Development News and Information Sources

“ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ถูกลงโทษทางวินัยในกรณีซึ่ง ได้กระทำก่อน หรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และได้รับโทษหรือรับทัณฑ์ทั้งหมดหรือบางส่วนไปก่อนหรือในวันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้น ๆ” (พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 5 ธันวาคม 2550)ดังนั้น หากคุณยงยุทธจะได้รับการล้างมลทิน ก็จะต้องเข้าเงื่อนไข 2 ประการ คือ (1) คุณยงยุทธต้องได้กระทำผิดวินัยก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และ (2) คุณยงยุทธต้องได้รับโทษไปทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ในกรณีนี้ ชัดเจนว่า ปัญหากรณีที่ดิน ‘อัลไพน์’ อันนำมาสู่การไล่ออกนั้น เกิดขึ้นก่อน วัน ที่ 5 ธันวาคม 2550 อย่างไรก็ดี ยังมีข้อถกเถียงว่า กรณีนี้จะถือได้ว่า คุณยงยุทธได้รับโทษไปแล้วก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 หรือไม่ ? ‘ฝ่ายรัฐบาล’ ได้อ้างความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบกับสำนักงาน ก.พ. ซึ่งพิจารณาระเบียบราชการที่ให้การไล่ออก ‘มีผลย้อนหลัง’ ไปถึงปี 2545 ก่อนที่คุณยงยุทธจะเกษียณจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็ต้องถือว่า คุณยงยุทธได้รับโทษโดยถูกไล่ออกไปแล้วก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ดังนั้น จึงเข้ากรณีที่จะได้รับการล้างมลทินตามเงื่อนไข มาตรา 5 ข้างต้น แต่อาจมีผู้โต้แย้งว่า กรณีดังกล่าว มิอาจถือว่าคุณยงยุทธได้ถูกลงโทษ เพราะคำสั่งหรือมติให้ไล่ออกนั้น ได้มีขึ้นในปี 2555 และไม่อาจถือให้เกิดผลย้อนหลังได้ ผู้เขียนเห็นว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าว มีปัญหาหลายประการ ประการแรก กฎหมายล้างมลทิน มาตรา 5 มิได้มุ่งพิจารณาที่เวลาของคำสั่งหรือมติให้ไล่ออก แต่มุ่งพิจารณาไปที่การกระทำความผิดวินัยว่าเกิดขึ้นเมื่อใด (ดูความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 282/2540) และ ประการที่สอง หากมองว่าการไล่ออกไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้ ก็จะเกิดคำถามว่า จะลงโทษข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้วอย่างไร และยิ่งไปกว่านั้น ก็จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตโดยการเอื้อประโยชน์เพื่อถ่วงเวลาการ พิจารณาเอาผิดทางวินัย โดยรอให้มีการเกษียณอายุจนไม่อาจลงโทษย้อนหลังได้ ดังนั้น ในชั้นนี้ ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับ ‘ฝ่ายรัฐบาล’ ว่า คุณยงยุทธได้รับการล้างมลทินไปแล้ว (อย่างไรก็ดี ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับแนวการตรากฎหมายของรัฐสภา และการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ทำให้เกิดช่องว่างในกรณีที่ผู้ได้รับ โทษทางวินัยยังไม่เกษียณอายุราชการ ซึ่งแม้จะกระทำผิดในระยะเวลาที่คุ้มครองโดยกฎหมายล้างมลทิน แต่หากถูกสอบสวนนานจนมารับโทษภายหลังมีการตรากฎหมายล้างมลทิน ก็จะเท่ากับไม่ได้รับการล้างมลทินไปโดยปริยาย ทำให้ข้าราชการที่ยังไม่เกษียณอายุได้รับประโยชน์อย่างไม่เท่าเทียมภายใต้ กฎหมายฉบับเดียวกัน) 6. แม้คุณยงยุทธได้รับการ ‘ล้างมลทิน’ (กรณีสมัยรับราชการกระทรวงมหาดไทย) ตามเหตุผลที่อธิบายมาข้างต้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณยงยุทธจะสามารถอยู่ในตำแหน่ง ‘รัฐมนตรี’ และ ‘ส.ส.’ ได้อย่างสบายใจ เพราะยังอาจมีผู้นำกรณีคุณยงยุทธไปสู่ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ โดยรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของแต่ละสภา สามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานสภาของตนเพื่อส่งคำร้องให้ศาล นอกจากนี้ ‘คณะกรรมการการเลือกตั้ง’ จะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาเองก็ได้ ไม่ต่างจากกรณี ‘คุณสมัคร สุนทรเวช’ ที่ถูกทั้งสมาชิกรัฐสภา และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญในเวลาเดียวกัน 7. หากกรณีดังกล่าวไปถึง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ผู้เขียนเห็นว่า ศาลอาจพิจารณาประเด็นการพ้นจากตำแหน่ง ‘รัฐมนตรี’ และ ‘ส.ส.’ โดยอาศัยเหตุผลในประเด็นต่อไปนี้ - ศาลอาจพิจารณาถึง ‘กฎหมายล้างมลทิน’ ว่ามีผลย้อนหลังกลับไปก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ตามที่รัฐบาลอ้างได้หรือไม่ และเมื่อศาลเห็นได้ว่ากฎหมายบัญญัติว่า “ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้น ๆ” ก็ย่อมต้องตีความกฎหมายให้เชื่อมโยงทั้งระบบ โดยถือว่าคุณยงยุทธย่อมไม่เคยถูกไล่ออก และไม่มีเหตุให้เข้า ‘ลักษณะต้องห้าม’ - ศาลอาจพิจารณาถึงความหมายที่แตกต่างระหว่าง ‘คุณสมบัติ’ และ ‘ลักษณะต้องห้าม’ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีการ “เคยถูกไล่ออก” นั้น กฎหมายอาจไม่ได้ถือเป็นคุณสมบัติตายตัวถาวร แต่ถือว่าเป็น ‘ลักษณะต้องห้าม’ ซึ่งสามารถปรับปรุงแก้ไขให้พ้นจากลักษณะดังกล่าวได้ เช่น โดยการอาศัยกฎหมายล้างมลทิน เป็นต้น (การวิเคราะห์ความหมายที่แตกต่างระหว่าง ‘คุณสมบัติ’ และ ‘ลักษณะต้องห้าม’ นี้เอง คือสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากเหตุผลของศาลในคดี ‘คุณสมัคร สุนทรเวช’) - แต่หากศาลไม่พิจาณาถึงความหมายของ ‘ลักษณะต้องห้าม’ ให้ถ่องแท้ ศาลอาจให้น้ำหนักกับ ‘คุณธรรม-จริยธรรม’ เพื่อจะวินิจฉัยว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศชาติได้นั้น ต้องมีมาตรฐาน ‘คุณธรรม-จริยธรรม’ ที่สูงเพียงพอ และย่อมต้องไม่เคยถูกไล่ออกจากราชการมาก่อน แม้จะถูกล้างมลทินก็ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งหากศาลยึดมาตรฐาน ‘คุณธรรม-จริยธรรม’ ตามอำเภอใจเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเขียนกฎหมายลอยๆ ขึ้นมาเอง - แต่หากศาลต้องการเน้นเรื่อง ‘คุณธรรม-จริยธรรม’ ให้หลักแหลมแยบยลมากไปกว่าการอ้างลอยๆนั้น ศาลก็อาจนำ ‘เหตุผลทางกฎหมาย’ ประการอื่นมาสนับสนุนได้ เช่น แนวความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่วางหลักเสมอมาว่า การล้างมลทินเป็นเพียงการล้างโทษ แต่ไม่ใช่การล้างความประพฤติผิดที่ได้ปฏิบัติไป (เช่น ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 657/2541 และ 321/2551) ดังนั้น ศาลจึงชอบจะนำความประพฤติผิดที่ได้กระทำไป มาพิจารณาในบริบทความมุ่งหมายของ ‘ลักษณะต้องห้าม’ ตามรัฐธรรมนูญได้ (แต่ศาลก็พึงคำนึงถึงการแบ่งแยกอำนาจ และบทบาทของรัฐสภาที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวที่ศาลไม่ควรก้าวล่วง เช่น การถอดถอน หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ) - นอกจากนี้ ศาลยังอาจอ้างไปถึงลำดับศักดิ์และนิติวิธีในการตีความรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายว่าเหตุผลและความมุ่งหมายของ ‘ลักษณะต้องห้าม’ ตามรัฐธรรมนูญนั้น ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐสภาที่จะตรากฎหมายมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ทั้ง หมด เช่น หากรัฐมนตรีมีลักษณะต้องห้าม คือ ‘ล้มละลาย’ ศาลย่อมพิจารณาการ ‘ล้มละลาย’ ได้ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ มิใช่ยอมให้รัฐสภาตรากฎหมายมากำหนดความหมายของการ ‘ล้มละลาย’ เพื่อเอื้อประโยชน์รัฐมนตรีอย่างไรก็ได้ (แต่ทั้งนี้ ศาลชุดปัจจุบัน ก็เคยยอมรับการนำกฎหมายระดับพระราชบัญญัติมาใช้ตีความรัฐธรรมนูญ เช่นกัน) ประเด็น ‘ในทางกฎหมาย’ ที่กล่าวมานี้มีแง่มุมที่สามารถถกเถียงกันได้ แต่สิ่งที่ต้องไม่มองข้าม ก็คือประเด็น ‘ในทางการเมือง’ ซึ่งรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า การเดินหน้ายืนยันล้างมลทินให้คุณยงยุทธนั้น มีความคุ้มค่าในทางการเมืองเพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลและพรรคต้องเสี่ยงกับ คลื่นทางการเมืองระลอกใหม่หรือไม่ ? รัฐบาลเชื่อมั่นในศาลได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ได้ถูกเสกให้เป็นอาวุธ ‘สากกะเบือยันเรือรบ’ (ซึ่งหากจะมีใครดิ้นรนเอากรณีคุณยงยุทธไปฟ้องได้สำเร็จ ก็คงไม่น่าแปลกใจอีกต่อไป) ที่สำคัญก็คือ คลื่นที่ว่านี้อาจไม่ได้หนักหน่วงในทางการสู้คดีต่อศาล แต่อาจหนักหนาในแง่บรรยากาศทางการเมืองที่รัฐบาลต้องการรักษาไว้ และในแง่ความอึดอัดที่มวลชนคนเสื้อแดงมีต่อจุดยืนอันไม่ชัดเจนของพรรคเพื่อ ไทยที่มีต่อตุลาการและหลักการมากขึ้นทุกที เมื่อพิจารณาได้เช่นนี้ เราอาจต้องเห็นใจท่านรองนายกฯยงยุทธ ยิ่งขึ้นไปอีก หากสุดท้าย รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะมองว่า การเสียสละอายุการเมืองของคุณยงยุทธ อาจคุ้มค่ากว่าการไปล้มสะดุดที่ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ! --- ติดตามข่าวสาร ทาง Twitter https://twitter.com/NewVerapat