ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีงาน thaingo ดูและคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

ทำไม... ไม่ย้ายประเทศ ?

การศึกษาประวัติศาสตร์ด้านพัฒนาการทางสำนึกด้านการเมืองของคนท้องถิ่น คนชนบท ทำให้เราเข้าใจ ลึกขึ้น ว่าทำไม ชาวบ้านจึงมีท่าทีเพิกเฉย เรื่องการต่อสู้ กับอำนาจ หรือการยืนข้างใคร เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือเพื่อใคร เพื่ออะไรก็แล้ว เพราะเราชาวบ้าน คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ มีหนทางเลือกไม่มาก ส่วนมากมีวิถียึดโยงชีวิตกับที่ดิน กับชุมชน กับญาติ พี่น้อง

อย่าคิดไปเองว่า เราชาวบ้านมองไม่เห็น ความไม่ถูกต้อง ความอยุติธรรม ไม่อยากสู้ ไม่อยากชนะ ไม่อยากกำหนดโชคชะตากรรม หรือ เรียกร้อง สิทธิอันพึงได้พึงมี แต่วิถีชีวิตที่ เลือกไม่ได้ สอนให้เราต้อง หาวิธีอยู่ ซึ่งสุดท้ายก็หลบก็เลี่ยง ยอมได้ยอม ก้มได้ก้ม หรือต้องคลาน ก็ยังดีกว่า เดือดร้อน ตัวเอง ครอบครัว

 

และมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เรายังมีที่เดิน ที่ทำกินบ้าง ขยันก็ยังพอได้ ให้ลูกหลาน ความสุขเรายังมี ความเชื่อเรายังถูกเคารพ แดนสวรรค์จริงๆ ไม่มีหรอก เพราะความสุขของเรา มันมีรหัส ความหมาย หลายอย่าง ความเชื่อ ความศรัทธา ศาสนา วิถีปฏิบัติ วัฒนธรรม ภาษา อาหาร การแต่งกาย ฯลฯ เราโตมา เราถูกหล่อหลอม เราผูกพันยอมรับ มาตลอดชีวิต

ฉะนั้น ใครก็ตามที่เอ่ยว่า จะย้ายไปอยู่ถิ่นอื่น ที่อื่น ( ที่ไกลโพ้น อีกฟากโลก ) สำหรับคนที่ผูกพัน ยึดโยงชีวิตจิตใจกับคน กับที่อยู่ที่กิน สืบทอดกันมา จึงไม่สามารถจะเข้าใจได้ หรือ รู้สึกว่า เป็นแนวคิด เป็นโอกาสที่ดี

การโยกย้ายของคน เพื่อไปหาที่ที่ดี มีมานมนาน บางความเชื่อ บางคน สามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ อุดมสมบูรณ์ มีข้าวปลาอาหาร มีการปกครองที่ดี มีชีวิตใหม่ที่ใฝ่หา ก็แล้วแต่เหตุผลใคร จะยกมาเลือก

แต่เมื่อวานที่ผมด่า “ ค ว ย “ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลนี้ แต่เหตุผลอื่น มาจากการต่อสู้ มาจากชนชั้นนำ ในประเทศนี้ ที่ได้ไปชม ชื่น รู้เห็น บ้านอื่นเมืองอื่นมา ก็นิยม ก็อยากจะเปลี่ยนแปลง มาปลุกปั่น สร้างมโนภาพ สร้างอุดมการณ์ ถึงชีวิตใหม่ แบบบ้านเมืองเขา และ ให้ชาวบ้านต่อสู้ อุทิศชีวิต เพื่อ.....  เพื่อประชาธิปไตย เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อโอกาส ผลประโยชน์ ของชนชั้นนำใหม่  หรืออะไรก็แล้วแต่... 

หลายปีมานี่ ชาวบ้านออกไปสู้ บ่อยมาก ไปเรียกร้อง ไปทำเนียบ ไปถนนราชดำเนิน ไปศาลากลาง ไปกับ
NGOs ไปกับนักการเมือง ไปกับแกนนำเคลื่อนไหว ไปแล้วกลับมา ก็ยังไม่ได้ชีวิตที่ดี กลับมายิ่งลำบาก ขาดรายได้ มีรายจ่าย ร่าสาโท รกร้าง ลูกเมียร้าวฉาน แตกแยก แผ่นดินที่เคยเดินร้อนระอุ แต่ก็กัดฟันทนอยู่ ต่อสู้ เพื่อชีวิตใหม่ที่ดี สืบลูกหลาน เพื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน

 

