช่ประชาธิปไตย แบบพม่า หรือ ที่ประชาชนชนประเทศนี้เรียก ว่า แบบไทยๆ

ในขณะที่ ถ้ามามองไทย ผมยังเห็น ผู้คนถือดอกไม้ไปยื่นให้ทหาร ได้ยินเสียงนกหวีดดังไปสุดถนนหนทาง ลิงโลด กับรัฐประหาร ด้วยความดีใจ และได้อ่าน ถ้อยคำ แขวะ ขวาก ถากถาง ใส่ร้าย ป้ายสี แม้กระทั่งเด็กๆ ที่พยายามออกมาเดินบนถนนเรียกร้อง ประชาธิปไตย

 

หากใครติดตามการเมืองในพม่าจะทราบดีว่า รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าก็โหดร้ายไม่น้อยกว่าชาติใดๆ ความทรงจำนี้ย้อนไปเมื่อ 30 ปี ที่ขบวนการนิสิต นักศึกษา พระ ปัญญาชน และประชาชนชาวพม่าต่อสู้เรียกร้อง จนถูกปราบปรามล้มตายจำนวนมาก ครั้งนั้น ทำให้ประเทศพม่า หลงเหลือแค่ทหารกับชาวบ้าน ดิ่งเหวกลับไปจ่อมจมกับสังคมที่ไร้เสรีภาพ จนวันหนึ่งก็อิ่มตัว มีความคิด ความฝัน อยากเจริญทัดเทียมกับกระแสโลก หรือเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน จึงเริ่มเปิดประเทศ ทำการค้า รับการลงทุน มีรัฐสภา มีสถาบันกฎหมาย มีประชาชนคอยถ่วงดุล

การรัฐประหาร ครั้งนี้สะท้อนความจริงทางสังคมในภูมิภาคอาเซียนว่าหนีไปไม่พ้น รากเหง้าสังคมอำนาจนิยม และเป็นกลุ่มประเทศที่ทหารมีบทบาท มีอำนาจและหวงอำนาจ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองสูงมาก แต่ถึงกระนั้น ก็น่าจับตามองว่า ระหว่างไทย ที่วางรากฐานการเมืองในประชาธิปไตยมาเกือบตลอด กับพม่าที่พึ่งได้ชิมลางเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม ได้ไม่นาน  ใครปลดปล่อยประเทศ ปลดแอกกดคอจากอำนาจนิยม ที่มีทหารคอยกำหนด ไปสู่เสีรภาพประชาชน ได้มากกว่ากัน