Advertisement

Banner 600×250 px
Advertise with us

Advertisement

Banner 600×250 px
Advertise with us

สำหรับท่านที่โอนเงินหลังวันที่ 9 เมษายน 2569 ทางเราจะส่งใบเสร็จหลังเทศกาลสงกรานต์
For those who make payments after April 9, 2026, we will issue the receipt after the Songkran Festival.

ThaiNGO

Development News and Information Sources

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back
24 June 2021 5867

อยู่ให้รัก จากให้คิดถึง37

อยู่ให้รัก จากให้คิดถึง

ไม่มีอะไรน่าเจ็บปวดรวดร้าวเท่ากับ คนสูงอายุ หรือ คนแก่กว่าต้องมาจัดงานศพผู้อ่อนเยาว์ หรือลูกหลาน มันทำให้หัวใจเยียบเย็น ชวนอ่อนแรง แต่ความไม่แน่นอน คือสิ่งที่แน่นอน “อนิจจัง อนัตตา” ความสำคัญของการมีชีวิตสำหรับ ไม่ใช่การอยู่ยืนยาว หรือ แสวงหาความมั่งคั่ง แต่อยู่แล้ว มีคนรัก มีคนผูกพันห่วงใยและเมื่อจากไป มีคนอาลัยห่วงหา

ครั้งหนึ่งผมเคยไปร่วมงานศพแม่เพื่อน ครอบครัวชนชั้นล่างในเมืองกรุง อยู่อย่างเงียบเหงา สู้ชีวิต เมื่อตายก็ตายหว้าเหว่ ลำพัง  มีแค่ลูกๆ กับเพื่อนลูกๆ 
2-3 คน มานั่งฟังพระสวด แล้วก็กลับบ้าน ทิ้งศพไว้ลำพังในศาลา ครั้งนั้น ทำให้ผมมองชีวิต ว่า แท้จริง มันไม่ได้มี ห่าอะไรเลย!!

 

คนปัจจุบัน นอกจากลูกน้อย ตัดห่างจากระบบ หรือ  ความสัมพันธ์กับญาติๆ ส่วนมากเกาะเกี่ยวแค่กับคนในสายเลือด นอกนั้น ก็ต่างคนต่างอยู่ บ้านใครบ้านมัน และคนไทยรากฐานเป็นสังคมยึดโยงกับผีกับบรรพชน และนับถือพุทธ ที่มากไปด้วยพิธีกรรม ความเชื่อ ทำให้ คนมาอยู่ด้วยกันอย่างผูกโยง ช่วยเหลือกัน เพราะทุกคนตระหนัก เราเดินไปนอนตายบนเมรุและเผาตัวเองไม่ได้ เรานิมนต์พระมาสวด เก็บเถ้าตัวเองไม่ได้ เราจึงมีภาระหน้าที่ ต่อคนอื่น ที่เรียกว่า ทาน ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ความรัก ความใส่ใจ แบ่งปันเกื้อกูลกัน

เราแค่คนตัวเล็กๆ ไร้ชื่อ ไร้นาม ไร้ฐานะตัวตน เราไม่มีทุนทรัพย์สมบัติ เรามีชีวิตไปวันๆ หาเช้ากินค่ำ พันธสัญญากัน กลั่นกลายเป็นสำนึก ในชุมชน ช่วยเหลือ แบ่งเบากันจึงถูกสืบทอด และ ช่วยเหลือกันเรื่อยมาก ครั้งหนึ่งผมป่วยหนักมาก จนอาการทรุดลงๆทำท่าจะไม่รอด  ผมนอนหายใจรวยรินอยู่ในห้อง ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครรู้เห็น จนเช้าวันหนึ่ง เมื่อผมลืมตาขึ้น ผมบอกตัวเองว่า ผมจะมาตายอย่างโดดเดี่ยว ใกลพี่ไกลน้อง ไกลญาติ พ่อแม่ ไกลจากผืนดิน กลบร่าง ในดินแดนคนแปลกหน้าแบบนี้ ไม่ได้ ... ผมต้องลุกขึ้น ออกไปหาข้าวกิน ออกไปหายา ผมพยุงร่างอันแหบโหยเดินไปหาข้าวที่ปากซอย ซึ่งระยะทาง แค่
200 เมตร แต่ยามนั้น เหมือนเดินมาทั้งชีวิต รู้สึกไกลเหลือเกิน รอดจากวันนั้น ผมบอกตัวเองทุกวัน ว่า ผมจะกลับมานอนตายที่บ้าน!!

10 กว่าปีมาแล้ว ที่ผมกลับมาอยู่บ้าน ผมไม่ป่วยหว้าเหว่ในก้นบึ้ง เช่นแต่ก่อนครั้งอยูกรุงเทพฯ แต่ก็เศร้าบ้างบางครั้ง ที่เห็นคนชนบท ตื่นรวย เย่อหยิ่งและตัดความสัมพันธ์กับญาติ กับคนอื่นๆ ในชุมชน หมู่บ้าน ความรวย ฐานะ หน้าที่การงาน กลายเป็นเงื่อนไข สำคัญที่คนปัจจุบันหลุดออกจากความห่วงใยต่อกัน ยิ่งข้าราชการ บ้านหลังใหญ่ นี่แทบ ไม่เคยทักทาย หลายคนผมเคยเตือน  ว่า การส่งลูกหลานตัวเองไปเรียนข้างนอกและจำกัดพื้นที่ชีวิตให้เขาอยู่ในบ้าน เล่นแต่กับญาติ กับพี่น้องตัวเอง นั่นคือ การทำลายทุนทางสังคม ที่คนโบร่ำโบราณสืบสานสอนมา สนใจแต่จะหาเงิน วันหนึ่ง คนบ้านนอก ก็มีชีวิตไม่ต่างจากคนเมือง ออกห่างและเฉยชา

ไหนๆ ก็ยังหายใจอยู่ อยู่ให้คนรัก จากให้คนอาลัย ดีกว่า.... ครับ

 

 

จากเกษตรกรขบถ แห่งไร่ทวนลม

Recent Articles