หลายคนเลือก เสียสละ พลีชีวิต อุทิศตน ท่ามกลางน้ำตา ความรักความห่วงใยของญาติพี่น้อง แต่เพื่อให้ได้ชีวิตใหม่ เพื่อยืนหยัดร่วมต่อสู้ กับคนมีอุดมการณ์เดียวกัน ผละชีวิตออกจากที่ดินที่ย่ำเดินมา แต่เยาว์วัย มานอนกลางถนน เรียกร้อง ถึงการเปลี่ยนแปลง แต่วันหนึ่ง เมื่อสถานการณ์พลิกผัน เป็นฝ่ายปราชัย ถูกล้อมปราบ ถูกคุกคาม ข่มขู่ ต้องหนีหัวซุกหัวซุน คนที่ไม่มีที่ไปก็เดินเข้าคุกบ้าง เข้ามอบตัวบ้าง เข้าไปยอมรับ ฟังคำสั่งคำสอน กรอกหู ให้เชื่อ ในสิ่งที่ปฏิเสธ และอยากเปลี่ยนแปลง แต่หลายคน มีทุน มีเส้นสาย อำนาจ ก็หนีย้ายไปอยู่ประเทศอื่น มีชีวิตใหม่

 

เราชาวบ้าน กลับมาอยู่อย่างหวาดผวา ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ประวัติศาสตร์ทางสำนึกด้านการเมืองการปกครอง ตอกย้ำทุกคน และสอนลูกสอนหลาน มาแบบนี้ ว่า “ไอ้พวกแกนนำ ถึงเวลาหนึ่ง มันก็เผ่นไปที่อื่น แต่มึงต้องกลับมาผจญมาเผชิญ ร่วมตายด้วยกัน ไม่มีใครหรอก ใส่ใจมึง นอกจากญาติพี่น้อง”

 

ในขณะที่มึง น้ำตาไหลพรากซาบซึ้ง กับคำประกาศจากปากแกนนำ จากปากชนชั้นนำ ว่าจะต่อสู้ เปลี่ยนแปลง หรือ จะทำเพื่อพวกมึง ไอ้พวกนี้ มีบ้าน มีหลักประกันอยู่ต่างประเทศ ทั้งนั้น ในขณะที่มึงวิ่งไปปะทะ ห่ากระสุนต่อสู้ พวกนี้ จองเที่ยวบินหนีออกนอกประเทศเรียบร้อยแล้ว !!



สมัยพวก รสช. คมช. กลุ่มทหารขวาจจัด รัฐประหาร ล้มระบอบทักษิณ กวาดล้างอยู่ 2 รอบ พวกชนชั้นนำหนี ไปต่างประเทศ  บางพวก เงินน้อย เส้นสายต่ำ ก็หนีไปได้แค่ ลาว กัมพูชา ซึ่งสุดท้าย ประเทศพวกนี้ คุ้มกะลาใครไม่ได้หรอก เพราะเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นมาเป็นอันดับหนึ่ง สุดท้ายก็ถูกอุ้ม ฆ่า หมด

ผมมีคำถามในใจมาตลอด  ถึงเหตุการณ์เคลื่อนไหว ของคนหนุ่มสาว ว่า ทำชาวบ้านเพิกเฉยขนาดนี้ ชาวบ้านดูข่าว เห็นการเมือง รู้ว่า สิ่งที่เด็กๆ ต่อสู้คืออะไร รู้ว่า ระบอบประยุทธ กำลังทำลายประเทศยังไง แต่ก็นั่นแหละ 
1 ในเหตุผล หลายๆข้อ ที่ชาวบ้านตอบตัวเอง คือ ถ้าสู้ แล้วแพ้ กูจะไปอยู่ไหน ?  ( ในขณะที่แกนนำเผ่นไปอยู่ต่างประเทศ) ซึ่งต่อให้มีเงิน (มีคนให้คนสักก้อน) แต่ชาวบ้านมีวิถีเกษตรกร ผูกพันที่ดิน ญาติโยง ชุมชน ไม่ไปหรอก ดังนั้น ไอ้แวคิดวัฒนธรรม “ย้ายไปอยู่ที่อื่น ประเทศอื่น” มันเป็นสิทธิ และ เสรีภาพ ผมเข้าใจได้  “เงินมึง มึงจะไปไหนก็เรื่องของมึง”

เด็กรุ่นใหม่ ไมได้ผูกพันยึดโยงตัวเองกับใคร กับแผ่นดิน กับวิถีวัฒนธรรม พวกโตมากับอาหารกล่อง จอคอม จอโทรศัพท์ ไม่ได้มีชีวิตร่วมยาก ร่วมต่อสู้ กรากกรำบนผืนดิน ไม่มีมโนภาพชีวิต การกำเนิดกับไร่ กับนา จึงมองชีวิตอยู่ไหนก็ได้ ไปไหนก็ได้ กับใครก็ได้ ก็ไม่แปลก สังคมไทย เลี้ยงเด็กมาแบบนี้ ซะส่วนมาก ก็ปล่อยไป จะไปอยู่ไหน ก็ไป

แต่ถ้าเป็นแกนนำ มึงก็อย่าเสือกมาชวนกู ไปร่วมต่อสู้....
!!   ก็แค่นั้น
...

 

โดย  เกษตรกรขถ จาก ไร่ทวนลม