Advertisement

Banner 600×250 px
Advertise with us

Advertisement

Banner 600×250 px
Advertise with us

ThaiNGO

Development News and Information Sources

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back
14 October 2026 28

แอมเนสตี้เรียกร้องนายกฯ ต้องถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์”

แอมเนสตี้เรียกร้องนายกฯ ต้องถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์”

ประเทศไทย: นายกรัฐมนตรีต้องถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

(English below)

 

อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ควรถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) จากการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการทุจริตของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในปี 2567 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวในวันที่ 12 ตุลาคม 2569 พร้อมเตือนว่าการฟ้องร้องดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจโดยภาคประชาชน

 

ยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกลงโทษ การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมจะสะท้อนให้เห็นได้จากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิและแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะเป็นการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศก็ตาม รัฐไทยต้องรับประกันว่าจะไม่มีใครถูกดำเนินคดีอาญาเพียงเพราะเขาออกมาแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคม

 

“นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่งชีพ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนเอง มีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พวกเขาต้องสามารถทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตอบโต้

 

“เมื่อผู้นำรัฐบาลใช้การฟ้องคดีอาญากับผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ประชาชนคนอื่นๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิรับรู้”

 

ยิ่งชีพ ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปกฎหมาย และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยคดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ขณะยื่นข้อมูลต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดปกติในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ซึ่งมีการกล่าวถึงนักการเมือง 9 คน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติดังกล่าว

 

ด้านอนุทินปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าข้อความที่ยิ่งชีพกล่าวในการแถลงข่าวเป็นเท็จและทำให้ตนเสียชื่อเสียง ก่อนจะยื่นฟ้องยิ่งชีพต่อศาลเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยศาลกำหนดวันไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หากศาลตัดสินว่ามีความผิด ยิ่งชีพอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

 

ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอนุทินยังเคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของ กกต. เคยมีความเห็นว่าควรดำเนินคดีกับอนุทินต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญากับอนุทิน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีกรรมการ กกต. 2 คนที่เห็นว่าควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา การที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวเคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ และประชาชนสามารถนำมาพูดคุยหรือตั้งคำถามได้ อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง

 

คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบเพื่อดำเนินคดีกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานและเป็นแบบแผน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกข้อมูลการดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เปิดเผยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจ การดำเนินคดีเช่นนี้อาจสร้างภาระทางการเงินและแรงกดดันด้านจิตใจอย่างมากต่อผู้ถูกดำเนินคดี 

 

ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการใช้คดีความเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอยู่แล้วบางส่วน โดยมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีอาญาที่ประชาชนเป็นผู้ฟ้อง หากพบว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต ขณะที่คำแนะนำของประธานศาลฎีกา ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ก็ได้กำหนดแนวทางให้ศาลใช้พิจารณาคดีในลักษณะดังกล่าว

 

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPPs ซึ่งหมายถึงการใช้คดีความเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือปิดกั้นไม่ให้ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบการใช้อำนาจ หรือมีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ การที่นายกรัฐมนตรีฟ้องยิ่งชีพในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา จึงถูกมองว่าสวนทางกับความพยายามในการปฏิรูปกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปากดังกล่าว

 

ข้อที่ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองทำหนดให้การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องมีกฏหมายรองรับมีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม จำเป็นและได้สัดส่วน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่า บุคคลสาธารณะ รวมถึงผู้นำรัฐบาล ย่อมถูกวิจารณ์ได้ และควรยอมรับประโยชน์สาธารณะของประเด็นที่วิจารณ์เป็นข้อต่อสู้ในคดีหมิ่นประมาท พร้อมเรียกร้องให้รัฐพิจารณายกเลิกความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท โดยการจำคุกไม่ใช่บทลงโทษที่เหมาะสมไม่ว่าในกรณีใด

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และเตรียมเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review รอบที่ 4 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นกระบวนการของสหประชาชาติที่เปิดให้ประเทศสมาชิกตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

 

โดยกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD กำหนดให้ประเทศไทยต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเคารพหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนผ่านการปฏิบัติจริง ทั้ง 2 กระบวนการจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะแสดงให้เห็นว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม และตรวจสอบการใช้อำนาจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะได้อย่างปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกกฎหมายที่กำหนดให้การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา และมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้มีการนำคดีอาญาหรือคดีแพ่งมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะเป็นบุคคลทั่วไป เอกชน หรือหน่วยงานรัฐ พร้อมย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระมีความสำคัญต่อการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน

///

 

Thailand: Prime Minister must withdraw criminal defamation lawsuit against rights defender Yingcheep Atchanont 

Prime Minister Anutin Charnvirakul should withdraw his criminal defamation complaint against Yingcheep Atchanont, director of Thai civil society organisation iLaw, over public remarks concerning alleged political involvement in irregularities in the 2024 Senate selection process, Amnesty International Thailand said today, warning that the lawsuit risks deterring public scrutiny of those in power.

 

“Speaking out in the public interest deserves protection, not punishment. Thailand’s commitment to the rule of law will be measured by whether people can exercise their rights safely, including when their words challenge the country’s most powerful officials. The authorities must ensure that no one faces criminal punishment simply for raising their rightconcerns about public affairs” said Yuhanee Jehka, Executive Director of Amnesty International Thailand.

 

“Human rights defenders such as Yingcheep play a vital role in helping people understand their rights, participate in public affairs and hold those in power accountable. They must be able to carry out this work without fear of retaliation.

 

“When the Prime Minister responds to public scrutiny with a criminal lawsuit, the impact reaches beyond the person being sued. Others may hesitate before reporting possible wrongdoing or raising concerns that the public has a right to hear.”

 

Yingcheep leads iLaw, a Thai organisation working on human rights, legal reform and public participation. The complaint concerns remarks Yingcheep made at Parliament on 21 July 2026, when he presented information to the opposition and called for an investigation into alleged links between nine political figures and irregularities in the 2024 Senate selection process. His remarks included allegations concerning Anutin and figures associated with the Bhumjaithai Party.

 

Anutin denies wrongdoing and alleges that Yingcheep’s statements were false and damaged his reputation.  On 15 September 2026, he filed a private criminal defamation complaint under Sections 326 and 328 of the Criminal Code. A preliminary hearing is scheduled for 14 December 2026. If convicted, Yingcheep could face up to two years in prison and a fine of up to THB 200,000.

 

The case arises against a longstanding pattern of criminal complaints and abusive litigation targeting human rights defenders and other critical voices in Thailand. Amnesty International has previously documented criminal defamation proceedings against defenders who raised concerns about alleged wrongdoing by powerful actors, including state agencies and businesses. Such proceedings can impose substantial financial and psychological burdens, regardless of their eventual outcome. 

 

Thailand already has some safeguards against abusive litigation. Section 161/1 of the Criminal Procedure Code empowers courts to dismiss private criminal complaints brought in bad faith.  Recommendations issued by the President of the Supreme Court and published in the Government Gazette on 29 May 2026 provide guidance on identifying such cases. The Ministry of Justice has also been developing legislation to address strategic lawsuits against public participation, known as SLAPPs—abusive litigation used to intimidate people or suppress their involvement in matters of public interest. The Prime Minister’s pursuit of criminal defamation proceedings over Yingcheep’s remarks runs counter to the purpose of these reforms.

 

Under Article 19 of the International Covenant on Civil and Political Rights, restrictions on freedom of expression must be provided by law, pursue a legitimate aim, and meet strict requirements of legality, necessity and proportionality. The UN Human Rights Committee has emphasised that public figures, including heads of government, are legitimately subject to criticism. It has also stated that the public interest in the subject matter of criticism should be recognised as a defense against defamation allegations. The Committee has called on states to consider decriminalising defamation and made clear that imprisonment is never an appropriate penalty for it.

 

Thailand is pursuing membership of the Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) and preparing for its fourth UN Universal Periodic Review in November 2026. Its OECD accession roadmap identifies the rule of law and human rights as fundamental values that must be demonstrated in practice. These processes provide an opportunity to turn commitments into effective protection for people who speak out in the public interest.

 

Amnesty International calls on the Thai authorities to repeal criminal defamation provisions and adopt effective safeguards that protects people who speak out in the public interest, whether they face private lawsuits or prosecution by the state. Protecting freedom of expression through an independent justice system is essential to ensuring that everyone can participate in public affairs safely.

 

Recent Articles